ทว่าฉับพลันกลับได้ยินเสียงสั่นเครือของท่านอาะโลั่น
“ข่มเหงกันเกินไปแล้ว ! ” มู่เฟยเซียนขยี้ผ้าเช็ดหน้าในมือ นึกโกรธแค้นจนตาแดงก่ำ หลานสาวของนางนางรักยิ่งกว่าแก้วตา กลับถูกญาติพี่น้องในบ้านดูิ่ดูแคลนเช่นนี้ จะไม่ให้นางโกรธจนอยากร่ำไห้ได้อย่างไร
มู่เชียนมองท่าทางเจ็บแค้นของมู่เฟยเซียนด้วยความใ ..ท่านอาที่เลี้ยงดูนางมาั้แ่เล็ก รักและเอาใจใส่นางไม่ต่างจากมารดากำลังยืนตัวสั่นน้ำตาคลอเบ้า เด็กสาวพลันเจ็บแปลบหัวใจด้วยไม่เคยเห็นอาหญิงผู้นี้ร้องไห้มาก่อนในชีวิต
‘ที่ข้าทำนั้นผิดหรือ ?! ข้าไม่ควรปล่อยให้คนพวกนั้นดูถูกใช่หรือไม่ ?’ หญิงสาวนึกสับสนในใจ นางโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก ปราศจากการแก่งแย่งชิงดีใดๆ จึงค่อนข้างมีความคิดเรียบง่าย
นิสัยเก็บตัวของนางในอดีตย่อมเคยพบกับคำนินทามากมาย แต่ไหนแต่ไรมู่เชียนไม่เคยนึกใส่ใจกับคำพูดนินทาว่าร้าย เวลาพบเจอเข้าก็มักจะใช้ความเงียบเพื่อแก้ไข ครู่เดียววาจาเสียดแทงก็ลอยตามลมไปไกลแล้ว
น่าเสียดายมู่เชียนลืมคิดไป….ผู้ที่ถูกทำร้ายมิได้มีเพียงตนเท่านั้น คนที่รักนางย่อมเ็ปใจมากกว่าเมื่อได้ยินคำพูดจาว่าร้ายเช่นนี้
“ท่านอา… ข้าช่างอกตัญญูยิ่ง” มือเย็นเฉียบของอาสาวทำให้ดวงตาสีน้ำตาลเปลี่ยนเป็แข็งกร้าว โดยไม่รู้ตัว..เด็กสาวผู้อ่อนโยนและยอมคนกำลังถูกสถานการณ์หล่อหลอมให้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงตัวเองไป
‘งานทดสอบปราณธาตุสินะ !’
ในห้องโถงใหญ่ ปรากฏชายชราชุดผ้าแพรสีเทาท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง นั่งบนตำแหน่งประธาน นั่นคือ ‘มู่จง’ ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ท่านปู่ของนาง ด้านซ้ายของท่านปู่ในตำแหน่งต่ำลงมา คืออารอง ‘มู่เหวินจง’ ชายหนุ่มหน้าตาดีสองคนยืนขนาบซ้ายขวา
อีกด้านคืออาสาม ‘มู่เหวินหลิง’ ข้างกายของเขามีมู่เยว่และฟางซื่อยืนอยู่ ดวงตาของอาสะใภ้มองมายังมู่เชียนอย่างดูแคลน
มู่จงมองพิจารณาหลานสาวครู่หนึ่ง เด็กคนนี้เคยเป็แก้วตาของเขา หลังบุตรชายคนโตที่เคยเป็ความหวังสูงสุดของตระกูลหายตัวไป เขาเคยหันมาทุ่มเทความหวังกับหลานฝาแฝดทั้งสองแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมู่เชียน เขาถึงกับเคยคาดหวังว่า นางอาจจะเป็ธิดาเทพยุทธ์ในตำนานเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อการทดสอบปราณธาตุผ่านพ้น... มู่เชียนเป็เพียงผู้ไร้พร์อย่างที่สุด ชายชราแทบไม่อาจทำใจยอมรับได้ จึงตัดสินใจส่งนางไปให้ไกลหูไกลตา เพื่อหวังจะลืมว่ามีหลานสาวผู้นี้
แต่วันนี้นางกลับมาแล้ว...
“หลานมู่เชียน คารวะท่านปู่เ้าค่ะ” มู่เชียนย่อกายให้ปู่ของตนอย่างสุภาพ ในความทรงจำ ปู่ของนางรักและดีต่อนางมาก แม้สุดท้ายจะส่งนางออกจากตระกูล แต่ก็ไม่เคยกลั่นแกล้งทำร้าย ดังนั้น นางจึงไม่รู้สึกโกรธแค้นใดๆกับชายชราผู้นี้
“หึ กล้ากลับมาจริงๆด้วย ” มู่เสียง..บุตรชายคนโตของอารองกล่าวขึ้น
“มีพี่น้องเช่นเ้า งานทดสอบวันนั้นผู้คนคงพากันหัวเราะเยาะตระกูลมู่ของเรากันทั้งเมือง” คุณชายรอง ‘มู่ฉือ’ กล่าวซ้ำด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใจ
“พวกเ้าพูดอะไร นางเป็น้องของพวกเ้า พวกเ้าไม่เพียงไม่ยินดีที่พบหน้า ทั้งไม่คิดปกป้องนางกลับพูดซ้ำเติม จิตใจของพวกเ้าทำด้วยอะไร ?” มู่เฟยเซียนต่อว่าเสียงดัง ทันใดนั้นเสียงแหบห้าวของชายชราดังขึ้น
“พอเถอะ พรุ่งนี้หลังเชียนเอ๋อกับเฉิงหลินเข้าพิธีปักปิ่นก็นับเป็ผู้ใหญ่แล้ว ความรับผิดชอบที่มีต่อตระกูลของเรา… พวกเ้าต้องจำไว้ให้มั่น” มู่จงให้โอวาทเสียงนิ่ง ก่อนจะมองมู่เชียนด้วยสายตาอ่อนลงเล็กน้อย
“เดือนหน้า.. พวกเ้าทั้งห้าต้องเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักศึกษา… เชียนเอ๋อ ไม่ว่าพร์ของเ้าจะเป็เช่นไร ก็ยังมีเฉิงหลิน ... จงอย่าได้น้อยใจและร่วมยินดีกับเขาเถิด”
มู่เชียนย่อตัวรับคำพร้อมรอยยิ้ม นางััถึงความเวทนาในน้ำเสียงของเขาได้ ‘ดูเหมือนท่านปู่จะไม่ได้เกลียดนาง..’
ภายในเรือนพักส่วนตัว มู่เชียนได้พบกับสาวใช้ตัวน้อยที่ไม่ได้พบกันมานานนามว่า ‘เสี่ยวจือจือ’
“คุณหนูข้าคิดถึงท่านยิ่งนัก เหตุใดท่านจึงทิ้งข้าไว้เพียงผู้เดียว ” เพียงจบคำ น้ำตาเป็สายก็พรั่งพรูออกมาจากสองตาเด็กน้อย นางเป็หลานสาวของแม่นมที่ติดตามมารดาของมู่เชียนออกเรือนมา เสี่ยวจือจือร่ำไห้กอดขามู่เชียน พลางโวยวายว่าไม่ให้ทิ้งนางไปอีก
“ก็ในยามนั้นเ้าเพิ่ง 8-9 ปี ข้าจะพาเ้าไปลำบากลำบนกับข้าได้อย่างไรเล่า เอาเถิดๆ ต่อไปพวกเราไม่พรากจากกันแล้วดีหรือไม่”
เสี่ยวจือจือได้ฟังก็เผยรอยยิ้มดีใจ ที่ผ่านมาคุณหนูไม่อยู่นางก็ได้แต่ดูแลรักษาเรือนหลังนี้อยู่เพียงลำพัง เหงาเสียยิ่งกว่าอะไร บัดนี้คุณหนูกลับมา นางจะไม่ปล่อยให้คุณหนูคลาดสายตาอีกเป็อันขาด
เสียงผลักประตูดังขึ้นอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง พร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พุ่งตัวเข้ามา... มู่เฉิงหลินในชุดยาวสีขาว รวบผมครึ่งศีรษะดูสุภาพ คิ้วเข้ม ตาคม ผิวขาว ปากแดง เป็ต้นแบบของหนุ่มน้อยรูปงามอย่างแท้จริง
“เชียน เ้ากลับมาแล้ว!” มู่เฉิงหลินก้าวเข้ามาคว้าร่างมู่เชียนไปกอดไว้แน่น นี่คือพี่สาวฝาแฝดของเขา นับแต่ในท้องจนเติบโตไม่เคยพรากจาก ห่างกันไปเกือบสามปี เขาทั้งคิดถึงและเป็ห่วงนางยิ่งนัก
มู่เชียนััได้ถึงความปลอดภัยในอ้อมแขน... นี่คือน้องชายของนาง
เด็กสาวหลับตาลง ลูบหลังชายหนุ่มเบาๆอย่างปลอบประโลม ครู่หนึ่งเขาจึงคลายอ้อมกอดแล้วก้มลงมองหน้านางนิ่ง “เ้าดูแปลกตาไป" ดวงตาคมเขม้นมองอย่างแปลกใจ พี่สาวคล้ายจะงดงามกว่าเมื่อก่อนหลายส่วน
“…เ้าเองสูงขึ้นมาก” มู่เชียนเอ่ยทักขึ้นเช่นกัน ไม่พบสามปี จากที่เคยด้อยกว่าพี่สาว กลับกลายเป็สูงกว่านางเกือบครึ่งศีรษะ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า... เช่นนั้นพวกเราควรเปลี่ยนลำดับการเรียกพี่เรียกน้องหรือไม่ ?” เด็กหนุ่มยกคิ้วข้างหนึ่งให้นางอย่างซุกซน
“ฝันไปเถอะ ! ความเป็พี่น้องไม่ได้วัดกันที่ขนาดตัวเสียหน่อย เ้าคลานออกจากท้องท่านแม่หลังข้าเกือบครึ่งชั่วยาม เื่นี้อย่างไรก็ไม่มีวันเปลี่ยน” มู่เชียนกล่าวพลางประเคนฝ่ามือไปที่ศีรษะน้องชายอย่างไม่เบาไม่แรงครั้งหนึ่ง
มู่เฉิงหลินนึกประหลาดใจในความเร็วของฝ่ามือนี้ เหตุใดเขาที่เป็นักยุทธ์กลับหลบฝ่ามือพี่สาวที่ไร้พลังปราณไม่ได้
‘หรือเป็เื่บังเอิญ ...?’
ััปราณธาตุในตัวพี่สาวยังว่างเปล่าเช่นทุกครั้ง ชายหนุ่มถอนหายใจเมื่อคิดถึงสภาพร่างกายของนางและการทดสอบในเดือนหน้า ผ่านวันนั้นไป ทุกคนทั่วเมืองคงรู้กันแล้วว่าพี่สาวของเขา บุตรสาวคนสำคัญของอดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งต้าหนาน… เป็เพียงคนไร้ค่าเท่านั้น
“อีกไม่นาน ข้าจะปกป้องเ้าเอง” มู่เฉิงหลินเอ่ยคำสัญญาเบาๆกับพี่สาว มู่เชียนยิ้มอ่อนโยนให้น้องชายพร้อมกับคิดในใจ
‘ข้าก็เหมือนกัน’
บ่ายวันนั้น ชายหนุ่มอยู่พูดคุยกับพี่สาวจนเกือบค่ำ จนกระทั่งรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วจึงจากไป
เสี่ยวจือจือเริ่มปรนนิบัติมู่เชียนอาบน้ำชำระร่างกายและหวีผมให้ เมื่อคิดได้ว่าต่อไปคงไม่ต้องแยกจากกันอีก สาวใช้ตัวน้อยก็เริ่มฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี
“จือจือเ้าไปพักเถิด ข้าจะฝึกตนแล้ว”
“เ้าค่ะ คุณหนู” เสี่ยวจือจือก้มศีรษะลง สะท้อนใจเล็กน้อยกับความพยายามของนายสาว ก่อนออกจากห้องไป
“ยายหนูนี่ความสามารถไม่เลวเลย” เสี่ยวจิ้งปรากฏกายขึ้น เขามองตามหลังจือจือไป
“อืม นางคงยังไม่รู้ตัว เอาไว้หาเวลาว่างๆมอบยารวมปราณธาตุน้ำให้นางสักเม็ดก็แล้วกัน” มู่เชียนััได้ว่า จือจือมีธาตุน้ำบริสุทธิ์
“เป็สาวใช้ที่ความสามารถออกจะเกินหน้าเ้านายอย่างเ้าไปมาก” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเย้า
มู่เชียนส่ายหน้าพลางอมยิ้มอย่างขบขันก่อนเข้าสู่การฝึกตนประจำวัน
“วันนี้ข้าต้องบรรลุนักยุทธ์ 5 ดาวให้ได้ !”
ปราณธาตุรอบกายเริ่มถูกดึงดูดเข้าสู่ร่าง ลูกบอลพลังปราณดวงที่ 5 ค่อยสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ พลังงานภายในก้อนกลมนั้นอัดแน่นจนแทบล้น ในที่สุดผ่านไปเกือบ 2 ชั่วยาม ลูกบอลพลังปราณดวงที่ 5 ก็ส่องประกายสุกใสอยู่ในกายของเด็กสาวเรียบร้อยแล้ว
“สำเร็จ !!” มู่เชียนลืมตาขึ้นยิ้มอย่างดีใจ
“เป็เพียงนักยุทธ์ 5 ดาว ก็ภาคภูมิใจเพียงนี้ ช่างพอใจง่ายเสียจริง” เสี่ยวจิ้งหันมองมู่เชียนที่ยิ้มอย่างดีใจ ก็อดค่อนขอดไม่ได้ มู่เชียนยิ้มให้ัน้อยอย่างไม่ถือสาทั้งยังเจตนาเอ่ยวเอาใจว่า
“อา… ข้าเริ่มฝึกปราณอี้เจ๋อดีกว่า” เพียงเท่านี้ เสี่ยวจิ้งก็เปลี่ยนสีหน้าเป็อารมณ์ดีขึ้นทันที
ัเทพคลานอย่างรู้หน้าที่มาหาหญิงสาว รอเพียงให้มู่เชียนล้มตัวลงนอนข้างๆแล้วหลับไป เขาก็จะได้เสพสุขกับพลังงานสีทองที่เขาโปรดปราน หลายครั้งที่ัน้อยถึงกับเพ้อฝันไปว่า ครั้งหน้าที่พบกับพวกพี่ๆ เขาจะไม่ใช่เสี่ยวจิ้งแล้ว แต่กลายเป็ต้าจิ้งแทน !!
‘ช่างจับทางง่ายเสียจริง ...’ มู่เชียนก้มลงมองเ้าัน้อยที่หลับตาพริ้มรอบนหมอนอย่างเอ็นดู
นางค่อยๆคลายเสื้อผ้าออกก่อนจะล้มตัวลงนอนบนหมอนข้างเ้าัน้อย หญิงสาวหลับตาทำสมาธิ แล้วค่อยๆเข้าสู่ห้วงนิทรา แสงสีทองเข้มเรืองรองทั่วห้อง น่าเสียดาย ผู้ที่สามารถมองเห็นคลื่นพลังอี้เจ๋อในมิตินี้นั้น มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
เช้าวันถัดมา มู่เชียนลืมตาตื่นขึ้นอย่างสดใส เตียงในเรือนแห่งนี้ฟูกนุ่ม ผ้าห่มอุ่น หลับสบายกว่าเตียงของเรือนข้างแปลงสมุนไพรนั่นมาก
“ยินดีกับคุณหนูที่เติบโตเป็ผู้ใหญ่เ้าค่ะ” เสี่ยวจือจือกล่าวอวยพรเป็คนแรกด้วยแววตาสดใสเป็ประกาย นางยิ้มกว้างให้นายสาว งดงามเสียจนมู่เชียนตาพร่า ว่ากันว่าธาตุน้ำบริสุทธิ์นั้นล้วนเป็สาวงาม เช่นนั้นเสี่ยวจือจือเมื่อเติบโตขึ้น คงไม่แคล้วเป็ภัยต่อหัวใจชายหนุ่มทั้งหลาย..
มู่เชียนส่งขวดกระเบื้องธรรมดาใบหนึ่งให้สาวใช้คนโปรดแทนอั่งเปา “เ้ารับไว้ก่อน เก็บรักษาให้ดี วันหน้าข้าจะสอนเ้าให้ใช้ยาในขวดนี่”
เสี่ยวจือจือรับขวดกระเบื้องนั้นไปอย่างงุนงง มีใครให้ยาแทนอั่งเปากัน แต่เพียงครู่เดียวก็หันไปสนใจปรนนิบัติคุณหนูอาบน้ำ เตรียมตัวสำหรับพิธีสำคัญวันนี้
หญิงสาวในชุดสีกลีบบัวดูหมดจดเรียบร้อย แม้ไม่โดดเด่น แต่ก็ให้ความรู้สึกสบายตา เสี่ยวจือจือเกล้าผมเรียบง่ายให้นายสาวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประดับปิ่น เมื่อสำรวจดูทุกอย่างเรียบร้อยดี พร้อมสำหรับพิธีสำคัญในวันนี้แล้ว นายบ่าวจึงพากันก้าวเดินออกจากเรือนไป
ในโถงพิธีของตระกูลมู่ มู่เชียนและมู่เฉิงหลินสองพี่น้องยืนอยู่กลางห้อง ทั้งคู่ก้มหน้ารับโอวาทจากท่านปู่ผู้เป็ผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ท่านอาหญิงของพวกเขามู่เฟยเซียน หันกายรับปิ่นหยกจากสาวใช้ ประดับลงบนศีรษะของหลานชายที่นางภาคภูมิใจ หันอีกด้านรับปิ่นทองประดับมุก ปักลงบนมวยผมหลานสาวที่นางทั้งรักและสงสาร
มู่เชียนและมู่เฉิงหลินเงยหน้าส่งยิ้มให้ท่านอาหญิงที่เปรียบเสมือนมารดาของตนอย่างพร้อมเพรียงกัน รอยยิ้มของหลานฝาแฝดนั้นชวนให้นางย้อนนึกไปถึงอดีตอีกครั้ง เด็กน้อยแบเบาะอ่อนแอที่ตนเฝ้าเลี้ยงดูมาตลอดสิบสี่ปี... ในที่สุดพวกเขาก็เติบใหญ่แล้ว
หนึ่งเดือนต่อมา งานคัดเลือกศิษย์จากตระกูลผู้พิทักษ์ที่จัดขึ้นทุกๆห้าปีก็วนมาถึง นี่เป็งานใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและเหล่าขุนนางอย่างมาก ดังนั้นการทดสอบจึงถูกจัดขึ้นบริเวณหน้าราชวังแคว้นต้าหนาน เพื่อให้ผู้สนใจได้ร่วมชมการคัดเลือกอย่างเปิดเผย
สำนักศึกษาของต้าหนานมีทั้งสิ้นเจ็ดสำนัก แต่ไรมาการคัดเลือกล้วนเคร่งครัดจริงจัง ผู้ถูกคัดเลือกจะถือเป็กำลังสำคัญของแคว้นในอนาคต ราชสำนักจึงต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะ หากคนเ่าั้มาจากตระกูลผู้พิทักษ์ ก็จะยิ่งได้รับความคาดหวังมากขึ้นไปอีก
งานนี้จึงถูกจัดแยกออกต่างหากจากการคัดเลือกศิษย์ทั่วไป
บุตรหลานจากตระกูลผู้พิทักษ์จากทั้งสี่ตระกูลที่เข้าร่วมในปีนี้นั้น อายุ 13-17 ปี ตระกูลมู่มีห้าคน ตระกูลซ่างกวนสี่คน ตระกูลเว่ยหกคน ตระกูลจ้าวห้าคน
การทดสอบอย่างเปิดเผย… ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตระกูลผู้พิทักษ์อย่างมาก ด้วยความสามารถของรุ่นเยาว์เหล่านี้จะแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลต่อไป ตระกูลทั้งสี่ถึงกับลอบแข่งขันกันลับๆว่าผู้ใดจะได้รับการคัดเลือกจาก ‘สำนักหลัก’ มากกว่ากันอีกด้วย
สำนักศึกษาทั้งเจ็ดสำนักประกอบด้วย สองสำนักหลัก ได้แก่ตำหนักเซียนอัคคี และหมู่ตึกพฤกษา ส่วนสำนักรองนั้นถูกเรียกอย่างง่ายๆตามทิศที่ตั้ง ได้แก่สำนักเหนือ สำนักใต้ สำนักตะวันออก สำนักตะวันตก และสำนักกลาง
ณ ลานกว้างหน้าราชวังต้าหนาน ก้อนหินสีดำสูงระดับเอววางเด่นอยู่กลางลาน บนยกพื้นสูงตรงตำแหน่งประธาน มีบัลลังก์ทองตั้งเด่นเป็สง่า นั่นคือที่นั่งสำหรับตัวแทนจากราชสกุลหนาน ปีนี้องค์รัชทายาท ‘หนานจงเยว่’ ได้มาร่วมงานด้วยพระองค์เอง
ต่ำลงมาด้านซ้ายและขวา มีเก้าอี้สองตัวสำหรับตัวแทนจากสำนักหลักทั้งสอง อีกชุดหนึ่งที่ถัดลงมาคือเก้าอี้ห้าตัว สำหรับตัวแทนจากสำนักรอง
ตัวแทนตำหนักเซียนอัคคีเป็อาจารย์ชราเคราขาวท่านหนึ่ง ชื่อ ‘หม่าเหยียน’ เขาสวมชุดผ้าฝ้ายสีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่ มวยผมปักปิ่นไม้ แลดูคล้ายชายแก่ธรรมดา แต่เมื่อสบตากลับปรากฏเป็ความน่าเกรงขามกดดันสายหนึ่ง
ส่วนตัวแทนหมู่ตึกพฤกษาเป็อาจารย์หญิงชุดสีฟ้านางหนึ่ง ชื่อว่า ‘ฟ่านจูหลิง’ อายุราว24-25 ปี ดูอ่อนเยาว์เกินกว่าจะเป็อาจารย์ของสำนักศึกษาอันดับต้นๆของแคว้น ใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ เมื่อมองไปให้ความรู้สึกสบายใจ น่าใกล้ชิดยิ่ง
อาจารย์ทั้งสองจากสำนักหลักต่างก็มาร่วมงานทดสอบของตระกูลผู้พิทักษ์ด้วยความยินดี กลับกันสีหน้าตัวแทนสำนักรองนั้นกลับดูเหนื่อยหน่ายยิ่ง.. พวกเขามิได้ส่งอาจารย์ผู้สอนมาร่วมทดสอบด้วยซ้ำ เพียงส่งเหล่าผู้าุโในสำนักมาเป็ตัวแทนอย่างขอไปที
การกระทำเช่นนี้ ราวกับไม่ให้ความสำคัญกับงานคัดเลือกของตระกูลผู้พิทักษ์ ทว่าหากคิดให้ดีก็จะพอเข้าใจได้ว่า ลูกหลานจากตระกูลสูงเหล่านี้ล้วนมีพร์ ต้นกล้าชั้นดีมักถูกสำนักหลักแย่งไปครองจนหมดสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำหนักเซียนอัคคี ที่ขึ้นชื่อว่าชอบรับลูกศิษย์แบบ ‘เหมารวบ’ คล้ายกลัวสำนักของตนจะมีที่นอนเหลืออย่างไรอย่างนั้น !!
สุดท้ายที่รอดมาถึงมือสำนักรองอย่างพวกเขา ก็มักจะเป็เพียงลูกหลานระดับล่างของตระกูลที่ไม่โดดเด่นนัก แล้วพวกเขายังจะต้องกระตือรือร้นด้วยเหตุใดกันเล่า ?
ตัวแทนจากตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งสี่ต่างมาเป็พยานในการทดสอบครั้งนี้ มู่เชียนสังเกตว่าในกลุ่มตัวแทนตระกูลซ่างกวนนั้นมีซ่างกวนถงรวมอยู่ด้วย
การคัดเลือกหลายปีก่อนชายหนุ่มได้ถูกคัดเลือกเข้าตำหนักเซียนอัคคีไป ความสามารถของเขาได้รับคำชื่นชมจากอาจารย์ในสำนักไม่น้อย เพียงห้าปีก็สำเร็จการศึกษากลับมายังตระกูลได้ วันนี้ชายหนุ่มคงมาเพื่อร่วมให้กำลังใจพี่น้องและคู่หมั้นของตน
“องค์รัชทายาท หนานจงเยว่เสด็จแล้ว” ทุกคนในงานพร้อมใจกันลุกขึ้นกล่าวคารวะองค์รัชทายาท ว่าที่าาแห่งแคว้นต้าหนานคนต่อไป
“ทุกท่านตามสบายเถิด”
มู่เชียนเงยหน้าขึ้นมองเงาร่างในฉลองพระองค์สีทองบนแท่นสูง องค์รัชทายาทผู้นี้อายุราว 20 ปีต้นๆ ใบหน้าขาวกระจ่าง คิ้วดุจกระบี่ ตาดุจแสงดาว แม้จะมีท่าทางเย่อหยิ่งไว้ตัว แต่ก็ยังนับว่าเป็ชายหนุ่มหล่อเหลาผู้หนึ่ง
‘คนส่วนมากในภพนี้ล้วนหน้าตาดี ...เหตุใดจึงเว้นเพียงข้าล่ะ ?’ มู่เชียนตัดพ้อเงียบๆในใจ หันมองบรรดาพี่น้องและผู้เยาว์ในตระกูลอื่นที่ล้วนหน้าตาไม่เลวเช่นกัน
‘รูปลักษณ์ภายนอกล้วนแปรผันตามพร์และจำนวนธาตุในร่าง ....ตัวเ้าปราณธาตุต่ำต้อยปะปนกันมากมาย จมูกไม่ขึ้นไปอยู่บนหน้าผากก็สมควรดีใจแล้ว !!” เสี่ยวจิ้งเอ่ยปลอบใจนางอย่าง ‘อ่อนโยน’ เช่นเคย
ระหว่างมองใบหน้าทุกคน... มู่เชียนก็ลอบทำการสำรวจพลังของเหล่าตัวแทนจากตระกูลอื่นไปด้วย สำหรับนักยุทธ์ห้าดาวเช่นนาง.. ย่อมเหนือกว่าพวกเขาทั้งหมดที่นี่ กวาดััผ่านครู่เดียวก็ทราบแล้วว่าแต่ละคนอยู่ในระดับใด
‘หากจะไม่ให้น้อยหน้าพวกเขาทั้งหมด อย่างน้อยก็ต้องแสดงพลังออกมาสามดาวสินะ’ เด็กสาวสาวลอบตั้งมั่น ทว่าท่าทางมองสำรวจไปรอบๆตัวนั้น ในสายตาของผู้อื่นกลับคล้ายว่า เด็กสาวบ้านนอกเช่นนาง ถูกความตื่นเต้นของสถานการณ์กดดันจนลนลานไปแล้ว
“ไม่สำรวมเสียเลย น่าขายหน้ายิ่งนัก!” นางฟางซื่อที่ยืนอยู่ข้างกายสามีเอ่ยขึ้น มู่เหวินหลิงหันมองตามสายตาของภรรยาเห็นมู่เชียนแล้วก็ถอนหายใจเบาๆออกมา
เฮ้อ... ทั้งที่พี่ชายพี่สะใภ้ของเขายอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น น่าเสียดายจริงๆ...
“เมื่อมาครบแล้วก็เริ่มเถิด” หนานจงเยว่กล่าวขึ้นอย่างสงบ ก่อนหันไปให้สัญญาณกับขันทีข้างกายให้เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบได้
เพื่อไม่ให้ต้นกล้าเหล่านี้ต้องเผชิญหน้ากับความกดดันจากตระกูลอื่นๆ จนกระทั่งส่งผลต่อการทดสอบ เหล่าผู้เยาว์ที่เข้าร่วมงานจะถูกนำไปไว้ในกระโจมพักอีกด้าน ก่อนจะถูกเรียกออกไปทีละตระกูลตามลำดับ
ภายในกระโจมขนาดใหญ่ด้านหลัง ตัวแทนยี่สิบคนจากตระกูลต่างๆถูกนำมารวมกัน แม้พวกเขามิได้มีความสนิทสนมกันมาก่อน แต่ด้วยวัยที่ใกล้เคียงจึงทำให้สามารถพูดคุยกันได้อย่างไม่ฝืนนัก
ทั้งสี่ตระกูลแยกกลุ่มกันเป็ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตามธรรมชาติ ฝั่งชายหัวเราะเปิดเผยเสียงดัง ขณะที่ฝ่ายหญิงเจรจาพูดคุยกันฉันท์มิตรอย่างอ่อนหวาน
กลุ่มของหญิงสาว...แม้บทสนทนาจะดูสนุกสนานและเปี่ยมด้วยมิตรภาพ ทว่ามู่เชียนยังคงััได้ถึงรังสีของความอวดดี และพยายามแข่งขันกันเองของพวกนาง ท่าทางเสแสร้งเ่าั้ทำให้หญิงสาวต่างมิติโหยหาถึงต้นไม้ใบหญ้าและเหล่าสัตว์ทั้งหลายขึ้นมาจับใจ
มู่เชียนไม่คิดเข้าร่วมวงสนทนาด้วยจึงเพียงยืนอยู่ข้างกายมู่เยว่อย่างเงียบๆเท่านั้น
มู่เยว่เป็เด็กสาวที่โดดเด่นอย่างมาก แม้จะมีอายุเพียง 13 ปี กลับมีใบหน้างดงามราวดอกไม้แรกแย้ม พร์ด้านการฝึกตนก็เลื่องลือไปทั่ว บุรุษและสตรีต่างตระกูลย่อมอยากเข้ามาพูดคุยทำความรู้จัก
มู่เยว่มิได้มีท่าทีเย่อหยิ่งอันใด เสียงใสดุจนกการเวกชวนคุยมาถึงมู่เฉิงหลินที่ยืนอยู่ฝั่งชาย น่าเสียดายพี่สี่ของนางยังคงกังวลถึงการทดสอบของตนและมู่เชียน จึงถามคำตอบคำ..ท่าทางราวกับเสียไม่ได้ทำให้มู่เยว่หงุดหงิดใจจนหันศีรษะหนีไปอีกทาง
ขึ้นชื่อว่าหญิงงาม แม้จะสะบัดหน้าจนคอแทบเคล็ดก็ยังคงดึงดูดสายตา บุรุษจากสามตระกูลมองมาที่นางตาค้าง สร้างความริษยาให้กับสตรีจากตระกูลอื่นอย่างมาก
“เยว่เม่ย …” สตรีจากตระกูลซ่างกวนคนหนึ่งส่งเสียงเรียกพลางเดินเข้ามาคุยอย่างสนิทสนม ดวงตาของนางซ่อนประกายไม่พอใจเอาไว้ได้อย่างแเี ความสนใจจากบุรุษตระกูลสูงเหล่านี้เหตุใดต้องตกเป็ของสตรีมีเ้าของเช่นมู่เยว่ ?!
“ได้ยินชื่อเ้าจากพี่ถง ‘คู่หมั้น’ ของเ้ามานาน พบวันนี้จึงได้ทราบ...เ้างามกว่าที่เขาเอ่ยถึงมากนัก” เสียงที่ดัดจนหวานเลี่ยนเอ่ยชมนางด้วยประโยคแฝงนัยยะ แต่มู่เยว่กลับไม่เข้าใจ เด็กสาวเอ่ยขอบคุณพลางพยักหน้ารับอย่างเรียบง่าย
น้องสาวไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของฝ่ายตรงข้าม มู่เชียนกลับนึกสงสาร เด็กสาวอายุไม่ถึง 13 กลับต้องมาเติบโตอยู่ในสังคมเช่นนี้ช่างน่าเห็นใจ
สตรีเสแสร้งผู้นั้นส่งสายตาเ้าเล่ห์ออกมา ดึงสตรีอีกคนจากตระกูลเดียวกันเข้าร่วมวงสนทนาด้วย “นั่นสิ…ตระกูลมู่ของท่านยิ่งนานวันยิ่งเก่งกล้า ทั้งท่านและพี่น้องทั้งหลายล้วนโดดเด่นจนน่าอิจฉา”
น้ำเสียงประจบเอาใจหวานเลี่ยนจนมู่เชียนเผลอถอยห่างออกมาอย่างอดไม่ได้ ทว่าเมื่อมู่เยว่เห็นพี่สาวมีท่าทางราวกับกลัวการเข้าสังคม เด็กสาวก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ สตรีแซ่ซ่างกวนสองคนพอเดาฐานะของหญิงสาวแสนจืดชืดที่ยืนอยู่ข้างๆได้ทันที
ทั้งสองลอบสบตากัน …ในที่สุดพวกนางพบโอกาสเหยียบย่ำตระกูลมู่เข้าแล้ว
“อาา….นั่นแม่นางมู่เชียนผู้เลื่องชื่อมิใช่หรือ ?” เสียงเอ่ยทักที่ดังกว่าปกติทำให้สายตาทุกคู่ในกระโจมหันมองมาเป็ตาเดียว
“มู่เชียน…?” หลายคนในที่นี้เคยได้ยินชื่อนาง นางถูกจดจำได้ในฐานะ ’คนไร้ค่า’
“หืมม.. นั่นมิใช่อดีตคู่หมั้นของพี่ถงหรือ ? เหตุใดตระกูลของท่านยังนำเศษสวะมาร่วมงานสำคัญเช่นนี้ได้ ?” ดวงตาเย้ยหยันของสตรีทั้งสองเหลือบมองไปทางมู่เชียน แล้วก็หัวเราะออกมา กิริยาดูถูกนั้นชัดเจนอย่างมากสตรีจากอีกสองตระกูลเริ่มนิ่วหน้าด้วยไม่คิดว่าสตรีตระกูลซ่างกวนจะมีท่าทางที่ไร้มารยาทเพียงนี้
“คิกคิก…พี่ถงถอนหมั้นได้ทันการณ์ นับเป็โชคดีของตระกูลซ่างกวนเราโดยแท้” เสียงเย้ยหยันยังคงเอ่ยวาจาต่อไปอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด คนไร้ค่าเช่นนางจะมีผู้ใดอยากใส่ใจปกป้องเล่า
มู่เฉิงหลินที่ยืนมองอยู่นานหันมองสตรีสองคนนั่นด้วยดวงตาไม่พอใจอย่างมาก ทว่าบุรุษเช่นเขาจะให้ออกปากโต้เถียงกับสตรีต่อหน้าผู้อื่นก็ยังรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง ชายหนุ่มส่งสายตาให้มู่เยว่ที่ยืนอยู่ข้างมู่เชียนทำเื่นี้แทน…
มู่เยว่ได้รับสัญญาณจากเขาก็พ่นล่มหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด ‘เหตุใดจึงเป็ข้า ที่ต้องเอ่ยปากแทนลูกพลับนิ่มนี่ด้วย !’
โชคร้ายที่ต่างก็เป็พี่น้องร่วมสกุลเดียวกัน ชื่อเสียงของมู่เชียนย่อมส่งผลถึงตระกูลมู่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่มู่เยว่คิดจะอ้าปากเพื่อช่วยเหลือ ไม่คิดว่า ‘ลูกพลับนิ่ม’ ลูกนั้นกลับพยักหน้าเอ่ยยิ้มๆออกมา
“อืมมม.. ไม่ต้องร่วมนับญาติกับพวกท่านนับเป็โชคดีของข้าเช่นกัน !”
“เ้า…!!” เหยื่อที่นิ่งเงียบมาตลอด จู่ๆกลับเปล่งวาจาคมกริบกลับมา ยิ่งเห็นดวงหน้าจืดชืดนั่นแฝงรอยดูแคลน ดวงตาของสองสาวจึงวาวโรจน์ขึ้นด้วยความโกรธจัด เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากตัวแทนจากตระกูลอื่นแว่วมา ฟังคล้ายว่า
‘ถูกเศษสวะตบหน้า..’ และ ‘หาเื่ใส่ตัวเอง’
ผู้มาวันนี้ล้วนเป็บุตรหลานสายตรงของตระกูลผู้พิทักษ์ แต่ละคนล้วนอวดตน ถือดี จะยอมให้คนไร้ค่าผู้หนึ่งทำให้ขายหน้าได้อย่างไร …โดยไม่มีผู้ใดคาดคิด หญิงสาวนางหนึ่งสติหลุดฟาดฝ่ามือเข้ามาหามู่เชียนอย่างรุนแรง !
มู่เฉิงหลินที่อยู่อีกด้านตื่นตระหนกอย่างมาก จึงรีบพุ่งร่างเข้ามาหา แม้จะทราบดีว่าจากระยะห่างที่เขายืนอยู่นั้น คงไม่อาจยับยั้งการโจมตีนี้ได้ ทว่าเขาไม่อาจยืนนิ่งๆมองดูนางถูกใครทำร้าย !
“ฟุ่บ…” ฝ่ามืออันรุนแรงนั้นกระทบเข้ากับอากาศว่างเปล่า เฉียดร่างของมู่เชียนไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น !
ความพอดีอันน่าเหลือเชื่อ ทำให้ทุกสายตาหันมองร่างเล็กที่หลบพ้นการโจมตีอันรุนแรงนั้นไปได้ด้วยความประหลาดใจ ต่อเมื่อไม่อาจััถึงแรงปราณใดๆในตัวเด็กสาวผู้นี้ได้ สุดท้ายพวกเขาจึงหลงคิดไปว่าเป็สตรีจากสกุลซ่างกวนนั้นที่มีเมตตายั้งมือไว้ !
มีเพียงผู้ลงมือเท่านั้นที่รู้ความจริงว่า ฝ่ามือของตนเมื่อครู่เต็มไปด้วยเจตนาที่ทำร้าย ยามที่การโจมตีของนางใกล้จะกระทบเป้าหมาย มู่เชียนกลับไถลลื่นไปด้านข้างเล็กน้อยด้วยความเร็วที่น่าตื่นใจ สุดท้ายก็หลบฝ่ามือของนางไปได้อย่างทันกาล
“ฝ่ามือเต่าคลานเช่นนี้ ยังคิดจะตีข้า ไม่เจียมตัวเกินไปหรือไม่ ?!” เสียงกระซิบแ่เบาขณะร่างทั้งสองพุ่งสวนกัน ทำให้สติของนางขาดสะบั้น ดวงตาเปล่งประกายโเี้จริงจังยามหันร่างกลับมาสะบัดฝ่ามือใส่ร่างของมู่เชียนอีกครั้งอย่างแรง
“ปั้งงง…. !!” คราวนี้การโจมตีของนางกระทบเข้ากับฝ่ามือหนึ่งอย่างจัง ด้วยปราณที่ใกล้เคียงกันทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องถอยหลังออกไป สตรีแซ่ซ่างกวนเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าผู้ที่รับฝ่ามือของนางไว้นั้นกลับเป็ มู่เยว่ !
“เยว่เม่ย.. เหตุใดกัน ?”
“พอที..!!” มู่เยว่ตวาดกลับเสียงเข้มด้วยความไม่พอใจ… เรียกเยว่เม่ย เยว่เม่ยอยู่ได้ คิดจะข่มนางก่อนเข้าตระกูลหรือไร !!
นอกจากนี้ นางยังมีเื่ที่น่ารำคาญใจอีกอย่าง…
“มู่เชียนเป็พี่สาวข้า !” เสียงมู่เยว่เอ่ยชี้แจงความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด ส่วนความสัมพันธ์กับพวกตระกูลซ่างกวนนั้น.. วันหน้าค่อยว่ากันก็ไม่สาย
มู่เชียนมองน้องสาวที่เข้ามาขวางอย่างผิดคาด ขณะนั้นทั้งกลุ่มก็ได้ยินเสียงประกาศเรียกตัวแทนจากตระกูลจ้าวแว่วเข้ามา
ตัวแทนจากทั้งห้าจากตระกูลจ้าวกระตุกร่างวาบ หลังไหล่เหยียดตรงขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาเดินจากไปด้วยความตื่นเต้นปนความเสียดายที่ไม่อาจชมบทสรุปของการขัดแย้งครั้งนี้จนจบได้
ทว่าหลังจากตระกูลแรกถูกเรียกไป ความตื่นเต้นก็ครอบงำจิตใจของพวกเขาที่เหลือ จนทำให้ลืมสิ้นทุกอย่าง เฝ้าแต่รอการขานชื่อลำดับถัดไปอย่างใจจดใจจ่อเท่านั้น
มู่เชียนยืนนิ่งอยู่ข้างมู่เยว่มองไปที่น้องสาวด้วยความแปลกใจ สายตาของนางเรียกให้เด็กสาวหันมาตวัดสายตาตักเตือนใส่ ก่อนจะหันหน้าหนีไปไม่สนใจนางอีก
การคัดเลือกจะดำเนินไปอย่างไรก็ไม่ทราบ มู่เชียนเพียงได้ยินการประกาศผลแว่วมา เด็กจากตระกูลจ้าว.. สามในห้าคนถูกเลือกเข้าตำหนักเซียนอัคคี คนที่เหลือถูกส่งไปสำนักตะวันตก สำนักใต้ อย่างละหนึ่งคน
“ลำดับสอง ตระกูลเว่ย”
พวกเขาส่งตัวแทนเข้ารับการทดสอบถึงหกคน ทว่ากลับถูกคัดเลือกเข้าตำหนักเซียนอัคคีไปสองคนเท่านั้น ที่เหลือส่งไปสำนักกลาง และตำหนักสำนักออก
“ลำดับสาม ตระกูลซ่างกวน”
ตระกูลซ่างกวนปีนี้มีสี่คน สองคนถูกเลือกเข้าตำหนักอัคคี ส่วนอีกสองก็ถูกส่งไปสำนักรองเช่นกัน
‘ถึงตอนนี้เหตุใดหมู่ตึกพฤกษาจึงยังไม่เลือกศิษย์สักคนกันนะ’ มู่เชียนลอบวิเคราะห์ด้วยความแปลกใจ เื่ที่หมู่ตึกพฤกษามีศิษย์จำนวนน้อยที่สุดในบรรดาสำนักทั้งเจ็ดคงเป็เพราะเหตุนี้
“ลำดับสุดท้ายตระกูลมู่ … ”