จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 48 เจ้าต้องการอะไร?

            องค์หญิงใหญ่กล่าวขอบคุณ จากนั้นจึงเดินไปทางประตู ยามที่ผ่านเหยียนอู๋อวี้ นางพลันหยุดเดินอีกครั้งและกล่าวว่า “ข้าได้ยินมาว่าฮ่องเต้ได้สตรีงามเลอโฉมไม่มีผู้ใดเทียบได้ เงยหน้าขึ้นให้ข้าดูหน่อย”

            เหยียนอู๋อวี้เมื่อถูกเรียกชื่อ นางจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับองค์หญิงใหญ่

            ทันทีที่องค์หญิงใหญ่สบตาสายตานาง นางพลันตกตะลึงชั่วขณะจนก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว

            ดวงตานี้เหมือนกับคนผู้นั้นมาก ---- เมื่อนางมองใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างชัดเจน ความหวาดกลัวในใจนางพลันลดลงเล็กน้อย นางปกปิดความรู้สึกทันทีและกล่าวว่า “ข้าคิดว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองที่ไหน ใบหน้าหรือก็ธรรมดา ยังสู้เสด็จแม่ของข้าในครานั้นไม่ได้เลย”

            เหยียนอู๋อวี้รีบก้มศีรษะยินยอมแต่โดยดี องค์หญิงใหญ่เพิกเฉยต่อนาง และพาซวี่หรงออกไปด้วยท่าทีหยิ่งทะนงตน

            สีหน้าของไทเฮาแดงก่ำด้วยความโมโห

            เมื่อครั้งที่นางอยู่ในวัยสาวสะพรั่ง นางใช้รูปโฉมดึงดูดอดีตฮ่องเต้จนได้รับความโปรดปรานจากพระองค์จนกระทั่งมาอยู่ถึงจุดนี้ เรื่องราวในอดีตนี้เคยเป็นหนามตำใจนางมาโดยตลอด ยามนี้องค์หญิงใหญ่ดึงเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ความเกลียดชังในใจนางจึงยิ่งเพิ่มมากขึ้น หากแต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ ทำได้เพียงลุกขึ้นยืนตามแรงประคองของแม่นมซูแล้วเอ่ยกับเต๋อเฟยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “อายเจียเหนื่อยแล้ว เรื่องที่เหลือเจ้าจัดการด้วย”

            เต๋อเฟยตอบรับด้วยท่าทีนอบน้อม รอจนกระทั่งไทเฮาเดินออกไป นางยืนตัวตรงมองกลุ่มนางสนมที่คุกเข่าอยู่ในลานหน้าตำหนักแล้วกล่าวว่า “เมื่อองค์หญิงใหญ่ทรงบอกออกมาแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นของขวัญจากองค์หญิงให้ทูตซวี่หรง เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด กลับไปก็รบกวนน้องหญิงซูเฟยคืนสิ่งเหล่านี้ให้กับองค์หญิงใหญ่”

            ฮวารั่วซีรู้สึกประหลาดใจเมื่อจู่ๆ เต๋อเฟยเรียกชื่อนาง คาดว่าองค์หญิงใหญ่เป็นสตรีดุร้าย เต๋อเฟยไม่อยากไปจึงโยนเผือกร้อนชิ้นนี้ให้นาง เมื่อคิดเช่นนั้นนางจึงรู้สึกไม่พอใจทันทีและกำลังจะกล่าวปฏิเสธ ฉับพลันนางคิดถึงเรื่องเมื่อคืนที่นางรับปากไทเฮาว่าจะช่วยเต๋อเฟยทุกอย่าง นางจึงทำได้เพียงกลบความขุ่นเคืองไว้ในใจและพยักหน้าตอบรับด้วยท่าทีนอบน้อม

            เต๋อเฟยรู้สึกโล่งใจพลางเอ่ยอีกครั้งว่า “วันนี้ทุกคนเหนื่อยมากแล้ว กลับไปพักผ่อนกันเถิด” หลังเอ่ยจบจึงเดินนำออกจากเรือนเตี๋ยฟาง พร้อมกวาดสายตามองร่างไร้วิญญาณของขันทีที่นอนอยู่บนพื้นพลางท่องว่า ‘อมิตาพุทธ’ ก่อนจะสั่งให้องครักษ์ลากขันทีทั้งสองไปฝัง

            เมื่อทุกคนเห็นเต๋อเฟยเดินออกไป ทุกคนภายในลานกว้างพลันถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีสาวใช้คอยประคอง ภายในใจยังคงรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก

            ทางซูอิ่งรีบลุกขึ้นยืนแล้วเข้าไปประคองเหยียนอู๋อวี้ทันที นางเหลือบมองซูอิ่งแล้วพลันรู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจเล็กน้อย กระนั้นนางยังคงนิ่งเงียบไม่เอ่ยอันใด นางกำลังจะเตรียมออกไปจากเรือน ทว่าน้ำเสียงของฮวารั่วซีกลับดังมาจากด้านหลัง นางเดินตามมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจดี “น้องหญิง ไข่มุกนี้ล้ำค่ามากนัก นำมันกลับไปเถิด?”

            การกระทำของฮวารั่วซีครานี้มีความนัยบางอย่างแอบแฝงชัดเจน ภายนอกทำตัวเป็นคนดี ทว่าผู้อื่นจะคิดไปว่านางมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับทูตซวี่หรงจริงๆ

            เหยียนอู๋อวี้ยิ้มเย็นชาภายในใจ ภายนอกเผยสีหน้าแปลกใจพลางกล่าวว่า “เมื่อครู่เต๋อเฟยกล่าวว่าส่งสิ่งของเหล่านี้ทั้งหมดส่งกลับไปที่ตำหนักรับรองขององค์หญิงใหญ่มิใช่หรือ องค์หญิงใหญ่ยังบอกอีกว่าจะส่งกลับคืนเจ้าของเดิมเอง หม่อมฉันคุกเข่าอยู่ไกลได้ยินไม่ค่อยชัดเจนนักเพคะ”

            ฮวารั่วซีใบหน้าแย้มยิ้มในใจขุ่นเคือง “ไข่มุกเป็นของพระราชทานจากฝ่าบาท ย่อมแตกต่างจากสิ่งของทั่วไปเหล่านี้ ดังนั้นพี่หญิงจึงอยากถามน้องหญิงว่าต้องการนำมันกลับไปหรือไม่?”

            เหยียนอู๋อวี้เหลือบมองสร้อยข้อมือด้วยสีหน้ารังเกียจพลางกล่าวว่า “หม่อมฉันไม่คิดสนใจกับสิ่งของที่บุรุษโสมมผู้นั้นแตะต้อง หากพี่หญิงชอบมัน ก็ขอมอบให้พี่หญิง หม่อมฉันคิดว่าองค์หญิงใหญ่คงจะไม่รู้กระมัง น้องหญิงเห็นพี่หญิงห้อยไข่มุกห้าเม็ดที่คองดงามยิ่งนัก เพิ่มอีกสองเม็ดยิ่งสง่างามมากขึ้น หากไม่พอ หม่อมฉันยังมีอีกหนึ่งเม็ด กลับไปจะให้ซูอิ่งนำไปให้พี่หญิงนะเพคะ” หลังกล่าวจบ นางหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะมองฮวารั่วซีแล้วยกยิ้มมุมปากครึ่งหนึ่งพลางกล่าวต่อ “ถือว่าเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณพี่หญิงสำหรับบัวหิมะเทียนซาน”

            เดิมทีฮวารั่วซีต้องการทำให้เหยียนอู๋อวี้ต้องอับอาย ไม่ต้องการให้เหยียนอู๋อวี้พูดจาเฉียบคมจนลดคุณค่าของไข่มุกจนไร้ค่า หนำซ้ำยังลากนางเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุรุษผู้นั้นอีกด้วย นางโกรธมากเสียจนแทบอดกลั้นไม่อยู่ อยากจะเข้าไปดึงสร้อยคอของนางออก ทว่านางไม่สามารถแสดงท่าทีโกรธเคืองได้ ทำได้เพียงแย้มยิ้มแค่เปลือกนอก “น้องหญิงเกรงใจเกินไปแล้ว”

            เหยียนอู๋อวี้มองท้องฟ้า นางแย้มยิ้มส่งให้ฮวารั่วซีพลางกล่าวว่า “เวลานี้น้องหญิงจะต้องกลับไปดื่มยาที่ตำหนักแล้วเพคะ ฝ่าบาทกล่าวว่าจะส่งมาให้ในช่วงเย็นและยังมีรายการสำรับอาหารต้องส่งไปที่ห้องเครื่องอีกด้วย หม่อมฉันต้องขออภัยพี่หญิง น้องหญิงทุกท่าน” นางเอ่ยจบจึงถอนสายบัวคำนับทุกคนแล้วหันหลังกลับเดินจากไป

            อู๋เจี๋ยอวี๋พ่นน้ำลายใส่หลังนาง พลางสบถด่าด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง “เป็นเพียงบุตรสาวเจ้าเมือง วางท่าอันใดมากนัก พรุ่งนี้จะขอให้ท่านพ่อจัดการ ดูว่านางจะหยิ่งผยองได้อีกหรือไม่”

            บิดาของอู๋เจี๋ยอวี๋มีตำแหน่งขุนนางขั้นหนึ่งและเป็นบุคคลสำคัญในราชสำนัก ย่อมไม่เห็นเจ้าเมืองเล็กๆ อยู่ในสายตาอย่างแน่นอน ทว่าฮวารั่วซีทำไม่ได้ สถานะของนางเป็นเด็กกำพร้า กล่าวให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นก็คือสถานะของนางยังเลวร้ายกว่าเหยียนอู๋อวี้มากนัก นางจึงเกลียดผู้อื่นที่หยิบยกสถานะของตระกูลขึ้นมาเปรียบเทียบ เมื่อได้ยินอู๋เจี๋ยอวี๋เอ่ยเช่นนี้ นางจึงรู้สึกร้อนตัวและโกรธอย่างยิ่ง นางชักสีหน้าบึ้งตึงเอ่ยว่า “อู๋เจี๋ยอวี๋ พวกเราล้วนเป็นนางสนมของฝ่าบาท พวกเราควรสมัครสมานสามัคคี”

            อู๋เจี๋ยอวี๋เหลือบมองฮวารั่วซีด้วยท่าทางประหลาดใจพลางคิดว่าที่นางเคารพนบนอบต่อฮวารั่วซีก็เพราะนางมีตำแหน่งที่สูงกว่าตัวนางเองในตำหนักหลัง ทว่ายามนี้อำนาจการดูแลตำหนักหลังของนางถูกยึดคืนไปแล้ว อีกทั้งความโปรดปรานของฝ่าบาทยังไปอยู่ที่เหยียนเป่าหลินแล้วเช่นกัน นอกจากตำแหน่งพระสนมแล้ว ก็ไม่มีอันใดดีไปกว่านาง กล้าพูดจาตบหน้านางเช่นนี้ได้อย่างไร

            เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ อู๋เจี๋ยอวี๋จึงตอบกลับด้วยสีหน้าขุ่นเคือง ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย

            ทว่าเซียวเป่าหลินกลับก้าวมาข้างหน้า พร้อมคำนับนางด้วยท่าทีนอบน้อมให้เกียรตินาง “เพคะ หม่อมฉันจะจดจำคำสั่งสอนของซูเฟยเพคะ”

            สีหน้าฮวารั่วซีอ่อนลงเล็กน้อย ครั้นเมื่อนางเห็นสิ่งของล้ำค่าบนถาด ความรู้สึกโกรธแค้นพลันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

            เดิมทีคิดว่าเหยียนอู๋อวี้ครั้งนี้ต้องตายอย่างแน่นอน ไม่คาดคิดว่านางจะดวงแข็งเช่นนี้ ใช้องค์หญิงใหญ่เป็นเกราะกำบังจนรอดพ้นจากหายนะ ต่อไปคิดจะจัดการกับนางคงยากยิ่งขึ้น!

            ……

            เมื่อเหยียนอู๋อวี้กลับไปที่ตำหนักเฟิ่งชัย ป้าโฉ่วจึงรีบให้คนอื่นๆ ออกไปทันทีและสั่งให้ซูอิ่งรออยู่ก่อน เดิมทีซูอิ่งคิดว่าเหยียนอู๋อวี้จะมีคำสั่ง ทว่าคอยอยู่นานกลับไม่เห็นนายหญิงเอ่ยสิ่งใด เพียงมองนางราวกับว่าเห็นนางเป็นครั้งแรก 

            ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดเหยียนอู๋อวี้จึงเอ่ยถามว่า “ซูอิ่งเจ้าต้องการอันใด?”

            ซูอิ่งเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าสับสนงุนงง

            เหยียนอู๋อวี้หยุดชั่วขณะพลางเอ่ยว่า “ต่อไปเจ้าคิดจะทำการใด”

            วันนี้เมื่อเห็นนางรีบเข้ามาช่วยชีวิตนาง หากบอกว่าเหยียนอู๋อวี้ไม่ตกใจคงจะโกหก แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะเป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง ทว่าเกราะป้องกันระแวดระวังที่มีต่อซูอิ่งกะเทาะออกไปหนึ่งชั้น ไม่ว่านางจะปกป้องนายหญิงของนางด้วยความจริงใจหรือเสแสร้งเพื่อต้องการความเชื่อใจนั้น ทว่ายามนี้นางต้องการกำลังคนจริงๆ ในตำหนักเฟิ่งชัยนางกับป้าโฉ่วเพียงสองคนรับมือยาก ไม่เช่นนั้นเมื่อศัตรูใกล้ยกดาบเข้ามาโจมตี นางจะเป็นคนแรกในตำหนักเฟิ่งชัยที่ถูกโจมตี

            ในเมื่อซูอิ่งแสดงท่าทีจริงใจของนางออกมาแล้ว นางก็ไม่อาจเพิกเฉยทำเป็นไม่เห็นได้เลย

            เช่นเดียวกับที่นางต้องการแก้แค้น ซ่งอี้เฉินต้องการยึดอำนาจ ทุกคนย่อมมีสิ่งที่ต้องการ ซูอิ่งย่อมมีความต้องการบางสิ่งบางอย่างเช่นกัน การถามนางออกไปอย่างชัดเจนว่านางต้องการอันใดจะทำให้การทำข้อตกลงง่ายขึ้นมาก

            จิตใจซูอิ่งสั่นไหว นางเข้าใจความหมายของเหยียนอู๋อวี้ทันที นางขบคิดคำพูดในใจพลางเอ่ยว่า “บ่าวต้องการออกจากวังหลวงเจ้าค่ะ”

            เดิมทีเหยียนอู๋อวี้คิดว่านางจะเอ่ยบางสิ่งเช่นความซื่อสัตย์และความกล้าหาญเพื่อแสดงความภักดีของนาง ไม่คาดคิดว่านางจะตรงไปตรงมาเช่นนี้โดยไม่มีความหมายแอบแฝง ถือว่านางเป็นคนฉลาดยิ่งนัก

            “ออกจากวังหลวงหรือ?”

            ซูอิ่งพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “สิ่งที่ซูอิ่งต้องการคือการออกจากวังหลวงหลังจากอายุครบยี่สิบห้าปีเจ้าค่ะ”

            เหยียนอู๋อวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า “ยามนี้เจ้าอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกแปดปีก่อนที่จะครบ”

            “แปดปี เวลานานพอควร” ซูอิ่งคล้ายจะซาบซึ้งใจ “เมื่อเข้ามาในวังหลวง ทุกที่มีแต่การวางแผนทำร้ายกัน นายหญิงสู้รบตบมือ บ่าวรับใช้ก็ต้องต่อสู้ด้วยเช่นกัน ซูอิ่งเพียงต้องการหลีกเลี่ยงจากภัยพิบัติ เมื่ออายุครบยี่สิบห้าปีก็จะสามารถออกจากวังหลวงและกลับไปอยู่กับครอบครัวที่บ้านได้เจ้าค่ะ”

            นี่เป็นความปรารถนาเล็กๆ ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำให้ความปรารถนานี้เป็นจริงได้


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570