วันนี้ชวีเสี่ยวปอดูผิดแปลกจากปกติไปนิดหน่อย
เซี่ยเจิงดูออกเข้าแล้ว
นอกจากคาบเรียนด้วยตัวเองภาคเช้าเขาจะนอนชดเชยไปครู่หนึ่งแล้ว สองคาบถัดมานี้ชวีเสี่ยวปอก็ไม่ได้ฟุบลงไปบนโต๊ะอีกเลย
ในระหว่างช่วงพักชวีเสี่ยวปอหยิบนมจากในกระเป๋านักเรียนขึ้นมาแล้วเจาะดูดไปอย่างช้าๆ สายตาของเซี่ยเจิงชำเลืองมองไปยังแก้มของชวีเสี่ยวปอที่ป่องขึ้นมาอยู่เรื่อยๆจนกระทั่งชวีเสี่ยวปอวางกล่องนมลง หันหน้าไปพูดว่า : “มองอะไร หนุ่มหล่อดื่มนมมีเสน่ห์มากใช่ไหมล่ะ? ”
“ดื่มแบบเย็นเดี๋ยวปวดท้องนะ” เซี่ยเจิงใช้หลังมือแตะไปที่กล่องนมพลางเอ่ยขึ้น “เมื่อเช้านายไม่ได้กินข้าวทำไมไม่บอก”
“กินแล้ว” ชวีเสี่ยวปอดูดนมคำสุดท้ายเข้าไปจนหมด “อันนี้แม่ฉันยัดมาให้ดื่มหน่อยจะได้สดชื่น”
“นี่นายใช้นมแทนดื่มกระทิงแดงเหรอ” เซี่ยเจิงพูดขึ้นพร้อมทั้งหัวเราะออกมา“ไม่ใช่ว่าตอนนี้นายก็รู้สึกสดชื่นอยู่แล้วเหรอฉันเห็นนายไม่ค่อยจะอยากนอนเท่าไหร่เลย”
“นั่นเป็นเพราะว่าฉัน...” ชวีเสี่ยวปอพูดเพียงแค่ครึ่งเดียวก็หยุดไป“ก็ไม่ได้ง่วงนั่นแหละน่า”
“ไม่ง่วงถึงขั้นยังจดโน้ตด้วย ใช่ไหม” เซี่ยเจิงยื่นมือออกไปชี้ลงบนสมุดโน๊ตของชวีเสี่ยวปอที่กางอยู่บนโต๊ะเป็นสมุดโน้ตเล่มเก่าที่ไม่รู้ว่าชวีเสี่ยวปอใช้มันรองนอนไปแล้วกี่คาบต่อกี่คาบแต่เมื่อเปิดขึ้นมาด้านในก็ยังคงเหมือนใหม่อยู่มีแค่ลายมือที่ไม่ค่อยเรียบร้อยเพียงไม่กี่บรรทัดในหน้าแรกซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ถึงการต่อสู้ดิ้นรนของชวีเสี่ยวปอในสองคาบนี้
ท่าทางในการจับปากกาของชวีเสี่ยวปอไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไหร่จึงทำให้มีรอยบวมเล็กๆ ปูดขึ้นมาตรงที่ด้านข้างข้อนิ้วแรกของนิ้วกลาง
ในระหว่างเรียนเซี่ยเจิงแอบมองเขาอยู่หลายครั้ง
“สมุดจดซื้อมาแล้วก็ต้องใช้สิ !”ชวีเสี่ยวปอกำลังจะยกแขนขึ้นมาปิดไว้อย่างลุกลี้ลุกลน จากนั้นก็ปิดสมุดลง“ฉันแค่จดไปเรื่อยน่ะ”
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไร แต่ชวีเสี่ยวปอกลับรู้สึกไม่อยากให้เซี่ยเจิงรู้
เขามักจะคิดว่า ยังไม่ใช่ตอนนี้?
แต่ทว่าจะถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ ชวีเสี่ยวปอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
“ก็ได้” เซี่ยเจิงหรี่ตาลงมองเขาอย่างกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วจึงพูดว่า : “ฉันก็แค่ดูไปเรื่อยเหมือนกัน”
ทว่าสิ่งที่ชวีเสี่ยวปอคิดไม่ถึงก็คือที่จริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่เซี่ยเจิงเท่านั้นแม้แต่ซือจวิ้นก็ดูออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากทานข้าวกลางวันเสร็จเซี่ยเจิงก็ถูกคุณครูวิชาภาษาอังกฤษเรียกให้ไปพบ ชวีเสี่ยวปอที่แข้งขาไม่สะดวกทำให้ซือจวิ้นขยับเข้ามานั่งที่ของเซี่ยเจิงเพื่อคุยอะไรกับเขาไปเรื่อยเปื่อย
“เฮ้ ปอเอ๋อร์ ตอนเรียนนายจดอะไรน่ะ? ”
ชวีเสี่ยวปอผงะไปทันที “ตอนเรียนนายจะมองฉันหาอะไรฮะ !”
“ก็ฉันเบื่อนี่” ซือจวิ้นพูดขึ้นมาอย่างเป็นเหตุเป็นผล “ไม่ใช่นายก็พูดมาสิว่านายเขียนอะไรกันแน่? ”
ชวีเสี่ยวปอเพิ่งจะอ้าปาก ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกมาซือจวิ้นก็พูดขึ้นมาอีกครั้งว่า : “นายคงจะไม่ได้จดโน้ตใช่ไหม?”
แล้วแบบนี้จะให้พูดว่ายังไง !
ชวีเสี่ยวปออยากจะชกซือจวิ้นไปทีหนึ่งพร้อมทั้งถามเขาว่าทำไมถึงได้พูดมากขนาดนี้แต่ท่าทางซือจวิ้นกลับดูตกใจกว่าชวีเสี่ยวปอเสียอีก “จดโน้ตจริงๆ เหรอเนี่ย?? ? ”
ชวีเสี่ยวปอไม่ได้พูดอะไรออกมาในขณะนั้นก็กำหมัดเอาไว้แน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“ให้ตายสิ” ซือจวิ้นทำท่าราวกับเจอเรื่องใหญ่ที่สุดยอดมากเรื่องหนึ่งแล้วจึงกระโดดลุกขึ้นมาทันที “ปอเอ๋อร์ นี่มันอารมณ์ไหนของนายเนี่ย? ”
ชวีเสี่ยวปอเบิกตากว้างจ้องเขาอย่างหงุดหงิด กลั้นเอาไว้นานจนในที่สุดก็พูดออกมาว่า : “นายไม่ได้ยินที่โหยวเจียบอกว่าใกล้จะถึงช่วงสอบกลางภาคแล้วหรือไง?”
“สอบ? ” ซือจวิ้นทำราวกับว่าไม่อยากที่จะเชื่อในสิ่งที่หูของตัวเองได้ยิน“กลางภาค? ”
“ใช่” ชวีเสี่ยวปอพูดกัดฟัน
“นายรีบถอนคำพูดซะเถอะ” ซือจวิ้นขำขึ้นมาเสียงดัง“นายสนใจเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? การสอบเข้ามหาลัยสำหรับนายก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องเองไม่ใช่เหรอ?”
เมื่อซือจวิ้นพูดประโยคนี้จบลงทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกเหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองมาที่ด้านหลังศีรษะของเขาอยู่ตลอดทันทีที่หันไปมองก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ เจียงอี้หยางกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความอิจฉา
ถ้าเป็นเมื่อก่อนพอพูดถึงเรื่องแบบนี้ชวีเสี่ยวปอก็คงจะพูดผ่านไปอย่างสนุกสนานแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุอันใด ในตอนนี้ชวีเสี่ยวปอรู้สึกราวกับมีพลังงานบางอย่างอัดอั้นอยู่ในใจอย่างไรอย่างนั้นทั้งยังพูดออกไปอย่างร้อนใจว่า : “ก็ตอนนี้สนใจไม่ได้หรือไง! แล้วฉันก็จะสอบเข้ามหาลัยด้วย! ”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูด ไม่ใช่แค่ซือจวิ้นอึ้งไปแม้แต่ชวีเสี่ยวปอเองก็ผงะไปเช่นกัน
เขานำเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาใส่ไว้ในกำหนดการของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ถึงแม้ว่าเมื่อพูดขึ้นมาแล้วจะฟังดูเป็นเรื่องตลกแน่นอนอยู่แล้วว่านักเรียนมัธยมปลายควรเอาเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไว้เป็นอันดับแรกและก็ควรเป็นเป้าหมายหนึ่งเดียวในช่วงเวลานี้ด้วยแต่เมื่อคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของชวีเสี่ยวปอ ไม่ว่ายังไงก็ดูแปลกอย่างเห็นได้ชัด
“ถึงยังไง...” คำพูดที่เหลือของชวีเสี่ยวปอยังพูดไม่จบเนื่องจากเสียงกริ่งเข้าเรียนดังขึ้นแล้ว ทั้งยังเป็นเพราะว่าเซี่ยเจิงกำลังวิ่งเหยาะๆเข้ามาในห้องเรียนอีกด้วย
ขณะนั้นซือจวิ้นก็กลับไปยังที่นั่งของตัวเองพร้อมทั้งเครื่องหมายคำถามที่ผุดขึ้นมาเต็มหัวเหลือเพียงแค่ชวีเสี่ยวปอที่ส่งสายตามองไปยังเซี่ยเจิงอย่างแสร้งทำเป็นจิตใจสงบนิ่งจากนั้นคุณครูก็เดินเข้าห้องเรียนมาและเริ่มคาบเรียน
โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ได้กวนใจชวีเสี่ยวปอนานจนเกินไปแต่เรื่องที่กวนใจเขาไปยิ่งกว่านั้นน่าจะเป็นเพราะขาแข้งที่ไม่เอื้ออำนวยจนทำให้กิจวัตรประจำวันของเขาในการไปเดทกับเซี่ยเจิงหลังเลิกเรียนต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย
ดังนั้นในระหว่างทางที่นั่งรถสามล้อกลับชวีเสี่ยวปอจึงดึงเสื้อของเซี่ยเจิงไปหนึ่งที “ปั่นช้าๆ หน่อย”
“ได้เลย” เซี่ยเจิงลดความเร็วของฝีเท้าให้ช้าลงอย่างเชื่อฟังหลังจากผ่านไปหนึ่งทางแยก ชวีเสี่ยวปอก็ได้ยินเซี่ยเจิงพูดขึ้นมาว่า : “นายอยากกลับบ้านเลยไหม? ”
“ก็ได้นะ” ชวีเสี่ยวปอพลั้งปากตอบออกไปแต่เสี้ยววินาทีถัดมาก็หัวเราะจนโชว์ฟันเขี้ยวขึ้นมาอยู่ด้านหลังของเซี่ยเจิง“เซี่ยเจิง นายอยากอยู่กับฉันต่ออีกหน่อยเหรอ”
รถสามล้อจอดอยู่ตรงปากทางแยกถึงแม้ว่าในเวลานี้บนถนนจะมีรถยนต์และคนสัญจรไปมาไม่มากนักส่วนคนที่เดินกันอยู่สองคนซึ่งกระจัดกระจายหร็อมแหร็มอยู่บนทางเท้าก็เป็นนักเรียนที่เพิ่งจะเลิกเรียนคาบเรียนด้วยตัวเองภาคค่ำเช่นเดียวกับพวกเขาทั้งสองคนชวีเสี่ยวปอกวาดสายตาไปมองด้านข้างจากตรงนั้นไปไม่ไกลมีคนสองคนที่อยู่ในเครื่องแบบนักเรียนกำลังแอบจับมือกันอยู่ชวีเสี่ยวปอจ้องมองอยู่หลายวินาทีจากนั้นจึงวางมือลงไปบนเอวของเซี่ยเจิงโดยอัตโนมัติ
เซี่ยเจิงยังคงไม่ได้พูดอะไรออกมา ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอจึงหยิกลงไปทีหนึ่ง
ครั้งนี้เซี่ยเจิงมีท่าทีตอบโต้กลับมาแล้ว เขาส่งเสียงซี๊ดออกมาด้วยความเจ็บปวดพร้อมทั้งลูบไปบนมือชวีเสี่ยวปอที่วางอยู่บนเอวของตัวเองพลางพูดขึ้นว่า : “พานายไปวนสักรอบดีไหม? ”
“ได้”
ไฟเขียวแล้ว เซี่ยเจิงจึงค่อยๆ ปั่นออกไปอย่างช้าๆ
ชวีเสี่ยวปอไม่ได้ถามเซี่ยเจิงว่าจะพาเขาไปวนที่ไหนแต่หลังจากนั้นจึงรู้ว่าที่จริงแล้วเซี่ยเจิงก็ไม่ได้มีจุดหมายปลายทางอะไรทั้งยังคงมุ่งไปยังทางกลับบ้านของชวีเสี่ยวปอเซี่ยเจิงปั่นไปตามทางถนนแล้วถนนเหล่า ยืดระยะทางที่จำกัดนี้ออกไป
จนกระทั่งในตอนที่ห่างจากบ้านของชวีเสี่ยวปออีกเพียงแค่ไฟจราจรเดียวเซี่ยเจิงถึงได้หยุดฝีเท้าลง เอาฝ่ามือถูกกัน แล้วจึงหันหลังไปพูดว่า : “ขี่วนจนดอกไม้ไม่งอกแล้ว”
“นายว่าคนที่อยู่ตลอดทางนี้จะคิดว่าเราสองคนบ้าหรือเปล่าอะ? ” ชวีเสี่ยวปอพูดขึ้นพลางเอาหน้าซบลงไปบนหลังของเซี่ยเจิง แล้วจึงหัวเราะหึๆขึ้นมาสองที
“น่าจะมั้ง” เซี่ยเจิงเองก็เอนตัวไปด้านหลังเช่นกันทำให้ชวีเสี่ยวปอซบเข้ามาอย่างแนบแน่นยิ่งขึ้นในช่วงเวลาที่มีจำกัดเช่นนี้ทั้งสองคนจึงต้องพยายามซึมซับความใกล้ชิดกันให้ได้มากที่สุดหลังจากพูดจบเซี่ยเจิงก็ลงจากรถสามล้อมา เดินไปบีบเข้าที่แก้มของชวีเสี่ยวปออย่างรู้สึกเศร้าเล็กน้อย“อยากจะทำอะไรลามก แต่ก็ยังต้องนึกถึงขาของนายด้วย”
“เฮ้อ” ชวีเสี่ยวปอถอนหายใจออกมาเสียงเบายังคงนั่งอยู่บนรถสามล้อแต่ก็ยักไหล่ขึ้นมาอย่างอวดดี “มาสิ ทำเลย ฉันรออยู่พอดี”