เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็พร้อมใจกันเงียบกริบนี่มันชัดเจนว่าหล่อนกำลังคิดจะฮุบเนื้อของคนอื่นไปเต็มๆหลี่จินฮวาผู้นี้ยังคงไร้ยางอายเหมือนเดิมไม่มีผิด!
เซียวหยวนิจ้องมองหล่อนด้วยสายตาเย็นะเื“ผมไม่ได้ผลักคุณ และไม่ได้ทำร้ายคุณด้วย ทุกคนสามารถเป็พยานได้หากคุณคิดจะใส่ร้ายผม ย่อมไม่มีทางเป็ไปได้เด็ดขาด!แม้คุณจะเรียกหัวหน้ากองผลิตมา ผมก็ไม่ยอมรับ!”
“ก็นายนั่นแหละที่ผลักฉัน! ผลักแล้วไม่ยอมรับหรือไง!” หลี่จินฮวาแผดเสียงะโ พร้อมอาศัยจังหวะนี้ร้องไห้โฮอีกครั้ง “โฮ... ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!เซียวหยวนิไอ้ตัวซวยนี่มันอาศัยความเป็ชายมารังแกฉัน!ฉันจะต้องไปหาหัวหน้ากองผลิตให้เขามาตัดสินความให้ฉัน!”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปหาเลยสิ! เดี๋ยวฉันจะรอดูว่าพอหัวหน้ากองผลิตมาแล้วเขาจะเชื่อคำพูดของคุณ หรือจะเชื่อคำพูดของทุกคน!”
ทันใดนั้นเสียงใสกระจ่างของหญิงสาวก็ดังขึ้น ถ้อยคำชัดเจนหนักแน่น
เซียวหยวนิหันกลับไปมองก็เห็นซูเจียวเจียวกำลังเดินเข้ามา
ซูเจียวเจียวคลี่ยิ้มมุมปากดูคล้ายยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม จ้องมองหลี่จินฮวา “หัวหน้ากองผลิตเป็คนตรงไปตรงมาพิจารณาความถูกผิดอย่างยุติธรรม ถูกผิดประการใดฉันเชื่อว่าหัวหน้ากองผลิตย่อมรู้กระจ่างแก่ใจทันทีที่สอบถาม”
สีหน้าของหลี่จินฮวาแข็งค้างหล่อนตกตะลึงอยู่ที่ตรงนั้นเดิมทีหล่อนตั้งใจจะอาศัยจังหวะนี้เรียกหัวหน้ากองผลิตมาเพื่อจะรีดไถเซียวหยวนิ แต่ใครจะรู้ว่าทุกคนต่างเห็นเหตุการณ์และตอนนี้แม้กระทั่งซูเจียวเจียวนางจิ้งจอกนี่ก็ยังมาอีก
หากเรียกหัวหน้ากองผลิตมาจริงๆหัวหน้ากองผลิตย่อมต้องรู้ทันทีว่าไม่ใช่ความผิดของเซียวหยวนิ
เซียวหยวนิเอ่ยถาม“เจียวเจียว คุณมาทำไม?”
สีหน้าของซูเจียวเจียวอ่อนโยนลง“ก็เห็นว่าคุณออกมาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่กลับไปสักที ฉันเลยมาดูค่ะที่บ้านทำอาหารเสร็จแล้ว พวกเรากลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
ความเ็าบนใบหน้าของเซียวหยวนิจางหายไป“เสื้อผ้ายังไม่ได้ซักเลย คุณกลับบ้านไปกินข้าวก่อนเถอะไม่ต้องรอผมแล้ว ผมจะเอาเสื้อผ้าไปซักที่ต้นน้ำ แล้วจะกลับบ้านทันที”
ป้าหวังที่ยืนอยู่ข้างๆได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “โอ้ยุวชนซู คุณทำอาหารเสร็จเร็วขนาดนี้เลยเหรอ ขยันจริงๆ เลยนะ”
ซูเจียวเจียวเขินอายเล็กน้อย“แค่ทำอาหารเอง ไม่นับว่าเป็อะไรหรอกค่ะ”
ป้าหวังเหลือบมองหลี่จินฮวาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแดกดัน “ฉันได้ยินบางคนพูดว่าคุณไม่ทำงานอะไรเลยสักอย่าง แต่จริงๆ แล้วคุณก็ทำอาหารอยู่ที่บ้านทุกวันคนว่างงานพวกนี้วันๆ คอยแต่จะใส่ร้ายคุณ พูดจาเหลวไหล ชอบนินทาไปเรื่อย”
ซูเจียวเจียวไม่ได้ใส่ใจกับเื่พวกนี้“ปากคนอื่น เราจะไปปิดปากใครได้เล่าคะ? ชีวิตจะดีหรือไม่ดีมีเพียงเราเท่านั้นที่รู้”
ป้าหวังฟังแล้วรู้สึกถูกใจอย่างยิ่ง“คุณพูดถูก ชีวิตจะดีหรือไม่ดี มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ส่วนพวกชอบนินทาก็ปล่อยให้พวกเขานินทาไปเถอะ”
ครอบครัวของป้าหวังและเซียวหยวนิเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก่อน่ก่อนเกิดความวุ่นวาย ทั้งสองครอบครัวสนิทสนมกันมากสมัยก่อนหากครอบครัวของป้าหวังมีใครป่วยเป็ไข้ก็จะไปขอให้พ่อของเซียวหยวนิช่วยตรวจรักษาและจัดยาให้
ต่อมาเมื่อพ่อของเซียวหยวนิเสียชีวิตครอบครัวของป้าหวังก็ช่วยเหลือเป็อย่างมากดังนั้นในหมู่บ้านจึงมีเพียงหลี่ต้าเฉวียนลูกชายของป้าหวังเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดกับเซียวหยวนิ
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนิซักเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็กลับบ้านไป
เมื่อซูเจียวเจียวได้ยินเซียวหยวนิเล่าว่าหลี่จินฮวาจงใจไปล้างถังอุจจาระที่ต้นน้ำแล้วก็ล้มลงไปในแม่น้ำ สำลักน้ำสกปรกไปหนึ่งอึก ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา“นี่แหละคือการทำตัวเอง!”
ทั้งสองกินข้าวเที่ยงด้วยกันแล้วก็พักผ่อนสักครู่ จนกระทั่งเสียงนกหวีดเรียกเข้าทำงาน่บ่ายดังขึ้นทั้งคู่จึงสวมหมวกฟาง และสะพายกระติกน้ำไปทำงานที่ทุ่งนาด้วยกัน
หลายวันที่ผ่านมาเร่งเก็บเกี่ยวข้าวสาลีจนเสร็จสิ้นแล้วจึงไม่จำเป็ต้องเกี่ยวข้าวสาลีอีกต่อไป แต่จะทำกิจกรรมอื่นแทน
เนื่องจากตระกูลของเซียวหยวนิมีฐานะที่ไม่ดีดังนั้นงานที่หมู่บ้านมอบหมายให้เขาแต่ละครั้งจึงเป็งานที่อยู่ไกลที่สุดและเหนื่อยที่สุดการพรวนดินหรือปลูกถั่วก็ต้องเดินออกไปถึงสองลี้!
ท่ามกลางแดดเปรี้ยงยามเที่ยงวันการเดินเท้าสองลี้ช่างเกินกำลัง
ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเขาเดินไปกลับแบบนี้ทุกวันได้อย่างไรบางครั้งยังต้องแบกของหนักๆ อีกด้วย
เนื่องจากซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนิแต่งงานกันแล้วสถานที่ทำงานของเธอจึงเปลี่ยนไปเป็ที่เดียวกับเขาซึ่งแน่นอนว่าเื่นี้คงหนีไม่พ้นข้อสงสัยว่าหลี่เกินเซิงจงใจกลั่นแกล้งเธอเป็แน่
ส่วนสาเหตุก็มาจากเหตุการณ์เนื้อกระต่ายเมื่อครั้งก่อนนั่นเอง
เซียวหยวนิทำงานของตัวเองเสร็จตามปกติก็มาช่วยซูเจียวเจียวเมื่อเห็นเซียวหยวนิเหงื่อท่วมกาย เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารเขาอย่างมาก
“คุณไม่จำเป็ต้องทำงานหนักขนาดนี้ทุกวันหรอกค่ะ ฉันกินไม่เยอะแต้มคะแนนงานที่ฉันหามาได้ก็เพียงพอแล้วแถมที่บ้านก็ยังส่งเงินและบัตรปันส่วนมาให้ทุกเดือนเพียงพอสำหรับชีวิตของเราแล้วล่ะ”
เซียวหยวนิเผยรอยยิ้มซื่อๆ“คะแนนงานของคุณก็คือของคุณ ส่วนของผมก็คือของเราผมเป็ผู้ชายตัวใหญ่ จะไปใช้เงินของภรรยาได้ยังไงครับ”
ซูเจียวเจียวมุมปากกระตุกอย่างพูดไม่ออกช่างเป็คนซื่อบื้อจริงๆ!
หลังจากเซียวหยวนิทำงานเสร็จเห็นว่ายังพอมีเวลา เขาก็คิดจะเข้าไปในป่าดังนั้นเขาจึงให้ซูเจียวเจียวกลับบ้านก่อน
ซูเจียวเจียวกล่าว“ถ้าอย่างนั้นฉันไปด้วยกันกับคุณนะคะถึงอย่างไรตอนนี้ฉันก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”
เซียวหยวนิพยักหน้าเห็นด้วยทั้งสองคนเก็บของแล้วก็เดินเข้าไปในป่าด้วยกัน
เซียวหยวนิแบกจอบสะพายตะกร้า และถือเคียวเดินนำหน้าส่วนซูเจียวเจียวก็สะพายกระติกน้ำเดินตามหลังเขา
ทั้งสองคนเดินเข้าป่าไปอย่างรวดเร็วบริเวณตีนเขามีเด็กๆ จำนวนไม่น้อยกำลังเก็บฟืน ซึ่งเป็เด็กๆ จากกองผลิตแต่พวกเขาก็จะไม่เข้าไปลึกในป่า เพราะผู้ใหญ่ต่างกำชับสั่งสอนพวกเขาอยู่ทุกวัน
เซียวหยวนิพาซูเจียวเจียวเดินลึกเข้าไปในูเาหลังหมู่บ้านจนกระทั่งป่าทึบขึ้น เซียวหยวนิจึงหยุดเดิน และมองหาไปรอบๆ
ไม่นานเขาก็พบกับกับดักล่าสัตว์ที่เขาขุดไว้ข้างในมีไก่ป่าอ้วนพีสองตัวกำลังกระพือปีกอยู่เป็ครั้งคราว ยังไม่ตายสนิท
ซูเจียวเจียวตาเป็ประกาย“อาิ คุณเก่งจังเลย! ข้างในมีไก่ป่าสองตัว!แถมยังตัวใหญ่และอวบอ้วนอีกด้วย!”
พูดจบซูเจียวเจียวก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างไม่อาจควบคุมได้
เธอไม่ได้กินเนื้อไก่มานานแล้ว
เมื่อคิดถึงการที่จะได้กินเนื้อไก่สดๆและดื่มน้ำซุปไก่ ซูเจียวเจียวก็ตื่นเต้นจนตาเป็ประกาย
เมื่อเห็นซูเจียวเจียวเป็เช่นนั้นเซียวหยวนิก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เขาปีนลงไปในหลุมแล้วยกไก่ป่าสองตัวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
ซูเจียวเจียววางไก่ป่าไว้ในตะกร้าของเขาแล้วเอาหญ้ามาปิดทับไว้้าเพื่อไม่ให้ใครเห็นและหลีกเลี่ยงการถูกคนในหมู่บ้านเพ่งเล็งเมื่อกลับไปถึง
เซียวหยวนิแอบจำไว้เมื่อก่อนเขาจะกลับบ้านดึกทุกครั้งที่ล่าสัตว์ครั้งแรกเพราะไม่มีใครรอเขาอยู่ที่บ้านครั้งที่สองคือตอนนั้นเขาอยากจะล่าสัตว์ให้ได้เยอะๆและหาพืชสมุนไพรมาให้พี่สาวเพื่อแลกกับสินสอดดังนั้นเขาจึงกลับหมู่บ้านตอนค่ำทุกครั้ง และไม่มีใครพบเห็นก็เลยไม่มีความจำเป็ต้องปกปิดอะไร
แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าแตกต่างออกไปแล้ว
ต่อไปนี้หลังจากล่าสัตว์กลับบ้านเขาจะต้องซ่อนไว้ในตะกร้าให้ดี
เซียวหยวนิเห็นว่ายังเช้าอยู่จึงเริ่มหาพืชสมุนไพรในป่า ซูเจียวเจียวก็ติดตามไปด้วยเพื่อช่วยหาและดูเขาขุดสมุนไพร
น่าเสียดายที่ซูเจียวเจียวไม่เข้าใจเื่พืชสมุนไพรแม้เซียวหยวนิจะคอยอธิบายอยู่ข้างๆแต่พืชสมุนไพรเ่าั้ในสายตาของเธอก็ไม่ได้ต่างอะไรจากวัชพืชเลย