บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 21 สุสานหลวงใต้เงาหงส์
ลมยามจื่อพัดผ่านตรอกเก่าหลังหอคำสาบานจนโคมไฟสีเงินไหววูบ
เสิ่นเยว่หลันก้าวออกมาจากประตูไม้เก่าในขณะที่ฟ้ายังมืดสนิท ในมือยังถือผ้าขาวเปื้อนเืของเสิ่นอวี้หรงไว้แน่น เืบนผ้านั้นยังอุ่นผิดปกติ ราวกับเพิ่งหยดจากาแเมื่อครู่ ทั้งที่ระยะทางจากจวนเสิ่นมายังหอคำสาบานไม่ใกล้เลย
นั่นแปลว่าเืนี้ไม่ได้ถูกส่งมาด้วยวิธีธรรมดา
มันถูกส่งมาด้วยพิธี
หรือไม่ก็ถูกทำให้ยังสดอยู่เพื่อใช้ล่อบางสิ่ง
ชิงหลัวยืนรออยู่หน้าประตูหอคำสาบาน ใบหน้าซีดขาว ปลายนิ้วที่กำธูปดำสามดอกยังสั่นไม่หยุด เมื่อนางเห็นเยว่หลันเดินออกมา ก็รีบวิ่งเข้ามาหา แต่ยังจำคำสั่งได้ จึงหยุดอยู่ห่างไปสองก้าวแล้วถามเสียงสั่น
“ตอนเด็กคุณหนูเคยซ่อนขนมไว้ที่ใดเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันหยุดเท้า
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางควรยิ้มไม่ได้
แต่นางกลับรู้สึกอุ่นขึ้นในอกเล็กน้อย
“ใต้กระถางกล้วยไม้ในเรือนเก่า”
ชิงหลัวน้ำตาไหลทันที นางพุ่งเข้ามาจับแขนคุณหนูไว้แน่น
“คุณหนูกลับมาแล้วจริง ๆ”
เสิ่นเยว่หลันแตะหลังมือนางเบา ๆ
“ข้ายังกลับมาไม่ครบ”
ชิงหลัวชะงัก
“หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ”
เยว่หลันมองผ้าขาวในมือ
“ยังมีคนของเราหายไป”
คำว่า “คนของเรา” ทำให้ชิงหลัวมองผ้าเปื้อนเือีกครั้ง ก่อนใบหน้าจะซีดลงยิ่งกว่าเดิม
“คุณหนูรอง…”
ไม่มีใครแก้คำเรียกนั้น
แม้ความจริงเื่สายเืของอวี้หรงจะเริ่มเปิดออก แม้นางจะไม่ใช่เืเสิ่น แต่หลายปีที่อยู่ในจวน เสียงเรียกนั้นยังไม่หลุดออกจากปากคนรับใช้ง่าย ๆ
เสิ่นเยว่หลันเองก็ไม่ได้แก้
บางสถานะอาจเป็เท็จ
แต่บางหนี้ยังเป็จริง
ราชครูเฮยก้าวออกมาจากประตูหอคำสาบานเป็คนสุดท้าย เขายกไม้เท้าหัวัดำขึ้นแตะพื้นเพียงเบา ๆ ประตูไม้เก่าด้านหลังจึงปิดลงเองอย่างเงียบงัน รอยสลักัดำบนประตูหลับตาลงอีกครั้ง ราวกับหอคำสาบานกลับไปเป็เพียงเรือนเก่าที่ไม่มีผู้ใดสนใจ
“สุสานหลวงอยู่ทางทิศเหนือของเมือง” ราชครูเฮยกล่าว “หากพวกเขาเริ่มพิธีแล้ว เรามีเวลาไม่มาก”
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงต่ำ
“้าอะไรจากอวี้หรง”
“เืภาชนะที่เสียหาย” หลี่เฟิงเหยียนเป็ผู้ตอบ “เดิมนางถูกเลี้ยงไว้เป็ภาชนะสมบูรณ์ แต่หลังเยว่หลันทำให้ประตูปฏิเสธนาง ตราในตัวนางเสียสมดุล หากสำนักผนึกิญญาใช้เืนางตอนนี้ เืนั้นจะไม่เปิดประตูหลักได้เต็มที่ แต่เปิดทางรั่วได้”
“ทางรั่ว?” เสิ่นเยว่หลันถาม
“ช่องที่สิ่งเล็ก ๆ ผ่านออกมาได้” เขามองไปทางทิศเหนือ “หรือช่องที่ใช้ดึงบางสิ่งจากข้างนอกเข้าไปข้างใน”
ราชครูเฮยกล่าวเสริม “สุสานหลวงไม่ได้มีเพียงศพของราชวงศ์ แต่มีจุดผนึกเก่าอีกแห่ง เป็จุดที่ราชินีองค์แรกเคยใช้ฝังเงาของตนไว้ก่อนตาย หากหงส์อาฆาตแตะจุดนั้นได้จากใต้ตำหนักคุนหนิง และใช้เืภาชนะเสียหายเปิดทางจากสุสานหลวง ทั้งสองทางจะเชื่อมกัน”
เยว่หลันเข้าใจทันที
“พวกเขาจะสร้างสะพานไปยังโลงหินขาว”
“ถูกต้อง” ราชครูเฮยกล่าว
เสิ่นจื้อหยวนกำด้ามดาบแน่น “แล้วเหตุใดต้องขู่เื่ชีวิตข้า”
หลี่เฟิงเหยียนมองผ้าเปื้อนเืในมือเยว่หลัน
“เพราะพวกเขารู้ว่านางจะไปถ้าชื่อท่านอยู่ในคำขู่”
เสิ่นเยว่หลันไม่ปฏิเสธ
หากจดหมายนั้นเขียนเพียงว่าอวี้หรงถูกจับ นางก็ยังไป
แต่หากเอ่ยชื่อบิดา นางจะยิ่งไม่อาจลังเล
ศัตรูรู้จุดอ่อนนางดีเกินไป
มารดา
บิดา
คนในจวน
พวกเขาวางกับดักโดยใช้สิ่งที่นางไม่อาจทิ้ง
“เช่นนั้นเราก็ต้องทำให้เขาคิดว่าข้าถูกล่อไปด้วยจุดอ่อนจริง ๆ” เยว่หลันกล่าว
หลี่เฟิงเหยียนหันมามองนาง
“เ้าคิดจะทำอะไร”
นางยื่นผ้าเปื้อนเืให้เขา
“เืนี้ยังเชื่อมกับอวี้หรงใช่หรือไม่”
เขารับไปตรวจดูครู่หนึ่ง
“ใช่ แต่เชื่อมไม่สมบูรณ์ มีคนจงใจเปิดเส้นทางไว้ให้เ้าตามกลิ่นได้”
“ถ้าข้าตามกลิ่นไปตรง ๆ พวกเขาจะรู้ว่าข้าเข้าใกล้เมื่อใด”
“ใช่”
“แล้วถ้าทำให้เขาคิดว่าข้าตามกลิ่นไป แต่ตัวจริงเข้าอีกทางหนึ่งได้หรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง
ราชครูเฮยหัวเราะเบา ๆ
“สมแล้วที่เป็บุตรีหลินหว่านชิง”
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว “เ้าจะใช้ตัวล่อ?”
เยว่หลันพยักหน้า
“พวกเขารู้ว่าข้าร้อนใจเื่อวี้หรง รู้ว่าข้าห่วงท่านพ่อ รู้ว่าข้าเพิ่งรู้เื่หัวใจของท่านแม่ ความแค้นและความกลัวคือสิ่งที่พวกเขาคาดว่าจะเห็นจากข้า เช่นนั้นเราต้องส่งสิ่งนั้นไปให้เขาเห็น”
ชิงหลัวฟังจนหน้าซีด
“แต่ถ้าส่งความแค้นของคุณหนูไป ประตูจะ…”
“ไม่ใช่ความแค้นจริง” เยว่หลันกล่าว “เป็เงาของความแค้น”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางลึกขึ้น
“เ้า้าใช้เงากระดาษอีกครั้ง”
“ครั้งนี้ไม่ใช่เงาอวี้หรง แต่เป็เงาของข้า”
เสิ่นจื้อหยวนปฏิเสธทันที
“ไม่ได้”
เยว่หลันหันไปมองบิดา
“ท่านพ่อ…”
“พ่อเพิ่งรู้ว่ามารดาเ้าถูกพวกมันใช้หัวใจทำพิธี พ่อจะไม่ยืนดูเ้าส่งเงาของตนเองไปให้พวกมันจับกลิ่นอีก”
เสียงของเสิ่นจื้อหยวนไม่ได้ดัง แต่หนักแน่นและเ็ป
เสิ่นเยว่หลันก้าวเข้าไปใกล้บิดา
“ท่านพ่อ ถ้าข้าเดินเข้าไปตรง ๆ พวกมันจะเตรียมพิธีไว้รับข้า แต่ถ้าเงาของข้าเดินเข้าไปก่อน พวกมันจะเปิดของที่ซ่อนไว้เพื่อต้อนรับเงานั้น เมื่อถึงเวลานั้น เราจึงเห็นทางเข้าแท้จริง”
“แล้วถ้าเงาย้อนมาทำร้ายเ้า”
“ข้าจะไม่ใช้เื”
“แล้วใช้อะไร”
เสิ่นเยว่หลันเงียบไปเล็กน้อย
ก่อนหยิบกลีบดอกเหมยสีดำที่เก็บจากห้องธูปขาวในตำหนักคุนหนิงออกมาจากถุงผ้า
กลีบดอกเหมยนั้นเคยเป็สีแดง แต่ถูกธูปขาวกัดจนดำสนิท มันยังคงมีกลิ่นธูปจาง ๆ และไอเย็นของตำหนักคุนหนิงติดอยู่
“สิ่งนี้เคยแตะกับดักของฮองเฮา” นางกล่าว “มันมีเงาของพลังที่พวกเขาเคยใช้ล่อข้า ข้าจะใช้สิ่งนี้สร้างเงาของคนที่พวกเขาคิดว่าข้าควรเป็”
ราชครูเฮยมองกลีบเหมยนั้น ดวงตาเป็ประกายอย่างระวัง
“เงาของผู้ถือเหมยโลหิตที่กำลังถูกความแค้นกลืนกิน”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “อันตราย แต่ใช้ได้”
เสิ่นจื้อหยวนมองพวกเขาทั้งสองด้วยสีหน้าเย็นจัด
“ข้าไม่ชอบคำว่าอันตรายแต่ใช้ได้”
เยว่หลันจับมือบิดา
“ลูกก็ไม่ชอบเ้าค่ะ แต่ตอนนี้ศัตรูใช้ทุกอย่างที่ลูกกลัว เราต้องใช้สิ่งที่ศัตรูเชื่อกลับไปบ้าง”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางอยู่นาน
สุดท้ายเขาหลับตาลงช้า ๆ
“พ่อจะไม่ห้าม แต่ถ้าเกิดสิ่งใดผิดพลาด พ่อจะตัดพิธีนั้นด้วยดาบตนเอง ไม่สนว่าจะเป็สุสานหลวงหรือวังหลวง”
“ลูกทราบเ้าค่ะ”
หลี่เฟิงเหยียนเริ่มลงมือทันที
เขาวางกลีบเหมยดำลงบนผ้าขาวเปื้อนเืของอวี้หรง แล้วใช้ปลายนิ้วแตะกระดิ่งเงิน เสียงกริ๊งเบา ๆ ดังขึ้นในความมืด เงาสีดำเล็ก ๆ ค่อย ๆ แผ่ออกจากกลีบเหมย ราวหยดหมึกบนหิมะ ไม่นานก็รวมตัวเป็เงาสตรีร่างหนึ่ง
เงานั้นมีรูปร่างเหมือนเสิ่นเยว่หลัน
แต่ไม่ใช่เสิ่นเยว่หลัน
ดวงตาของมันแดงจาง ผมยาวปลิวไหวแม้ไม่มีลม ใบหน้าเหมือนนางทุกประการ เพียงแต่เ็าและบิดเบี้ยวด้วยความแค้นมากกว่า มันก้มมองมือตนเอง แล้วค่อย ๆ ยิ้ม
ชิงหลัวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“คุณหนู…เงานั่นน่ากลัวเ้าค่ะ”
เยว่หลันมองเงาของตนเองอย่างสงบ
“เพราะนั่นคือสิ่งที่ศัตรูอยากให้ข้าเป็”
เงานั้นหันมามองนาง
ดวงตาแดงจางสบกับดวงตาดำสงบ
ชั่วขณะหนึ่ง เยว่หลันเหมือนมองเห็นตัวเองอีกเส้นทางหนึ่ง
หากนางปล่อยให้ความแค้นนำทาง
หากนางยอมให้ประตูใช้เสียงนาง
หากนางไม่เหลือมือของบิดา เสียงของมารดา ความซื่อสัตย์ของชิงหลัว และคำเตือนของหลี่เฟิงเหยียนรั้งไว้
บางทีนางอาจกลายเป็เช่นนี้จริง ๆ
หลี่เฟิงเหยียนยื่นกระดาษสีดำให้เงานั้น
“ตามเืไป”
เงาเยว่หลันยิ้ม
“ฆ่า…”
เสียงของมันแ่เบาและเย็นจนชิงหลัวขนลุก
เสิ่นเยว่หลันกล่าวเสียงต่ำ
“ไม่ใช่ฆ่า”
เงานั้นชะงัก
นางจ้องมัน
“หลอก”
เงาเยว่หลันเอียงคอเล็กน้อย
รอยยิ้มของมันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็รอยยิ้มเย็นที่คล้ายเข้าใจ
“หลอก…”
สิ้นคำ เงานั้นก็สลายเป็กลุ่มควันดำ เลื้อยหายไปตามพื้นหิน มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “มันจะไปถึงสุสานหลวงก่อนเราไม่นาน เราต้องรีบ”
ราชครูเฮยพยักหน้า
“ใช้ทางใต้ดินของหอคำสาบาน จะออกไปใกล้สุสานหลวงกว่าถนนใหญ่”
ชิงหลัวรีบถาม “บ่าวไปด้วยได้หรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองนาง
ชิงหลัวรีบพูดก่อนถูกห้าม
“คราวนี้บ่าวไม่รอข้างนอกเ้าค่ะ คุณหนูรองถูกจับ พ่อบ้านเฉินไม่รู้เป็ตายร้ายดี ถ้าบ่าวกลับจวนตอนนี้ก็ร้อนใจจนทำอะไรไม่ได้อยู่ดี บ่าวรู้ว่าตนเองช่วยสู้ไม่ได้ แต่บ่าวจำเสียงคุณหนูได้ จำรอยเท้าคุณหนูได้ และบ่าวจะไม่ให้ใครปลอมเป็คุณหนูอีก”
เยว่หลันมองนางอยู่นาน
ก่อนพยักหน้า
“อยู่ใกล้ข้าไว้ อย่าห่างเกินสามก้าว”
ชิงหลัวพยักหน้าทันที
“เ้าค่ะ!”
เส้นทางใต้ดินของหอคำสาบานแคบกว่าบันไดหลักมาก ราชครูเฮยนำหน้า ไม้เท้าหัวัดำส่องแสงสีเงินจาง ๆ เส้นทางเต็มไปด้วยกลิ่นหินเย็นและดินเก่า บาง่มีน้ำซึมจากผนังลงมาเป็หยดช้า ๆ ราวเสียงนับถอยหลัง
เสิ่นเยว่หลันเดินกลางกลุ่ม บิดาอยู่ข้างขวา หลี่เฟิงเหยียนอยู่ข้างซ้าย ชิงหลัวอยู่ด้านหลังเกือบชิดชายเสื้อคลุมของนาง
ไม่มีใครพูดมาก
เพราะทุกคนรู้ว่า ปลายทางไม่ใช่สถานที่ของคนเป็
สุสานหลวงตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองหลวง หลังแนวกำแพงชั้นในและป่าสนเก่าแก่ มันเป็สถานที่ที่แม้แต่ขุนนางสูงศักดิ์ยังไม่กล้าเข้าใกล้โดยไร้พระราชอนุญาต บรรพกษัตริย์ ราชินี องค์ชาย องค์หญิง และเชื้อพระวงศ์ผู้ตายก่อนวัยจำนวนมากหลับใหลอยู่ที่นั่น
หรืออย่างน้อย คนเป็ก็เชื่อว่าพวกเขาหลับ
เมื่อออกจากทางใต้ดิน กลุ่มของเยว่หลันก็ปรากฏอยู่ในป่าสนด้านหลังสุสานหลวง
ฟ้ายังมืดสนิท
หมอกขาวปกคลุมพื้นดินจนมองไม่เห็นรองเท้า ต้นสนสูงเรียงรายเหมือนทหารเงียบงัน แสงจันทร์ถูกเมฆบดบัง เหลือเพียงเงาราง ๆ ของกำแพงสุสานหลวงที่ทอดยาวไปในความมืด
และเหนือกำแพงนั้น มีแสงสีแดงจาง ๆ ลอยขึ้นสู่ฟ้า
เหมือนเืที่กำลังระเหย
ราชครูเฮยก้มลงแตะพื้น
“พิธีเริ่มแล้ว”
เสิ่นเยว่หลันกำผ้าขาวเปื้อนเืแน่น
“อวี้หรงยังมีชีวิตหรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนหลับตา ฟังเสียงบางอย่าง
“ยังมีชีวิต แต่เืไหลแล้ว”
ชิงหลัวยกมือปิดปาก
เสิ่นจื้อหยวนเสียงเย็น “ทางเข้าอยู่ที่ใด”
ราชครูเฮยชี้ไปทางประตูหินด้านข้างสุสาน
“ประตูราชองครักษ์เก่า แต่คืนนี้มันอาจไม่ยอมเปิดให้คนเป็”
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่ขึ้น
“เช่นนั้นก็ให้มันเปิดให้คนตาย”
เขาโบกกระบี่เบา ๆ ไฟสีฟ้าในโคมิญญาพุ่งไปแตะประตูหิน เสียงครางต่ำดังขึ้นจากใต้ดิน จากนั้นเงาิญญาทหารเกราะเก่าหลายร่างก็ปรากฏขึ้นหน้าประตู
พวกเขาไม่มีใบหน้าชัดเจน มีเพียงเบ้าตาดำและเกราะหลวงที่ขึ้นสนิม
“ผู้ใดบุกรุกสุสานหลวง…”
เสียงนั้นดังซ้อนกันหลายร่าง
หลี่เฟิงเหยียนยกป้ายหยกดำขึ้น
“ฉีหลิงอ๋อง ตรวจพิธีิญญาต้องห้าม”
ิญญาทหารนิ่งไป
แต่ยังไม่หลีก
“สุสานหลวงไม่รับคำสั่งจวนฉีหลิงในยามที่เืราชวงศ์ถูกเรียก”
ราชครูเฮยก้าวขึ้นมา ยกไม้เท้าหัวัดำ
“แล้วรับคำสั่งหอคำสาบานหรือไม่”
ิญญาทหารหันไปทางราชครู
พวกมันเงียบไปนาน
จากนั้นก็คุกเข่าลงพร้อมกัน
“ผู้เฝ้าสัญญา…”
ประตูหินค่อย ๆ เปิดออก
ไอเย็นเน่าเก่าพุ่งออกมาจากด้านใน
ชิงหลัวแทบหยุดหายใจ
เสิ่นเยว่หลันก้าวเข้าไปก่อนใคร
ด้านในสุสานหลวงเป็ทางเดินหินกว้าง มีโคมไฟสีเขียวแขวนอยู่ตามผนัง แต่ไฟเ่าั้ไม่ได้ส่องสว่างให้เห็นชัด กลับทำให้เงาทุกเงาดูยาวและบิดเบี้ยวกว่าเดิม บนผนังแกะสลักภาพราชวงศ์หลี่ั้แ่ยุคแรก ภาพา ภาพราชินีองค์แรกถือดอกเหมยสีแดงยืนเคียงัดำ และภาพตระกูลเสิ่นคุกเข่าหน้าประตูิญญา
เสิ่นเยว่หลันหยุดมองภาพนั้น
ในภาพ ราชินีองค์แรกยังงดงามและสูงส่ง
ไม่ใช่หงส์อาฆาตที่หัวเราะจากแผ่นหยก
นางเคยเป็คน
เคยเป็สตรีที่แบกภาระ
แล้วภาระนั้นทำให้นางกลายเป็สิ่งที่ถูกขังไว้ใต้โลงหิน
ความคิดนั้นทำให้เยว่หลันเย็นในใจ
หากนางไม่ระวัง วันหนึ่งภาพของนางอาจถูกแกะไว้บนกำแพงเช่นนี้
งดงาม
น่าเคารพ
และถูกใช้เป็ข้ออ้างให้คนรุ่นหลังทำผิดซ้ำเดิม
เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ดังขึ้นจากด้านหน้า
กริ๊ง…
หลี่เฟิงเหยียนหยุดเท้า
“เงาของเ้าแตะพิธีแล้ว”
ไม่ไกลออกไป เสียงหัวเราะของสตรีดังสะท้อนมา
ไม่ใช่ฮองเฮา
ไม่ใช่หงส์อาฆาต
แต่เป็เสียงอวิ๋นซาน นักพรตหลวงของสำนักผนึกิญญา
“ในที่สุดก็มาถึง เสิ่นเยว่หลัน”
ราชครูเฮยยกมือให้ทุกคนหยุด
พวกเขายืนอยู่ตรงแยกทางเดิน ด้านหน้าเป็โถงสุสานชั้นกลาง เสาหินสลักหงส์เรียงราย เส้นแสงสีแดงวาดเป็วงพิธีบนพื้น และกลางวงนั้นมีสตรีร่างหนึ่งยืนอยู่
เงาเยว่หลัน
มันยืนอยู่กลางวงแหวน แสร้งเป็นางได้สมบูรณ์แบบ ดวงตาแดงจาง ใบหน้ามีความแค้นเกรี้ยวกราด เหมือนผู้ถือเหมยโลหิตที่ถูกความโกรธกลืนกินจริง ๆ
รอบวงพิธีมีนักพรตชุดเทาดำเจ็ดคนยืนสวดคาถา
อวิ๋นซานยืนอยู่ด้านหน้าแท่นหิน มือหนึ่งถือกระบี่พิธี อีกมือจับข้อมือเสิ่นอวี้หรงไว้
เสิ่นอวี้หรงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างแท่น ใบหน้าซีดจนแทบไร้เื ข้อมือซ้ายถูกกรีดเป็แผลยาว เืไหลลงถ้วยหยกใต้มือ หยดแล้วหยดเล่า ทุกครั้งที่เืตกลงในถ้วย วงแหวนบนพื้นก็สว่างขึ้น
นางยังมีสติครึ่งหนึ่ง
ดวงตาปรือมองเงาเยว่หลันตรงหน้า ริมฝีปากสั่น
“พี่หญิง…”
เงาเยว่หลันไม่ตอบ
มันเพียงยิ้มเย็น
อวิ๋นซานหัวเราะ
“ดี ความแค้นของเ้ามาถึงเร็วอย่างที่คาดไว้”
เขามองเงาเยว่หลันด้วยความพึงพอใจ
“เ้าคงรู้แล้วว่ามารดาถูกควักหัวใจ เ้าคงโกรธจนแทบอยากเปิดประตูฆ่าทุกคน ใช่หรือไม่”
เงาเยว่หลันค่อย ๆ เอ่ยเสียงแ่
“ฆ่า…”
เสิ่นจื้อหยวนที่ซ่อนอยู่ด้านหลังเสาหินกำด้ามดาบแน่นจนข้อมือขาว
ถ้าเยว่หลันไม่จับแขนเขาไว้ เขาคงพุ่งออกไปแล้ว
เยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ
ยังไม่ถึงเวลา
อวิ๋นซานก้าวเข้าหาเงานั้น
“มาสิ ใช้เืภาชนะเป็สะพาน ใช้ความแค้นของเ้าเป็กุญแจ เปิดทางสู่สุสานราชินีองค์แรก แล้วเ้าจะได้เห็นหัวใจของมารดาเ้า”
เงาเยว่หลันเดินเข้าไปในวงพิธีช้า ๆ
ทุกก้าวที่มันเดิน วงแหวนสีแดงยิ่งสว่าง
อวิ๋นซานยิ้มกว้างขึ้น
“ใช่ เช่นนั้น…”
ทันใดนั้น เสียงหลี่เฟิงเหยียนดังขึ้นจากเงามืด
“พอใจหรือยัง”
อวิ๋นซานหันขวับ
ในวินาทีนั้น เงาเยว่หลันกลางวงพิธียิ้ม
ไม่ใช่รอยยิ้มของเหยื่อ
แต่เป็รอยยิ้มของกับดักที่ปิดฝา
“หลอก…”
เสียงของมันดังขึ้น
ก่อนร่างเงาจะะเิออกเป็กลีบดอกเหมยสีดำจำนวนมาก
พรึบ!
กลีบเหมยดำกระจายไปทั่ววงพิธี พวกมันติดเข้ากับเส้นแสงสีแดงบนพื้น ทันทีที่ัักัน เส้นแสงเ่าั้ก็เริ่มไหม้ย้อนกลับไปหานักพรตทั้งเจ็ด
“อ๊าก!”
นักพรตสองคนกรีดร้อง ล้มลงกับพื้น มือกุมหน้าอก อักขระสีแดงบนชุดพวกเขาลุกไหม้เป็ไฟสีดำ
อวิ๋นซานหน้าเปลี่ยนสีทันที
“เงาลวง!”
เสิ่นเยว่หลันตัวจริงก้าวออกจากหลังเสาหิน
“ถูกต้อง”
ทุกสายตาหันมาหานาง
อวิ๋นซานมองนางด้วยความใ ก่อนความโกรธจะเข้ามาแทนที่
“เ้า!”
เสิ่นเยว่หลันมองอวี้หรงที่คุกเข่าอยู่ข้างแท่น
ดวงตาของอวี้หรงเบิกกว้าง น้ำตาไหลทันที
“พี่หญิง…”
คราวนี้เสียงนั้นเรียกนางจริง
ไม่ใช่เงา
ไม่ใช่ความทรงจำ
ไม่ใช่การแสดง
เยว่หลันกล่าวเสียงเย็น
“ปล่อยนาง”
อวิ๋นซานหัวเราะอย่างโกรธจัด
“เ้าคิดว่าเข้ามาถึงที่นี่แล้วจะออกไปได้ง่าย ๆ หรือ”
เขายกกระบี่พิธีขึ้น
เืของอวี้หรงในถ้วยหยกพลันพุ่งขึ้นกลางอากาศ กลายเป็เส้นด้ายสีแดงรัดรอบคอนาง อวี้หรงสะอึก หายใจไม่ออกทันที
เสิ่นจื้อหยวนชักดาบออก
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่ดำ
ราชครูเฮยปักไม้เท้าลงพื้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยวลมหายใจเดียว
เสิ่นเยว่หลันกลับยกมือขึ้นห้าม
“อย่าขยับ”
หลี่เฟิงเหยียนหันมามองนาง
“เยว่หลัน”
นางมองเส้นด้ายเืรอบคออวี้หรง
“ถ้าตัดผิด นางตาย”
อวิ๋นซานยิ้มเย็น
“ฉลาดดี ภาชนะเสียหายก็ยังมีประโยชน์ หากเ้าขยับผิด นางจะตาย หากเ้าไม่ขยับ พิธีจะเดินต่อ หากเ้ายอมให้เืเ้าแตะวงแหวน ข้าจะปล่อยนางหายใจ”
เสิ่นอวี้หรงดิ้นรนอย่างเ็ป น้ำตาไหลไม่หยุด
“อย่า…” นางพยายามพูด “อย่าให้…เื…”
เสิ่นเยว่หลันมองนาง
ในชาติก่อน อวี้หรงเคยยืนดูนางตาย
ชาตินี้ อวี้หรงกำลังถูกใช้เป็มีดบังคับให้นางเืตก
ช่างเหมือนกรรมที่ย้อนกลับมาอย่างบิดเบี้ยว
แต่อวี้หรงในตอนนี้กลับใช้แรงเฮือกสุดท้ายเตือนนาง
อย่าให้เื
นั่นอาจไม่ใช่การไถ่บาป
แต่เป็ก้าวแรกของคนที่เริ่มเลือกเอง
เสิ่นเยว่หลันก้าวไปข้างหน้า
อวิ๋นซานยิ้มกว้าง
“ดี เข้ามา”
หลี่เฟิงเหยียนขยับจะตาม แต่นางยกมือห้ามอีกครั้ง
“ข้าจัดการได้”
เสิ่นจื้อหยวนเสียงต่ำ “หลันเอ๋อร์…”
นางไม่หันกลับ
“ท่านพ่อ เชื่อข้า”
เสิ่นจื้อหยวนกัดฟัน แต่ยังหยุดอยู่
เยว่หลันเดินเข้าใกล้วงพิธีทีละก้าว
อวิ๋นซานมองนางอย่างระแวดระวัง
“อย่าคิดใช้เงาลวงอีก”
“ข้าไม่ใช้ซ้ำสองครั้งกับคนที่ยังมีหัวคิด”
“ปากดี”
“ขอบคุณ”
นางหยุดอยู่หน้าวงแหวนสีแดง ห่างจากอวี้หรงไม่ถึงห้าก้าว
อวิ๋นซานยื่นกระบี่พิธีออกมา
“กรีดฝ่ามือ หยดเืลงบนวงแหวน”
เสิ่นเยว่หลันมองกระบี่นั้น
“หากข้าทำ เ้าปล่อยนาง?”
“ข้าจะให้นางหายใจ”
“ไม่พอ”
“เ้าไม่มีสิทธิต่อรอง”
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้ามองเขา
ดวงตาของนางสงบจนผิดปกติ
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว”
อวิ๋นซานขมวดคิ้ว
“อะไร”
“คนที่ไม่มีสิทธิต่อรองคือเ้า”
สิ้นคำ นางพลิกผ้าขาวเปื้อนเืของอวี้หรงที่ถืออยู่ในมือ แล้วสะบัดมันลงบนพื้นด้านหน้าวงพิธี
เืบนผ้าไม่ได้หยดลง
แต่มันแผ่ออกเป็เส้นบาง ๆ เชื่อมกับเืในถ้วยหยกทันที
อวิ๋นซานหน้าเปลี่ยนสี
“เ้าใช้เืภาชนะย้อนพิธี?”
เสิ่นเยว่หลันกล่าวเสียงเย็น
“เืนี้เป็ของอวี้หรง ไม่ใช่ของเ้า”
นางยกมือขึ้นกลางอากาศ
ตราเหมยโลหิตใต้หัวใจร้อนขึ้น แต่ครั้งนี้นางไม่ได้ใช้ความแค้น
นางใช้ชื่อ
“เสิ่นอวี้หรง”
อวี้หรงสะดุ้ง
ดวงตานางพร่ามัว แต่ยังพยายามมองเยว่หลัน
“เ้าไม่ใช่เืเสิ่น” เยว่หลันกล่าว “แต่เืที่ไหลจากตัวเ้าเป็ของเ้า ไม่ใช่ของสำนักผนึกิญญา ไม่ใช่ของฮองเฮา ไม่ใช่ขององค์ชายสาม และไม่ใช่ของข้า”
เส้นด้ายเืรอบคออวี้หรงสั่นไหว
อวิ๋นซานรีบร่ายคาถา “ภาชนะเป็ของหงส์ทอง เืเป็สะพาน ิญญาเป็ตรา—”
เยว่หลันตัดบทเสียงดัง
“ข้าเรียกชื่อเ้า เสิ่นอวี้หรง หากเ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ จงตอบด้วยเสียงของเ้าเอง!”
อวี้หรงดิ้นรน
เส้นเืที่คอปูดขึ้น ใบหน้านางแดงคล้ำจากการขาดอากาศ ริมฝีปากสั่นอย่างหนัก
อวิ๋นซานกดกระบี่ลงบนถ้วยหยก
“อย่าตอบ!”
เสิ่นเยว่หลันะโ
“อวี้หรง!”
น้ำตาของอวี้หรงทะลักออกมา
นางรวบรวมแรงทั้งหมด เปล่งเสียงแหบพร่าออกมา
“ข้า…ยัง…อยาก…อยู่…”
เพียงเท่านั้น เส้นด้ายเืรอบคอก็ขาดสะบั้น
ถ้วยหยกแตกเสียงดัง
เพล้ง!
อวิ๋นซานกระอักเืทันที พิธีที่เขาใช้ควบคุมเืภาชนะย้อนกลับเข้าสู่ตัวเขา นักพรตที่เหลืออีกห้าคนเซถอยหลัง เส้นแสงสีแดงบนพื้นแตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ
หลี่เฟิงเหยียนเคลื่อนไหวทันที
กระบี่ดำพุ่งผ่านอากาศ ตัดสายยันต์ของนักพรตสองคนขาดในพริบตา เสิ่นจื้อหยวนตามเข้ามา ดาบแม่ทัพฟันลงบนด้ามกระบี่ของนักพรตอีกคนจนแตกกระเด็น ราชครูเฮยใช้ไม้เท้ากระแทกพื้น แสงสีเงินผุดขึ้นเป็ตาข่ายกักวงพิธีไม่ให้ลามต่อ
ชิงหลัววิ่งเข้าไปหาอวี้หรงโดยไม่คิดชีวิต
“คุณหนูรอง!”
อวี้หรงล้มลงในอ้อมแขนนาง หายใจหอบแรง เืที่ข้อมือยังไหลไม่หยุด
ชิงหลัวรีบใช้ผ้ากดแผล
“อดทนไว้นะเ้าคะ อดทนไว้!”
อวี้หรงมองนางอย่างมึนงง
“เ้า…ยังเรียกข้าว่าคุณหนูรองหรือ”
ชิงหลัวน้ำตาคลอ
“ตอนนี้อย่าเพิ่งสนคำเรียกเ้าค่ะ สนเืตัวเองก่อน!”
อวี้หรงหัวเราะแ่ ๆ ทั้งที่น้ำตายังไหล
เป็เสียงหัวเราะที่เ็ปและโล่งใจอย่างประหลาด
แต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน
เพราะด้านหลังแท่นหิน กลไกบางอย่างพลันทำงาน
ครืน…
พื้นสุสานสั่นไหว
วงแหวนที่แตกไปเมื่อครู่ไม่ได้ดับทั้งหมด
เส้นแสงสีแดงบางส่วนไหลลงไปใต้แท่นหินแทน
ราชครูเฮยหน้าเปลี่ยนสี
“พิธีสำรอง!”
อวิ๋นซานที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหัวเราะทั้งที่มุมปากมีเื
“พวกเ้าคิดว่าข้าต้องใช้ภาชนะสมบูรณ์หรือ…ไม่จำเป็…แค่เืนางไหลพอ ทางก็เปิดแล้ว…”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองแท่นหิน
กลางแท่นมีรอยแยกเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดลงไปใต้สุสานหลวง ลมเย็นสีดำพุ่งขึ้นมาจากด้านล่าง กลิ่นของมันไม่เหมือนดิน ไม่เหมือนศพ แต่เหมือนดอกไม้ที่เน่าในน้ำเืมาหลายร้อยปี
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากใต้บันได
“เหมยโลหิต…”
เสียงนั้นไม่ใช่หงส์อาฆาตเต็มตัว
แต่เป็เศษเสียงของนาง
อวี้หรงตัวสั่นทันที
“เสียงนี้…อยู่ในฝันข้า…”
เสิ่นเยว่หลันก้าวไปข้างหน้า
หลี่เฟิงเหยียนจับแขนนางไว้
“อย่าเพิ่งลงไป”
ราชครูเฮยกล่าวเสียงเครียด “ทางนี้ไม่ใช่ทางสู่สุสานราชวงศ์ธรรมดา มันเป็ทางเงา เชื่อมกับสิ่งใต้โลงหินขาว ถ้าเดินลงไปโดยไม่มีปิ่นครบสองส่วน เราอาจไม่กลับมา”
เสิ่นจื้อหยวนเสียงเข้ม “เช่นนั้นปิดมัน”
“ต้องใช้สิ่งที่เปิดมัน”
ทุกคนหันไปมองอวี้หรง
เืของนางเปิดทาง
เืของนางอาจปิดทาง
อวี้หรงเองก็เข้าใจ นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีดราวคนใกล้หมดแรง
“ใช้เืข้าเถิด”
ชิงหลัวร้อง “ไม่ได้เ้าค่ะ! เืท่านไหลมากแล้ว!”
อวี้หรงยิ้มเศร้า
“ถ้าข้ายังเป็ภาชนะ อย่างน้อยให้ข้าใช้มันปิดสิ่งที่เขาเปิด”
เสิ่นเยว่หลันมองนาง
นี่อาจเป็โอกาส
ถ้าใช้อวี้หรงปิดทาง บางทีทางเงาจะหยุด
แต่เืของนางไหลมากพอแล้ว
หากใช้ต่อ นางอาจตาย
และหากอวี้หรงตายตอนนี้ เยว่หลันจะไม่มีวันรู้ว่าสิ่งที่นางกำลังทำเป็เพราะสำนึกผิดจริง หรือเพราะถูกชะตาบีบจนไม่มีทางเลือก
“ไม่” เยว่หลันกล่าว
อวี้หรงชะงัก
“พี่หญิง…”
“เ้าบอกเองว่าอยากอยู่” เยว่หลันกล่าว “ถ้าพูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตนเอง”
น้ำตาของอวี้หรงไหลลงมาอีกครั้ง
“แต่ถ้าไม่ใช้เืข้า ทางจะเปิด”
เสิ่นเยว่หลันมองทางบันไดมืด
ลมเย็นจากด้านล่างพัดผมของนางปลิวไหว
“เช่นนั้นก็ใช้สิ่งที่มันไม่คาดว่าจะใช้”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางทันที
“เยว่หลัน”
นางหันไปหาเขา
“น้ำจากอ่างสาบานที่ไม่สะท้อนความกลัว เรา้ามันใช่หรือไม่”
ราชครูเฮยขมวดคิ้ว
“ใช่ แต่ตอนนี้เราไม่มี”
เยว่หลันกล่าว “มีสิ”
ทุกคนมองนาง
นางยกมือแตะถุงหยกขาวของมารดา
“ข้าเห็นลานปะาในอ่างสาบาน เพราะข้ากลัวมัน แต่เมื่อครู่ในหอคำสาบาน ข้ามองความจริงเื่หัวใจท่านแม่แล้ว ข้ายังกลัวอยู่ แต่ข้าไม่ได้ปล่อยให้มันพาข้าเปิดประตู”
หลี่เฟิงเหยียนเข้าใจทันที
“เ้าจะสร้างน้ำสาบานจากความกลัวที่ถูกยอมรับ”
ราชครูเฮยเบิกตาเล็กน้อย
“เป็วิธีเก่าแก่…แต่เสี่ยงมาก”
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงต่ำ “เสี่ยงอย่างไร”
ราชครูเฮยตอบ “หากนางหลอกตนเองแม้เพียงนิด น้ำจะกลายเป็กระจกความกลัว และทางเงาจะดูดนางลงไปแทน”
เสิ่นจื้อหยวนหน้าเปลี่ยนทันที
“ไม่”
เยว่หลันจับมือบิดา
“ท่านพ่อ ข้าจะไม่หลอกตนเอง”
“คนเราทุกคนหลอกตนเองได้ง่ายที่สุด”
“ลูกเคยหลอกตนเองมาแล้วเ้าค่ะ” นางมองบิดา “เื่องค์ชายสาม เื่อวี้หรง เื่ความอ่อนแอของตนเอง เื่ความตายของท่านแม่ แต่ตอนนี้ลูกไม่อยากหลอกแล้ว”
เสิ่นจื้อหยวนมองนาง เจ็บจนพูดไม่ออก
หลี่เฟิงเหยียนยื่นโคมิญญาสีฟ้าให้นาง
“ถ้าเ้าจะทำ ข้าจะยืนกั้นทางเงาไว้ให้ แต่เ้ามีเวลาไม่เกินเจ็ดลมหายใจ”
“พอ”
“ไม่พอ แต่เ้าคงไม่ฟัง”
เยว่หลันเกือบยิ้ม
“ท่านเริ่มรู้จักข้าแล้ว”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางนิ่ง
“มากกว่าที่เ้าคิด”
ประโยคนั้นทำให้หัวใจนางไหวเล็กน้อย แต่ไม่มีเวลาถามต่อ
เสิ่นเยว่หลันเดินไปยืนหน้าแท่นหินที่เปิดออกเป็ทางบันไดมืด
ลมจากด้านล่างพัดแรงขึ้น เสียงหงส์อาฆาตกระซิบอยู่ในลม
“ลงมา…”
“ข้าจะให้เ้าเห็นหัวใจมารดา…”
“ข้าจะให้เ้าฆ่าทุกคนที่ทำร้ายเ้า…”
เยว่หลันหลับตาลง
นางกลัว
กลัวมารดาจะเจ็บต่อไป
กลัวบิดาจะตายอีกครั้ง
กลัวตนเองกลายเป็สิ่งที่หงส์อาฆาต้า
กลัวว่าหลี่เฟิงเหยียนจะมีความลับที่ทำให้นางเจ็บ
กลัวว่าอวี้หรงจะทรยศอีก
กลัวว่าการกลับมาของนางอาจทำให้คนอื่นตายซ้ำ
ใช่
นางกลัวทั้งหมด
และครั้งนี้ นางไม่ผลักมันออก
นางเอ่ยเสียงเบา
“ข้ากลัว”
ลมมืดชะงักเล็กน้อย
นางกล่าวต่อ
“แต่ความกลัวไม่ใช่นายของข้า”
หยกขาวของมารดาในอกสั่นขึ้น แสงขาวอ่อน ๆ ซึมผ่านผ้าออกมา หยดน้ำใสหยดหนึ่งก่อตัวขึ้นบนปลายนิ้วของนาง
ไม่ใช่น้ำตา
ไม่ใช่เื
แต่เป็หยดน้ำใสที่ไม่สะท้อนภาพใดเลย
ราชครูเฮยเบิกตา
“น้ำสาบาน…”
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่ขึ้น กั้นลมดำที่พุ่งออกมาจากทางเงา
“ตอนนี้!”
เสิ่นเยว่หลันสะบัดหยดน้ำนั้นลงบนขอบบันไดมืด
ทันทีที่น้ำแตะหิน เสียงกรีดร้องแหลมของหงส์อาฆาตก็ดังขึ้นจากด้านล่าง
“เสิ่นเยว่หลัน!”
ทางบันไดสั่นะเื
รอยแยกบนแท่นหินเริ่มปิดลงช้า ๆ
อวิ๋นซานร้องอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่ได้! เปิดแล้วต้องเปิดต่อ! หงส์ทองต้องตื่น!”
เขาพุ่งเข้าใส่เยว่หลัน
เสิ่นจื้อหยวนฟันดาบขวางทันที
เคร้ง!
กระบี่พิธีของอวิ๋นซานปะทะดาบแม่ทัพจนประกายไฟแตกกระจาย เสิ่นจื้อหยวนกดดาบลงด้วยแรงมหาศาล ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธที่สะสมมาั้แ่รู้ความจริงเื่ภรรยา
“เ้าเองก็มีส่วนกับหว่านชิงหรือไม่”
อวิ๋นซานหัวเราะทั้งเื
“หัวใจนางงดงามมาก แม่ทัพเสิ่น ท่านควรภูมิใจที่มันยังเต้นเพื่อพิธีอันยิ่งใหญ่—”
เขาพูดไม่จบ
เสิ่นจื้อหยวนเตะเข้ากลางอกเขาเต็มแรง
ร่างอวิ๋นซานกระเด็นไปกระแทกเสาหิน เืกระอักออกมาคำใหญ่
“อย่าเอาปากสกปรกของเ้าเอ่ยถึงนาง”
เสียงของแม่ทัพเสิ่นเย็นจนแม้แต่นักพรตที่เหลือก็หยุดหายใจ
แท่นหินปิดลงเกือบหมด
แต่ในวินาทีสุดท้าย มือสีดำข้างหนึ่งพลันยื่นออกมาจากช่องบันได คว้าขอบหินไว้แน่น
มือของสตรี
เล็บยาวสีดำ
บนหลังมือมีตราหงส์ทองที่แตกหัก
ราชครูเฮยหน้าเปลี่ยนสี
“ถอย!”
หลี่เฟิงเหยียนพุ่งเข้ามา กระบี่ดำฟันลงบนมือนั้นเต็มแรง
ฉับ!
มือสีดำถูกตัดขาด กลายเป็ควันเืลอยขึ้นกลางอากาศ เสียงกรีดร้องจากใต้ดินดังจนสุสานทั้งหลังสั่นะเื
แท่นหินปิดสนิทในที่สุด
ความเงียบตกลงทันที
ทุกคนหอบหายใจ
อวี้หรงหมดสติในอ้อมแขนชิงหลัว
นักพรตที่เหลือถูกแสงเงินของราชครูเฮยมัดไว้
อวิ๋นซานนอนพิงเสาหิน หัวเราะเบา ๆ อย่างคนเสียสติ
เสิ่นเยว่หลันยืนหน้าแท่นหิน มือเย็นเฉียบ แต่ยังมั่นคง
นางปิดทางเงาได้
แต่ความรู้สึกของนางบอกว่า นี่ไม่ใช่ชัยชนะ
เป็เพียงการชะลอสิ่งที่กำลังตื่น
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาข้างนาง
“เ้าทำได้”
เยว่หลันมองแท่นหินที่ปิดสนิท
“แต่หงส์อาฆาตแตะโลกนี้ได้แล้ว”
เขาเงียบไป
นั่นคือคำตอบ
ราชครูเฮยเดินไปใกล้อวิ๋นซาน ใช้ไม้เท้ากดปลายคางเขาขึ้น
“ใครพาอวี้หรงออกจากจวนเสิ่น”
อวิ๋นซานหัวเราะ
“เ้าคิดว่าจวนเสิ่นยังปลอดภัยหรือ ราชครูเฮย”
เสิ่นจื้อหยวนหันขวับ
“หมายความว่าอย่างไร”
อวิ๋นซานยิ้มทั้งเื
“พวกเ้ามาที่นี่กันหมด สวนเหมยใครเฝ้าอยู่เล่า”
อากาศทั้งโถงเย็นลงทันที
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกหัวใจหล่นวูบ
สวนเหมย
ประตูหลักใต้จวนเสิ่น
หลี่เฟิงเหยียนหน้าเปลี่ยนสี
เขายกมือแตะกระดิ่งเงินทันที
แต่ครั้งนี้กระดิ่งไม่ดัง
มันแตก
รอยร้าวเส้นเล็กปรากฏบนผิวกระดิ่งเงิน
หลี่เฟิงเหยียนเสียงเย็นลง
“มีคนตัดสัญญาณจวนเสิ่น”
เสิ่นจื้อหยวนคำราม “กลับจวน!”
ทุกคนรีบถอยออกจากโถงสุสาน
แต่ก่อนออกไป เสิ่นเยว่หลันหันกลับไปมองแท่นหินอีกครั้ง
บนแท่นที่เคยปิดทางเงา มีรอยสีดำเล็ก ๆ หลงเหลืออยู่
รอยนั้นค่อย ๆ แผ่เป็รูปดอกเหมย
และกลางดอกเหมย มีตัวอักษรหนึ่งคำปรากฏขึ้นด้วยเืดำ
“หัวใจ”
เสียงของหงส์อาฆาตดังแ่จากใต้แท่น
“ข้าจะรอเ้า…ที่สวนเหมย”
เสิ่นเยว่หลันกำมือแน่น
ดวงตาของนางเย็นลงจนแทบไร้แสง
ศัตรูไม่ได้้าให้สุสานหลวงเปิดจริงั้แ่ต้น
สุสานหลวงคือหมากล่อ
เป้าหมายแท้จริงยังคงเป็สวนเหมย
จวนเสิ่น
บ้านของนาง
และประตูใต้ต้นเหมยเก่า
เมื่อทุกคนออกจากสุสานหลวง ฟ้าทิศตะวันออกเริ่มมีสีเทาจาง ๆ แต่แทนที่รุ่งอรุณจะให้ความหวัง มันกลับทำให้แสงสีแดงเหนือทิศจวนเสิ่นชัดขึ้นกว่าเดิม
ดอกเหมยสีแดงนับไม่ถ้วนลอยอยู่เหนือเมืองหลวง
ทั้งที่ไม่มีลมพัดจากทิศนั้น
เสิ่นเยว่หลันยืนอยู่หน้าสุสานหลวง มองไปทางจวนของตนเอง
เสียงิญญาจำนวนมากดังขึ้นในหัว
“ประตูหลัก…”
“เปิดแล้ว…”
“นายหญิง…กลับมา…”
นางหลับตาลงหนึ่งลมหายใจ
เมื่อเปิดตาอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าทั้งหมดถูกกดไว้ใต้ความเย็นคม
“กลับจวน”
นางกล่าว
“ถ้าหงส์อาฆาตอยากรอข้าที่สวนเหมย ข้าก็จะให้นางได้เห็นว่า ที่นั่นไม่ใช่ตำหนักคุนหนิงของนาง”
เสิ่นเยว่หลันก้าวขึ้นรถม้าด้วยดวงตาเย็นเยียบ
“ที่นั่นคือจวนเสิ่น”