เถาหงอิงยุ่งอยู่พักหนึ่ง พอหันกลับมาก็เห็นว่าลูกสาวหลับไปแล้ว
นางแตะหน้าผากลูกสาวตามความเคยชิน แล้วก็ขมวดคิ้ว เพราะรู้สึกว่าตัวร้อนนิด ๆ
พอมองดูใบหน้าเล็ก ๆ ของลูกสาวที่ซีดเซียว นางก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้น
“ท่านแม่ ฝูหนิ่วหลับไปั้แ่กลับมาจากริมน้ำ ข้าเห็นว่าสีหน้าของนางดูไม่ค่อยดี...”
เถาหงอิงอุ้มเจียอินไปหาแม่เฒ่าหลี่
แม่เฒ่าหลี่รีบรับตัวไปทันที พยายามหยอกล้อเบา ๆ และบีบแก้มหลานสาวแต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง นางเองก็เริ่มลนลาน
“เ้ารอง ไปยืมรถลาเร็ว ฝูหนิ่วเหมือนจะมีไข้ รีบไปหาหมอในอำเภอเดี๋ยวนี้!”
แม่เฒ่าหลี่ดึงผ้าห่มผืนเล็กมาห่อตัวหลานสาวไว้ แล้วะโบอกหลี่เหลาเอ้อร์ที่เพิ่งกลับมาถึงด้านนอก
พอได้ยินว่าฝูหนิ่วอาจจะป่วย คนตระกูลหลี่ต่างก็ตื่นตระหนก ทิ้งงานในมือแล้วเตรียมจะตามไปด้วยกันหมด
สุดท้ายจึงเป็หลี่เหลาเอ้อร์ที่ขับรถลา พาแม่เฒ่าหลี่ หลี่เหลาซื่อ และเถาหงอิงมุ่งหน้าไปยังอำเภอ
หากนั่งกันหลายคนรถลาจะวิ่งช้า คนที่เหลือจึงได้แต่ขอบตาแดงก่ำ ยืนส่งพวกเขาอยู่ที่หน้าประตู
อู๋ชุ่ยฮวากำลังกอดไหไข่ดองพลางน้ำลายสอ พอเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็แอบพึมพำ
“ต้องขนาดนั้นเลยหรือ? แค่เด็กผู้หญิงคนเดียว...”
จ้าวอวี้หรูได้ยินเข้า ก็ถลึงตาใส่นางอย่างหาได้ยาก พร้อมกับแย่งไหดองไป...
รถลาที่โคลงเคลงราวกับเปล ทำให้เจียอินหลับลึกยิ่งขึ้น และไม่ตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เื่นี้ทำให้แม่เฒ่าหลี่และสองสามีภรรยายิ่งกังวลมากขึ้น
เมื่อถึงอำเภอ ทั้งครอบครัวมุ่งตรงไปยังร้านยาที่มีชื่อเสียงดีที่สุด นั่นก็คือไป่เฉ่าถัง
ท่านหมอาุโเคราขาวเห็นว่าคนไข้เป็เด็กเล็กจึงตรวจอย่างตั้งใจ ทว่าหลังจากจับชีพจรและตรวจดูอีกครั้ง เขากลับรู้สึกขำไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“เด็กคนนี้ไม่มีโรคอะไรหรอก เพียงแต่ยังเล็กมาก ใน่ที่ร่างกายกำลังเติบโต การได้นอนหลับนานหน่อยย่อมเป็ผลดี แต่สงสัยจะโดนลมหนาว จึงมีไข้ต่ำ ๆ เล็กน้อย”
เขาแตะฝ่ามือของเด็กน้อยอีกครั้ง พร้อมกำชับว่า “กลับไปใช้ผ้านุ่มชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวบ่อย ๆ อย่าให้นางร้องไห้โยเยจนเสียพลังงาน อีกไม่กี่วันก็คงหาย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของคนตระกูลหลี่ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็สงบลงเสียที
หลังจากขอบคุณท่านหมอและจ่ายค่าตรวจสิบอีแปะ ทั้งครอบครัวก็เดินออกจากร้านยา
แม่เฒ่าหลี่เห็นว่าท้องฟ้ายังสว่างอยู่ และนาน ๆ ครั้งจะได้เข้าเมืองจึงเอ่ยว่า “เ้าสี่ ข้าจะอุ้มฝูหนิ่วนั่งพักตรงนี้สักครู่ เ้ากับเ้ารองและหงอิงลองไปเดินเที่ยวในตลาดดูเถิด ที่บ้านขาดเหลืออะไรก็ซื้อมาให้ครบ”
หลี่เหลาซื่อเหลือบมองตะกร้าใบเล็กที่มีผิงกั่วและเกาลัดบนรถลา แล้วเกิดความคิดบางอย่าง
สิ่งนี้คือสิ่งที่จ้าวอวี้หรูจัดเตรียมไว้ให้ตอนที่พวกเขารีบร้อนเดินทางออกมา
เพราะเกรงว่าหากฝูหนิ่วเป็อะไรไป เมื่อส่งให้หมอ ทางนั้นจะได้ตั้งใจรักษาให้เต็มที่
“ท่านแม่ ท่านยังจำหัวหน้าหลิวจากสำนักคุ้มภัยคนก่อนได้หรือไม่ ข้าอยากไปหาเขา และนำผิงกั่วกับเกาลัดเหล่านี้ไปมอบให้ ได้หรือไม่ขอรับ?”
หลี่เหลาซื่อขอความเห็นจากมารดา
แม่เฒ่าหลี่นึกถึงการดูแลที่หัวหน้าหลิวมีต่อครอบครัวของพวกเขาระหว่างเดินทาง มีหรือที่จะไม่เห็นด้วย
“ไปเถิด เพียงแต่ของป่าเหล่านี้เกรงว่าจะน้อยไปหน่อย เ้าไปซื้ออย่างอื่นเพิ่มอีกนิดให้มันดูเยอะขึ้น อย่าให้ดูน้อยเกินไปนัก”
พูดจบ แม่เฒ่าหลี่ก็หยิบเงินก้อนเล็กชิ้นที่ใหญ่ที่สุดจากอกเสื้อยัดให้ลูกชาย พร้อมกล่าวว่า “เ้าไปหาหัวหน้าหลิวเถิด ให้พี่รองของเ้าเฝ้ารถลาไว้ ข้ากับหงอิงจะพาฝูหนิ่วเดินเที่ยวรอบ ๆ อีกครึ่งชั่วยามค่อยมาเจอกันที่นี่”
“ทราบแล้วท่านแม่”
หลี่เหลาซื่อลูบแก้มเล็ก ๆ ของลูกสาวตามความเคยชิน จากนั้นจึงสอบถามทางจนพบสำนักคุ้มภัย
“โอ้ ชิวเซิง เ้ามาได้อย่างไร รีบเข้ามานั่งข้างในก่อน!”
หัวหน้าหลิวดีใจมากที่เห็นหลี่เหลาซื่อ เขาพยายามดันตะกร้าใบเล็กออกโดยไม่ยอมรับไว้
“เอาของพวกนี้มาทำไมกัน พวกเ้ามีครอบครัวใหญ่ต้องเลี้ยงดูนะ!”
หลี่เหลาซื่อหยิบผิงกั่วขึ้นมาถือไว้ในมือพลางยิ้มกล่าวว่า “พี่หลิว ของอย่างอื่นข้าไม่อยากนำมาให้เพราะเกรงว่าจะดูน่าอาย แต่สิ่งนี้ข้าได้มาจากในป่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เป็ผลไม้ชั้นดีที่หาได้ยาก ข้าจึงนำมามอบให้ท่านได้ทานของสดใหม่”
หัวหน้าหลิวมองดูผลไม้สีแดงฉานก็รู้สึกชอบ
“จริงด้วย ผลไม้นี้ดูไม่เหมือนของที่ขึ้นตามป่าทั่วไปเลย ดูน่าอร่อยมาก ลูกชายข้า่นี้ร้อนในจนเป็แผลในปากพอดี ถ้าอย่างนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ จะนำกลับไปให้เขาได้กินแก้เลี่ยน”
พูดจบเขาก็รับไปอย่างร่าเริง พร้อมดึงหลี่เหลาซื่อให้นั่งลง
จากนั้นหลี่เหลาซื่อจึงแจ้งที่อยู่ของบ้านตนเอง
“ก่อนหน้านี้ขอบคุณพี่หลิวที่ช่วยดูแล ครอบครัวของข้าจึงเดินทางมาถึงอำเภอจวิ้นหยางได้อย่างปลอดภัย ตอนนี้พวกเราซื้อบ้านและที่ดินในหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้ว ตั้งใจจะปักหลักอยู่ที่นี่ พี่หลิวว่างเมื่อไหร่ต้องไปเยี่ยมที่บ้านข้านะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว วันหลังข้าต้องไปเยี่ยมเยียนและแวะเวียนไปหาบ่อย ๆ “
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน หัวหน้าหลิวนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงเอ่ยว่า “จริงด้วยสหาย พวกเ้ามาจากต่างถิ่น ของใช้ในชีวิตประจำวันคงนำมาไม่ครบถ้วนใช่ไหม ที่นี่อยู่ใกล้เมืองหลวง ทางการดูแลเข้มงวดมาก แม้แต่จะซื้อมีดทำครัวยังต้องแจ้งรายงาน”
เขาชี้ไปทางเมืองหลวงด้วยท่าทางดูแคลนเล็กน้อย
“โชคดีที่สำนักคุ้มภัยของพวกเราทำงานเสี่ยงตาย การจะหาเครื่องเหล็กจึงไม่ใช่เื่ยาก เมื่อวานข้าซื้อเคียวเกินมาสองเล่ม ขวานตัดไม้หนึ่งเล่ม และกระทะเหล็กอีกหนึ่งใบ หากพวกเ้าไม่รังเกียจ เดี๋ยวเอากลับไปใช้เถิด”
หลี่เหลาซื่อได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น ที่บ้านมีกระทะเหล็กเพียงใบเดียวซึ่งนำมาจากชายแดนเหนือ อีกทั้งมีดทำครัวก็บิ่นหมดแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขวานหรือเคียวเลย
ก่อนหน้านี้คิดจะซื้อ แต่พอได้ยินว่ายุ่งยากก็เลยเลิกคิด ใครจะนึกว่าหัวหน้าหลิวจะช่วยแก้ปัญหาให้ในคราวเดียว
“ดีเหลือเกินพี่หลิว ท่านช่างมาได้จังหวะราวกับฝนตกในยามแล้งจริง ๆ ที่บ้านข้ากำลังขาดของพวกนี้อยู่พอดี ข้าไม่เกรงใจท่านแล้ว วันหลังต้องมาดื่มสุราที่บ้านข้านะ ภรรยาข้าทำอาหารเก่ง พวกเราจะได้ดื่มกันให้เต็มที่”
“ดี! ต้องใจกว้างแบบนี้สิ ข้านึกว่าเ้าจะปฏิเสธหรือพูดจาอ้อมค้อมเสียอีก แบบนี้สิถึงจะเป็ลูกผู้ชายตัวจริง!”
หัวหน้าหลิวหัวเราะร่า เขาและหลี่เหลาซื่อช่างมีนิสัยที่เข้ากันได้ดีจริง ๆ
หลังจากคุยกันอีกไม่กี่ประโยค หลี่เหลาซื่อที่นึกถึงมารดาและลูกเมีย จึงแบกกระทะเหล็ก ถือขวานและเคียวเพื่อขอตัวลากลับ
แน่นอนว่าเขาดึงดันที่จะมอบเงินให้ห้าตำลึง ซึ่งเป็เงินทั้งหมดที่มีในอกเสื้อ แม้จะไม่เพียงพอ แต่ก็ตั้งใจว่าจะมาจ่ายเพิ่มให้ในคราวหน้า
หัวหน้าหลิวรับเงินมาอย่างเต็มใจ และนัดแนะกันว่าหากว่างจะไปล่าสัตว์และดื่มสุราด้วยกัน จากนั้นทั้งสองจึงแยกย้าย
อีกด้านหนึ่ง แม่เฒ่าหลี่อุ้มหลานสาว ส่วนเถาหงอิงสะพายตะกร้าและซื้อของมาไม่น้อย
ครอบครัวใหญ่ที่เพิ่งย้ายมาปักหลัก ขาดแคลนทุกสิ่งทุกอย่างจริง ๆ
เสื้อผ้าตัวเก่าต้องเติมนุ่นใหม่เพื่อให้ความอบอุ่นมากขึ้น ส่วนเจียเหรินและคนอื่น ๆ ก็ตัวโตขึ้น จึงต้องตัดชุดตัวในและรองเท้าใหม่
ยังมีเจียอินที่ทางบ้านตระกูลซุนให้มามีเพียงเสื้อผ้าและผ้าห่มบางสำหรับฤดูร้อน ส่วนเสื้อผ้าหนาและผ้าห่มหนาสำหรับฤดูหนาวนั้นไม่มีเลย...
แม่สามีและลูกสะใภ้พยายามประหยัดและลดค่าใช้จ่าย แต่สุดท้ายก็ยังใช้เงินไปกว่าสามตำลึง จนได้ของเต็มตะกร้าสองใบ
เมื่อหลี่เหลาซื่อกลับมาด้วยท่าทางร่าเริงพร้อมกับขวาน เคียว และกระทะเหล็กใบใหญ่ ทุกคนในครอบครัวต่างก็ดีใจกันยกใหญ่
นี่คือสิ่งที่บ้านขาดแคลนที่สุด เดิมทีคิดจะขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วย แต่ไม่นึกว่าหัวหน้าหลิวจะจัดการให้ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งครอบครัวรีบขึ้นรถลา มุ่งหน้ากลับสู่บ้านด้วยความตื่นเต้น
ตอนนี้เจียอินตื่นขึ้นมาแล้ว
เถาหงอิงรีบโอบลูกสาวไว้ในอ้อมกอดและป้อนนมจนอิ่มหนำ
แม่เฒ่าหลี่รีบรับตัวไป จูบหลานสาวและหยอกล้อสองสามที
เมื่อเห็นว่าหลานสาวหลับจนใบหน้าเล็ก ๆ แดงระเรื่อ ดวงตากลมโตกลอกไปมา ดูไม่มีท่าทางเหมือนคนป่วย นางจึงเบาใจได้อย่างเต็มที่
ท่ามกลางแสงยามเย็นของท้องฟ้าสีส้ม รถลาเดินต้วมเตี้ยมไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มองเห็นปากทางเข้าหมู่บ้านชิงสุ่ยอยู่ไกล ๆ
“เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ ปากทางเข้าหมู่บ้านดูเหมือนจะมีคนอยู่เยอะทีเดียว?”
หลี่เหลาซื่อสายตาดี จึงชะโงกคอไปมองข้างหน้า
พอเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทแว่วมาจริง ๆ