ยามเช้าของวสันตฤดู แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบา ลูบไล้ยอดไผ่ที่โอนเอนไปตามแรงลมพัดเย็น เสียงกอไผ่เสียดสีกันเป็จังหวะราวกับเสียงบรรเลงของพิณกู่ฉินที่แว่วไกล กลิ่นหอมจาง ๆ ของบุปผาที่เพิ่งผลิบานลอยระเรื่อไปตามสายลม เติมเต็มบรรยากาศให้สดชื่น และรื่นรมย์
จ้าวมู่เฉินลืมตาตื่นั้แ่ยามเหม่า (05.00-07.00 น.) เขาลุกจากที่นอนด้วยอิริยาบถสง่างาม และสำรวม อาภรณ์ที่เขาสวมใส่ในวันนี้เป็ชุดผ้าไหมเนื้อบางสีขาวนวล ปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงิน แม้เรียบง่ายแต่ก็ดูสง่าเฉกเช่นปราชญ์ผู้เคร่งขรึม ผมดำขลับรวบขึ้นด้วยปิ่นไม้จันทน์ หางตาคมกริบทอดมองออกไปยังสวนไผ่ที่อยู่ภายนอกหน้าต่าง พลางสูดลมหายใจลึก กลิ่นของดินชื้น และบุปผาแรกแย้มทำให้จิตใจสงบลง
เมื่อเตรียมตัวเสร็จ เขาก้าวออกจากเรือนมุ่งหน้าไปยังลานหน้าจวน ที่นั่น เหล่าหยวน สารถีผู้จงรักภักดีได้เตรียมรถม้าธรรมดาคันหนึ่งรอไว้แล้ว แม้มิใช่รถม้าที่หรูหราโอ่อ่าเช่นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูง แต่ก็สะอาดสะอ้าน และสมถะ เหมาะกับบุคลิกของจ้าวมู่เฉินที่มักวางตัวเรียบง่าย มิชื่นชอบความโอ้อวด
“คุณชาย เชิญขอรับ”
เหล่าหยวนกล่าวพลางเปิดม่านรถม้าให้
จ้าวมู่เฉินพยักหน้ารับก่อนก้าวขึ้นไปนั่งอย่างสำรวม รถม้าเคลื่อนตัวออกจากจวนสกุลจ้าวอย่างราบรื่น ผ่านถนนที่เรียงรายด้วยต้นเหมยที่เริ่มผลิดอกสีชมพูเรื่อ บางดอกปลิวร่วงตามสายลม ประหนึ่งเกล็ดหิมะสีชมพูที่โรยตัวลงมาอย่างแ่เบา
เส้นทางมุ่งสู่ตำหนักเหอผิง ที่ประทับขององค์หญิงชิงเหอ สถานที่แห่งนี้เป็ที่พำนักของอดีตพระธิดาผู้สูงศักดิ์ซึ่งสมรสกับแม่ทัพเฉินซูเหลียง บุรุษที่ได้รับสมญาว่าเป็เทพาแห่งยุค
เมื่อรถม้ามาถึงหน้าตำหนักเหอผิง เหล่าหยวนรีบลงมาก่อน เขาประคองมือให้จ้าวมู่เฉินก้าวลงจากรถด้วยความสะดวก ชายหนุ่มจัดอาภรณ์ของตนให้เรียบร้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นทอดมองป้ายสลักอักษรขนาดใหญ่เหนือประตูตำหนัก
“ ตำหนักเหอผิง”
อักษรทั้งสี่ตัวถูกจารึกด้วยลายมือของฮ่องเต้เอง ให้ความรู้สึกมีมนต์ขลัง และ ทรงอำนาจ
สถาปัตยกรรมของตำหนักแห่งนี้เป็แบบฮั่นโบราณ หลังคาโค้งสูง ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวไข่กา ตัดกับเสาค้ำยันไม้แกะสลักที่ลงรักสีแดงสด บนระเบียงไม้ประดับด้วยโคมสีแดงแขวนเรียงราย เมื่อยามลมพัดไสว ผืนม่านไหมบางเบาก็พลิ้วสะบัดเผยให้เห็นสวนดอกเหมยที่ปลูกไว้เป็แนวยาวทอดตัวเข้าสู่ภายใน
จ้าวมู่เฉินก้าวเข้าไปหากองกำลังองครักษ์ที่ยืนเฝ้าตำหนัก บุรุษในชุดเกราะดำขลับยืนเรียงเป็แถว ท่าทางเคร่งขรึม และดุดัน สายตาของพวกเขาจับจ้องมาทางเขาด้วยความระแวดระวัง ชายหนุ่มมิได้แสดงอาการลังเลใด ๆ เพียงก้าวไปข้างหน้าพลางค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างนอบน้อมก่อนเอ่ยเสียงสุภาพ
“ข้า จ้าวมู่เฉิน ซื่อจื่อแห่งจวนสกุลจ้าว ขอเข้าเฝ้าองค์หญิงชิงเหอ และผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง พวกท่านโปรดแจ้งให้ทราบด้วย”
องครักษ์นายหนึ่งกวาดตามองชายหนุ่มตรงหน้า แม้จ้าวมู่เฉินจะมิใช่บุรุษที่ดูองอาจเช่นนักรบ แต่รูปลักษณ์สง่างาม และกิริยาสำรวมทำให้ยากจะปฏิเสธ เขาส่งสัญญาณให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งเข้าไปแจ้งเบื้องบน ขณะเดียวกันก็กล่าวขึ้นเสียงเรียบแต่ยังรักษาไมตรี
“โปรดรอสักครู่ ข้าจะนำความไปกราบทูลองค์หญิง และ ท่านผู้บัญชาการ”
จ้าวมู่เฉินพยักหน้า รับรู้ถึงสายตาขององครักษ์ที่ยังคงจับจ้องเขาอยู่ แต่เขายังคงสงบนิ่งดังเดิม ปล่อยให้สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดชายอาภรณ์ อากาศยามเช้าสดชื่นแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเย็นบางเบา ชายหนุ่มทอดสายตามองไปยังเบื้องหน้า ด้วยรู้ดีว่าการมาเยือนในวันนี้ จะเป็จุดเริ่มต้นของสิ่งที่เขามิอาจคาดเดาได้…
เมื่อองครักษ์หน้าตำหนักเหอผิงเปิดประตูต้อนรับ จ้าวมู่เฉินประสานมือคารวะก่อนก้าวเข้าสู่ด้านใน พลางหันไปสั่งการเหล่าหยวน
“เหล่าหยวน ท่านนำรถม้าไปจอดรอข้าใต้ร่มไม้ด้านข้างตำหนักเหอผิง เมื่อข้าเสร็จธุระแล้วจะออกมา”
เหล่าหยวนรับคำ ก่อนบังคับรถม้าออกไปอย่างเรียบร้อย ขณะที่จ้าวมู่เฉินก้าวตามองครักษ์เข้าไปภายในตำหนัก ดวงตาดำขลับจับจ้องรายละเอียดโดยรอบอย่างเงียบงัน พื้นศิลาหินอ่อนสะอาดสะท้อนเงา เสากลางตำหนักแกะสลักลวดลายหงส์เหินเหนือเมฆา ผ้าม่านแพรบางพลิ้วไหวตามแรงลม เผยให้เห็นแสงตะวันอ่อนที่สาดส่องเข้ามา
เมื่อมาถึงห้องโถงภายใน ท่ามกลางบรรยากาศเคร่งขรึมประหนึ่งมีแรงกดดันที่ไม่อาจมองเห็น จ้าวมู่เฉินเห็นองค์หญิงชิงเหอนั่งอยู่บนแท่นสูง นางแต่งกายงามสง่าในฉลองพระองค์ปักลายดอกเหมยสีชาด เรือนผมดำขลับเกล้าเป็มวยอย่างประณีต ริมฝีปากแต้มสีทับทิม ข้างกายนางคือ ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง บุรุษผู้ทรงอำนาจแห่งกองทัพทหารม้า ใบหน้าคมเข้ม เปี่ยมด้วยรัศมีแห่งนักรบ ดวงตาคมกริบจับจ้องเขาอย่างพินิจพิเคราะห์
จ้าวมู่เฉินประสานมือคำนับพลางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ
“ข้าน้อยจ้าวมู่เฉิน คารวะองค์หญิงชิงเหอ และท่านผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง”
องค์หญิงชิงเหอพยักหน้าเล็กน้อย ส่วนแม่ทัพเฉินซูเหลียงจ้องมองเขาอย่างตรงไปตรงมา ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม
“เหตุใดเ้าจึงยืนได้อย่างสบายใจ เมื่อรู้ว่าต้องมั่นหมายกับบุตรีชื่อเสียงฉาวโฉ่ของข้า..?”
จ้าวมู่เฉินโค้งศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม
“ข้าน้อยมีความเชื่อว่า ทุกคนที่เกิดมาบนแผ่นดินนี้ ไม่มีผู้ใดเป็คนเลวั้แ่เกิด คุณหนูอาจเล่นซุกซนมากไปเสียหน่อย โบราณว่า เด็กซุกซน คือคนฉลาด ข้าน้อยคิดว่าท่านทั้งสองที่เป็บิดามารดาย่อมมองเห็นความเฉลียวฉลาด และความกล้าหาญที่กล้ายอมรับผิดด้วยตนเอง”
คำตอบของจ้าวมู่เฉินสร้างความประหลาดใจให้ทั้งสองยิ่งนัก องค์หญิงชิงเหอ และผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงสบตากัน พลางคิดในใจ
‘ พวกข้าเป็บิดามารดาของนางยังมองไม่เห็นข้อดีของบุตรของตน ทว่าเ้ากับสามารถมองเห็นข้อดีของนางโดยที่ยังไม่เคยพบหน้ากัน ’
ทั้งสองพยักหน้าอย่างพึงพอใจ สมแล้วที่ฝ่าาทรงมีสายพระเนตรยาวไกล หากได้จ้าวมู่เฉินมาดูแลเฉินซูเหริน เขาทั้งสองคงวางใจได้
ทันใดนั้น..!
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากภายนอก ก่อนเสียงเข้มจะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่หรืออนาคตน้องเขยของข้า..!!? บัณฑิตอ่อนปวกเปียกปานบะหมี่ลวกเช่นนี้ จะปกป้องน้องสาวของข้าได้อย่างไร..!”
เฉินซีห่าว บุรุษหนุ่มวัยสิบหก ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางองอาจชาตินักรบ เรือนกายสมส่วน คิ้วคมดุจกระบี่ ดวงตาเปล่งประกายดุดัน เสื้อคลุมสีเข้มสะบัดไหวตามแรงก้าว เขาหยุดยืน ประสานมือคารวะบิดามารดา ก่อนเดินไปนั่งข้างองค์หญิงชิงเหอ พลางเอนกายออดอ้อนนาง แต่เมื่อบิดากระแอมไอ เขากลับนั่งหลังตรงแทบจะในทันที
บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงฝีเท้าแ่เบาปานนุ่นดังขึ้นจากทางเข้า ทุกย่างก้าวมั่นคง ไม่เร่งร้อน บุตรชายคนโต เฉินซีฮัน ปรากฏตัว เขาเป็บุรุษสูงใหญ่ อายุยี่สิบปี แผ่รัศมีสุขุมลุ่มลึก คิ้วคมดุจกระบี่เช่นกัน สีหน้าเรียบเฉย ดวงตาสะท้อนความเฉียบแหลม เขาเดินเข้ามาด้านในอย่างสำรวม กวาดตามองจ้าวมู่เฉินด้วยความพินิจ
‘เป็บุรุษที่มีรูปร่างหน้าตาดี เหมาะแก่การเป็บัณฑิต แต่จะรับมือกับความซุกซนของน้องสาวข้าได้หรือ?’
เฉินซีฮัน คิดอยู่ภายในใจ มิได้เอ่ยวาจาใดออกมา ผิดกับเฉินซีห่าวที่แสดงอคติออกอย่างชัดเจน
จ้าวมู่เฉินยังคงสงบนิ่ง สายตาฉายแววลึกซึ้ง เขารวบรวมข้อมูลนิสัยของแต่ละคนไว้ภายในใจโดยไม่แสดงอาการใดออกมา เพียงประสานมือโค้งศีรษะเล็กน้อย แสดงความเคารพต่อผู้มาใหม่ ก่อนเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ทว่าแฝงความหนักแน่น
“ข้าน้อยมิได้มีร่างกายแข็งแกร่งประดุจนักรบ เช่นท่านทั้งสอง ทว่าการปกป้องสตรีนางหนึ่ง หาได้ใช้เพียงพละกำลังแต่เพียงอย่างเดียวไม่ ศาสตร์แห่งปัญญาเองก็มิอาจมองข้าม”
คำกล่าวของเขาแม้เรียบง่าย แต่กลับสร้างความฉงนให้ผู้คนภายในตำหนัก เฉินซีห่าวแค่นเสียงเยาะ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“ศาสตร์แห่งปัญญาหรือ? คำพูดนี้ฟังดูดี แต่สุดท้ายแล้ว หากเกิดเหตุอันตราย เ้าจะปกป้องน้องสาวข้าได้อย่างไร?”
จ้าวมู่เฉินประสานมือ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ดวงตายังคงฉายแววสงบนิ่ง
“ท่านพี่เฉิน หากท่านพี่ลองใช้สติครุ่นคิดแทนกำลัง ท่านพี่จะรู้ว่า บางครั้งการเอาชนะศัตรู ไม่จำเป็ต้องใช้อาวุธหรือหมัดมวยเสมอไป”
เฉินซีห่าวถลึงตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีโทสะ
“ ใครเป็พี่ของเ้า..!!! ”
“ ซี่ห่าวอย่าเสียมารยาท..!!”
ผู้บัญชาการเฉินชูเหลียงเอ่ยปรามบุตรชาย ทว่าองค์หญิงชิงเหอกับมองจ้าวมู่เฉินด้วยดวงตาเป็ประกาย
‘นี่แหละลูกเขยที่ข้า้า ท่าทางสุขุม มีไหวพริบ ผิดจากบุตรของข้าแต่ละคนโผงผางใช้แต่กำลัง มีก็แต่ฮันเอ๋อร์ของข้าที่เป็เด็กดี’
บรรยากาศภายในตำหนักพลันเงียบงัน เฉินซีฮันผงกศีรษะให้จ้าวมู่เฉินเล็กน้อย ความคิดเห็นต่อจ้าวมู่เฉินเริ่มเปลี่ยนไป ส่วนองค์หญิงชิงเหอและผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงสบตากันเงียบ ๆ คล้ายเริ่มยอมรับในตัวบุรุษหนุ่มตรงหน้า
เฉินซีห่าว แม้จะยังไม่พอใจนัก แต่เมื่อเห็นบิดา และพี่ชายไม่กล่าวสิ่งใดอีก เขาก็มิกล้าหืออือ เพียงนั่งลงอย่างกระฟัดกระเฟียด
จ้าวมู่เฉินรู้ดีว่า นี่เป็เพียงบททดสอบแรกของเขาเท่านั้น เส้นทางที่รออยู่ข้างหน้าคงมิใช่เส้นทางที่เรียบง่าย ทว่าเขาก็มิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์