แดนหงฮวงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ภายในอาณาบริเวณเต็มไปด้วยเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน ป่าดงดิบรกชัฏ และสัตว์อสูรดุร้ายที่เร้นกายซ่อนตัว ความกว้างใหญ่ของแดนหงฮวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ว่าสิ้นสุดที่ใด แม้สามเขตปกครองแดนบูรพาจะประกาศก้องต่อภายนอกว่ามีกองทัพในสังกัดถึงหกแสนนาย แต่ในจำนวนนั้นกว่าสี่แสนนายจำต้องประจำการอยู่ ณ ชายขอบแดนหงฮวงเพื่อเฝ้าระวังภัย
นอกจากนี้ ยังมีกองทัพอีกกว่าสองแสนนายตรึงกำลังอยู่นอกเทือกเขาเฮยสุ่ย ภายในเทือกเขาแห่งนี้มีกองกำลังโจรูเาซ่องสุมอยู่เกือบสองแสนคน นับเป็แหล่งรวมพลโจรูเาอันดับหนึ่งในใต้หล้า และเนื่องจากกลุ่มโจรเหล่านี้ชำนาญภูมิประเทศในเทือกเขาเฮยสุ่ยเป็อย่างดี ทำให้ได้เปรียบด้านชัยภูมิอย่างยิ่ง ดังนั้นกองทัพสองแสนนายภายใต้การบัญชาของเจิ้นตงอ๋องจึงจำต้องประจำการปิดล้อมอยู่นอกเทือกเขาเฮยสุ่ยตลอดเวลา เพื่อข่มขวัญและสะกดพวกโจรูเาไม่ให้เหิมเกริม
ณ เมืองเถี่ยเฟิง ชายขอบแดนหงฮวง ในห้องหนังสืออันเคร่งขรึมภายในจวน เจิ้นตงอ๋องฉินเต๋อกำลังถือตำราเล่มหนึ่ง อ่านอย่างเงียบเชียบ
"ท่านอ๋อง" จ้าวยุนซิงยืนโค้งกายอยู่หน้าประตู
"ยุนซิง เข้ามาสิ" ฉินเต๋อเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า จ้าวยุนซิงจึงก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ยืนสงบนิ่งรอรับฟังวาจาของท่านอ๋องอยู่อีกด้านหนึ่งด้วยความเคารพ สำหรับจ้าวยุนซิงแล้ว เจิ้นตงอ๋องฉินเต๋อคือบุคคลที่เขามอบความภักดีและเทิดทูนบูชาเหนือสิ่งอื่นใด
ฉินเต๋อวางตำราในมือลง เงยหน้าสบตาจ้าวยุนซิงพร้อมรอยยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยถาม "ยุนซิง เ้าเคี่ยวเข็ญอวี่เอ๋อร์มาหนึ่งปีแล้ว ลองบอกข้าซิว่า อวี่เอ๋อร์พอจะมีอนาคตในวิถีแห่งวิชาภายนอกหรือไม่"
"เรียนท่านอ๋อง องค์ชายสามขยันหมั่นเพียรเป็เลิศ ความมานะพยายามและความแน่วแน่ของจิตใจ แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนยังมิอาจเทียบติด" จ้าวยุนซิงตอบกลับทันที ใบหน้าของฉินเต๋อปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจเล็กน้อย ก่อนที่จ้าวยุนซิงจะกล่าวต่อ "เพียงแต่... พร์โดยกำเนิดขององค์ชายสามจัดอยู่ในระดับกลางค่อนสูงเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้ที่จะฝึกฝนวิชาภายนอกจนบรรลุถึงขีดสุด มักเป็ผู้ที่มีพร์ทางร่างกายสูงส่งมาแต่กำเนิด ทว่าด้วยการบำรุงจากน้ำพุร้อนอวิ๋นอู้ซานจวง และได้บริโภคอาหารโอสถล้ำค่าเป็ประจำ ข้าน้อยเชื่อว่าองค์ชายสามยังพอมีความหวังที่จะก้าวไปถึงจุดสูงสุดของวิชาภายนอกได้ขอรับ"
ขีดสุดของวิชาภายนอก ก็คือจุดสูงสุดของระดับขั้นบ่มเพาะ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับระดับขั้นฟ้าประทาน หากฝึกฝนวิชาภายนอกจนถึงขั้นนี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานขั้นต้นที่มีลมปราณภายใน ก็ยังพอจะต่อกรได้สูสี
"ต้องใช้เวลากี่ปี?" ฉินเต๋อถามย้ำ
จ้าวยุนซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบ "คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณสามสิบปี นี่คือในกรณีที่องค์ชายสามยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ วิถีแห่งวิชาภายนอกนั้น ยิ่งฝึกยิ่งพัฒนายากขึ้นเรื่อยๆ อาทิเื่พละกำลัง องค์ชายสามฝึกฝนสักสิบกว่าปีจนมีแรงแขนข้างละสามสี่ร้อยจินย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่หากจะไปให้ถึงขีดสุดของวิชาภายนอก ควรต้องมีกำลังแขนข้างละเจ็ดแปดร้อยจิน ซึ่งยิ่งก้าวหน้าก็ยิ่งยากเย็น... สามสิบปี น่าจะเป็เวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว"
ฉินเต๋อส่ายหน้าถอนหายใจเบาๆ "สามสิบปีนานเกินไป แต่หากสิบกว่าปีแล้วพอจะมีกำลังปกป้องตนเองได้ ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว"
"เอาล่ะ ยุนซิงเ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ" ฉินเต๋อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม จ้าวยุนซิงรีบโค้งกายคำนับ "ข้าน้อยขอลา" จากนั้นจึงถอยออกจากห้องไป เหลือเพียงฉินเต๋ออยู่ภายในลำพัง ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงถอนหายใจทุ้มต่ำก็ดังแว่วขึ้นในความเงียบงัน...
สายน้ำตกซัดสาดลงมากระแทกร่าง ฉินอวี่ในท่าม้ายืนหยัดอยู่บนหินเขียวใต้น้ำตกอย่างมั่นคงดุจขุนเขา
เมื่อััถึงแรงกระแทกมหาศาลของน้ำตก ฉินอวี่ก็แอบยินดีในใจ โชคดีที่่เริ่มต้น จ้าวยุนซิงเน้นการฝึกความทนทานของร่างกาย และหมั่นทายาเหล้าจนทั่วร่าง ทำให้ความแข็งแกร่งของฉินอวี่มีมากพอ มิเช่นนั้นคงมิอาจทานทนแรงกดดันของน้ำตกนี้ไหว
"อดทน"
ฉินอวี่พร่ำบอกตัวเองในใจตลอดเวลา แม้จ้าวยุนซิงจะจากไปแล้ว ไม่มีผู้ใดคอยเคี่ยวเข็ญบังคับ และแม้ในใจลึกๆ จะแวบความคิดอยากอู้งานขึ้นมาบ้าง เพราะถึงอย่างไรเขาก็ฝึกอยู่ลำพัง หากจะพักผ่อนบ้างก็คงไม่มีใครดุด่า อีกทั้งเขายังเป็เพียงเด็กคนหนึ่ง
แต่ทว่า... ทันทีที่ความคิดเ่าั้ผุดขึ้นมา ก็ถูกเขาสลัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
พี่ใหญ่ของเขา พี่รองของเขา หรือแม้แต่เสด็จพ่อของเขา ไม่มีใครสักคนที่เกียจคร้าน ไม่มีใครสักคนที่อ่อนแอ
เขาในฐานะเืเนื้อเชื้อไขตระกูลฉิน ในฐานะบุตรชายของเจิ้นตงอ๋องฉินเต๋อ ย่อมไม่ยอมเป็คนอ่อนแอเช่นกัน
พยายามเข้า!
"อดทน อดทน!" เมื่อรู้สึกว่าขาเริ่มอ่อนแรง ฉินอวี่ก็ปลุกใจตนเองไม่หยุด เขาถึงขั้นััได้ถึงอาการสั่นระริกของกล้ามเนื้อขา แต่ทุกครั้งที่กัดฟันยืนหยัดต่อ พลังระลอกใหม่ก็จะพรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของกล้ามเนื้อ
ทันใดนั้น—
ขาที่ชาหนึบหมดแรงต้านทาน ส่งผลให้ฉินอวี่ถูกกระแสน้ำซัดร่วง "ตูม" ตกลงไปในทะเลสาบเบื้องล่าง
......
ณ ลานฝึกยุทธ์ มีกระสอบทรายหกใบแขวนห้อยลงมา ฉินอวี่ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของกระสอบทรายเ่าั้
"ย้าก!"
ฉินอวี่ะโก้อง ปล่อยหมัดชกใส่กระสอบทรายใบหนึ่งสุดแรง แทบจะในชั่วพริบตา เขาก็รัวหมัดใส่กระสอบทรายไปพร้อมกันถึงสามสี่ใบ แรงกระแทกส่งผลให้กระสอบทรายเ่าั้แกว่งไกวไปชนกับใบอื่น จนเกิดความโกลาหลวุ่นวาย
ไร้ทิศทาง... กระสอบทรายใบหนึ่งเดิมทีพุ่งมาข้างหน้า แต่พอปะทะกับอีกใบ ก็ดีดกระดอนเปลี่ยนทิศทางไปทันที
"ปึก!" "ปึก!" "ปึก!" "ปึก!" "ปึก!"
ดวงตาของฉินอวี่เปล่งประกาย สองมือระดมชกสกัดกระสอบทรายทุกลูกที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว นี่คือการฝึกความเร็วในการตอบสนอง ซึ่งสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อแขนและปฏิกิริยาของแต่ละบุคคล และปฏิกิริยาเหล่านี้เมื่อผ่านการฝึกฝน ย่อมสามารถพัฒนาให้เฉียบคมขึ้นได้
ในการต่อสู้ของยอดฝีมือ ความเป็ความตายตัดสินกันเพียงชั่วพริบตา
ตามจังหวะการชกอันรวดเร็วของฉินอวี่ ความเร็วในการแกว่งของกระสอบทรายก็ยิ่งทวีความรุนแรง ฉินอวี่เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดัน ทันใดนั้นแผ่นหลังก็ถูกกระแทกอย่างจัง ร่างกายของฉินอวี่เสียหลักเซถลา เป็เหตุให้กระสอบทรายสามสี่ใบพุ่งเข้ากระแทกใส่ตัวเขาพร้อมกัน
"พลั่ก!"
ฉินอวี่ล้มกลิ้งลงกับพื้น แต่ก็รีบดีดตัวลุกขึ้นมาทันที
"ซู้ด~~~" ฉินอวี่สูดปากด้วยความเ็ป ก้มมองหัวเข่าที่ถลอกปอกเปิกจนเืซึม ส่วนบนพื้นมีเศษหินทรายกระจัดกระจาย เห็นได้ชัดว่ายามล้มลงเมื่อครู่ หัวเข่าได้กระแทกเข้ากับหินเหล่านี้
"กวาดไม่สะอาดหรือนี่" ฉินอวี่บ่นอย่างจนใจ ก่อนเริ่มฝึกเขาได้ลงมือกวาดทำความสะอาดไปรอบหนึ่งแล้ว ไม่คิดว่าจะยังหลงเหลือเศษหินอยู่
"ต่อ"
ไม่แยแสต่ออาการาเ็เพียงเล็กน้อย ฉินอวี่ปัดเศษหินเ่าั้ออกไปให้พ้นทาง แล้วพุ่งตัวกลับเข้าสู่ใจกลางวงล้อมกระสอบทราย เริ่มฝึกปฏิกิริยาตอบสนองอีกครั้ง
......
ในสภาพสวมเพียงกางเกงตัวในนอนแผ่อยู่บนเก้าอี้ ทั่วร่างของฉินอวี่ชุ่มโชกไปด้วยยาเหล้า ในมือถือตำราเล่มหนึ่ง กลางลานบ้านมีโคมไฟถูกจุดสว่างหลายดวง ฉินอวี่อาศัยแสงไฟจากโคมดวงหนึ่งอ่านตัวอักษรในตำราอย่างชัดเจน
แม้อาจารย์จ้าวยุนซิงจะกลับไปแล้ว แต่ฉินอวี่มิได้ลดหย่อนความเข้มงวดลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งเคร่งครัดกว่าเดิม เขาฝึกฝนตลอดทั้งวัน ตกกลางคืนถึงเที่ยงคืนจึงลงแช่น้ำพุร้อนเพื่อดูดซับสรรพคุณยา ฟื้นฟูร่างกาย และ่เวลานั้นก็นับเป็เวลานอนของเขาด้วย
และยามนี้ หลังจากทายาเหล้าที่เรือนของเวิงเสวียนเสร็จสิ้น ก็เป็่เวลาของการอ่านตำรา
"ไม่ได้ไปดูดาวบนยอดเขานานแล้ว" ฉินอวี่เงยหน้ามองดาราที่ดารดาษเต็มท้องฟ้า มุมปากเผยรอยยิ้ม "แต่ดูดาวในลานบ้านก็ไม่เลวนัก... เสี่ยวเฮย เ้าว่าไหม? เอ้อ เสี่ยวเฮย ข้าสงสัยนักว่าเ้าใช่อินทรีแน่หรือ ทำไมถึงโตช้านัก แถมบนหัวยังมีขนสีทองแซมอีก?"
ฉินอวี่พูดพลางลูบขนเ้า 'เสี่ยวเฮย' ที่เกาะอยู่ข้างกาย
ดวงตาของเสี่ยวเฮยทอประกายวูบวาบ กระพือปีกรัวๆ คล้ายจะไม่ยอมให้ฉินอวี่ลูบหัวง่ายๆ ทั้งยังเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ ดูหยิ่งทะนงเสียเต็มประดา
ฉินอวี่หลุดหัวเราะออกมาทันที
"ช่างเถอะ ไม่เสียเวลากับเ้าแล้ว ข้าจะตั้งใจอ่านตำรา พรุ่งนี้ยังต้องตื่นมาฝึกต่ออีก" ฉินอวี่เริ่มจดจ่อกับตำราเย็บเล่มในมือ ซึ่งเป็ตำราวิชาแพทย์ ฉินอวี่จดจำคำสอนได้ขึ้นใจ ครั้งหนึ่งจ้าวยุนซิงเคยกล่าวไว้ว่า หากปรารถนาจะเป็ยอดฝีมือวิชาภายนอกที่แท้จริง จำต้องเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ด้วย
ข้างประตูเรือน เหลียนเหยียนเร้นกายอยู่ในเงามืด เฝ้ามองฉินอวี่ด้วยสายตาเปี่ยมเมตตา
โดยเฉพาะยามได้ยินฉินอวี่เอ่ยว่าจะไม่ยอมเสียเวลาเล่นกับอินทรีดำ ในใจของเหลียนเหยียนก็ร้าวรานด้วยความเวทนา ฉินอวี่เพิ่งจะมีอายุเพียงเก้าขวบปี แต่กลับไม่ยอมปล่อยเวลาในแต่ละวันให้สูญเปล่าแม้แต่นาทีเดียว ทุก่เวลาล้วนถูกวางแผนไว้อย่างรัดกุม ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อทุ่มเทให้กับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง... ทว่าความพยายามทั้งหมดนี้เพื่ออะไรกัน?
ฉินเต๋อมิได้มาเยือนอวิ๋นอู้ซานจวงเนิ่นนานแล้ว
อ่านตำราไปเพลินๆ ฟ้าก็เริ่มสางโดยไม่รู้ตัว ขนมของว่างข้างเก้าอี้ก็ถูกฉินอวี่หยิบกินจนหมดเกลี้ยงไปตอนไหนก็ไม่ทราบได้
ฉินอวี่วางตำราในมือลง เงยหน้ามองท้องฟ้า บิดี้เีอย่างสดชื่น ใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใสกล่าวกับตัวเองว่า "ฤกษ์งามยามดีอยู่ที่ยามเช้า วันใหม่มาถึงแล้ว... ฉินอวี่ พยายามเข้า! พยายามแล้วเ้าจะประสบความสำเร็จ"
การฝึกฝนของวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง...