ในเวลาเดียวกัน หลังจากมีการปะทะหนักหน่วงรุนแรงกันเกิดขึ้น
ปักษาปราณอัสนี ถึงกับร้องเสียงหลงราวกับถูกทุบหัวถอนขนปีกั์ตาเรียวเล็กอันแหลมคมของมัน เผยผวาให้เห็นถึงความหวาดกลัวเป็อย่างมากก่อนมันจะพุ่งทะยานเหินบินสูงขึ้นไปอีก แต่ทว่าท่วงท่าถลาบินนั้นราวกับเมาสุราบินตุปัดตุเป๋เอียงซ้ายเอียงขวา หมายพยายามพยุงร่างกายของตัวเองเอาไว้ แล้วแฉลบพุ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังเส้นสุดของขอบฟ้าสีคราม
สาเหตุที่มันบินเช่นนั้น ก็เนื่องเพราะมันโดนเข็มบินปักเข้าไปหนึ่งดอกเต็มๆอยู่ตรงก้น ซ้ำยังถูกฝังอยู่ในร่างของมันอีกด้วย และถึงแม้จะสลัดยังไง มันก็มิอาจหลุดออกมาได้ดั่งกับว่าขนเข็มบินเล่มนั้น มีเงี่ยงตะขอราวเบ็ดตกปลา
และถึงแม้ว่าเข็มบินเล่มนั้นจะไม่แทงเข้าลึกมากนักก็ตาม
แต่ทว่าก็ทำให้มันสูญเสียพลังปราณิญญาไปไม่น้อยจากเหตุการณ์เมื่อครู่ซึ่งอาการาเ็ในครั้งนี้ ทำให้ร่างของมันสั่นสะท้านไหวแทบะเิออกจากกัน ชีพจรเองก็ดูวุ่นวายไร้ระเบียบยุ่งเหยิงโดยครั้งนี้มันอาจจะต้องฟักฟื้นอีกหลายปี กว่าพลังปราณิญญาในร่างจะฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์เป็ดั่งเดิมได้
ส่วนเสือดาวเข็มบินเอง ก็อาการสาหัสปางตายเป็อย่างมากไม่ต่างกันทว่ามันเองก็พยายามกลืนกลั้นจนตัวสั่นระริกกดข่มความรู้สึกเก็บลึกเอาไว้อย่างฝืนทน แหงนหน้ามองดูศัตรูบินลับหายไปอย่างขมขื่นและจากการต่อสู้ที่ผ่านมา มันเองก็จำต้องรักษาตัวอีกยาวนานด้วยเช่นกัน
เหยี่ยววายุอัสนี ถึงแม้ว่าจะผ่านพ้นขีดอันตรายมาได้แล้วก็ตาม แต่กระนั้นมันยังพุ่งหนีตายด้วยความเร็วสูงสุดดั่งลูกะุและไม่คิดที่จะผ่อนกำลังลงแต่อย่างใด เพราะชีวิตนี้ยังไงก็ต้องปลอดภัยเอาไว้ก่อนถึงจะเป็เื่ดีจนกระทั่งตะบึงบินมาได้สักระยะหนึ่ง ถึงได้ผ่อนกำลังให้ช้าลง ก่อนที่มันจะพาเฟยอวิ๋นหยุดพักยังยอดเขาอีกแห่งซึ่งระยะนั้นอยู่ห่างไกลจากจุดที่ต่อสู้กันราวเกือบพันลี้
เมื่ออ้าปากพ่นลมพักหายใจ จนกระทั่งปรับสภาพคงที่ได้แล้ว ทั้งสองจึงเดินลิ่วไปหยุดยังปากถ้ำตรงหน้าที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ปกคลุมอยู่หนาแน่น หากมองโดยไม่พิจารณาให้ดีแล้วล่ะก็ยากนักที่จะรู้ว่ามีถ้ำลับอำพรางซ่อนอยู่ ปากถ้ำมีขนาดกว้างใหญ่พอดู แต่ทว่าไอปราณิญญาฟ้าดินกับเข้มข้นเหลือประมาณแผ่กระจายพวยพุ่งออกมาจากด้านในเป็ระยะ
“นี่เป็ถ้ำที่ข้าพบเข้าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนดูแล้วมันคงรกร้างมานานพอดู เพราะหลายปีที่ผ่านมาข้าเองก็ไม่เคยเห็นว่ามีสัตว์อสูริญญาชนิดใด ที่บ่งบอกถึงการดำรงอยู่ของมันได้มาอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้” เหยี่ยววายุอัสนีพูดพลางก็ยกเท้าสูง ก้าวอาดๆ เดินนำหน้าเด็กหนุ่มเข้าไปด้านในโดยไม่ลังเล
หลังจากที่ทั้งสองนายบ่าวหายลึกเข้าไปด้านในเฟยอวิ๋นคำนวณระยะทางคร่าวๆ หลังจากที่เดินมาชั่วขณะหนึ่ง เขาคาดว่าตัวเองน่าจะเดินลึกเข้ามาประมาณเกือบครึ่งลี้เข้าไปแล้วและเมื่อยิ่งพวกเขาเดินลึกลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาไกลเกือบหนึ่งลี้เฟยอวิ๋นพลันขมวดคิ้วขึ้น เพราะเขาััได้ว่า ยิ่งเดินลงมาลึกขึ้นเท่าไหร่ ไอพลังปราณิญญาก็ยิ่งหนาแน่นมากขึ้นเท่าตัว
เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก สีหน้าดูหลากหลายอารมณ์ และพยายามใช้จิติญญาััตรวจสอบไอปราณที่อยู่ด้านในถึงแม้แววตาจะเปล่งประกายตื่นเต้น แต่ทว่าก็หวาดระแวงภัยอยู่ตลอด ส่วนสายตาก็กวาดมองไปรอบๆเช่นกัน ซึ่งเมื่อเขาพิจารณาดูแล้วนับได้ว่าถ้ำแห่งนี้ ภายในของมันดูเหมือนจะสะอาดสะอ้านผิดปรกติวิสัยถึงแม้ว่าเหยี่ยววายุอัสนี จะบอกว่ามันรกร้างมานานแล้วก็ตาม
“เ้าแน่ใจนะว่าด้านใน มันไม่มีอันตรายอะไรที่น่าเป็ห่วง?” เด็กหนุ่มกดเสียงต่ำถามพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัยพร้อมกับชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย เหมือนดูจะลังเลจะเดินต่อ
“ข้าแน่ใจว่าไม่มี!” เหยี่ยววายุอัสนีแค่นเสียงตอบอย่างมั่นใจ
“เพราะบ่อยครั้งที่ข้าแอบมาซุ่มดูบริเวณนี้มาซักระยะรับรู้ได้ว่าไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่แน่นอน”
ทว่ามันก็ไม่ได้บอกเฟยอวิ๋นไปทั้งหมด ว่าตัวเองมาซุ่มดูไม่ถึงสองครั้งครั้งสุดท้ายก็แปดสิบกว่าปีโน้นแล้ว!
เฟยอวิ๋นลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ไม่ได้ถามมันว่าที่เ้ามาซุ่มดูนั้นใช้เวลากี่วันหรือมาบ่อยไหม ภายในใจเองเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก่อนจะรีบเดินตามไป แต่ถึงจะได้รับคำตอบเช่นนั้น เพียงแค่บอกว่าซุ่มดูอยู่ด้านนอกเขาเองก็ยังไม่วางใจมันมากนัก
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาลึกมากขึ้นก็เจอโถงถ้ำที่เป็อุโมงค์ขนาดใหญ่รูปครึ่งวงกลมโดยอุโมงค์นี้มีธารน้ำกว้างราวสิบจั้ง ขวางกั้นเอาไว้ทางด้านหน้าสีของน้ำราวกับหยกสีเขียวที่ไร้มลทิน และยังสงบนิ่งราบเรียบไร้ระลอกคลื่นแต่ทว่าก็ดูลึกลับน่าหวาดกลัว
“เราเจอทางตันเข้าให้แล้ว” เฟยอวิ๋นเอ่ยเสียงต่ำออกมาก่อนจะหยุดฝีเท้าลง พลางมองสำรวจไปที่ด้านหน้าอย่างระมัดระวัง
ส่วนด้านที่เลยจากธารน้ำนั้นออกไปพวกเขามองเห็นเป็เพียงผนังถ้ำศิลาสีดำสนิทราบเรียบไม่มีสิ่งใดที่มองดูแล้วผิดปรกติ และยังมันดูแล้วไร้ซึ่งรอยต่อของแผ่นศิลาแต่ละก้อนตรงผนังถ้ำ ก่อนเฟยอวิ๋นจะเอ่ยพึมพำในลำคอ
“หรือว่าถ้ำแห่งนี้มันสุดลงเพียงแค่นี้”
เด็กหนุ่มหลับตาทั้งสองข้างลงสูดหายใจยาวลึก
แล้วปลดปล่อยจิติญญาััออกไป เพื่อตรวจสอบรอบๆบริเวณอย่างรวดเร็ว
เมื่อจิติญญาัั ถูกปลดปล่อยสำรวจดูด้านหลัง ้ากระทั่งทางด้านซ้ายและด้านขวา ทว่ากลับไร้ซึ่งสิ่งผิดปรกติจริงแต่เมื่อพุ่งไปยังด้านหน้าที่เป็ธารน้ำกั้น จิติญญาััของเขากับต้องหยุดชะงักกึกลงทันที จนมันไม่สามารถจะเจาะทะลวงเข้าไปได้อีก
“นี่มัน!...ธารน้ำแห่งนี้ มันถูก ‘ผนึกม่านเวท’ ขวางกั้นเอาไว้!”
เฟยอวิ๋นร้องอุทานเสียงเบา ใบหน้าดูตื่นตระหนกใเล็กน้อยกับสิ่งที่ทำให้จิติญญาััของเขาเอง ไม่สามารถที่จะทะลวงเจาะผ่านไปได้
“หรือว่าใต้ผืนธารน้ำแห่งนี้ มีอะไรลึกลับได้ถูกซุกซ่อนเอาไว้หรือว่า...อาจจะเป็สถานที่บ่มเพาะพลังปราณิญญาของสัตว์อสูริญญาที่มีพลังสูงส่ง!” เฟยอวิ๋นคาดเดาไปต่างๆ นาๆแต่ทว่ามันก็ทำให้จิตใจของเขาหนาวสั่นจนบอกไม่ถูก ส่วนเหยี่ยววายุอัสนีเองก็เริ่มดูจะหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
เฟยอวิ๋นลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ว่าควรจะไปต่อดีหรือไม่หรือว่าพวกเขาจะหยุดลงอยู่แค่นี้ หรือว่าหลังจากนั่งพักผ่อนกันสักครู่แล้วค่อยคิดหาทางกลับไปยอดเขาที่พำนัก
ในที่สุด เมื่อขบคิดอยู่หลายครั้งเด็กหนุ่มเลยโยนทิ้งความคิดที่จะเดินต่อ ก่อนที่เขาจะหลับตานั่งลงเพื่อทำสมาธิพลางหยิบเอาแก่นผลึกิญญาอสูรออกมาจากกำไลแขนมิติของตน แล้วเริ่มดูดซับพลังจากแก่นผลึกเพื่อเติมเต็มพลังปราณิญญาตัวเอง
สามวันผ่านไป
ในขณะที่เฟยอวิ๋น และเหยี่ยววายุอัสนี กำลังจะผละถอยจากไปเสียงครืนครั่นสั่นสะท้านก็ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งโถงถ้ำขึ้น
ธารน้ำที่แต่ก่อนเคยสงบเงียบไร้คลื่นลมพลันก็บังเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เมื่อปรากฏว่าน้ำสีมรกตได้วนหมุนม้วนเป็รูปกรวยขนาดเล็กขึ้นตรงส่วน้าของผิวน้ำ คล้ายกับแกนพายุกำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางมหาสมุทร
ก่อนปลายแหลมรูปกรวยตรงจุดกึ่งกลาง จะค่อยๆ แทงดิ่งลึกลงไปยังเบื้องล่างของธารน้ำครู่เดียวมันก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับสายลมพัดวูบไหวพุ่งมาจากภายนอกแล้วถูกหอบม้วนหมุนดูดเข้าไปยังวังน้ำวนที่ด้านล่าง
สองนายบ่าวเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ต่างก็สะดุ้งโหยงใจนหน้าซีดกับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นยังเบื้องหน้าแล้วทั้งคู่ก็ทะยานถอยฉากห่างออกมาไกลจากที่แห่งนั้นในทันที
“มันเกิด...เกิดอะไรขึ้น!” เฟยอวิ๋นหนังศีรษะพลันชาวาบก่อนหันมองสบตากับเหยี่ยววายุอัสนี
“ข้า..ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือว่าภายใต้ธารน้ำนั้นมัน...มันอาจจะมีสิ่งที่แปลกประหลาดโผล่อออกมา!”
บันเทิงล่ะงานนี้!
ผ่านไปแค่ครู่เดียวตรงน้ำที่หมุนวนก็บังเกิดเป็รูกว้างขึ้นขนาดใหญ่ราวห้าจั้งก่อนจะมีเสียงตึงทึบหนักติดๆ กันตามมา คล้ายกับเท้าของสิ่งมีชีวิตอะไรบางอย่างได้เหยียบย่ำลงบนพื้นดิน เพื่อก้าวเท้าหมายกำลังจะออกมาจากข้างใน!
เฟยอวิ๋นจิตใจสั่นสะท้านไหว สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ซีดขาวมากขึ้นก่อนจะเริ่มตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วถลันตัวพุ่งทะยานออกไปยังนอกถ้ำในทันทีอย่างไม่รีรอพร้อมกับเหยี่ยววายุอัสนีก็ด้วยเช่นกัน
“กลิ่นอายแบบนี้มัน มันคือ!...สัตว์อสูริญญาธาตุนะดับสูง!!!”
เด็กหนุ่มร่ำร้องก้องอยู่ในใจว่าซวยแล้วก่อนจะกดกักลมหายใจไม่ไห้ตื่นตระหนก
‘ไหนเ้าบอกว่าซุ่มดูมานานยังไงเล่า?...แล้วนี้มัน!’ เขาส่งจิตเสียงถามออกไปอย่างขุ่นเคือง พร้อมกับหันขวับไปมองเหยี่ยววายุอัสนีั์ตาแดงก่ำ
‘ก็ข้าไม่เคยเห็นการดำรงอยู่ของมันมานานตั้งร้อยปี!ใครจะไปรู้ว่าวันนี้มันดันโผล่ออกมา เพื่อที่จะมารับลมชมวิวเสียอย่างงั้น!’
หลังจากที่ออกมานอกถ้ำได้สำเร็จด้วยท่าทีที่สั่นกลัวเฟยอวิ๋นยังไม่ได้จากไปเสียทีเดียว แต่ทว่าเขายังคงซ่อนตัวหลบอยู่ไม่ไกลจากปากถ้ำมากนักเพราะเนื่องจากเกิดความอยากรู้อยากเห็นของเขาเองด้วยเช่นกัน
“ข้าอยากรู้นัก! ว่ามันจะเป็สัตว์อสูริญญาธาตุชนิดใด?!เพราะกลิ่นอายเช่นนี้ ดูมันช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน"
เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
เงาร่างมืดทะมึนก็เริ่มโผล่พ้นออกมายังนอกถ้ำ โดยที่เงาของเขาสองข้างได้โผล่พ้นออกมาก่อนต่อจากนั้นร่างทั้งหมดของมัน ก็ปรากฏอยู่ในครรลองสายตาของเฟยอวิ๋นและเหยี่ยววายุอัสนี
มันมีดวงตาสีเหลืองส้มเช่นเดียวกับขนทั้งตัวซึ่งก็เป็สีเหลืองส้มเช่นเดียวกัน ลักษณะคล้ายกันกับวานรขนทอง และฟันคู่หน้าทั้งสองข้างที่อยู่้าก็ยาวลากลงมาจนเลยใต้คาง ส่วนเขาทั้งสองข้างก็งอกยาวออกมาหลายฉื่อแต่ทว่ามันไร้ซึ่งหางที่เคยมี
อสูรร้ายหยุดชะงักเท้าลงครู่หนึ่งพร้อมกับยกฝ่ามือหนาป้องใบหน้าของมัน เนื่องจากแสงสะท้อนจากเบื้องบนกำลังแยงตา ก่อนหายใจฟืดฟาดสำรวจมองปากถ้ำที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
“เวรไหมล่ะ!...นั้นมัน ‘วานรเขากระทิง’!!!”
ทั้งสองได้แต่ะโก้องว่าแย่แล้วภายในใจ เสียงหัวใจเองก็เต้นตุบตับสั่นสะท้านไหวถี่กระชั้นในขณะที่ร่างกายของทั้งคู่สั่นเทิ้มเรี่ยวแรงมากมายได้หดหายจนแทบขยับตัวเดินไม่ได้ เฟยอวิ๋นกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่างฝืดเคืองเม็ดเหงื่อผุดไหลชุ่มโชกเปียกไปทั่วแผ่นหลัง
ถึงแม้เด็กหนุ่ม จะเป็คนที่ไม่เกรงกลัวต่อความตายกระทั่งกล้าหาญสักเพียงใดก็ตาม และพอที่จะสู้รบปรบมือกับมันได้แต่ทว่าหากจะทำการเสี่ยงที่จะต่อสู้กับมันเช่นนี้ถึงยังไงก็คงต้องคิดเผื่อทางเลือกเอาไว้ให้ดี และรอบคอบถ้วนถี่จะดีกว่า
นั้นเพราะว่าวานรเขากระทิงตัวนี้ ถึงมันจะเป็ ‘สัตว์อสูริญญาธาตุ’ ซึ่งไม่ใช่‘สัตว์อสูริญญาชีวิน’ แต่ทว่า ระดับขั้นของมันก็อยู่ในระดับที่ห้า!นั้นก็คือ ‘ระดับราชันย์อสูร’ แม้อาจดูไม่โหดร้ายมากมายนักแต่พลังปราณิญญาของมัน ก็ดูจะต่างชั้นสูงกว่าเฟยอวิ๋นมากเกินไป
โดยหลักแล้วจำพวกสัตว์อสูริญญาธาตุวิธีการต่อสู้ของพวกมันไม่ค่อยมีอะไรมากมายนักดูแล้วอาจจะถือว่าเป็วิถีที่เรียบง่ายเสียมากกว่ากระทั่งยังไม่มีพลังแฝงอะไรให้น่าหวาดหวั่นเกรงกลัว
ซึ่งลักษณะการโจมตีของพวกมันนั้น ยกตัวอย่างได้ง่ายๆ เช่นการพุ่งชนด้วยอาวุธที่งอกแหลมออกมาจากร่างกาย เนื่องจากว่าบางชนิดมีเขาอันแข็งแกร่ง รวมทั้งเนื้อหนังที่ด้านหนาอย่างมากเส้นขนของมันเองก็ยังคงทนอีกด้วยเช่นกันซึ่งก็ยากต่อการถูกทำลายด้วยศาสตราวุธเวทิญญาระดับต่ำ อีกอย่างคือการตะปบด้วยกงเล็บอันแหลมคมที่นับได้ว่าแข็งแกร่งราวกับโลหะของมัน แต่ถึงอย่างไรเสียความซับซ้อนเล่ห์กลไหวพริบในการโจมตี พวกมันก็ใช่ว่าจะดูธรรมดาจนเกินไป
ส่วนประสิทธิภาพอำนาจการทำลายนั้นนับว่าหากต่อสู้ด้วยพละกำลังที่เท่าเทียมกันก็ยังพอฟัดพอเหวี่ยงที่จะสู้กับพวกมันได้แต่หากว่าเจอกับพวกมันโดยมีระดับขั้นที่สูงส่งกว่าเหล่าผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาบางคน อาจจะต้องถึงกับงัดใช้กลเม็ด และเคล็ดวิชาลับบางอย่างของตัวเองเข้าห้ำหั่นกับพวกมันถึงจะสามารถมีโอกาสเอาชนะและสังหารมันลงได้ดูไปแล้วเหมือนว่ากับเป็เื่ที่แสนง่ายดายแต่ทว่ามันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยแม้แต่น้อย
และสิ่งที่เฟยอวิ๋นไม่เข้าใจอย่างมากนั้นก็คือ!...มันเป็แค่ ‘สัตว์อสูริญญาธาตุ’
แล้วเหตุใด?...ทำไม?...มันจึงมีความสามารถเปิดปิด ‘ผลึกม่านเวท’ นั้นได้!
.
.
.
.
.
………………………………