วันเสาร์เป็วันเดียวที่หลินตื่นสายโดยไม่รู้สึกผิด
ซึ่งก็คือตื่นตอนเก้าโมงแทนที่จะเป็เจ็ดโมงครึ่งเพราะนาฬิกาชีวิตของเธอไม่เคยยอมให้ "ตื่นสาย" ได้จริงๆไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
เธอลืมตาขึ้นมา มองเพดาน นับถึงสิบ แล้วลุกขึ้น
นี่คือกิจวัตรวันเสาร์ — ตื่น นับ ลุก ชงกาแฟแล้วออกไปตลาดนัดปากซอยก่อนที่ความี้เีจะตามทัน
ตลาดนัดปากซอยเปิดทุกเสาร์อาทิตย์มาตลอดั้แ่ก่อนที่หลินจะย้ายมาอยู่แถวนี้ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แค่พอดี เดินออกจากคอนโดสามนาทีก็ถึงแต่เมื่อเข้าไปในนั้นแล้วรู้สึกเหมือนอยู่คนละโลก ซอยเก่าแคบ หลังคาผ้าใบขึงกันแดดแผงของเรียงกันสองฝั่ง กลิ่นอาหารปนกลิ่นดอกไม้สดปนกลิ่นควันธูปจากศาลเ้าที่ปลายซอย
แม้ว่าเหตุผลที่มาจะเปลี่ยนไปแล้ว
ตอนนี้เธอมาเพราะชอบเสียง
เสียงของตลาดนัดตอนเช้าเป็เสียงที่เธอหาไม่ได้จากที่อื่นมันเป็เสียงที่มีชั้น มีลำดับ มีจังหวะของมันเอง เสียงพ่อค้าแม่ค้าเรียกลูกค้าเสียงต่อราคา เสียงเงินทอน เสียงพลาสติกถุงก๊อบแก๊บเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุเก่าที่ใครสักคนเปิดทิ้งไว้ เสียงเด็กที่แม่พยายามห้ามไม่ให้วิ่งแล้วเด็กก็วิ่งอยู่ดี
เสียงเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกว่าโลกยังหมุนอยู่ในแบบที่คาดเดาได้
เธอชอบแบบนั้น
---
หลินเดินผ่านแผงผักก่อนทักพ่อค้าที่รู้จักกันมาหลายปีด้วยการโบกมือ ได้รับการโบกมือกลับ แวะดูแผงผลไม้สายตาหยุดที่ตะกร้าลำไยเม็ดใหญ่สีน้ำตาลทอง
"กิโลเท่าไหร่คะ"
"แปดสิบ" ป้าขายผลไม้ตอบโดยไม่เงยหน้ากำลังนับเงินทอนให้ลูกค้าคนก่อน
"เจ็ดสิบได้ไหม"
ป้าเงยหน้า มองลำไย มองหลิน "เจ็ดสิบห้าลดได้แค่นี้"
"เจ็ดสิบ ซื้อสองกิโล"
ป้าขายผลไม้นิ่งอยู่ครู่หนึ่งทำหน้าเหมือนกำลังคำนวณ แล้วพยักหน้า "ได้"
หลินชั่งน้ำหนักอยู่ครู่หนึ่ง "โอเคค่ะสองกิโล"
ป้าขายผลไม้หยิบถุงใส่ลำไยให้ วางบนตาชั่งตัวเลขขึ้น หลินจ่ายเงิน รับถุงมา แล้วเดินต่อ
เธอไม่ได้้าลำไยมากเป็พิเศษแต่มันเป็เกมที่สนุกและเธอไม่ค่อยมีโอกาสเล่นเกมที่ไม่มีอะไรสูญเสียนักในชีวิตประจำวัน
---
โซนของเก่า ของโบราณอยู่ด้านในสุดของตลาดลึกเข้าไปผ่านแผงเสื้อผ้า แผงอาหาร แผงของเล่นเด็กจนถึงส่วนที่แสงแดดส่องเข้ามาน้อยลงและกลิ่นอากาศเปลี่ยนกลิ่นฝุ่นปะปนกับกลิ่นไม้เก่าและกระดาษที่ผ่านเวลามานาน
หลินชอบกลิ่นนั้น
เธอไม่เคยซื้ออะไรจากโซนนี้จริงๆ มาหลายปีมาเดินดูเฉยๆ มองวัตถุที่ผ่านมือคนมาหลายทอด สิ่งของที่เคยมีความหมายกับใครบางคนแล้วตอนนี้วางอยู่บนผ้ากระสอบรอคนใหม่มารับไป
แผงที่เธอหยุดอยู่นั้นมีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายอยู่บนผ้าสีน้ำตาลเข็มกลัดเก่า เหรียญที่ไม่รู้ว่าจากประเทศไหน กรอบรูปไม้ที่สีลอกพัดไม้จันทน์ที่ยังมีกลิ่นเหลืออยู่นิดหนึ่ง และ...
ขลุ่ยไม้ชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ชิดขอบผ้า
หลินไม่ได้ตั้งใจหยิบขึ้นมามือเธอไปถึงมันก่อนที่สมองจะสั่ง
ขลุ่ยมันเก่า เนื้อไม้สีน้ำตาลเข้มเกือบดำมีลวดลายแกะสลักรอบๆ ที่เธอดูไม่ออกว่าเป็อะไรลวดลายเล็กมากและเวลาทำให้มันจางลงจนต้องขยิบตามองใกล้ๆ มีรู 7รู แต่ตำแหน่งไม่เหมือนขลุ่ยที่เธอเคยเห็น
"ของชิ้นนี้เท่าไหร่คะ"
พ่อค้าที่นั่งอยู่หลังแผงหันมา เป็ชายสูงอายุผมขาวเกือบหมด มีแว่นหนาอยู่บนจมูก มองหลิน มองขลุ่ย แล้วก็มองหลินอีกครั้ง
"อ๋อ อันนั้น" เขาพูด เสียงช้า"สามร้อย"
"สามร้อย?"หลินทำหน้า "ของเก่าขนาดนี้"
"ของเก่าน่ะแพง"
"หรือขายไม่ออกเลยแพง"หลินพูดแบบไม่ได้จะหยาบคาย แค่พูดความจริง "ฝุ่นเกาะหนามากเลย"
พ่อค้าถอดแว่นออกมาเช็ด"สองร้อยห้าสิบ"
"สองร้อย"
"สองร้อยยี่สิบ"
หลินกลับมามองขลุ่ยในมือ ทำไมเธอถึงต่อราคาอยู่เธอไม่ได้้าขลุ่ย เธอไม่ได้เล่นดนตรีอะไร เธอไม่เคยเรียนขลุ่ยในชีวิตเธอไม่รู้ว่าเธอจะซื้อมันมาทำไมด้วยซ้ำ
แต่มือก็ยังถือมันอยู่
"สองร้อยนะคะ" เธอพูดอีกครั้ง
พ่อค้าเงียบ แล้วพยักหน้า "ก็ได้"
เธอจ่ายเงิน รับขลุ่ยมาถือต่อมองดูลวดลายบนไม้อีกครั้ง แล้วก็ไม่รู้ทำไม เธอปัดฝุ่นแล้วก็เอามันขึ้นมาทดลองเป่า
มีเสียงออกมาทันที
สะอาด กลม เต็ม ออกมาราวกับว่าขลุ่ยรอเธออยู่
หลินหยุดเป่า สายตาพ่อค้ากว้างขึ้นเขาถอดแว่นออกมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เช็ด แค่ถือไว้แล้วมองเธอ
"เป่ามีเสียงด้วย!" เขาพูด เสียงแปลกๆที่หลินแยกแยะไม่ออกว่าประหลาดใจหรืออะไร
"เป่าก็ต้องมีเสียงสิคะ" หลินตอบแบบปกติแต่ข้างในรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ปกติเลย เธอไม่เคยเป่าขลุ่ย ไม่เคยเลย แต่ปากเธอรู้แต่ว่าต้องวางมุมเท่าไหร่รู้จากที่ไหน
"ของชิ้นนี้" พ่อค้าพูดช้าๆ"ไม่มีใครเป่าให้มีเสียงได้มาหลายปีแล้ว ฉันลองให้หลายคนลองไม่มีใครเป่าได้เลย"
"บางทีใช้แค่มุมปากเป่ามั๊ง" หลินพูดเสียงเบากว่าปกติ
"บางทีก็ไม่ใช่" พ่อค้าพูด แล้วก็เงียบ
หลินถือขลุ่ยค้างไว้ มองดูมัน พลิกดูลวดลายลวดลายที่เธอดูไม่ออกว่าเป็อะไร แต่ถ้าจ้องนานๆ มันดูเหมือน... ดูเหมือนต้นไม้อาจจะ หรืออาจจะเป็เส้นน้ำหรืออาจจะเป็แค่รอยไม้ที่เวลาทำให้เห็นอะไรที่ไม่มีอยู่จริง
"ขอบคุณนะคะ" เธอพูด หยิบขลุ่ยใส่ถุงกับลำไยแล้วเดินออกจากแผง
---
เธอได้ยินเสียงนั้นตอนที่เดินออกจากโซนขายของเก่า
ไม่ใช่เสียงจากตลาดนัด ไม่ใช่เสียงจากคนไม่ใช่เสียงจากเพลงลูกทุ่งที่ยังเปิดอยู่
มันเป็เสียงขลุ่ย
เธอหยุดเดิน หันหลังกลับ
ไม่มีใครเป่าขลุ่ย
หยิบถุงขึ้นมาดู ขลุ่ยอยู่ในถุง ไม่ได้หยิบออกมา
หลินกะพริบตา ฟังในตลาดนัดมีเสียงสารพัดแต่ไม่มีเสียงขลุ่ย
แล้วเธอก็ได้ยินอีกครั้ง
ครั้งนี้ชัดกว่า เสียงเดียวกับที่เธอเพิ่งเป่าแต่เสียงออกมาช้ากว่า ลึกกว่าราวกับว่าเสียงที่เธอเป่าเมื่อกี้เพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่ผ่านอะไรบางอย่างที่ทำให้มันเปลี่ยนไปในระหว่างทาง
หลินหันซ้าย หันขวา ไม่มีแหล่งเสียง
"หูแว่ว" เธอพูดกับตัวเองแล้วเดินออกจากตลาดต่อ
แต่เสียงนั้นยังค้างอยู่ในหูนานกว่าที่ควรจะเป็
---
ออกจากตลาดแล้วหลินเดินกลับบ้านตามเส้นทางเดิมถุงลำไยห้อยแขนซ้าย ขลุ่ยยังอยู่ในถุงลำไย มือขวามีถุงอาหาร แดดเช้าเริ่มแรงขึ้น เธอขยับหมวกกันแดดลงมาบังหน้าแล้วก็เดินต่อ
ในหัวยังมีทำนองขลุ่ยวนอยู่
เธอฮัมตามโดยไม่ได้ตั้งใจ เบาๆแค่ให้ทำนองออกมาได้ จากนั้นก็นึกถึงรูปปากตอนที่เป่า นึกถึงตำแหน่งนิ้วนึกถึงว่าถ้าจะเป่าให้เป็เพลงเธอจะต้องบังคับนิ้วแบบไหน
เธอไม่รู้ว่าตัวเองรู้เื่นี้ได้ยังไง
มือซ้ายที่ถือถุงใส่ลำไยและขลุ่ยอยู่ขยับนิ้วโดยไม่รู้ตัวแตะอากาศตรงที่ควรจะมีรูขลุ่ยอยู่ ทำนองในหัวเดินหน้าต่อ เธอ "เล่น"ขลุ่ยในความคิดตัวเองโดยที่มือไม่มีอะไรเลย
แล้วก็รู้สึกว่าถุงในมือสั่น
ไม่มาก เบาๆ เหมือนของข้างในตอบสนองอะไรบางอย่าง
หลินหยุดเดิน ยกมือขึ้นมาดูในอากาศ มองถุง
ถุงไม่สั่นขลุ่ยไม้วางนิ่งอยู่ในถุงพลาสติกใสธรรมดา ไม่มีอะไรผิดปกติ
เธอเดินต่อ เร็วขึ้นนิดหนึ่ง
เธอไม่ชอบความรู้สึกที่อธิบายตัวเองไม่ได้ใช้ชีวิตมา 25 ปีเธอรู้จักเสียงทุกแบบที่เธอเคยได้ยิน รู้ว่าเสียงอะไรมาจากไหนรู้จักเสียงที่หูได้ยิน รู้จักเสียงที่ใจได้ยิน รู้จักเสียงที่อยู่ในหัวแต่เสียงขลุ่ยที่ได้ยินในตลาดนั้น มันไม่ใช่ทั้งสามแบบ
"เหนื่อยเกินไป" เธอบอกตัวเอง"แค่นั้นเอง"
---
หน้าร้านซ่อมนาฬิกาเก่าที่ปิดทุกเสาร์กระจกโชว์เคสหน้าร้านสะท้อนหน้าเธอและถนนด้านหลังหลินเดินผ่านและมองเห็นตัวเองแวบหนึ่ง ผมรัดหางม้า หมวกกันแดดสีกรม ถุงของสองใบ
แล้วก็เห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ถนนด้านหลังเธอ
หลินหยุด หันกลับ
ถนนเหมือนเดิม บ้านแถว รถจอดต้นมะม่วงที่โตเต็มทางเท้า ไม่มีอะไรผิดปกติ
เธอหันมามองกระจกโชว์เคสอีกครั้ง
ในกระจก ระหว่างภาพสะท้อนของตึกแถวเก่าๆและท้องฟ้า มีสีเขียว เขียวเข้มผิดปกติ เขียวแบบที่ไม่มีในเมืองไม่มีในต้นมะม่วงริมถนน ไม่มีในสวนหย่อมสาธารณะที่ดูแลครึ่งๆ กลางๆ
เป็สีเขียวของป่าที่ไม่มีใครแต่ง
เธอกะพริบตา
กระจกสะท้อนถนน สะท้อนบ้าน สะท้อนเธอ เหมือนเดิม
หลินถูตา มองอีกครั้ง ไม่มีป่า ไม่มีอะไรผิดปกติ
"โอ้โห" เธอพูดกับตัวเองเสียงออกมาเบากว่าที่คิด "ตาลายแล้ว"
แต่มือที่จับถุงขลุ่ยแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
และในถุงนั้นขลุ่ยไม้เก่าที่เธอซื้อมาสองร้อยบาทโดยไม่มีเหตุผล อยู่เงียบๆ โดยไม่ทำอะไรเหมือนมันรอ
---
กลับถึงห้อง หลินวางของลงบนโต๊ะ ลำไยเข้าตู้เย็นขลุ่ยวางไว้บนโต๊ะข้างหน้าต่าง เธอเดินไปห้องน้ำ ล้างหน้า กลับมา
ขลุ่ยวางอยู่ตรงเดิม
เธอนั่งลงหน้าโต๊ะทำงาน เปิดแล็ปท็อปขึ้นมาดูงานที่ค้างอยู่ สคริปต์ที่ยังต้องแก้ เมลที่ยังต้องตอบรายการสิ่งที่ต้องทำสัปดาห์หน้าที่ยาวกว่าที่ควรจะเป็
สายตาเธอไปอยู่ที่ขลุ่ยอีกครั้ง
เธอลุกขึ้นไปหยิบมา พลิกดูในแสงห้องลวดลายบนไม้ชัดขึ้นในห้อง เธอเห็นว่ามันเป็เส้นที่แกะเป็วงกลมซ้อนกันหลายชั้นบางทีก็ดูเหมือนคลื่น บางทีก็ดูเหมือนตา
เธอวางลง
หยิบขึ้นมาดูอีกรอบ
"โอเค" หลินพูดกับขลุ่ย"ฉันซื้อแกมาแล้ว ฉันจะไม่เป่าแก อย่าทำแบบผีอยู่ในของโบราณในหนังมันซ้ำมากแล้ว"
ขลุ่ยไม่ตอบ ตามที่คาด
เธอวางมันลงบนโต๊ะข้างหน้าต่างตรงที่แดดส่องถึงกลับไปนั่งทำงาน เปิดสคริปต์ขึ้นมา อ่านบรรทัดแรก อ่านบรรทัดที่สอง
พิมพ์แก้ไขบทให้ถูกต้อง เริ่มงานแปลบทต่อ
ทำงานได้สิบห้านาทีหลินก็รู้สึกว่าตัวเองมองไปที่ขลุ่ยอยู่ดี
เธอถอนหายใจ ลุกขึ้น เดินไปหยิบขลุ่ยเดินไปวางไว้ในลิ้นชักโต๊ะ ปิดลิ้นชัก
กลับมานั่ง เปิดสคริปต์ซ้อมอ่านบรรทัดแรกอีกครั้งดีกว่า
ทำงานได้อีกยี่สิบนาทีก่อนที่จะนึกขึ้นมาว่าเธอยังไม่ได้โทรบอกอันว่าจะไปเยี่ยมหรือเปล่า
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มองชื่อ *อัน น้อง*อยู่สักครู่
แล้วก็วางโทรศัพท์ลง บอกตัวเองว่าเดี๋ยวค่อยโทรหลังจากทำงานเสร็จก่อน
สคริปต์ยังรออยู่ การตัดสินใจยังรออยู่ขลุ่ยอยู่ในลิ้นชักและไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง
ทุกอย่างปกติมาก
หลินบอกตัวเอง และเชื่อตัวเองเกือบทั้งหมด
---