“ฮูหยินท่านสูญเสียโลหิตไปมาก จะต้องบำรุงร่างกายให้ดีหากไม่รีบรักษาแล้วยังเสียโลหิตต่อไปเช่นนี้อีกท่านจะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้แล้ว”
ท่านหมอที่กำลังจับชีพจรให้นางเตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“กลับไปแล้วให้คนที่บ้านเ้าซื้อของบำรุงมาให้เยอะๆ ล่ะ เพื่อชดเชยโลหิตที่เสียไป”
ท่านหมอละมือจากข้อมือของนางพลางหันไปเขียนใบสั่งยา
เซี่ยชิงเหยาเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มอ่อน ๆให้ท่านหมอ “ข้าน้อยทราบแล้วเ้าค่ะกลับไปจะต้องกำชับให้ครอบครัวหาของบำรุงมาให้เ้าค่ะ”
คนที่แต่งมาต่างแคว้นเช่นนางไหนเลยจะมีครอบครัวมาห่วงใย
“นี่คือใบสั่งยาของเ้านำไปให้เถ้าแก่หลูด้านนอก เขาจะจัดเทียบยาให้เอง...จำไว้ว่ายานี้ต้องเคี่ยวให้ครบสองชั่วยามแล้วดื่มทุกวัน วันละหนึ่งครั้ง อย่าให้ขาด”
“ข้าทราบแล้วขอบคุณท่านหมอ”
เซี่ยชิงเหยากล่าวด้วยเสียงเบาแล้วจึงถอยออกมานอกห้องตรวจนางเดินเข้าไปหาเถ้าแก่หลู รอเขาจัดยาให้แล้วจึงจากมา
นางเดินออกมาจากโรงหมอแล้วเลี้ยวไปทางซ้ายผ่านถนนที่คึกคักที่สุดสายหนึ่งของเมืองหลวงแล้วเดินต่อมาเรื่อย ๆจนถึงจวนรุ่ยอ๋อง ระยะเวลาไม่ใกล้ไม่ไกลแต่ร่างกายของนางกลับเต็มไปด้วยเหงื่อใบหน้าขาวนวลเริ่มซีดเซียว ชิงเหยาหายใจหอบ แต่นางไม่มีเวลาพักอีกแล้วจึงข่มกลั้นความเหนื่อยล้าแล้วเดินเข้าไปในจวน
บรรดาบ่าวรับใช้ทั้งหลายเมื่อเห็นนางแล้วเพียงหันมามองแล้วหันกลับไปโดยไม่ได้สนอะไรอีกดียิ่ง เช่นนี้ดีแล้ว หาไม่นางคงเหนื่อยกว่านี้ร้อยเท่า...
“ไปไหนมา!” เรียวขาอ่อนเพรียวเพียงก้าวข้ามประตูวงจันทร์ไปในเรือนยลจันทร์ก็ได้ยินเสียงเ็าของบุรุษเพศคนหนึ่งดังออกมาจากทางห้องโถงชิงเหยาผ่อนลมหายใจแล้วปั้นสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นจึงเปิดประตูเข้าไป
“คารวะท่านอ๋องเหตุใดจึงเสด็จมาเองล่ะเพคะ" ชิงเหยายอบกายลงคารวะอย่างอ่อนน้อมแล้วค้างอยู่อย่างนั้นเนื่องด้วยท่านอ๋องยังไม่ได้สั่งให้นางลุกขึ้น
“เ้าไปที่ใดมาทั้งที่รู้ว่าหรงเอ๋อร์ต้องได้รับโลหิตของเ้าไปผสมยารักษาโรคของนางเ้ายังกล้าเร่ออกไปเดินเล่น” ชิงเหยายิ้มขื่นแต่นางก้มหน้าไว้ ท่านอ๋องจึงไม่เห็น
“ท่านอ๋องโปรดอภัยหม่อมฉัน...”
“ช่างเถอะรีบไปที่ห้องยา กรีดข้อมือแล้วกลั่นเืทำยาเสีย”
น้ำเสียงเ็าไร้ความปรานีของเขาดังขึ้นเหนือศีรษะของนางชิงเหยาเม้มปาก ก่อนจะใจดีสู้เสือกล่าวค้านออกมา
“ท่านอ๋องวันนี้ร่างกายของหม่อมฉันไม่สะดวก หม่อมฉันขอท่านอ๋องทรงเห็นใจให้หม่อมฉันได้พักสักวัน”
“เลิกเสแสร้งแกล้งป่วยเสียทีนี่เป็ธุระที่เ้ารับปากไว้ตอนแต่งเข้าจวนเพราะฉะนั้นอย่าผิดคำพูดและจนกว่าอาการป่วยของหรงเอ๋อร์จะหายดีเ้าห้ามออกไปนอกจวนอีก”
“หม่อมฉันไม่ได้แสร้งป่วยวันนี้ร่างกายของหม่อมฉันอ่อนแอมาก เกรงจะให้เืไม่...”
พูดไม่ทันจบประโยคชิงเหยาก็ถูกมือแกร่งของเขาบีบคางเชยขึ้นอย่างแรงดวงตาคมกล้าดำขลับประดุจหมึกช่างสะท้อนจิตใจของเขาออกมาได้ดีเหลือเกินตาก็ดำแต่ใจดำยิ่งกว่า
ในขณะนั้นสาวใช้นางหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกราบทูลอย่าลนลานว่า “ท่านอ๋อง ชายารองหลิวหมดสติไปแล้วเพคะท่านหมอเทวดาจินบอกว่าต้องรีบนำเืของชายาเอกไปผสมยาให้ชายารองดื่มอย่างเร่งด่วน”
“อีหมัวมัวจับนางไปที่ห้องยา!”
"รับบัญชาเพคะท่านอ๋อง”
“ไม่นะเพคะท่านอ๋องหม่อมฉันไม่สบายจริง ๆ ให้เืไม่ได้”
"เซี่ยชิงเหยาเ้าฟังให้ดีนี่เป็ข้อตกลงระหว่างเ้ากับอ๋องอย่างข้าไม่เช่นนั้นวันนั้นที่เ้าบังคับให้อ๋องอย่างข้าแต่งกับเ้า เ้าคงไม่สมหวังแล้ว”ดวงตาเ็าจับจ้องมาที่นางอย่างไม่ลดละน้ำเสียงของเขาเหี้ยมเกรียมเสียดหู ไม่รับฟังการขอร้องของนางในเมื่อนางขัดขืนไม่ยอมให้อีหมัวมัวพาไป เขาจึงฉุดรั้งข้อมือที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลของนางแล้วลากนางตรงไปที่ห้องยา
หนึ่งเค่อ ผ่านไปชิงเหยานั่งมองรอยกรีดยาวหนึ่งชุ่น บนข้อมือขาวนวลของนาง อ้อ ไม่สิ ควรจะพูดว่าข้อมือที่ ‘เคย’ ขาวนวลของนางมากกว่าหนึ่งปีมานี้นางโดนกรีดมือรีดเืไปแล้วกี่ครั้งกันนะ
คิดไปไม่ทันไร ใบหน้าของนางเริ่มขาวซีดดวงตาเริ่มพร่ามัว “ท่านอ๋องวันนี้รีดไปแค่ครึ่งชามได้หรือไม่ หม่อมฉันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว”
“ไม่ได้บอกว่าหนึ่งชามก็ต้องหนึ่งชาม น้อยลงเพียงหยดเดียวก็ไม่ได้”
รุ่ยอ๋องตอบอย่างเ็าเขาเกรงว่านางจะดื้อรั้นสร้างเื่และไม่ยอมให้รีดเืโดยดี ทุกวันนี้จึงมานั่งเฝ้านางด้วยตัวเองทุกครั้งชิงเหยาเหลือจะทนอีก นางลุกขึ้นแล้วตั้งท่าจะวิ่งออกไป แต่หน้ามืดกะทันหันนางจึงทรุดลงบนพื้นห้อง หมดสติไป
"ช่างเถอะในเมื่อสลบไปแล้ว อีหมัวมัวก็พานางกลับไปที่เรือนรอนางฟื้นแล้วค่อยต้มโสมรูปคนพันปีไปให้นางดื่มบำรุงร่างกาย”
“ทราบแล้วเพคะ”
อีหมัวมัวเรียกสาวใช้อีกสองนางเข้ามาแล้วหามคนออกไปทั้งสามคนพาร่างของชิงเหยามาถึงเรือนยลจันทร์แล้วก็โยนนางลงบนพื้นห้องอย่างไม่สนใจไยดีจากนั้นจึงสะบัดก้นกลับไป
หนึ่งชั่วยามต่อมาประตูเรือนถูกถีบเปิดออกเสียงดังจากนั้นอีหมัวมัวที่ถือชามยาร้อนควันฉุยก็ก้าวเข้ามาในห้องนางเดินข้ามร่างของชิงเหยาที่นอนอยู่บนพื้นไปอย่างไม่สนใจจากนั้นจึงหย่อนกายลงนั่งบนเก้าอี้กลางห้อง
“หึ สภาพอย่างเ้าสตรีต่ำต้อยยังอยากจะดื่มโสมพันปีอะไรกัน ฝันไปเถอะ” ว่าแล้วนางก็ยกชามโสมต้มขึ้นดื่มจนหมดถ้วยแล้ววางเอาไว้บนโต๊ะ
“จนถึงตอนนี้แล้วยังเสแสร้งไม่เลิกไม่มีใครเขาสนใจละครของเ้าหรอกนะ ยังไม่รีบตื่นขึ้นมาเสียดี ๆจะรอให้ข้าอุ้มเ้าขึ้นไปบนตั่งหรือไร ไม่มีทางเสียหรอก”
ชิงเหยายังคงนอนอยู่บนพื้นไม่ขยับอีหมัวมัวเห็นนางยังดื้อดึงไม่ขยับจึงตั้งใจจะเข้ามาเขย่าตัวครั้นแตะโดนร่างกายที่เย็นเฉียบของชิงเหยา นางก็ตกตะลึง คงไม่...คงไม่ตายไปแล้วหรอกกระมังอีหมัวมัวจับตัวชิงเหยาพลิกนอนหงาย จากนั้นจึงยื่นนิ้วมือสั่น ๆที่เหี่ยวย่นของนางไปอังที่จมูกของชิงเหยา
“มะ...ไม่หายใจแล้ว...” อีหมัวมัวลนลานแหกปากร้องะโพลางวิ่งออกไปจากเรือน
“แย่แล้ว เกิดเื่ใหญ่แล้ว!!ใครก็ได้ไปตามหมอที ชายาเอกไม่หายใจแล้ว!!!”