บทที่ 17 ความกังวลของพี่ชาย
ยามรัตติกาลที่แสนสงัดเหล่าสรรพชีวิตล้วนเข้าสู่ห้วงนิทรา ถึงคราที่สิ่งมีชีวิตยามค่ำคืนออกมาหากินท้องนภาถูกสีนิลแห่งรัตติกาลพาดทับทั่วทุกสารทิศในคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวงส่องสว่างแทนดวงอาทิตย์ที่สว่างอยู่เบื้องบน
จวนสกุลเฉินที่มีป้ายหน้าจวนเขียนว่า‘จง’ที่หมายถึงความภักดี ซื่อสัตย์ เชื่อถือได้แสดงถึงตระกูลเฉินที่เป็ขุนนางตงฉินที่มีความซื่อสัตย์ สามารถเชื่อถือได้และมีความจงรักภักดีเป็ตัวอย่าง
ภายในจวนยามค่ำคืนแม้จะดูสงบทว่าทหารยอมราตรีกลับยิ่งต้องทำงานกันมากขึ้น กองกำลังต่างๆคุ้มกันไม่ต่างจากจวนอ๋อง เพราะความสำคัญของคนในจวน ที่ทุกคนอาจจะลืมไปแล้วนอกจากอู่หงถิง พิงจิ่งกงจูที่เป็น้องสาวของฮ่องเต้ยังมีเฉินจือหานที่มีฐานะเป็องค์ชายผู้หนึ่งเหมือนกัน เพราะเ้าตัวไม่เคยพูดและใช้ชีวิตเช่นคุณชายผู้หนึ่ง เหล่าผู้คนจึงได้ลืมเลือนไปจนหมดว่าเขายังมีบรรดาศักดิ์นี้ติดตัวอยู่
ห้องทำงานของเฉินหรงฟางยามนี้มีบุรุษหนุ่มคราวลูกสองคนนั่งอยู่ด้วยท่าทางตึงเครียด
หลังจากได้ออกไปพูดคุยกับฝ่าาด้วยตนเองถึงได้รู้ว่าสถานการณ์ยามนี้มีหลายอย่างที่ผิดปกติไปทั้งสถานการณ์ตามชายแดน และอำนาจในวัง โดยเฉพาะฝ่ายในที่ยามนี้ดูเหมือนไทเฮากำลังจะถูกฮองเฮาลดทอนอำนาจลงทีละน้อยโดยการรวบรวมสนมและนางในเข้าพวก
จะมีก็แค่กุ้ยเฟยสกุลหยางและสนมชั้นผินไม่กี่คนที่ไม่ได้แสดงท่าทางเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้การรุกรานของฮองเฮาแซ้เสิ่นมีอำนาจน้อยลง
“จ้าวฉางหยางได้ติดต่อกลับมาบ้างหรือไม่”
เฉินหรงฟางอดีตแม่ทัพที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็แม่ทัพที่เอาทุกศึกอยู่เพียงตวัดดาบความหนักแน่นของเฉินหรงฟางขึ้นชื่อ ไม่มีการรับสินบนทั้งยังปั่นคอขุนนางที่คิดจะชวนตนไปเป็พวกหลายต่อหลายคนอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจใดเพราะตนก็เป็ผู้นำตระกูลเฉินที่เป็ผู้นำฝ่ายบู๊เช่นกันฝ่าาต้องไว้หน้าอยู่หลายส่วน ยิ่งตบแต่งกับพิงจิ่งกงจูผู้คนที่หวังจะสานสัมพันธ์เพื่อประโยชน์ยิ่งทิ้งถอย ไม่ยุ่งกับสกุลเฉินนับเป็สิ่งที่ปลอดภัยต่อชีวิตที่สุด
ความโเี้ของเฉินหรงฟางเป็ที่เลื่องลือแต่ก็เป็เพียงอดีตเมื่อแต่งงานมีลูกมีครอบครัว จากแม่ทัพเืเย็นก็ค่อยๆ กลายเป็พ่อที่อบอุ่นและห่วงใยฮูหยินและลูกน้อยจนวางดาบลงเพื่อจะได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น แต่กระนั้นก็ยังอยู่เื้ักิจต่างๆ เสมอโดยเฉพาะเื่ของกองทัพและราชสำนักก็ยังเป็คนที่มีอิทธิพลอย่างมากทางการเมือง
“ยังเลยขอรับจ้าวฉางหยางกล่าวว่าจะบอกข่าวให้แก่สำนักกิเลนทองที่ควบคุมพื้นี่หุบเขานั้นเมื่อได้เื่จะเดินทางมาบอกข่าวด้วยตัวเอง”เฉินจือหานกล่าวอย่างที่ตนได้รับรู้มา เฉินหรงฟางพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ควรจะไว้ใจจ้าวฉาหยางผู้นั้น กิจในยุทธภพให้คนในจัดการย่อมดีกว่า เราก้าวล่วงมากไปจะกลายเป็ภัยแก่ตัวเอง”
“แล้วทางนี้ล่ะ พวกขุนนางเฒ่ามีอะไรผิดปกติไหม”
“ข้าตรวจพบกันนัดพบกันของพวกขุนนางเฒ่าตามเหลาอาหารหรือหอนางโลมหากมองเผินๆ อาจเป็การพบปะธรรมดาแต่คนของข้าบอกว่าคนพวกนั้นมักจะไม่เรียกใช้นางบำเรอมักจะพูดคุยกันส่วนตัวก่อนจะเรียกให้คนไปปรนนิบัติ”
จ้าวหานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบใบหน้าไม่ไหวติงเื่นี้เป็เื่ที่มีปกติในหมู่ขุนนางที่มักจะพบปะสังสรรค์กันเพื่อผูกมิตรและทำความรู้จักหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แต่ในสถานการณ์เช่นนี้อาจจะต้องตรวจสอบให้มาก
“เ้าช่วยเอารายชื่อของคนที่จับกลุ่มมาให้ข้า จะให้ดีต้องตรวจสอบประวัติของเหล่านางโลมหรือเสี่ยวเออร์ที่เข้าไปบริการขุนนางพวกนี้ด้วยเราอาจจะเจออะไรดีๆ ก็เป็ได้”
“ขอรับ” จ้าวหานรับคำอย่างแข็งขัน
“ตอนที่ข้าอยู่เมืองเว่ยข้าบังเอิญได้ยินบทสนทนาที่น่าสนใจของพวกแคว้นลี่ เื่ชายแดนเมืองหลวนกับซีหยาง”เฉินจือหานนึกถึงงานเทศกาลในวันนั้นเกี่ยวทหารลับของพวกแคว้นลี่ที่แฝงตัวเข้ามาในคราบนักเดินทางที่มาเข้าร่วมเทศกาลเมืองเว่ย
“ชาวแคว้นลี่หรือ เกี่ยวกับชายแดนด้วย”เฉินหรงฟางเอ่ยอย่างสงสัยพลางหันไปมองเฉินจือหานที่ยังแสดงสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน
“พวกมันใช้ภาษาของแคว้นลี่สนทนากัน เผลอหลุดชื่อหนึ่งมาให้ข้าได้ยินเป็คนในแคว้นที่มีตำแหน่งสูงมากพอที่จะเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างในมือของพวกเรามันใช้ชื่อว่า จูเชว่” แม้จะทำท่าทางไม่ทุกข์ร้อนแต่แววตาของชายหนุ่มกลับดูน่ากลัวอย่างหาที่สุดไม่ได้
ั้แ่เฉินจือหานกลับมาที่เมืองหลวงก็ไม่ได้หยุดนิ่งพยายามตามสืบความเกี่ยวข้องเพื่อตามแกะรอย จูเชว่ ผู้นั้นเพื่อที่จะยับยั้งเหตุการณ์ร้ายๆ ต่างๆ
“จูเชว่หรือ หงส์แดงเทพเ้าทางทิศใต้” จ้าวหานกล่าว ก่อนที่จะนึกถึงใครบางคนที่ไม่ควรจะนึกถึงนั่นก็คือ รุ่ยอ๋อง หากจำไม่ผิด ชื่อจริงของอ๋องผู้นั้นคือ หนานฟางซึ่งหมายความว่าทิศใต้ หากแต่มันก็จะดูง่ายเกินไป
“คงไม่ใช่รุ่ยอ๋องหรอกนะ”เฉินหรงฟางพูดกลั้วเสียงหัวเราะในลำคออย่างขบขัน
“ข้าคิดว่าเช่นนั้นมันจะง่ายดายเกินไปมันจะดูจงใจหากเป็
รุ่ยอ๋องจริงๆ แต่อย่างไรก็ต้องตรวจสอบให้ดีพวกเราต้องจับตาดูพวกคนแซ่อู่ให้ดีไม่น้อยกว่าพวกขุนนางโดยเฉพาะคนในตำหนักเฟิงหวง” เฉินจือหานไม่ได้ตัดสินใจว่าเป็ใคร อันที่จริงไม่ว่าจะใครก็ดูเป็ไปได้ทั้งนั้นแม้แต่ตัวขององค์รัชทายาทยิ่ง่ที่องค์ชายทุกคนของฮองเฮาพร้อมที่จะแย่งชิงอำนาจต่อให้เป็รุ่ยอ๋องที่ไม่เคยแยแสกระแสในราชสำนักหรือชินอ๋องที่วันๆ เอาแต่สู้รบเขาก็ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น
“อย่างไรก็ตามเราต้องจัดการเื่ของเมืองหลวนให้เสร็จสิ้นหากมีการใช้เส้นทางน้ำในการขนส่งทหารไปที่เมืองหลวนหากพวกนั้นเปิดทางสัญจรระหว่างเมืองซีหยางกับที่อื่นได้หากมีการเปิดศึกขึ้นมาจริงๆ อาจจะแย่ก็ได้” เฉินจือหานย้ำเื่สำคัญ
“ข้าจะนำเื่นี้ทูลฝ่าาเองส่วนพวกเ้าก็สืบข้อมูลเถิด ให้คนที่ไว้ใจได้ ยิ่งน้อยยิ่งดีหากมีใครทำท่าทีจะทรยศหลักหลังก็ฆ่ามันเสีย เสียกำลังไปคนสองคนดีกว่าอนาคตเราคนเป็ร้อยเป็เพียงเพราะเราปล่อยให้คนคนเดียวหลุดออกไป”เฉินหรงฟางอาสาเื่การทูลเื่เข้าสู่ราชสำนัก ส่วนเื่อื่นๆต้องพึ่งพาฝีมือของคนรุ่นใหม่ๆ
“ขอรับ!”
เมื่อพูดคุยธุระเสร็จสิ้น จ้าวหานจึงขอตัวกลับไปยังจวนของตัวเองทันทีเพราะยามนี้ก็ดึกแล้ว
“ให้ข้าไปส่งเ้าเถิดหากมีข่าวลือแปลกๆ ออกมาจะเป็เื่” เฉินจือหานเสนอในสถานการณ์เช่นนี้การสร้างความเชื่อมั่นในฐานะย่อมสำคัญหากมีใครพบเห็นจ้าวหานเดินลำพังยามค่ำคืนแล้วเอาไปพูดว่าเขากำลังทำการใหญ่จะเป็เื่ราวใหญ่โตการมีผู้บังคับบัญชาไปด้วยย่อมทำให้เข้าใจได้ว่าจ้าวหานอาจพูดคุยงานหรือสังสรรค์กับตระกูลเฉินก็เท่านั้น
“งั้นก็ไปกันเถอะ”
สองหนุ่มเดินออกมาจากจวนแม่ทัพเงียบๆหัวข้อการสนทนาของทั้งสองคนย่อมไม่ใช่เื่งานข้างนอกนี้ไม่ได้ปลอดภัยนักหากจะพูดถึงเื่การทหาร
“หากบ้านเมืองสงบหรือมีขุนนางรุ่นใหม่ที่ไว้ใจได้เข้ามาทำงานข้าจะลาออกไปอยู่กับหลี่หลินแล้วก็ลูกที่เมืองเว่ย”จ้าวหานกล่างถึงความใฝ่ฝันของตนเองให้สหายสนิทฟังเฉินจือหานฟังคำพูดพวกนี้มาหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่เคยเข้าใจสักครั้ง
“จ้าวหานข้าขอถามในฐานะน้องของท่านอะไรทำให้ท่านมีความคิดอยากจะหยุดทำงานแล้วไปใช้ชีวิตที่เมืองเว่ยหรือ”เฉินจือหานถามด้วยความสงสัยเมื่อก่อนจ้าวหานนั้นเป็ขุนนางหนุ่มไฟแรงที่อยากทำให้ราชสำนักดีขึ้นแต่่หลังมานี้พี่ชายคนนี้ก็มีความคิดเปลี่ยนไป
“หึ เฉินจือหานเพราะเ้ายังไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงในการใช้ชีวิตต่างหากความสำเร็จบนโลกนี้ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าความสุขหรอกนะ”จ้าวหานตอบด้วยคำพูดวกวนไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ เฉินจือหานย่อมไม่เข้าใจ
“ข้าทำงานเพื่อเอาเงินมาหาความสำราญให้ตัวเองมันก็มีความสุขดี” เฉินจือหานยักไหล่
“สักวันหนึ่งเ้าก็จะเข้าใจเองเมื่อวันที่เ้ารู้สึกว่าความสุขของคนเรามันแบ่งปันกับใครสักคนได้”จ้าวหานพูดจบก็ถึงหน้าจวนตระกูลจ้าวพอดี “ข้าเข้าจวนก่อน ไม่ส่งเ้าล่ะ รีบๆ กลับ”
เฉินจือหานไม่ทันได้ใส่ใจกับคำก่อนหน้าของจ้าวหานได้แต่ก้มหัวให้อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าจ้าวหานเดินเข้าไปในจวนเรียบร้อยดีจึงใช้วรยุทธ์พาตัวเองกลับจวนโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรที่คุยกันมา
...... ...
จ้าวหานก้าวเ้ามาในจวนสกุลจ้าวพลางมองไปรอบๆเห็นว่าในจวนล้วนเงียบสงบ แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะเดินตรวจตรารอบๆ อย่างเคยแม้จะมีทหารคอยตรวจตราอยู่แล้วแต่ชายหนุ่มก็มักจะเดินตรวจดูเองเพื่อความแน่ใจเองอยู่ดีหากมีเวลา
เมื่อเดินมีถึงจวนของน้องสาวคนเล็กก็เห็นว่าสิ่งปลูกสร้างที่น้องสาวร้องขอกำลังถูกดำเนินการการเตรียมพื้นที่เล็กๆ สำหรับการปลูกสมุนไพรเป็ไปได้ด้วยดี และศาลาไม้สำหรับการผักผ่อนนางยังต้องตกแต่งสวนเพิ่มเติม ก็เห็นว่าหลายๆ อย่างมีการทำไปแล้ว
พอเดินมาถึงเรือนของน้องสาวก็เห็นว่าไฟในห้องนอนของน้องสาวยังไม่ได้ดับจึงตัดสินใจเดินเข้าไปบนเรือนของน้องสาวเพื่อเข้าไปพูดคุยตามประสาพี่น้องเพราะเขาไม่ได้คุยกับนางนานแล้ว
“ซินเยว่”เสียงทุ่มนุ่มเรียกน้องสาวจากด้านนอกไม่นานนักสาวน้อยตัวเล็กที่อยู่ในชุดสบายๆพร้อมปล่อยผมเดินออกมาเปิดประตูให้ด้วยรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่ กลับมาจากจวนสกุลเฉินแล้วหรือเ้าคะ” รอยยิ้มของน้องสาวมักจะทำให้ความเหนื่อยล้าหายไม่หมดเป็แบบนี้ั้แ่เด็กๆ แม้แต่หลักจากที่นางฟื้น...ก็ยังเป็กำลังใจที่ดีสำหรับเขา
“เ้านั่นแหละ ทำไมยังไม่นอน”คนเป็พี่พูดดุน้องสาวอย่างไม่จริงจังนัก
“ผิดที่ผิดทางเ้าค่ะ อีกสองสามวันก็คงดีขึ้น”เสียงหวานตอบคนเป็พี่ด้วยความออดอ้อนก่อนจะยิ้มออกมา
“พี่ใหญ่อยากสนทนากับน้องไหมเ้าคะ”จ้าวหานคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ จึงเดินตามน้องสาวไปยังด้านในห้องนอนของนางก็พบว่านางอยู่อย่างสงบ มิได้ตกแต่งเพิ่มเติมจากที่เขาทำให้ที่เห็นขยับที่คงมีเพียงโต๊ะหนังสือกับสมุดจดบนโต๊ะ
“เชิญพี่ใหญ่เ้าค่ะ แต่ข้าไม่มีชาต้อนรับ ต้องขออภัยจริงๆ”
“ไม่เป็อะไรหรอก แค่อยากคุยกับเ้าบ้างเท่านั้น”จ้าวหานพูดพลางนั่งลงตรงที่นั่งส่วนจ้าวซินเยว่ก็นั่งอีกฝั่ง
“เราไม่ได้คุยกันแบบนี้นานมาแล้วนะเ้าคะ”จ้าวซินเยว่พูดด้วยความคิดถึง นานแล้วที่พี่น้องไม่ได้พูดคุยกันตามลำพังเช่นนี้
“นั่นสิ แล้วเป็อย่างไรบ้าง ั้แ่ย้ายออกมาจากอารามบนเขา มีสิ่งใดที่ไม่สบายใจหรือไม่”เมื่อนึกถึงเื่ไม่สบายใจจ้าวซินเยว่นึกถึงสตรีในชุดแดงที่เจอกันในฝันครานั้นขึ้นมามันคงเป็ความไม่สบายใจเดียวของนางในยามนี้
“ย่อมมีอยู่แล้ว ข้าก็เป็เพียงมนุษย์เดินดินคนหนึ่ง”รอยยิ้มของจ้าวซินเยว่แสดงถึงความลำบากใจที่จะพูดต่อก่อนจะหันไปมองพี่ชายที่ยิ้มอย่างเอ็นดู
“ท่านพี่เล่า ่นี้งานคงจะมากมาย ถึงกับต้องคุยกับตระกูลเฉินดึกดื่น”เสียงหวานเอ่ยด้วยความเป็ห่วง
“ก็นะต่อให้ฝ่าาจะบอกว่าเป็่พัก แต่ความขัดแย้งของบ้านเมืองไม่ได้หยุดพักด้วย”จ้าวหานพูดตามความจริง ทำงานทางนี้ สองทางที่จะได้พบวันหยุดถ้าไม่ออกก็ต้องตายบางทีต่อให้ลาออกไปแล้วก็อาจจะไม่ได้หยุดเสียทีเดียว
“ท่านพี่มีความสามารถมากอยู่แล้ว”นางเชื่อใจท่านพี่มาก
“ว่าแต่เ้าล่ะปีนี้อายุสิบเจ็ดหนาวแล้ว มีความคิดจะออกเรือนหรือไม่”
ในฐานะพี่ชายและญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายที่นับว่าเป็สายตรงคนเดียวของนางมีความอยากรู้ความ้าของน้องสาวในเื่นั้นอันที่จริงจ้าวหานไม่ได้มีความคิดจะให้น้องสาวออกเรือนเลยจนกระทั่ง
ชินอ๋องมาพูดตรงหน้าว่าชมชอบน้องสาวทั้งยังเฉินจือหานที่เข้าหาอย่างไม่ปิดบังผู้นั้นอีก
พี่ชายเช่นเขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้เื่นั้นของน้องสาวร่วมมารดาคนเดียวของตนเอง
ทางด้านคนที่โดนถามเมื่อได้ยินคำถามนางไม่ได้ใ แค่ประหลาดใจที่ถูกถามเช่นนั้น อันที่จริงแม้แต่ตัวนาก็ไม่เคยคิดมาก่อนจนกระทั่งถูกผู้ชายสองคนเข้าหาอย่างเปิดเผยเช่นนั้น
พอนึกถึงงานแต่งนางก็นึกถึงสตรีชุดแดงผู้นั้นนางอยู่ในชุดสีแดงที่เครื่องประดับสีทอง ถ้าจำไม่ผิดปิ่นที่อยู่บนศีรษะของนางเป็รูปผีเสื้อทองโดยมีอัญมณีสีฟ้าตัดกับสีแดงของชุด
มิใช่ชุดแต่งงานหรอกหรือ?
“อย่าทำหน้าจริงจังแบบนั้นสิพี่แค่ถาม หากเ้าไม่ได้คิด หรือยังไม่ได้คิดก็ไม่เป็ไรพี่ชายไม่ได้บังคับให้เ้าแต่งเสียหน่อย” เมื่อเห็นน้องสาวมีท่าทางเปลี่ยนไปชายหนุ่มคิดว่าตนไปถามอะไรทำให้น้องสาวกังวลจึงพูดออกมาเช่นนั้น
“ไม่หรอกเ้าค่ะข้าไม่ได้กังวลเื่ออกเรือนขนาดนั้นอันที่จริงข้าเคยคิดจะไม่แต่งงานเสียด้วยซ้ำ” หญิงสาวพูดด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ได้เห็นและได้ยินเื่ราวของภรรยาที่ต้องทนทุกข์กับสามีหลายเมียจนนางขยาดตัวนางมาจากบุคอื่นที่ค่านิยมแตกต่าง เป็เื่ยากที่นางจะยอมรับกฏหนึ่งผัวหลายเมียได้
“เคยคิดหรือ แสดงว่ายามนี้มีคิดไว้บ้างล่ะสิ” จ้าวหานกล่าวกลั้นรอยยิ้มด้วยน้ำเสียงที่เอ็นดูน้องสาวก่อนจะพูดต่อ“แต่ถึงไม่แต่งข้าก็เลี้ยงดูเ้าได้จนแก้เฒ่านะ” นางหัวเราะตอบด้วยความพอใจ
“ให้มันเป็เื่ของอนาคตเถอะเ้าค่ะให้มันเป็ธรรมชาติ ข้าไม่้าถูกเร่งรัดหรือบังคับเื่นี้” แม้จะ้าทว่าภาพของจ้าวซินเยว่ในชุดเ้าสาวมันยังอยู่ในหัวของนางบางทีนั่นอาจเป็ชะตาสุดท้ายของสตรีผู้นั้น นางเองก็อาจจะเลี่ยงไม่ได้เช่นกันหากเป็ชะตาก็ให้เป็ไปตามชะตาฟ้าลิขิต
“จะว่าไป พี่ใหญ่เื่ในปีนั้นที่บ้านสกุลหลิว ท่านแม่เล่าให้ข้าฟังแล้วนะเ้าคะ”จ้าวซินเยว่เปลี่ยนเื่คุย ทำเอาจ้าวหานถอนหายใจออกมา
“โกรธท่านแม่หรือไม่”นางส่ายหน้าเป็คำตอบ คนถามจึงยกยิ้ม
“แล้วท่านแม่ก็รู้เื่หนึ่งเกี่ยวกับข้า เื่ความลับที่ข้าไม่คิดว่าใครจะรู้ ท่านพี่หากท่านสงสัยสิ่งใดเกี่ยวกับ ‘จ้าวซินเยว่คนนี้’ ท่านโปรดถามมาอย่าได้สงสัย”เื่ที่นางกล่าวคือเื่ที่นางมิใช่จ้าวซินเยว่คนเดิมหากคิดให้รอบคอบสักนิดจะสังเกตได้ว่าทั้งจ้าวอันหรานและจ้าวหานล้วนรู้อยู่แล้วว่านางคือผู้อื่น มิใช่คนที่ทุกคนคุ้นเคย
ยิ่งมารดาพูดเื่นั้นออกมาเองนางยิ่งแน่ใจอาจจะไม่ใช่แค่แม่ลูกสกุลจ้าว ซุนหัวผู้นั้นก็อาจจะรู้แต่ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดออกมา
ส่วนจ้าวหานที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใดจึงยกยิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนโยน พลางสบเข้ากับดวงตาของน้องสาวอย่างจริงใจ
“ข้าไม่เคยสงสัยเลยไม่ว่าเราสองคนจะต่างคนต่างมาอย่างไร สุดท้ายในเวลานี้ข้ากับเ้าก็คือพี่น้องกันอย่างแท้จริง ข้าเป็พี่ชายของเ้าเสมอ”
จ้าวหานพูดออกมาอย่างจริงใจและชัดเจนที่สุด จ้าวซินเยว่ได้ฟังเช่นนั้นก็ยกยิ้มออกมา นางดีใจจริงๆที่ได้คนที่ดีขนาดนี้มาเป็ครอบครัว
... ฉันอิจฉาเธอจริงๆ จ้าวซินเยว่ขอบคุณที่เธอพาฉันมาเจอกับสิ่งดีๆ ขนาดนี้ และฉันว่าฉันเข้าใจเธอที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพวกเขา...
จ้าวหานออกมาจากเรือนของจ้าวซินเยว่อย่างปลดล็อคบางอย่างระหว่างพี่น้องทั้งสองคนหลังจากนั้นทั้งสองคนจะยิ่งเป็พี่น้องที่รักกันยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน
#####