บทที่ ห้าสิบแปด
ข้อเสนอของสกุลเจิ้ง
แม้จ้าวจวิ้นหยางจะจัดการวางหมากอย่างดีล้มชื่อเสียงเจิ้งเปาหย่งผู้มีคุณชายภาพลักษณ์สะอาดได้อย่างที่ตั้งใจทำให้ผลที่ออกมามีข่าวลือเรื่องอนุนับสิบจนล้นเรือนแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงเร็วยิ่งกว่าสายลมพัดผ่านดงไผ่ทว่าพอฉินจั๋วมารายงานอีกครั้ง เสียงในห้องของซื่อจื่อหลินฝูโหวก็เงียบลงทันที “ซื่อจื่อขอรับแม้ข่าวลือจะกระจายจนบ้านเรือนทั่วทั้งตลาดพูดถึงกันไม่ขาดปากแล้ว แต่…สกุลเจิ้งยังกล้าส่งแม่สื่อไปถึงจวนสกุลฟ่านขอหมั้นหมายอยู่ดีขอรับแต่ทางสกุลฟ่านยังไม่ให้คำตอบ”
จ้าวจวิ้นหยางชะงัก หางคิ้วกระตุกน้อยๆเขาวางพู่กันที่ถืออยู่ลงบนโต๊ะไม้หอม ขมวดคิ้วมองกระดาษรายงานที่ยังเขียนไม่เสร็จ“เจ้าสารเลวนั้นยังไม่เข็ดอีกหรือสกุลเจิ้งนี่นับวันยิ่งด้านหนา”เขาไม่รู้ว่าพวกนั้นจะใช้ถ้อยคำใดแก้ตัวต่อหน้าฟ่านซือหมิง…บิดาของฟ่านหนิงอย่างไรว่าบุตรชายไม่ได้มักมากเข้าวัยสวมกวานได้ไม่เท่าไรก็มีอนุรับใช้เต็มเรือนดั่งที่เล่าลือซ้ำสองคือยังไม่รู้ว่าเสนาบดีฟ่านจะหลงเชื่อหรือไม่อีกต่างหาก
ความสนุกในใจเขาที่ได้เห็นเจิ้งเปาหย่งตกหลุมพรางกลับลดลงไปหลายส่วนเหมือนอาหารเลิศรสที่ปรุงเกินพอดีให้เสียรสจ้าวจวิ้นหยางกำลังจะเปิดปากสั่งงานเพิ่มเติม แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน “ซื่อจื่อขอรับ”เสียงของเฉียนหูข่ายดังลอดเข้ามา “องค์หญิงฉิงเรียกพบท่าน”
จ้าวจวิ้นหยางพยักหน้า หันไปสั่งฉินจั๋ว “เจ้ากลับไปเฝ้าสืบข่าวต่อไป” จากนั้นเขาจึงลุกขึ้นสะบัดชายเสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ปักลายอัสนี เดินออกไปด้วยความไม่สบอารมณ์
เมื่อมาถึงเรือนใหญ่ผู้เป็นมารดาของเขาก็นั่งรออยู่ในศาลาเล็กกลางสวน ด้านหลังมีกังหันน้ำหมุนส่วนข้างกายมีกระถางพืชไม้ฤดูหนาวกำลังเบ่งบานกลิ่นหอมลอยคลุ้งนางรอจนเมื่อเห็นบุตรชายเดินมาถึงยังไม่ทันได้นั่งลงเต็มตัวก็เอ่ยขึ้นทันทีอย่างคล้ายว่าตื่นเต้นรอไม่ไหว“ซื่อจื่อรีบนั่งเถิด แม่มีเรื่องอย่างรีบคุยกับเจ้า”
“เรื่องอะไรขอรับ”
หญิงสูงศักดิ์แย้มยิ้มถูกใจก่อนจะเอ่ยต่อ “คือแม่หมายตาท่านหญิงเซียวหนาเอาไว้ให้เจ้าแล้วเห็นว่านางเหมาะสมกับเจ้าไม่น้อยแม่ว่าจะไปเรียบเรียงเคียงถามกับท่านโหวปู่ของเจ้าอีกที หากท่านเห็นดีด้วยเรื่องหมั้นหมายจะได้ก้าวหน้าเสียที”
จ้าวจวิ้นหยางชะงักไปม่านตาหดเล็กลงปลายนิ้วหุบกำมือชั่วครู่ก่อนคลายออก ก่อนตอบด้วยเสียงเรียบเย็น “ไม่ขอรับ เรื่องนี้ลูกไม่เห็นด้วย ท่านปู่ก็ย่อมไม่เห็นด้วย”
สีหน้าขององค์หญิงฉิงพลันซีดเผือดลงนางเอียงกายมองบุตรชายด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ “จริงหรือ… เหตุใดเล่า”เพราะนางมั่นใจอย่างมากว่าท่านหญิงเซียวหนาจะเป็นสะใภ้ที่คู่ควรกับจวนหลินฝูโหวจนพอเหลือบมองแววตาของบุตรชายก็พลันนึกขึ้นได้ “เอ๊ะ..หรือว่า…นั้นเป็นแค่ความคิดส่วนตัวของเจ้า?”
จ้าวจวิ้นหยางขยับตัวให้ตั้งตรงแต่ดูสบายๆหยิบถ้วยชาขึ้นมาพลิกเบาๆ พลางเอ่ยเสียงราบเรียบทำเหมือนว่าเป็นเรื่องไม่น่ามีอะไรใส่ใจหรือกังวล “แล้วความคิดของลูกควรเป็นที่หนึ่งไม่ใช่หรือขอรับสุดท้ายก็เป็นลูกที่ต้องกราบไหว้ฟ้าดินร่วมกับเจ้าสาว หากลูกไม่ยินยอมเจ้าสาวนั้นจะแต่งกับใครกันเล่า…”น้ำเสียงเรื่อยๆ อย่างเป็นต่อ
องค์หญิงฉิงผู้เป็นแม่ถึงกลับเม้มริมฝีปากทันทีหัวใจบีบหลังรู้ว่าบุตรชายมิได้ต้องการการแต่งงานครั้งนี้ นางจึงพยายามเอ่ยเสียงอ่อนลงหว่านล้อมด้วยถ้อยคำที่อาจจะใช้ได้ผลถ้าบุตรชายเห็นถึงข้อดี “…เหลียนตงเจ้าอย่าดื้อไปเลย เรื่องแต่งงานแต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นบิดามารดาที่จัดการให้อยู่กันไปนานๆ ย่อมรักใคร่กลมเกี้ยวกันเองอีกทั้งท่านหญิงเซียวหนาหน้าตางดงามอ่อนหวาน กิริยาสูงส่ง ไม่มีให้ติเจ้าลองเชื่อแม่ดูก่อน”
ครานี้กลับถูกจ้าวจวิ้นหยางหัวเราะหยันในลำคอต่อต้านมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแฝงแววดูแคลน คิดในใจถึงสิ่งที่พบเจอ ‘แม้จะพูดจาอ่อนหวานท่าทางขัดเขินแต่สตรีที่หาโอกาสแอบติดตามบุรุษไปพูดคุยในที่ลับตาคนนั้นหรือกิริยาสูงส่ง?’ เขาคิดว่าคงต้องเห็นต่างจากมารดา
จากนั้นเขาวางถ้วยชาลงเสียงดังกริ๊กเบาๆดวงตาคมมองตรงไปยังมารดา “แต่ว่าเรื่องนี้ลูกเห็นต่าง…แต่งไปแล้วไม่รักก็มีถมไป ซึ่งลูกไม่ต้องการอีกอย่างตอนนี้ลูกกำลังวุ่นอยู่กับงานที่สำนักตรวจการแผ่นดินไม่อยากให้เรื่องไร้สาระมารบกวน หากท่านแม่ยอมรออีกหน่อยจะดีกว่า”
องค์หญิงฉิงยิ้มค้างแห้งๆเมื่อนึกถึงอดีตที่บุตรชายเคยไม่ใส่ใจการงานแม้แต่น้อยยังต้องเป็นนางที่หงุดหงิดใจเสมอแต่บัดนี้กลับทุ่มเทให้ตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินเสียจนหอบงานกลับมาที่เรือนก็ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือควรกังวลดี นางจึงเปรยขึ้น “เช่นนั้นให้ฝ่าบาทหาคนมาช่วยเจ้าดีหรือไม่จะได้มีเวลาพักผ่อนส่วนตัวบ้าง”
จ้าวจวิ้นหยางส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่จำเป็นขอรับงานผู้ตรวจการแผ่นดินใช่ว่าใครก็ทำได้ ฝ่าบาททรงไว้วางใจลูกแล้วท่านแม่ควรเห็นเป็นเกียรติอย่างสูง ปล่อยให้ลูกทำงานตามหน้าที่ต่อไป แล้วเรื่องใดเมื่อลูกคิดได้ก็จะทำเองเหมือนครั้งที่ลูกรับตำแหน่งนี้มาหากบีบบังคับหนักเข้าผลสุดท้ายอาจเกิดบาดหมางระหว่างเรากับสกุลอื่นได้เช่นเดียวกัน”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดเฉือนใจ องค์หญิงฉิงตัวสั่นเล็กน้อย…รู้สึกได้ชัดว่าบุตรกำลังขู่นางอย่างอ้อมๆ หากยังพยายามยัดเยียดคู่หมั้นเขาอาจจัดการสกุลฝ่ายสตรีจนเสียหายได้จริง นางกัดฟันแน่นก่นด่าในใจ “เจ้าลูกชายคนนี้!แม้แต่คนเป็นแม่ก็ลูบย้อนเกล็ดไม่ได้เชียว!”
….
ช่วงค่ำเมื่อฟ่านหนิงเดินกลับจากห้องหนังสือของบิดานางก็รู้สึกเหมือนเท้าหนักกว่าปกติไม่หลุดพ้นเสียที พอเข้ามาในเรือนก็ปล่อยให้สาวใช้ช่วยกันปลดปิ่นบนศีรษะแก้ผมเพื่อจะเตรียมพักผ่อนแล้วจึงเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนตั่งไม้หอมเอนตัวพิงหมอนอิงผ้าคลุมไหล่ที่นางใช้กันลมไหลหล่นลงมาฟ่านหนิงซบหมอนถอนหายใจอย่างแรง จิตใจเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อไรเรื่องจะจบขนาดเรื่องที่ได้ยินมาหลายวันก่อนที่คิดว่าน่าจะทำให้จบได้ก็ยังไม่จบ
ข่าวลือที่ว่าเจิ้งเปาหย่งซุกอนุไว้ในเรือนนับสิบแม้จะเกินจริงไปกว่าความเป็นจริง แต่ข่าวลือนั้นก็น่าพอใจนักเมื่อคิดว่าเจิ้งเปาหย่งทำสกุลเจิ้งเสียชื่อเสียงไปแล้วนางยังเคยยิ้มลำพองอยู่ลึกๆ ว่าพวกนั้นคงไม่มีหน้ามาแสดงตนกับท่านพ่ออีก ทว่า...ทุกสิ่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น
บ่ายวันนี้สกุลเจิ้งยังหน้าหนาพอจะส่งแม่สื่อมายังจวนฟ่านอีก! แรกเริ่มท่านพ่อทำท่าจะไม่ต้อนรับแต่แม่สื่อกลับพูดคล่องปากอ้างสารพัดว่าข่าวลือไม่จริงสตรีที่เห็นในเรือนนั้นไม่ใช่อนุของคุณชายเจิ้ง หากเป็นเพื่อนเรียนหนังสือของเหล่าคุณหนูรองและคุณหนูสามที่บังเอิญต้องพึ่งพิงอยู่ในเรือนเพราะเป็นกำพร้าจึงรับเลี้ยงไว้สกุลเจิ้งยังเสริมความดีให้เจิ้งเปาหย่งว่ามีน้ำใจเอื้อเฟื้อช่วยเหลือผู้อื่นไปอีกทำให้เขาดูเป็นชายหนุ่มคุณธรรม เหมือนกำลังสาดน้ำชำระคราบโคลนออกจากตัว
ที่น่ากลัวกว่าคือ...ข้อเสนอที่แม่สื่อนำมาฝากบอกว่าหากสกุลฟ่านยินยอมรับหมั้น จะเขียนสัญญาชัดเจน ว่าเจิ้งเปาหย่งจะไม่รับอนุไม่แต่งฮูหยินรองแม้แต่คนเดียว เว้นเสียแต่ฮูหยินเอกจะอนุญาตเต็มใจแม้ภายหลังมีทายาทมากมายก็ยังต้องฟังเสียงนาง
ขณะที่บิดาเล่าให้ฟังอยู่ในห้องหนังสือฟ่านหนิงแทบกัดฟันให้ดังกรอดๆ นางเห็นชัดว่าบิดาหลวมตัวเชื่อไปแล้วถึงเจ็ดแปดส่วนท่านพ่อแม้ภายนอกสุขุม แต่กลับถูกคำปั้นแต่งหว่านล้อมได้ง่ายนักจึงยังสู่อุตส่าห์เรียกบุตรสาวมาฟังเรื่องโกหกและยังถามว่า “เจ้าหนูน้อยของพ่อ...ลองคิดอีกสักวันสองวันดีหรือไม่ อย่างไรถ้าแต่งไปแล้วเจ้าก็เป็นผู้คุมจวนสกุลเจิ้งอยู่ในมือทั้งหมดไม่ว่าข่าวลือจริงหรือเท็จเจ้าก็ยังถืออำนาจเหนือการรับอนุอยู่ดี...”
แต่ฟ่านหนิงไม่รอแม้สักลมหายใจ นางตอบทันควัน “ลูกไม่ตกลงเจ้าค่ะ!แล้วคนภายนอกก็ลือให้ทั่วลูกแต่งงานไปเวลานี้ก็นอนจมน้ำลายคนทั้งเมืองอีกอย่างท่านพ่อไม่เห็นหรือว่าสกุลเจิ้งมีพิรุธยิ่งนัก พวกเขาเอาใจเราเกินเหตุหากไร้เบื้องหลังก็แปลกเกินไป ท่านพ่ออย่าได้คบหาต่อไปอีกเลยนะเจ้าคะ”
ฟ่านซือหมิงเพียงยกมือเกาหลังหูสีหน้าเหนื่อยอ่อนก่อนจะฉุกคิดตามจนสุดท้ายก็ยอมรับคำ “ก็ได้ๆพ่อจะระวังมากขึ้น”
บัดนี้เมื่อนึกถึงถ้อยคำนั้นอีกทีฟ่านหนิงพลันเด้งกายลุกจากตั่งไม้ เดินวนรอบห้องด้วยความหงุดหงิดแขนเสื้อผ้าบางเบาเตรียมเข้านอนสีอ่อนสะบัดไปมาตามจังหวะก้าวนางหยุดที่หน้าต่างแล้วหันกลับไปเรียกสาวใช้ทั้งสามที่กำลังยืนประจำอยู่
“เจ้าว่าข่าวที่แม่สื่อพูดกับท่านพ่อท่านแม่วันนี้จะเล็ดลอดไปถึงหูฟ่านลี่หรือไม่?”ดวงตาคู่คมของนางกวาดมองไปที่ทั้งสามที่ยืนรอรับคำสั่ง
และเป็นหวังจิ้งหยูขยับก้าวมาข้างหน้า ประสานมือแล้วตอบ “บ่าวว่าน่าจะไม่เจ้าค่ะ เพราะคำพูดเหล่านั้นเป็นความภายใน แต่สุดท้ายเรื่องเช่นนี้ก็พูดยากหากบ่าวในเรือนหลุดปากสักคำ...ย่อมเป็นไปได้”
ฟ่านหนิงเม้มปากแน่น แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ชั่วพริบตาแล้วเอ่ยเสียงเย็น “เช่นนั้น...เจ้าจงทำให้แน่ใจเถอะว่าฟ่านลี่ได้ยินกับหูให้รู้ว่าสกุลเจิ้งส่งแม่สื่อมาขอจริง ทั้งยังยื่นข้อเสนอว่าจะไม่รับอนุไม่รับฮูหยินรองอีกเลย หากไม่ผ่านความเห็นชอบของฮูหยินเอก”
หวังจิ้งหยูสะดุ้งน้อยๆ แต่ก็รีบก้มศีรษะรับคำ “บ่าวจะจัดการให้เจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงพยักหน้าอย่างพอใจในหัวนางคิดย้อนถึงตอนเรื่องเจิ้งเปาหย่งมีอนุสิบคนที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองตั้งแต่วันนั้นฟ่านลี่ถึงกับปิดประตูเรือนไม่ยอมออกมาให้ผู้ใดเห็นหน้าราวกับคนทั้งโลกจะหัวเราะเยาะความฝันของนางที่เคยหวังจะเป็นอนุหนึ่งเดียวผู้สูงส่งเหนือใครหารู้ไม่ว่าเขามีซุกซ่อนไว้ใต้หน้ากากผู้ดีจอมปลอม
แล้วถ้าหากตอนนี้ได้ยินเพิ่มว่า…ต่อให้เขาเป็นบุรุษผู้ส่งคุณธรรมเพียงใดแต่หลังแต่งงานไปก็ไม่อาจจะรับอนุเพิ่มอีกได้หากฮูหยินเอกไม่อนุญาตนั่นย่อมเท่ากับปิดประตูทุกทางให้ฟ่านลี่สิ้นฝันลงไปด้วยไม่ว่าเรื่องไหนเป็นจริงฟ่านลี่ก็มีแต่ตรอมตรม
ฟ่านหนิงแค่นหัวเราะเบาๆ เสียงที่ก้องหัวเต็มไปด้วยความสะใจลำพังข่าวลือก็ทำให้ฟ่านลี่ทนอยู่ไม่ไว้อยู่แล้วหากซ้ำเติมด้วยเงื่อนไขที่ปิดตายเช่นนี้...น้องสาวต่างมารดาของนางคงไม่เหลือแม้แต่เศษความหวังที่จะไปยืนเคียงข้างบุรุษเช่นเจิ้งเปาหย่ง ‘น่าพอใจนัก’
หลังจากนั้นฟ่านหนิงก็สั่งให้สาวใช้ดับตะเกียงในห้องแล้วแยกย้ายไปพักผ่อน เหลือเพียงแสงโคมที่แขวนไว้ด้านนอกริมห้องที่ส่องสลัวๆภายในเรือนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้กระทบกันเบาๆนางซุกตัวลงใต้ผ้าห่มผืนหนา ตั้งใจจะเข้าสู่นิทรา แต่ไม่ทันไรก็มีเสียงดังกึก กึกของลูกหินกระทบกรอบหน้าต่างต่อเนื่อง ฟ่านหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง แม้จะไม่ได้ยินมานานแต่หูฉับไวจำได้ทันทีว่านี่คือสัญญาณที่ผู้ใดเคยใช้
หัวใจพลันเต้นแรงขึ้น นางกัดริมฝีปากแน่น “จ้าวจวิ้นหยาง!”พลางคิดว่ายามนี้จะไล่เขาอย่างไรดีเรียกจางไป๋ซินมาไม่ได้แล้วเพราะคืนนี้เป็นเวรของหวังจิ้งเหมยที่เฝ้ายามอยู่ข้างนอก หรือถ้าหากนางเรียกหวังจิ้งเหมยเข้ามาช่วยไล่จริงๆก็คงมากความไปอีก อีกทั้งเรื่องที่จ้าวจวิ้นหยางแอบมาหานางยามค่ำคืนมีเพียงจางไป๋ซินเท่านั้นที่รู้ หากเพิ่มอีกคนย่อมกลายเป็นความลับที่ไม่ใช่ความลับฟ่านหนิงรู้สึกปวดหัวหนัก
นางชั่งใจอยู่นานก่อนตัดสินใจลุกขึ้นทั้งที่ยังคลุมผ้าห่มไว้ไม่อยากไปเสียเวลาคว้าผ้าคลุมไหล่มาใส่ จึงลากปลายผ้าห่มติดพื้นไปถึงที่หน้าต่างข้อนิ้วเคาะลงขอบหน้าต่างสองทีเบาๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบกลับมาอีกสองทีแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่บังเอิญลูกหินถูกลมพัดมากระทบจริงๆ
“ใคร” ฟ่านหนิงกดเสียงต่ำถามออกไปกลัวจะมีคนมาได้ยิน
แต่อีกฝั่งกลับหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบน้ำเสียงยียวนไม่เปลี่ยน “มีคนอื่นนอกจากข้าอีกหรือ?”
ฟ่านหนิงจึงกลอกตาพลางยิงฟันใส่บานหน้าต่างไปที “ไม่มี!เพราะคนอื่นรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ท่านก็กลับไปเถอะ”
เสียงทุ้มตอบมาอย่างไม่สะทกสะท้าน “ข้ากลับแน่นอนแต่ยังไม่กลับข้าทนหนาวได้ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาเหมือนจะมีคนงานเดินตรวจโคมอยู่ใกล้ๆ ด้วยสิ”
นางกัดฟันแน่น คิ้วขมวดเข้าหากันหนักกว่าเดิมในใจด่าทอเขาว่าเจ้าเล่ห์ หากปล่อยไว้จริงๆ แล้วถูกคนพบเข้า นางก็เสียหายไปด้วยสุดท้ายกลั้นหายใจหนึ่งอึดใจ ยอมเปิดสลักกลอนหน้าต่างแง้มออกเล็กน้อยแต่จ้าวจวิ้นหยางกลับคว้าโอกาสทันทีผลักหน้าต่างเปิดกว้างแล้วกระโดดเข้ามาอย่างคล่องแคล่วก่อนปิดกลับอย่างรวดเร็วประหนึ่งหนีภัย
“เกือบไปแล้ว” เสียงทุ้มว่า
ฟ่านหนิงที่ยังคลุมผ้าห่มมิดตัวยืนหน้าบึ้งไม่สนใจว่าจะเกือบถูกจับได้จริงหรือไม่หันไปมองเขาอย่างไม่พอใจ แต่จ้าวจวิ้นหยางกลับยกยิ้มกว้างพอใจสุดๆใบหน้างดงามที่รับแสงสลัวจากโคมริมห้องที่ลอดผ่านมาเขาสำรวจใบหน้าที่หงุดหงิดของนางนิ่งๆ
สายตาแฝงรอยอ่อนโยนปนขี้เล่นของจ้าวจวิ้นหยางจนหญิงสาวต้องรีบตัดบท“ซื่อจื่อมีอะไรก็รีบพูดเถิด ท่านก็รู้ว่าทำเช่นนี้ไม่สมควร”
เขายกมือโบกอย่างไม่ใส่ใจ “รู้แล้วๆแต่ครานี้ข้ามาเพราะเจ้า จำได้ว่าเจ้าไม่ชอบหน้าเจิ้งเปาหย่งมิใช่หรือแล้วเมื่อบ่ายเขายังส่งแม่สื่อมาที่จวนสกุลฟ่าน เจ้าว่าอย่างไรบ้าง”
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วสูงไม่คิดว่าเขาจะหูตากว้างไกลขนาดรู้ข่าวว่ามีแม่สื่อส่งมาถึงจวนสกุลฟ่านทั้งที่ยังไม่ทันข้ามวันซื่อจื่อหลินฝูโหวยังคงชอบข่าวไร้สาระไม่เกิดประโยชน์แม้จะเป็นถึงผู้ตรวจการสินะ “รู้ข่าวเรื่องแม่สื่อขนาดนี้เรื่องเจิ้งเปาหย่งมีข่าวลือในเรือนอะไรท่านไม่มีทางไม่รู้แล้วถามข้าซ้ำเพื่อสิ่งใดซื่อจื่ออยากรู้ว่าข้าโง่พอจะเชื่อคำปลิ้นปล้อนของเขาแล้วตกลงหรือ?”
จ้าวจวิ้นหยางยังทำหน้าเรียบนิ่งแต่ภายในใจโล่งอกที่ได้ยินคำตอบ เพราะถึงไม่บอกตรงๆแต่ความหมายก็คือสกุลฟ่านจะไม่โง่เขลาพอดองกับสกุลเจิ้งและเขายังไม่ใส่ใจด้วยที่นางแอบกัดว่าเขาเป็นคนชอบสอดรู้ร่างสูงจึงก้าวเดินทอดน่องสบายใจเข้าในห้องพลางเอ่ยเรียบๆ “อืม…ใช่ เป็นที่ข้าอยากรู้ก่อนคนทั้งเมืองก็เท่านั้น”
ส่วนฟ่านหนิงก็รีบลากชายผ้าห่มวิ่งไปดักหน้า “นี่! อย่าเดินเพ่นพ่านสิ!”
เขายักไหล่ทำเป็นเรื่องเล็กๆ “หืม? ห้องเจ้ามีอะไรต้องปิดบังหรือไร”
หญิงสาวเชิดหน้าตอบ “ไม่มี แต่ก็ไม่ควรให้ท่านเห็นแต่แรก!”
หากคำพูดหญิงสาวยังไม่ทันจบสายตาของเขาก็เหลือบไปทั่วห้องเสียแล้ว และก็เห็นของสองสิ่งทันทีอย่างแรกคือโคมไฟเหนือประตูที่เขาเคยได้มาจากฮ่องเต้ในเทศกาลโคมไฟล่าสุดแล้วมอบให้นางนางก็เอามาแขวนไว้อย่างดีและอีกสิ่งคือกล่องไม้ฉลุที่เขาอุตส่าห์ตามหาของด้านในมาให้นางในวันเกิดตั้งอยู่ข้างโต๊ะเครื่องแป้ง
เขาจึงยกนิ้วชี้ไปที่กล่องไม้พลางถาม “ได้ลองใช้หรือยัง”
ฟ่านหนิงก็หันมองตามแล้วส่ายหน้าเบาๆ “จะให้ข้าใช้ที่ไหนกันเล่า! ใช้ก็ยังไม่เป็นด้วยซ้ำ” เขาถามเหมือนว่าชีวิตนางโลดโผนมากจนต้องเสี่ยงตายต่อสู้เป็นประจำ
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะเบาๆ “อ้าวข้านึกว่าสาวใช้เจ้าคนนั้นของเจ้าจะรู้วิธีเสียอีก”
ฟ่านหนิงตอบเรียบๆ “นางก็พอจะรู้ว่าเป็นสิ่งใดแต่กลไกมันซับซ้อนเกินไป นางยังไม่เข้าใจวิธีใช้ ข้าจึงตั้งไว้ตรงนั้น”
“อ้อ” ร่างสูงร้องรับอย่างเข้าใจเพราะกำไลหยกนั้นก็ซับซ้อนจริงๆช่างที่ทำก็เป็นช่างฝีมือดี “เช่นนั้นให้ข้าสอน” เขาพูดพลางจะก้าวเข้าไปหยิบกล่อง
แต่แค่ชายหนุ่มเริ่มจะก้าวอีกก้าวเดียวฟ่านหนิงก็รีบยื่นแขนจากผ้าห่มมาคว้าแขนเขาไว้เต็มแรงไม่ยอมให้เขาเดินเพ่นพ่านไปมากกว่านี้
ส่วนจ้าวจวิ้นหยางก็รู้อยู่แก่ใจเขาเห็นว่านางจะคว้าแขนเขาตั้งแต่มือเรียวขาวนวลนั้นออกมาจากผ้าห่มและถ้าหากเขาอยากหลบก็คงทำได้ง่ายดายเช่นเวลาเขาหลบเลี่ยงสตรีคนอื่นแต่คราวนี้เขาจงใจชะลอให้หญิงสาวด้วยซ้ำ ให้นางได้คว้าแขนเขาไว้แน่นเช่นตอนนี้
ฟ่านหนิงที่รั้งเขาไว้ได้แล้วก็กล่าวเสียงเข้ม “ไม่ใช่เวลาที่ซื่อจื่อจะมาสอนหรอกเจ้าค่ะ!”
ใบหน้าคมคายหันกลับมา สายตามองนางเป็นประกายริมฝีปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “อืม…ก็ได้ไว้สอนวันหน้าก็ยังไม่สาย วันนี้เจ้าเข้านอนแล้วนี่นะ คงไม่เหมาะ” เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ความหมายที่แท้จริงของประโยคนาง
ฟ่านหนิงตาโตขึ้น “ข้าไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น!”
เขากลับไม่สนใจคำของนางสักนิดทำหูทวนลมเอียงศีรษะมองกล่องไม้ฉลุอีกครั้ง “จริงๆ ก็ไม่ยากนักหรอกสอนเพียงครู่เดียวเจ้าก็ใช้เป็น”
ฟ่านหนิงเม้มริมฝีปากแน่นกลั้นอารมณ์ ถลึงตามองเขาที่แกล้งทำไม่เข้าใจคำในใจที่กำลังดังก้อง ‘ถ้าใช้เป็น ข้าจะใช้กับเจ้าคนแรกเลย!’
“เช่นนั้นไว้กลับมาใหม่แล้วกันเจ้าเข้านอนเถอะ”
เมื่อคำนั้นหลุดมา ฟ่านหนิงรีบสะบัดมือที่จับต้นแขนเขาอยู่แล้วผายมือไปที่หน้าต่างทันที“เชิญเจ้าค่ะ แต่ซื่อจื่อไม่ต้องมาอีกแล้วเดี๋ยวข้าจะให้ท่านพ่อเพิ่มกำลังเฝ้ายาม จะได้ไม่มีนกไม่รู้ความแอบบินเข้ามาอีก”
“โอ้เจ้ากลัวว่าจะมีผู้อื่นเข้ามาหรือ ไม่ต้องกลัวๆ ข้าให้คนเสริมกำลังดูแลให้แล้วตั้งแต่ข้าเห็นว่าการเฝ้ายามของสกุลฟ่านไม่รัดกุมพอ” เขาพูดไม่ใช่เรื่องล้อเล่นตั้งแต่ครั้งที่สองที่เขามาที่นี่นอกจากสั่งให้ฉินจั๋วสังเกตการณ์แล้วเขาก็ให้ดูแลเฝ้ายามชั้นนอกให้อีกที
สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ฟ่านหนิงจะเข้าใจได้แต่นางก็ไม่ได้มีความสงสัยใดๆ เพราะนางก็คิดว่าเขาพูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเองจึงเอ่ยวาจาส่งๆ “แล้วท่านจะทำไปเพื่ออะไร”
“ก็เพื่อข้าจะได้เข้ามาได้ผู้เดียว…” แล้วร่างสูงก็ดันบานหน้าต่างให้เปิดกว้างอีกครั้งชะโงกศีรษะออกไปดูเล็กน้อยว่าทางปลอดโปร่งก่อนจะหันกลับมามองร่างที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนามีแค่เพียงใบหน้าที่ไม่รู้ว่าเขามองอย่างไรถึงคิดว่าน่ารักโผล่พ้นออกมา พร้อมกล่าวลา“ฝันดีคุณหนูใหญ่”
ร่างนั้นก็กระโดดหายไปในความมืดหน้าต่างพับปิดนำความเงียบสงัดกลับมาอีกครั้งเหมือนอย่างว่าที่แห่งนี้ไม่เคยมีแขกมาเยือน