บทที่ 9: นครหลวงกับคดีปริศนา
ณ นครหลวง (เมืองฉางอัน)
กำแพงเมืองสูงตระหง่านเสียดฟ้าทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ธงัสีทองโบกสะบัดพริ้วไหวตามแรงลม ประตูเมืองขนาดมหึมาที่เปิดกว้างรองรับผู้คนนับหมื่นที่หลั่งไหลเข้าออกในแต่ละวัน รถสินค้า พ่อค้าวาณิชจากแดนไกล และขุนนางในชุดผ้าไหมหลากสีสัน ต่างเบียดเสียดกันขวักไขว่ สมกับเป็หัวใจของแผ่นดินั
รถม้าไม้จันทน์หอมของไป๋อวิ๋นเคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้ามาอย่างช้าๆ ความหรูหราของรถม้าทำให้ทหารยามแทบไม่กล้าเรียกตรวจ เพียงแค่เห็นป้ายหยกที่อาเจาท์ชูให้ดูแวบเดียว พวกเขาก็รีบแหวกทางให้อย่างนอบน้อม
"โอ้โฮ! นายน้อย! ดูนั่นสิ! หอสุราเจ็ดชั้น! ร้านเป็ดย่างเ้าดัง! สาวงามเต็มถนนไปหมดเลย!" อาเจาท์ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวาราวกับบ้านนอกเข้ากรุง
ไป๋อวิ๋นเปิดม่านหน้าต่างออกเล็กน้อย สายตาของเขากวาดมองความเจริญรุ่งเรืองเบื้องหน้า แต่สิ่งที่เขามองเห็นกลับไม่ใช่ความสวยงาม...
เหนือท้องฟ้าของเมืองหลวงที่คนทั่วไปเห็นเป็สีครามสดใส ในสายตาของไป๋อวิ๋นกลับเต็มไปด้วย 'เมฆหมอกสีม่วงคล้ำ' ที่ลอยปกคลุมอยู่หนาแน่น มันคือกลิ่นอายของ 'กิเลส' และ 'ไอปีศาจ' ที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก
"ความเจริญมักมาพร้อมกับเงามืด..." ไป๋อวิ๋นพึมพำ "ยิ่งแสงสว่างเจิดจ้า เงาปีศาจก็ยิ่งซ่อนตัวได้แเี"
"นายน้อยว่าอะไรนะขอรับ?" อาเจาท์หันมาถาม
"เปล่า... ข้าบอกว่าไปหาที่พักกันก่อน เอาที่เงียบๆ และกว้างขวางหน่อย ข้าไม่ชอบความวุ่นวาย"
หนึ่งชั่วยามต่อมา (2 ชั่วโมง)
อาเจาท์ใช้เวลาไม่นานในการจัดการเื่ที่พัก ด้วยอำนาจเงินตราที่ไป๋อวิ๋นมอบให้ พวกเขาได้คฤหาสน์หลังงามริมทะเลสาบซีหู (ทะเลสาบจำลองในเมือง) ซึ่งเคยเป็ของขุนนางเก่าที่เกษียณราชการ
หลังจากจัดแจงสัมภาระเรียบร้อย ไป๋อวิ๋นเปลี่ยนชุดเป็บัณฑิตหนุ่มรูปงาม สวมเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน ถือพัดจีบ เดินออกมาสำรวจเมืองโดยมีอาเจาท์เดินตามต้อยๆ
เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่หอนางโลมหรือบ่อนพนัน แต่เป็ 'โรงน้ำชาไผ่เขียว' แหล่งรวมข่าวสารที่รวดเร็วที่สุดในเมืองหลวง
ภายในโรงน้ำชาคึกคักไปด้วยผู้คน นักเล่านิทานกำลังดีดซอเล่าเื่ตำนานวีรบุรุษ แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของไป๋อวิ๋นกลับเป็บทสนทนาของกลุ่มชายฉกรรจ์โต๊ะข้างๆ
"เฮ้ย! พวกเ้าได้ยินข่าวเื่เมื่อคืนหรือยัง?" ชายหน้าบากกระซิบเสียงเครียด "ลูกชายเถ้าแก่ร้านผ้าไหม... ตายแล้ว!"
"ตายอีกแล้วรึ!?" เพื่อนร่วมโต๊ะอุทาน "นี่ศพที่ห้าในรอบเดือนแล้วนะ! สภาพศพเป็ไง?"
"เหมือนเดิม..." ชายหน้าบากทำหน้าขยะแขยง "นอนตายตาค้างอยู่บนเตียง ร่างกายไม่มีาแภายนอกเลย นอกจาก... รูโหว่ที่หน้าอกซ้าย หัวใจหายไป!"
"์ช่วย! นี่มันฝีมือปีศาจชัดๆ! ทางการว่าไงบ้าง?"
"มือปราบหลวงบอกว่าเป็ฝีมือโจรวิปลาส แต่ใครจะไปเชื่อ! โจรบ้าอะไรจะขโมยแต่หัวใจ แถมเหยื่อทุกคนล้วนเป็ชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งจะ... เอ้อ... มีความสัมพันธ์กับสตรีลึกลับทั้งนั้น"
ไป๋อวิ๋นยกจอกชาขึ้นจิบ แววตาเป็ประกายวาวโรจน์ 'ขโมยหัวใจ... ผู้ชายรูปงาม... ชัดเจนยิ่งกว่าแช่แป้ง'
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะร่าเริงก็ดังขึ้นจากทางบันได
"ฮ่าฮ่าฮ่า! พวกเ้าช่างงมงายจริงๆ! ปีศาจที่ไหนจะมีจริงในเมืองหลวงที่ฮ่องเต้ประทับอยู่?"
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ผิวขาวละเอียด สวมชุดบัณฑิตราคาแพง เดินขึ้นมาพร้อมกับพัดในมือ ท่าทางเ้าสำราญและมั่นใจในตัวเองสูง เขาเดินตรงมาที่โต๊ะว่างข้างๆ ไป๋อวิ๋น
"คุณชาย 'หวังเซิง' (Wang Sheng)!" กลุ่มชาวบ้านรีบทักทาย "ท่านไม่กลัวหรือขอรับ? ได้ข่าวว่าท่านเองก็ชอบเที่ยวหอโคมเขียว ระวังตัวด้วยนะขอรับ"
หวังเซิงหัวเราะ "ข้าไม่กลัวหรอก! อีกอย่าง... ข้าเพิ่งจะได้พบกับ 'ยอดพธู' ที่งามล่มเมือง นางเป็สตรีที่หนีภัยามา ข้าช่วยนางไว้และให้นางพักอยู่ที่เรือนหนังสือของข้า นางทั้งอ่อนหวาน เรียบร้อย และเชี่ยวชาญดนตรี... สตรีเช่นนี้จะไปเป็ปีศาจได้อย่างไร?"
หวังเซิงพูดไปก็ทำหน้าเคลิบเคลิ้ม ราวกับตกอยู่ในห้วงรัก
แต่ทว่า... ในสายตาของไป๋อวิ๋น
เขามองเห็น 'เส้นด้ายสีดำทมิฬ' พันรอบคอของหวังเซิงอยู่ มันรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เขาเอ่ยถึงนาง และที่หว่างคิ้วของหวังเซิง มี 'ตราประทับความตาย' สีเทาหม่นปรากฏชัดเจน
"อาเจาท์..." ไป๋อวิ๋นเรียกเบาๆ
"ขอรับนายน้อย?"
"เ้าเห็นคุณชายท่านนั้นไหม?" ไป๋อวิ๋นชี้พัดไปที่หวังเซิง "ดูท่าทางเขาคงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามวัน"
อาเจาท์มองตามแล้วเกาหัว "โห... น่าเสียดาย หน้าตาก็ดี แต่งตัวก็รวย ถ้าตายไปเสียดายของแย่ นายน้อยจะช่วยเขาไหมขอรับ?"
ไป๋อวิ๋นลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินตรงเข้าไปหาหวังเซิง
"คุณชายท่านนี้..." ไป๋อวิ๋นประสานมือทักทาย "ข้าน้อยแซ่ไป๋ บังเอิญได้ยินท่านกล่าวถึงยอดพธู... มิทราบว่านางมีความงามเพียงใด ถึงทำให้ท่านหลงใหลได้ขนาดนี้?"
หวังเซิงหันมามอง เห็นชายหนุ่มบุคลิกดีเข้ามาทักทาย ก็รีบลุกขึ้นต้อนรับด้วยความยินดีตามประสาคนชอบอวด "โอ้! คุณชายไป๋ เชิญนั่งๆ! เื่ความงามของ 'แม่นางเหวย' (Wei) ภรรยาของข้านั้น... บอกได้คำเดียวว่า แม้แต่นางไซซีก็ยังต้องอาย!"
"แม่นางเหวย?" ไป๋อวิ๋นเลิกคิ้ว "นางมาจากที่ใดหรือ?"
"นางบอกว่านางเป็ลูกสาวขุนนางตกยาก หนีโจรป่ามา ข้าพบนางเดินร้องไห้อยู่ริมถนนเมื่อสองวันก่อน เลยพานางกลับมาซ่อน... เอ้ย มาดูแลที่บ้าน" หวังเซิงยิ้มกริ่ม "ผิวพรรณของนางนะ ขาวเนียนเหมือนหยกวาด... ไม่มีตำหนิแม้แต่นิดเดียว"
"ผิวเหมือนหยกวาด..." ไป๋อวิ๋นทวนคำนี้ช้าๆ รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้น "น่าสนใจ... น่าสนใจจริงๆ"
เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบเอา 'กระจกทองเหลืองบานเล็ก' ออกมายื่นให้หวังเซิง
"คุณชายหวัง เราถูกชะตากัน ข้ามีของกำนัลเล็กน้อยจะมอบให้ นี่คือ 'กระจกส่องสัจธรรม' เป็ของเก่าแก่ของตระกูลข้า... หากท่านส่องกระจกนี้ให้ภรรยาท่านดู ท่านอาจจะได้เห็นความงามในมุมที่ท่านไม่เคยเห็นมาก่อน"
หวังเซิงรับกระจกมาดูอย่างงงๆ มันดูเหมือนกระจกธรรมดาที่มีคราบสนิมเขียวเกาะอยู่บ้าง "เอ่อ... ขอบคุณคุณชายไป๋ แต่ข้ามีกระจกบานใหญ่ที่บ้านแล้ว..."
"รับไว้เถอะ" ไป๋อวิ๋นกดเสียงต่ำลงเล็กน้อย ั์ตาลุ่มลึกจ้องเข้าไปในตาของหวังเซิง "และจำคำข้าไว้... สิ่งที่ตาเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็เสมอไป... หากคืนนี้เกิดเื่ประหลาดขึ้น ให้รีบวิ่งมาหาข้าที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ ริมทะเลสาบ"
พูดจบ ไป๋อวิ๋นก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้หวังเซิงยืนถือกระจกด้วยความมึนงง
"คนแปลกจริงๆ..." หวังเซิงส่ายหน้า เก็บกระจกยัดใส่แขนเสื้อ "ช่างเถอะ รีบกลับบ้านไปหาแม่นางเหวยดีกว่า ป่านนี้นางคงรอแย่แล้ว"
ยามวิกาล คฤหาสน์ตระกูลหวัง
หวังเซิงแอบย่องเข้าไปในเรือนหนังสือที่แยกตัวออกมาจากเรือนใหญ่ (เพราะเขายังไม่อยากให้ภรรยาหลวงรู้เื่เมียน้อยคนนี้)
ภายในห้อง แสงเทียนสลัวๆ ส่องกระทบเงาร่างของสตรีที่นั่งหันหลังหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
"น้องหญิง... พี่กลับมาแล้ว" หวังเซิงส่งเสียงเรียกหวานหยดย้อย
สตรีผู้นั้นหันหน้ามา รอยยิ้มของนางงดงามจนทำให้โลกหยุดหมุน ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมโตสุกใส นี่คือโฉมงามที่บุรุษทั่วหล้าต่างใฝ่ฝัน
"ท่านพี่..." เสียงของนางหวานใสราวกับระฆังแก้ว นางลุกขึ้นเดินเข้ามาหาหวังเซิง "ข้ารอท่านตั้งนาน... วันนี้ท่านเหนื่อยหรือไม่?"
หวังเซิงโอบกอดนางด้วยความรักใคร่ "หายเหนื่อยเป็ปลิดทิ้งเมื่อเห็นหน้าเ้า... อ๊ะ จริงสิ วันนี้มีคนแปลกหน้าให้กระจกข้ามาอันหนึ่ง บอกให้ลองส่องดูเ้า"
เขาหยิบกระจกทองเหลืองของไป๋อวิ๋นออกมา
ทันทีที่กระจกถูกยกขึ้น แสงเทียนในห้องก็วูบไหว!
เงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง... แทนที่จะเป็ใบหน้าสวยงามของแม่นางเหวย...
กลับกลายเป็ภาพของ ปีศาจหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ดวงตาโปนถลน กำลังแสยะยิ้มแยกเขี้ยว!!
หวังเซิงตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก เขามองกระจก แล้วมองหน้าภรรยา...
ในกระจกคือปีศาจ... แต่ตรงหน้าคือนางฟ้า...
"ท่านพี่... ท่านเป็อะไรไป?" แม่นางเหวยถามเสียงหวาน เอียงคอเล็กน้อย "ในกระจก... มีอะไรน่าดูหรือเ้าคะ?"
นางยื่นมือขาวผ่องเข้ามาจะจับกระจก แต่ในเงาสะท้อน... มือนั้นคือ กรงเล็บแห้งกรังที่มีขนสีเขียวปกคลุม!
เคร้ง!
กระจกร่วงหลุดจากมือหวังเซิงตกลงพื้น
"ปะ... ปีศาจ! ปีศาจ!!"
หวังเซิงแหกปากร้องลั่น ผลักร่างแม่นางเหวย (ที่เขาเคยคิดว่านุ่มนิ่ม) กระเด็นออกไป แล้ววิ่งหนีออกจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต
"กรี๊ดดดดด! เ้าคนโง่! กล้าทำร้ายข้า!"
เสียงหวานใสเปลี่ยนเป็เสียงแหบพร่าดุร้าย แม่นางเหวยลุกขึ้นยืน แววตาเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน นางแยกเขี้ยวขู่คำราม
"นึกว่าจะได้กินหัวใจดีๆ คืนนี้... ดันมารู้ทันซะได้! อย่าหนีนะ!"
นางกระโจนตามหวังเซิงออกไป ความเร็วของนางเหนืุ์ ร่างกายเริ่มบิดเบี้ยว ิัมนุษย์ที่สวมใส่อยู่เริ่มมีรอยปริแตก!
หวังเซิงวิ่งหน้าตั้งมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ ในหัวมีแต่คำพูดของชายหนุ่มชุดขาวที่โรงน้ำชา
"...ให้รีบวิ่งมาหาข้าที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ ริมทะเลสาบ..."
"คุณชายไป๋! ช่วยข้าด้วยยยยย!"