บทที่ 9 ฮัลโหล นี่สำนักลาดตระเวนใช่ไหมคะ?
เสิ่นจืออินหลุดพ้นจากบอดี้การ์ดได้อย่างง่ายดาย เธอแกะยันต์ล่องหนบนตัวออก แล้วเดินจากไปอย่างสบายใจ
เธอ้าออกไปซื้อเตาเผาสำหรับหลอมยา
เธอโทรหาเสิ่นมู่เหยี่ยเพื่อถามว่าเตาเผาหาซื้อได้ที่ไหน
ในโลกนี้ไม่มีใครหลอมยาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีร้านขายเตาเผาสำหรับหลอมยาโดยเฉพาะ
เธอส่งข้อความไปถามเสิ่นมู่เหยี่ยก่อนว่าเขารู้หรือไม่
‘หลานชาย เตาเผาสำหรับหลอมยามีขายที่ไหนบ้าง?’
เสิ่นมู่เหยี่ยอาจจะกำลังเรียนอยู่ เขาจึงไม่ได้ตอบกลับข้อความ เธอก็ไม่รีบร้อน แล้วไปเดินเล่นก่อน
เสิ่นจืออินอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ ทั้งของกิน ของใช้ และของเล่น
ด้วยเงินที่เสิ่นมู่เหยี่ยให้เธอเมื่อวานนี้ เธออยากลองทุกอย่าง
ในที่สุดเธอก็มาหยุดอยู่หน้าตู้คีบตุ๊กตา เด็ก ๆ ต่างพากันสนุกสนานกับการคีบตุ๊กตาน่ารัก ๆ
แต่เพราะเธอนั้นตัวเล็กมาก เธอจึงต้องเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อที่จะมองเห็นภายในตู้ได้ชัดเจน ดวงตากลมโตสีดำขลับของเธอมองไปยังตุ๊กตาในตู้และที่คีบตุ๊กตาอย่างตั้งใจ
กึก!
ตุ๊กตากระต่ายอีกหนึ่งตัวถูกเธอคีบออกมาได้สำเร็จ
“คีบได้อีกแล้ว นี่ตัวที่สิบกว่าแล้วนะเนี่ย”
“โอ้โห ยัยหนูนี่เจ๋งจริง ๆ อายุเท่าไหร่เนี่ย เก่งจัง”
“น้องคะ น้องคีบยังไง บอกเคล็ดลับพี่หน่อยได้ไหม”
“หนูน้อย พ่อแม่ของหนูอยู่ไหนจ๊ะ ทำไมมาอยู่คนเดียวแบบนี้ล่ะ”
“มันคีบง่ายจะตายไป” เธอตอบพลางกะพริบตาปริบ ๆ
แบบนี้ต้องมีเคล็ดลับอะไรอีกเหรอ? แค่มีมือก็ทำได้แล้วไม่ใช่รึไง?
ทุกคนถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน
แม้ว่าจะดูโอ้อวดไปหน่อยแต่เธอก็...น่ารักดีนะ
จากนั้นเสิ่นจืออินก็เลือกตุ๊กตาสิงโตตัวน้อยหนึ่งตัวจากกองตุ๊กตาที่เธอเพิ่งเล่นได้ แล้วแบ่งตัวที่เหลือให้กับเด็ก ๆ ที่อยู่ตรงนั้น
ใจดีสุด ๆ ไปเลย
เธอกอดตุ๊กตาสิงโตตัวน้อยเดินออกมา ทำให้เ้าของร้านถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เป็เวลานานแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายแบบนี้
ชีวิตในชาติที่แล้วของเธอนั้นยากลำบาก คงเป็เพราะแบบนั้นที่ทำให้เธอต้องเก็บกดตัวเองเอาไว้ พอได้เกิดใหม่ในชาตินี้ เธอก็เลยชอบกิน ชอบเที่ยว ชอบเล่นสนุก เหมือนอยากจะชดเชยสิ่งที่ตัวเองพลาดไป แน่นอนว่าบางทีมันก็เป็เพราะจิติญญาหลักของเธอยังไม่ฟื้นคืนร่างเต็มร้อย
เสิ่นจืออินเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีจุดหมาย จนกระทั่งมาถึงหน้าบาร์แห่งหนึ่ง
แน่นอนว่าตอนนั้นเธอไม่รู้หรอกว่ามันคือบาร์ แค่รู้สึกว่าข้างในมันดูครึกครื้นดี เลยอยากเข้าไปดูเท่านั้นเอง
ด้วยความที่เธอตัวเล็ก แถมตอนนั้นคนก็เยอะมาก เธอเลยแอบเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ภายในบาร์ทั้งมืดทั้งเสียงดัง คงไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งหรอก
เสิ่นจืออินไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย เสียงดังเกินไป
เธอกำลังจะออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเมาแอ๋ กำลังโดนผู้ชายสองคนพยุงแขนเดินเข้าห้อง
เท้าที่กำลังจะก้าวออกไปก็เปลี่ยนทิศทาง แล้วเดินตามไป
สภาพแวดล้อมในบาร์ชุลมุนวุ่นวายอยู่แล้ว ผู้ชายสองคนพยุงผู้หญิงที่เมาจนแทบเดินไม่ไหวแบบนี้ก็ดูไม่แปลกอะไร
“เร็ว ๆ พาเข้าไปข้างใน”
“แม่ง ผู้หญิงคนนี้ไม่เจอดีไม่ชอบ โดนเฮียมาดูแลแบบนี้ถือว่าบุญแล้ว ยังจะกล้าขัดขืนอีก”
ทั้งสองคนกำลังพาผู้หญิงเข้าห้องไป ปากก็ยังสบถด่าไม่หยุด
ผู้หญิงที่โดนพยุงตัวไปยังพอมีสติอยู่บ้าง
“พวกแก...ฉัน...ฉันจะแจ้งสายตรวจ”
คำพูดไม่กี่คำนี้ เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้
“ฮ่า ๆ ...รอให้ผ่านคืนนี้ไปก่อนสิ ถ้าแกยังกล้าแจ้งสายตรวจ ถือว่าพวกเราแพ้”
เธอรู้สึกสิ้นหวัง ได้แต่มองตัวเองถูกพาเข้าไปในห้องที่มีแต่ควันบุหรี่ ก่อนที่ประตูจะถูกปิดลง
“โอ้ พี่หม่ามาแล้วเหรอ”
“จูหลิน เธอยังทำเป็หยิ่งอะไรอีก พี่หม่าเป็คนดีขนาดนี้ ตามเขาไปก็ไม่เสียหายหรอก”
แม้ร่างกายของเธอจะอยู่ในสภาพสะลึมสะลือ แต่พอได้ยินเสียงนี้ จูหลินก็แทบอยากจะฆ่าใครบางคนให้ตายคามือ
เธอไม่เคยคิดเลยว่า เพื่อนร่วมห้องที่เคยสนิทกัน จะหลอกเธอมาที่นี่ได้ลงคอ
ชายร่างกำยำหน้าตาธรรมดาอุ้มจูหลินขึ้นมา
“น้องสาว ตามพี่ไปรับรองว่าไม่เสียใจแน่ ได้ข่าวว่าเธอเป็ดาวโรงเรียน พี่ยังไม่เคยลองลิ้มรสชาติดาวโรงเรียนเลย ฮ่า ๆๆ...”
คำพูดและเสียงหัวเราะพวกนั้นทำให้จูหลินรู้สึกขยะแขยง เธออยากจะดิ้นรนแต่ร่างกายที่ถูกวางยาไปนั้นกลับไม่สามารถขัดขืนได้
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ย จูหลินรู้สึกสิ้นหวัง
เธอถูกโยนลงบนโซฟา ชายคนนั้นคร่อมร่างเธอและกำลังจะล่วงเกิน
ปัง! ปัง!
ท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มและเสียงหัวเราะชอบใจ เสียงทุบประตูก็ดังสนั่นหวั่นไหว
ทุกคนหยุดส่งเสียงแล้วหันไปมองที่ประตู
ปัง!
เสียงทุบประตูดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขามองเห็นแม้กระทั่งประตูที่เริ่มบุบเข้ามา
ต้องใช้แรงเยอะขนาดไหนกันนะ
บางคนถึงกับเบิกตากว้าง
“แม่งเอ๊ย ใครวะ ไอ้ลูกหมาตัวไหนกล้ามาขัดความสุขของฉัน”
ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนสบถด้วยความโมโห และสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปเปิดประตู
ลูกน้องคนนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วเดินเข้าไปด้วยท่าทางหวาดกลัว
มือของเขาเพิ่งจะแตะลูกบิดประตู ประตูก็ถูกกระแทกเข้ามาอีกครั้ง ล้มลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
ลูกน้องผู้อับโชคคนนั้นถูกประตูทับร่างเข้าอย่างจัง
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เงียบสงัด มีเพียงเสียงเพลงจากเครื่องเล่นคาราโอเกะเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่
เสิ่นจืออินค่อย ๆ โผล่ศีรษะเล็ก ๆ มองเข้าไปข้างในอย่างระแวดระวัง เพียงแค่มองแวบเดียวก็เห็นผู้หญิงคนนั้น รวมถึงสิ่งของบางอย่างที่ผู้คนในห้องกำลังสูบกันอย่างเมามาย
ในขณะนี้ สายตาของทุกคนในห้องต่างจับจ้องไปที่เด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูที่ยืนอยู่หน้าประตู
ทุกคน “...”
เด็กน้อยที่ยังติดขวดนมนั่น หายไปแล้วงั้นเหรอ?
แล้วใครเป็คนถีบประตู?
พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ขายังไม่เท่าขาของพวกเขาจะมีแรงเยอะขนาดนั้น
“แม่งเอ๊ย ใครมันเล่นตลกบ้า ๆ นี่”
พี่หม่าโกรธจนหน้าเขียว
เสิ่นจืออินหยิบโทรศัพท์ออกมา สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วะโด้วยน้ำเสียงของเด็กน้อยที่ใสซื่อว่า “ฮัลโหล นี่สำนักลาดตระเวนใช่ไหมคะ ที่ห้อง 404 บาร์ XX มีคนแอบมั่วสุมเสพยาและบังคับค้าประเวณีค่ะ”
ทุกคนในห้องต่างตกตะลึง
“ไอ้บ้าเอ๊ย!”
“แย่งโทรศัพท์มันมา นังเด็กเวร แกอยากตายรึไง”
ไม่มีใครคาดคิดว่าเสิ่นจืออินจะโทรแจ้งสายตรวจ แถมสิ่งที่เธอพูดออกไป...มันคือเื่จริงทั้งหมด
พวกเขาทนการสอบสวนไม่ได้จึงร้อนรนจนตาแดงก่ำ
ชายคนหนึ่งตบเข้าที่หน้าอย่างไม่ลังเล
แต่ในเสี้ยววินาทีถัดมา...ชายคนนั้นก็กระเด็นออกไป
และกระแทกเข้ากับเพื่อนอีกหลายคน เสียงร้องครวญครางดังประสานกัน
“พี่หม่า...เด็กคนนั้นมันแปลก ๆ”
เมื่อเห็นกับตาว่าเธอจับแขนแล้วโยนเขาออกไปได้ง่าย ๆ หลายคนก็ใจนถอยหลังไปหลายก้าว
เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง โยนชายร่างั์คนหนึ่งปลิวออกไปได้!
พวกเขามึนงงจนเห็นภาพหลอนงั้นเหรอ?
สีหน้าของพี่หม่าไม่สู้ดีนัก รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ในเวลานี้เขาโกรธจนขาดสติ
“จับตัวมันมาให้ได้!”
บรรยากาศแบบนี้หาคนมีสติได้ยาก ทุกคนต่างสนุกสนานกับการดื่มกินและดูดฝิ่น
พวกเขาต่างกรูกันเข้ามาไม่หยุดหย่อน เสิ่นจื่ออินคาบขวดนมไว้ในปาก ก่อนจะกางขาท่าทางเหมือนม้าพร้อมเอ่ยว่า “ฮ่า! มาเลย!”
วันนี้คุณย่าจะจัดการพวกแกให้หมด อย่าหาว่าไม่เตือน!
แม้ตัวจะเล็ก แต่ไม่เป็อุปสรรคต่อการใช้กำลังของเธอแม้แต่น้อย