หลังจากงานล่าสัตว์ฮ่องเต้มีรับสั่งให้บูรณะตำหนักเก่าที่เคยเป็ที่ประทับขององค์หญิงใหญ่ที่บัดนี้ถูกทิ้งร้างไปเนื่องจากแต่งงานไปต่างแดน ผู้คนต่างให้ความสนใจกับท่านหญิงคนใหม่นี้ที่สามารถเปลี่ยนตนจากสามัญชนไปเป็ท่านหญิงโดยที่ไม่ได้มาจากตระกูลขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ใดๆ
“ฮองเฮาเพคะ คนที่ส่งไปสืบข่าวกลับมาแล้วเพคะ” หลิวมามา นางกำนัลคนสนิทของฮองเฮากล่าวขึ้นอย่างรีบร้อน
“ได้ความเช่นไร” ฮองเฮาที่กำลังสางผมอยู่เอ่ยขึ้นอย่างสนใจใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความนัย
หลิวมามารีบเล่าถึงข่าวที่สืบเกี่ยวกับนางมาได้ ฮองเฮาที่ดูสงบเยือกเย็นสายตาเปลี่ยนเป็ประหลาดใจยิ่ง
“นางยังไม่ตายอีกหรือ”
“เห็นว่าปีนี้นางจะอายุสิบหกอย่างสิบเจ็ดแล้วเพคะ”
“ข้านึกว่ากำจัดนางได้แล้วเสียอีก นึกไม่ถึงไม่ใช่แค่ไม่ตายแต่ยังเลี้ยงดูบุตรสาวจนเติบโตมาได้ถึงเพียงนี้กุศลคุ้มครองเ้าจริงๆ หลินจี”
“เราจะทำเอาอย่างไรต่อเพคะฮองเฮา” หลิวมามากล่าวถามหาหนทาง
“เื่ผ่านมาแล้วหากนางไม่สร้างปัญหาให้ข้า ข้าก็จะให้นางได้มีชีวิตเป็ท่านหญิงต่อไป” ฮองเฮากล่าวทั้งมองไปยังภาพวาดเก่าๆ ภาพวาดสตรีนั่งหันหลังสางจัดทรงผมภาพหนึ่งบนผนังสายตาเต็มไปด้วยความชิงชังทั้งหวงแหนในเวลาเดียวกัน
ณ ตำหนักเหยียนหลง
หลังจากบูรณะตำหนักที่เคยร้างรากลับมามีชีวิตอีกครั้งสวนดอกไม้ที่ถูกจัดแต่งอย่างพรั่งพร้อม เรือนถูกเช็ดถูขัดสีใหม่สาวใช้ที่ถูกส่งมาจากวังหลวงยืนรอรับนายคนใหม่เป็แถวเส้นตรง
“คารวะท่านหญิงเจียหนิงเพคะ” เหล่าสาวใช้เอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
อวี้หลันที่เพิ่งก้าวลงจากรถม้าของหยาง อู๋เสินมาก็ทำตัวไม่ถูกที่จู่ๆ ก็มีคนมากมายให้ความเคารพเช่นนี้
“พวกท่านลุกขึ้นเถอะ” อวี้หลันกล่าวแล้วแต่กลับไม่มีสาวใช้คนไหนลุกขึ้น
หยาง อู๋เสินอมยิ้มออกมาก่อนเดินไปกระซิบข้างหูนาง
“เ้าต้องพูดว่า ลุกขึ้นได้”
อวี้หลันมองหน้าอย่างไม่แน่ใจก่อน ลองกล่าวขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“ลุกขึ้นได้”
สิ้นเสียงคำสั่งเหล่าสาวใช้ต่างพากันลุกขึ้นยืนอย่างเพียบพร้อม อวี้หลันจึงได้แต่ยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจนัก
“ท่านหญิงเชิญเพคะหม่อมชั้นจะเดินนำท่านไปยังเรือนพัก”
อวี้หลันและฝูเหนียงเดินตามสาวใช้เข้าไปเดินสำรวจทั่วตำหนักของตน หยาง อู๋เสินไม่ได้เดินไปด้วยเพียงแต่ไปรอที่เรือนรับรองเท่านั้นเพื่อให้เกียรติต่ออวี้หลันทั้งไม่ให้คนเอาไปพูดไม่ดีต่อนาง
“ท่านหญิงเ้าจะให้ข้าอยู่ด้วยจริงหรือ” ฝูเหนียงเอ่ยถามขึ้นเมื่อทั้งสองได้อยู่ลำพังในห้อง
“ฝูเหนียงเรียกข้าอวี้หลันเถอะ อีกอย่างไม่มีญาติที่ไหนมองท่านเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งท่านจะทิ้งข้าไปหรือ” อวี้หลันกล่าวอย่างออดอ้อน
“ข้าเองก็ไม่ได้มีที่ให้ไปหากท่าน้า งั้นข้าจะอยู่ดูแลเ้าที่นี่แหละ” ฝูเหนียงกล่าวทั้งยิ้มให้นางอย่างอบอุ่น
อวี้หลันที่ได้เห็นเช่นนั้นก็เข้าสวมกอดฝูเหนียงคล้ายกำลังกอดมารดาที่จากไป แต่ฝูเหนียงกลับมีใบหน้าที่กำลังคิดวางแผนบางอย่างในใจทั้งกล่าวออกมาด้วยรู้สึกผิดและไร้ซึ่งเสียงให้นางได้ยิน
“ข้าขอโทษนะอวี้หลัน” แล้วจึงกอดเด็กสาวไว้แน่นในอ้อมอกตน
อวี้หลันหลังจากเก็บข้างของเข้าที่เรียบร้อยแล้วจึงได้เดินกลับมายังเรือนรับรอง
“คุณชายจะอยู่กินข้าวเย็นที่นี่มั้ยเ้าคะ” อวี้หลันเอ่ยขึ้นอย่างคุ้นชินทำเอาเหล่าสาวใช้ที่อยู่บริเวณใกล้อมยิ้มบ้างแอบขำออกมาบ้าง
หยาง อู๋เสินกระแอมเสียงดังให้พวกนางนั้นได้รักษามารยาทต่อผู้เป็นาย
“อวี้หลันหยุดพูดเ้าค่ะได้แล้วตอนนี้เป็ท่านหญิงแล้วไม่ใช่สาวใช้รู้มั้ย”
“มันติดปากนี่เ้าคะ”
“ยังเ้าคะอีก” หยาง อู๋เสินกล่าวอย่างหยอกล้อนางก่อนกล่าวต่อถึงเื่ที่นางเอ่ยถาม
“วันนี้คงไม่ได้ข้ายังต้องไปเจรจาการค้าที่เรือนเซียงเหมยอีก”
“งั้นข้าไปด้วยได้มั้ย ที่นี่ใหญ่โตเพียงนี้แต่กลับมีแค่ข้ากับฝูเหนียงเพียงสองคนเท่านั้น”
เขายิ้มให้นางอย่างอบอุ่นยกมือข้างหนึ่งจับศีรษะนางอย่างเอ็นดู
“งั้นก็ได้เ้าก็ไปนั่งฟังดนตรีดูร่ายรำรอข้า หากเสร็จแล้วข้าจะออกมานั่งเป็เพื่อนเ้าดีมั้ย”
อวี้หลันพยักหน้าออกมาอย่างตื่นเต้นทั้งหันไปกล่าวถามฝูเหนียง
“ฝูเหนียงท่านไปด้วยกันหรือไม่”
“ข้าแก่แล้วเดินทางไปมาก็เหนื่อยเต็มทีขออยู่เรือนพักดีกว่า ท่านเองก็อย่าได้กลับดึกนักล่ะ”
“ฝูเหนียงอย่าได้ห่วงข้าจะส่งนางกลับตำหนักท่านหญิงนี้อย่างปลอดภัย” หยาง อู๋เสินกล่าวพลางมองตากับอวี้หลันอย่างรู้ใจ
ฝูเหนียงที่เห็นเด็กทั้งสองเช่นนั้นก็เข้าใจได้แล้วว่าคนทั้งคู่มีใจต่อกันจึงได้ยิ้มตามคนทั้งคู่ออกมาอย่างอดไม่ได้
“ไปเถอะ” หยาง อู๋เสินกล่าวแล้วจับมืออวี้หลันเดินออกไป
ฝูเหนียงเฝ้ามองเมื่อทั้งสองออกตำหนักไปแล้วตัวนางเองก็ได้แอบออกตำหนักไปโดยไม่ให้ใครได้เห็นนางเช่นกัน
หยาง อู๋เสินเมื่อมาถึงเรือนเซียงเหมยเขาก็รีบขึ้นไปเพื่อเจรจาการค้าให้เสร็จโดยเร็ว อวี้หลันจึงได้แต่ชมการแสดงและกินดื่มรอเขาอยู่นานแต่หยาง อู๋เสินก็ไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จจากงานเสียที
“ท่านหญิงเจียหนิง” หวัง หนี่เหลียนกล่าวทักอวี้หลันที่นั่งอยู่อย่างเบื่อหน่าย
อวี้หลันหันมองตามเสียงที่เอ่ยทั้งสองโค้งคารวะต่อกันเล็กน้อย
“คุณหนูหวังเชิญนั่ง” อวี้หลันกล่าวเชื้อเชิญ
“ท่านหญิงมาที่นี่เพื่อชมการแสดงหรือเ้าคะ”
“ข้ามารอคุณชายหยางพูดคุยการค้าแล้วท่านล่ะคุณหนูหวัง”
“ข้าเองเพิ่งกลับจากคฤหาสน์ตระกูลหยางผ่านมาเห็นรถม้าของท่านพี่หยางจอดอยู่จึงได้แวะมา”
“คุณหนูหวังกับคุณชายหยางดูสนิทสนมกันดีจริงๆ นะ” อวี้หลันเอ่ยแล้วยกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างอึดอัด
“ก็ต้องสนิทสิเ้าคะทั้งสองหมั้นหมายมาแต่เด็กแล้ว” สาวใช้ของหวัง หนี่เหลียนเอ่ยขึ้นทั้งใบหน้ายิ้มเยาะเล็กๆ
อวี้หลันที่ได้ฟังอย่างนั้นก็สำลักชาที่ดื่มอย่างไม่ทันตั้งตัวทั้งมองหวัง หนี่เหลียนอย่างมีคำถาม
“ท่านไม่รู้หรือ” หวัง หนี่เหลียนเอ่ยถามด้วยใบหน้าใส่ซื่อ
“คุณชายฟงไม่เคยกล่าวถึงสักครั้ง”
คำพูดนี้คล้ายตบหน้าหวัง หนี่เหลียนไม่น้อยที่เขาไม่เคยเอ่ยถึงเื่หมั้นหมายของเขาและนางต่อผู้อื่นแต่ก็ยังฝืนยิ้มออกมาราวไม่เป็ไร
“ท่านพี่หยางไม่ชอบเอ่ยเื่เหล่านี้เช่นนั้นก็ไม่แปลก”
อวี้หลันเพียงพยักหน้าเล็กๆ เท่านั้นความอึดอัดของทั้งสองยิ่งมากขึ้นความเงียบเข้ามาครอบคลุมจนมีเสียงถกบทกลอนดังมาจากข้างล่างได้จึงทำลายความเงียบไป
“งามหมดจด สง่าล้ำเหนือสุดมวลพฤกษาแน่นอนว่าเป็โบตั๋น”
“ท่านหญิงท่านชอบดอกโบตั๋นมั้ยเ้าคะ”
“โบตั๋นหรือ ข้าเติบโตมาในป่าเขายังไม่เคยเห็นสักครั้งดอกไม้เดียวที่เห็นบ่อยสุดคงจะเป็ผู่กงอิงและข้าก็ชอบผู่กงอิงที่สุด”
“โบตั๋นนับเป็ผกาเหนือมวลผกาแต่ผู่กงอิงเป็เพียงดอกไม้ป่า ท่านหญิงจะเทียบกันได้หรือเ้าคะ” สาวใช้เอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงใจอวี้หลัน
หวัง หนี่เหลียนทำท่าทางตำหนิคนของตนให้สงบปากอวี้หลันเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ผู่กงอิงอาจเป็เพียงดอกไม้ป่าแต่มีสรรพคุณมากมาย ทั้งสามารถปลิวไสวไปทุกหนแห่งที่้าและยังสามารถเกิดใหม่ได้ทุกครั้ง ไม่เหมือนดอกไม้ทั่วไปที่เมื่อถูกเด็ดออกจากต้นไปแล้วเวลาที่เหลือก็เพียงรอให้เหี่ยวเฉาเท่านั้น หากเป็เช่นนั้นข้ายินดีเป็ดอกไม้ป่ารอให้คนที่เห็นค่ามาเด็ดไปชมเชยเสียยังดีกว่า” อวี้หลันแม้เอ่ยอย่างยิ้มแย้มแต่ก็แฝงความเสียดสีไม่น้อย
หวัง หนี่เหลียนก็ไม่ได้เอ่ยตอบเพียงนั่งอยู่อีกไม่นานเมื่อเห็นว่าหยาง อู๋เสินคงยังไม่ออกมาง่ายๆ ทั้งใกล้ค่ำแล้วจึงได้กลับจวนตัวเองไป
“พอได้เป็ท่านหญิงปากกล้าขึ้นมากเลยนะเ้าคะคุณหนู” สาวใช้เอ่ยทั้งปรายตามองจากหัวบันได
“นางเองคงเป็เช่นนี้มานานแล้ว เพียงแต่ไม่เผยให้ใครเห็นเท่านั้นแสร้งแกล้งอ่อนแอแล้วยังได้ผลดีข้านับถือนางจริงๆ” น้ำเสียงที่หวัง หนี่เหลียนเอ่ยแม้เรียบเฉยแต่ประกายของความชิงชังก็มีให้เห็นในประโยคอย่างชัดเจน