รักนี้ที่ผูกพัน (จบ)

    บทที่ 8

    สิบโมงตรงของเช้าวันรุ่งขึ้น ลิซซี่ก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าสำนักงานของไมเคิล วูลฟ์ พยายามรวบรวมความมั่นใจในตนเองไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พร้อมกันก็พยายามข่มความเปรมปลื้มลงไว้ด้วย บอกกับตัวเองอยู่ว่า...อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เธอก็จะประสบความสำเร็จแล้ว ถึงอย่างไรไมเคิลก็ยังคงเป็นคนใจร้ายเหมือนเดิมอยู่นั่นเอง แม้เวลาจะผ่านไปถึงสิบห้าปี แต่กระนั้นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเขาก็ไม่มากเท่าไรนัก ...ลิซซี่ยอมรับว่า มันมีความคิดหลากหลายเกี่ยวกับตัวเขาที่ค้างคาอยู่ในสมองก่อนจะหลับใหลไปในแต่ละคืนวันที่ผ่านไป แต่ขณะนี้มันก็ยังมีอะไรบางอย่างที่ผ่านเข้ามาในดวงความคิดด้วยเช่นกันเธอมองเห็นภาพดวงตาคู่นั้น คู่ที่แววของมันคมปลาบยิ่งนัก และยังรอยยิ้มลึกลับที่จุดขึ้นอีกด้วย มันทำให้ลิซซี่ต้องถามตัวเองว่า เธอกำลังคิดจะหลอกลวงใครอยู่ ...?“ลิซซี่” เธอเรียกตัวเองขึ้น “ชีวิตได้เข้ามาอยู่ในกำมือของเธอเองแล้วนะ”เธอถูมืออยู่เบาๆ ก่อนจะเอื้อมไปจับลูกบิดประตูด้านนอกด้านบนของประตูบานนั้นกั้นไว้ด้วยแผ่นกระจกใส มีภาพปกหนังสือประเภทอาชญนิยายเขียนด้วยลายเส้นสีทองสวยงามติดอยู่ รอยยิ้มฉาบขึ้นบนใบหน้าเมื่อความมั่นใจในตนเองกลับคืนมา ไมเคิล วูลฟ์ต้องการความช่วยเหลือจากเธอด้วยการออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานของเขา เพื่อให้ออกมาในรูปแบบอันเหมาะสมของงานในโลกวรรณกรรมส่วนตัวเธอเองนั้นก็ต้องการความช่วยเหลือจากเขา ในอันที่จะสร้างรากฐานความเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในที่มีชื่อเสียงแห่งนิวยอร์กขึ้นมาให้ได้ ...เมื่อความกล้าระเบิดออก เธอก็ผลักประตูบานนั้นให้เปิดและเดินเข้าไปภายใน“มิสซิสดูเปรย์คะ ...” เธอส่งยิ้มไปให้สตรีสูงวัย “ฉันมาพบมิสเตอร์วูลฟ์ค่ะ นัดกันไว้สิบโมงตรง”เกวน ดูเปรย์ ถึงกับกะพริบตาถี่ๆ เมื่อเงยขึ้นมองหญิงสาวที่เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เธอเป็นหญิงสาวผมดำ สวมชุดเจอร์สีฟ้าใส กำไลเงินหลายวงเรียงซ้อนอยู่บนข้อมือ ทั้งติ่งหูก็ยังถ่วงด้วยต่างหูเงินคู่ใหญ่อีกด้วยในความเป็นลิซซี่ ออลสันนั้น ไม่มีทางที่จะแต่งตัวแบบนี้ได้แน่ แต่เมื่อเธอมาปรากฏตัวที่นี่ด้วยชื่อเอลิซาเบธ เกสท์กลับดูดีจนแปลกตาทีเดียวอย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการแต่งกายของเธออยู่ดี เพียงแต่เป็นปัญหาที่เธอต้องการให้เกิดเท่านั้น เธอต้องการให้การแต่งกายของตนเองทุกครั้งนับแต่นี้แฝงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่พบเห็น หรือถ้าจะกล่าวสั้นๆ ก็คือ ปกติแล้วคงไม่มีใครบอกความแตกต่างระหว่างชุดหมีที่พวกช่างทั้งหลายสวมใส่ได้ แต่เสื้อผ้านั่นเองที่จะเข้ามาช่วยให้เกิดความแตกต่างขึ้นระหว่างลิซซี่ ออลสัน กับเอลิซาเบธ เกสท์ทันใด...เมื่อตัดสินใจได้ว่าหญิงสาวในชุดสีฟ้าคนนี้จะมีธุรกิจเกี่ยวข้องกับไมเคิล วูลฟ์ อย่างไร ย่อมไม่ใช่กิจของตนเองแล้วรอยยิ้มที่ฉาบขึ้นบนใบหน้าของเกวนก็ดูสดใสขึ้น“ค่ะ และคุณก็คือคุณ ...”“เกสท์ค่ะ...ฉันคือเอลิซาเบธ เกสท์”“อ๋อ...เหรอคะ...แต่ว่าตอนนี้มิสเตอร์วูลฟ์ยังคงพูดโทรศัพท์อยู่กรุณานั่งรอสักครู่นะคะ...”แต่ลิซซี่ไม่สนใจเก้าอี้สีเขียวเข้มที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเกวน ดูเปรย์แม้แต่น้อย ยิ่งรอก็จะยิ่งเสียเวลา และบางทีความมั่นใจในตัวเองจะหดหายไปด้วย...เมื่อตัดสินใจได้เช่นนี้ เธอจึงเดินดิ่งไปยังห้องทำงานส่วนตัวของไมเคิลทันที ...“เดี๋ยวค่ะคุณ คุณจะเข้าไปนั่งรอในนั้นไม่ได้นะคะ” เกวนร้องโวยวายตามหลังมาแต่กว่าที่เกวนจะพูดจบ ลิซซี่ก็ปิดประตูตามหลังตัวเองลงแล้ว ไมเคิลนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน มีเอกสารสัญญากางอยู่ต่อหน้าโทรศัพท์แนบอยู่กับหู...และทันใดนั้นเองเกวนก็ถลันตามเข้ามา ขณะกล่าวคำขออภัยต่อนายจ้างอยู่นั้น เธอก็จับปลายศอกของลิซซี่ไว้แน่นพร้อมที่จะฉุดกระชากลากตัวออกจากห้องนี้ แต่ไมเคิลกับโบกมือปฏิเสธไม่ให้เลขานุการของเขาทำเช่นนั้น สีหน้าของเขาทิ้งตึงเมื่อจับตามองลิซซี่อยู่แววในดวงตาคู่นั้นทำให้เข่าอ่อนยวบลงได้อย่างประหลาดแต่มันยังจะต้องมีอะไรมากกว่านั้นที่สามารถทำให้เธอเข่าอ่อนได้ด้วยเช่นกัน...วันนี้ไมเคิลอยู่ในสูทสีเทาอ่อน เสื้อเชิ้ตตัวในเป็นสีขาวผ่องหวีผมเรียบ ดวงตาคู่สีดำแน่วนิ่งเป็นประกายสดใส ท่าทางของเขา จริงจังกับงานที่อยู่ตรงหน้าผาก ...สงสัยว่าฉันจะหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวอีกแล้วล่ะสินี่...ลิซซี่ได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจ แต่กระนั้นเธอก็ยังส่งยิ้มรัญจวนใจไปทักทายเขาอยู่ดี ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งตรงขอบเก้าอี้บุหนังเทียม พยายามจะไม่ตีสีหน้าเคร่งขรึมรสนิยมในการตกแต่งห้องทำงานของไมเคิลออกจะแย่อยู่มากๆ ผนังทุกด้านเป็นสีเขียว ม่านหน้าต่างดูจะหดสั้นเกินไป เฟอร์นิเจอร์ที่นำเข้ามาใช้กับห้องนี้ไม่ได้มีรูปแบบที่ทันสมัยอะไรเลยไมเคิลต้องการความช่วยเหลือจากฉันจริงๆ ...ลิซซี่คิดอยู่ในใจ คิดได้อย่างนี้มันช่วยให้จิตใจสบายขึ้นมาก“แล้วผมจะติดต่อกลับไปหาใหม่นะครับเซซิลี่” เขาพูดเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะวางโทรศัพท์ลงเซซิลี่ ... ชื่อนั้นกระแทกเข้าไปในความคิดขณะที่เธอไขว้ข้อเท้าทับกันไว้ เป็นบรรณาธิการให้กับเขาหรือว่าเป็นลูกค้า...หรือว่าเป็นเพื่อนหญิง...ลิซซี่ขมวดคิ้วย่น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจะต้องรู้สึกหงุดหงิดด้วย...อาจจะเป็นเพราะความสงสัยใคร่รู้มันออกจะแรงกล้าอยู่กระมัง...มันคงไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก“รู้สึกว่าหน้าตาคุณออกจะซีดไปหน่อยนะครับ คุณเกสท์” ไมเคิลเอ่ยขึ้นเป็นคำแรก “มีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า? ”"อ๋อ...เปล่าหรอกค่ะ เพียงแต่คิดอยู่ในใจว่าห้องนี้มันจะแปลกตาไปสักแค่ไหน หลังจากที่ฉันตกแต่งใหม่แล้วเท่านั้น”“ก็แปลว่าที่กำลังเห็นอยู่ตอนนี้คุณไม่ค่อยชอบใจล่ะสิท่า? ”“เอ้อ ...”“ผมน่ะนั่งทำงานอยู่ในห้องนี้มาตั้งแปดปีแล้วนะ ไม่เคยบ่นเลยสักคำ”“และคุณก็เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จด้วย”“ก็แล้วยังไงล่ะครับ? ”“ไม่ยังไงหรอกค่ะ เพียงแต่ฉันมีความเห็นว่าสถานที่ทำงานควรจะมีส่วนช่วยสนับสนุนงานของคุณด้วยเท่านั้น”“ห้องทำงานมันควรจะเป็นสถานที่เพื่อการทำงานเท่านั้นอีกอย่างหนึ่งผมก็ไม่ค่อยจะมีใครไปมาหาสู่มากมายนักหรอก ถ้าผมอยากจะอวดลูกค้าหรือบรรณาธิการหนังสือต่างๆ ผมมักจะชวนเขาไปบ้านมากกว่า”ลิซซี่อดผ่นจมูกอย่างไม่เห็นด้วยไม่ได้ คำพูดของเขาทำให้เธอพอจะมองออกว่าการตกแต่งภายในบ้านหลังนั้นควรจะเป็นอย่างไร“เวลาที่ผมทำงาน ...” เขากล่าวต่อ “ผมอยากให้มีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำงานจริงๆ ”เมื่อครั้งที่อยู่วิชิต้า ลิซซี่ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างไมเคิล วูลฟ์นั้นจะหลงใหลกับการทำงานได้ แต่บางที่การหาเงินง่ายๆ สบายๆ น่าจะเป็นสิ่งที่เขาได้ถนัดอยู่แล้วก็ได้“ฉันจะรับความคิดนี้เข้าไว้ประกอบการพิจารณาด้วยค่ะ” เธอเอ่ยออกไป “เท่าที่ฟังมาพอสรุปได้ว่า คุณต้องการให้บรรยากาศของสำนักงานมีลักษณะของการทำงานอย่างเคร่งขรึมจริงจังแล้วก็สะดวกสบายมากกว่าจะหรูหราสวยงามอย่างนั้นใช่ไหมคะ? ”"โปรดอย่าลืมพิจารณาเลยไปถึงเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย” เขาพูดเป็นเชิงเตือน "เอาล่ะ แล้วเช้าวันนี้คุณต้องการอะไร? ”"เบอร์บัตรเครดิตอเมริกันเอ็กซ์เพรสส์ค่ะ” เธอตอบออกไปในทันที“อะไรนะ? ” ไมเคิลร้องเสียงหลงซึ่งเธอก็กล่าวย้ำคำเดิมเขาไม่ได้ตอบในทันที เพียงแต่เอนหลังลงพิงพนักเก้าอี้ ซึ่งก็หุ้มด้วยหนังเทียมอีกเช่นเดียวกัน ทำปากบิดไปบิดมาอยู่ลิซซี่เริ่มรู้สึกเข่าสั่น แต่ก็บอกตัวเองอยู่ว่าที่ร่างกายเกิดอาการเช่นนี้ขึ้นเป็นเพราะเมื่อเช้าก่อนออกมาเธอกินครัวซองส์รองท้องมาอันเดียวเท่านั้น ซึ่งในความรู้สึกของเธอแล้วมันไม่ได้ต่างไปกว่าการกินอากาศเลย ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแสดงความประสงค์อันอาจหาญเกินไป หรือเป็นเพราะเธอสังเกตเห็นอยู่ว่าบนข้อมือของไมเคิลนั้นประดับอยู่ด้วยนาฬิกายี่ห้อคาร์เทีย มือที่แข็งแรงเช่นมือของผู้ชายที่กำโลกไว้ทั้งใบนั่น...อาการที่กำลังเกิดอยู่กับเธอในตอนนี้จึงเนื่องมาแต่ความหิวอย่างไม่ต้องสงสัย“แต่ถ้าคุณไม่อยากให้หมายเลขบัตรเครดิตก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันส่งบิลล์มาโดยตรงก็ได้ แต่คงต้องคิดค่าบริการงานเอกสารเป็นพิเศษ แล้วก็ยังค่า...”“เดี๋ยวก่อน...ช่วยบอกผมหน่อยเถอะนะคุณเกสท์” น้ำเสียงของเขาดูแจ่มใสผิดกว่าที่ร้องถามออกมาเมื่อครู่เสียเหลือเกิน “เออ ...ก่อนอื่นผมอยากรู้ว่าคนที่รู้จักเขาเรียกคุณว่าอะไรกันแน่ เอลิซาเบธ ...หรือว่าเบธ.” เขาชะโงกหน้าเข้ามาถาม มือทั้งสองข้างลูบคลำอยู่กับที่ซับหมึก “คือ...ที่ถามนี่น่ะไม่ใช่อะไรหรอก ผมเพียงแต่อยากคิดว่า ผมน่าจะเรียกคุณว่าลิซซี่ได้เท่านั้น”น้ำเสียงทุ้มลุ่มลึกแฝงความเซ็กซี่นั้นบ่งบอกถึงความรู้เท่าทัน ...แต่เขาจะรู้ได้ยังไงกัน...? ไม่มีทางหรอก ลิซซี่บอกตัวเองอยู่ไม่มีทางที่เขาจะล่วงรู้เรื่องนี้ได้เลย อย่างดีก็แค่บังเอิญเดาชื่อเธอได้ถูกเท่านั้น อีกประการหนึ่งหน้าตาเธอตอนนี้ก็ไม่ได้เหมือนลิซซี่ ออลสันเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อสวมวิกและแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดนี้ เธอวางมือลงที่เข่า บางทีปลายเล็บอาจจะบอกความเป็นลิซซี่ได้กระมัง ...?