พื้นซีเมนต์ซึ่งกำลังสลายหายไปจากใต้ฝ่ามือ
แม่มณีถูกส่งกลับมาทั้งท่านั่ง แรงเหวี่ยงทำให้ลำตัวเอนไปด้านข้าง ฝ่ามือซึ่งยันตัวเมื่อครู่ปัดถูกแอ่งน้ำจนละอองสกปรกกระเซ็นขึ้นตามแขน
ตัวอักษรสองบรรทัดกะพริบอยู่กลางสายตา
การส่งกลับเสร็จสิ้น
การถ่ายทอดสดสิ้นสุดลง
กรอบสีน้ำเงินหดตัวเป็เส้นบาง ก่อนดับวูบไปพร้อมข้อความทุกบรรทัดซึ่งเคยไหลถล่มอยู่ข้างแก้มผี
มุมสายตากลับมาว่างเปล่า
เหลือเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าสูงหลายต้นที่ส่องลงบนลานกว้างกับเงาคนซึ่งเคลื่อนไหวสวนกันไปมาจนแทบชนเธอ
“..........”
เสียงร้องไห้ดังอยู่ทางซ้าย ส่วนทางขวามีชายคนหนึ่งนั่งคุกเข่ากอดถุงพลาสติกสีขาว อาเจียนจนแผ่นหลังโก่ง
ถัดออกไปไม่กี่ก้าว ผู้หญิงในชุดนักเรียนใช้สองมือประคองศีรษะของคนที่นอนนิ่งอยู่บนตัก ปากของเธอขยับเรียกชื่อเดิมซ้ำ ๆ
ทั้งที่เ้าหน้าที่กำลังพยายามแยกแขนซึ่งกอดศพแน่นออก
“ช่องสาม ผู้รอดชีวิตเพิ่มหนึ่งราย!”
“อย่าเพิ่งถอดกำไล ใครมีแผลจากกรงเล็บไปที่เต็นท์แดง!”
“เปลอีกตัวอยู่ไหน คนนี้ชีพจรตก!”
แม่มณียกมือกุมคอตัวเอง ััรอยเล็บสี่แนวทางซ้ายที่คอที่ดูบวมขึ้นกว่าเดิม ปลายนิ้วเพียงแตะผ่าน ผิวด้านในก็เต้นตุบๆ ลามไปถึงใต้กราม
ในปากยังคาวจากเื และหัวใจของร่างนี้กำลังเร่งจังหวะชดเชยลมหายใจที่เพิ่งได้คืน
ใครบางคนยื่นมือเข้ามาหาไหล่
เธอเอียงตัวหลบก่อนปลายนิ้วนั้นจะแตะโดน ก่อนจะหันหน้ากลับไปมอง
เ้าของมือชะงัก เขาเป็ชายหนุ่มสวมหน้ากากกับแว่นใส ปลายถุงมือยางเปื้อนสีแดงจากคนเจ็บรายก่อน
“ได้ยินผมไหมครับ มองตามไฟฉายก่อน”
แสงสีขาวส่องผ่านรูม่านตาซ้ายแล้วเลื่อนไปขวา
แม่มณีขมวดคิ้วเล็กๆ เธอไม่ชอบให้คนแปลกหน้าจ่อของใส่หน้า
แต่เมื่อเห็นว่าเป็หมอเธอยังนั่งนิ่งพอให้เขาตรวจได้
ขณะตรวจ เพื่อความแน่ใจเธอใช้่เวลานั้นกวาดตามองหลังหน้ากาก มองเส้นเืตรงขมับซึ่งยังเต้นตามชีพจร และดูหยดเหงื่อที่ไหลผ่านกรอบแว่นลงมาติดขอบผ้า
'อย่างน้อยคนนี้ยังเป็คน'
“เจ็บตรงไหนอีกนอกจากคอครับ”
แม่มณีขยับริมฝีปาก แผลด้านในปริออกจนรสคาวแตะปลายลิ้นอีกครั้ง “ปาก”
แพทย์หนุ่มมองเธอค้างไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังชั่งใจว่าคนไข้ตอบกวนหรือสติยังไม่ครบ เขากำลังจะถามต่อ
สัญญาณจากลานที่อยู่ถัดไปก็ดังแหลมขึ้น
แสงสีน้ำเงินพุ่งจากพื้นเป็เสาทรงกระบอก ร่างสี่ร่างตกลงมาพร้อมกัน หนึ่งในนั้นทรุดคุกเข่าทันที
อีกคนกลิ้งออกไปจนชนลังอุปกรณ์ ส่วนหญิงสาวซึ่งอยู่ตรงกลางไม่แม้แต่จะขยับตัว เธอเห็นชายหนุ่มในชุดสีดำคว้าหัวไหล่ของหญิงสาวไว้ก่อนศีรษะจะฟาดพื้น
แต่แรงกระแทกทำให้มือซึ่งกดาแตรงท้องเลื่อนหลุด เืสีเข้มจึงทะลักผ่านง่ามนิ้ว ไหลลงตามชายเสื้อสีอ่อนเป็ทาง
“อวี้ถง!” เสียงเรียกชื่อนั้นดัง จนแม่มณีขมวดคิ้ว
ชายรูปร่างสูงวิ่งผ่านหน้าเธอไป ชายเสื้อเชิ้ตซึ่งเคยเรียบหลุดออกจากขอบกางเกงด้านหนึ่ง เห็นรอยขาดยาวตรงแขนเสื้อ
ใบหน้าด้านข้างของเขาคม รูปร่างสูงโปร่งดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
สายตาดำสนิทของเขากวาดผ่านใบหน้าเธอ เลื่อนลงมาหยุดตรงรอยนิ้วคล้ำรอบลำคอ เสี้ยววินาทีนั้นฝีเท้าสะดุดจนส้นรองเท้าครูดกับพื้น
แต่ร่างที่นอนจมกองเืข้างหน้ามีลมหายใจเบาเสียจนหน้าอกแทบไม่ขยับ เขาจึงหันกลับไปทางเดิมและคุกเข่าลงข้างเปลซึ่งเพิ่งถูกเข็นเข้ามา
“เรียกทีมรักษาิญญาด้วย าแไม่ได้มีแค่เนื้อเยื่อ” เขาสอดนิ้วแตะลำคอหญิงสาวบนพื้น แล้วเงยหน้าขึ้นทันที “ชีพจรต่ำกว่าสี่สิบ เร่งมือ!”
แพทย์ที่กำลังตรวจแม่มณีหันตามเสียงเรียก ผู้ช่วยอีกสองคนรีบวิ่งสวนเข้ามาแทน ล้อเปลกระแทกรอยต่อถนนดังปึงก่อนถูกกางออก
ชายชุดดำซึ่งประคองคนเจ็บอยู่ยอมถอยให้ มือทั้งสองข้างของเขาเปื้อนเืั้แ่ปลายนิ้วถึงข้อมือ รอยแดงบางส่วนแห้งกรังแล้ว แต่บางจุดยังสดจนหยดลงพื้นทุกครั้งที่กำหมัด
“กู้เฉิงเซียว คุณปล่อยมือก่อนค่ะ เราต้องย้ายเธอขึ้นเปล”
เขามองมือตัวเองราวกับเพิ่งรู้ว่ายังกดแผลอยู่ แล้วจึงค่อย ๆ คลายนิ้วออก “ผมกดไว้ตลอดทาง เืหยุด่หนึ่ง แต่ตอนส่งกลับมาแผลเปิดอีกครั้ง”
“รับทราบค่ะ ขอพื้นที่ให้ทีมแพทย์”
หญิงสาวอีกคนยืนอยู่ข้างเขา ใบหน้าซีด น้ำตาค้างอยู่ตามขอบตาแต่ไม่ไหลลงมา มือซ้ายกำชายแขนเสื้อของตัวเองแน่น
ขณะที่มือขวายื่นออกไปราวกับอยากช่วย ก่อนจะหดกลับเมื่อไม่มีช่องให้แทรก
เ้าหน้าที่หญิงแตะข้อศอกเธอ “สวี่จืออี้ คุณมีแผลหรือเปล่า”
“ฉันไม่เป็ไรค่ะ ช่วยอวี้ถงก่อน” น้ำเสียงนุ่มสั่นตรงท้ายคำ
เธอขยับหลบเปลซึ่งกำลังยกขึ้น ครั้นเงยหน้ามาก็สบตาแม่มณีที่มองอยู่ก่อนแล้ว
เท้าข้างขวาพลันเลื่อนไปด้านหลังครึ่งก้าว
รองเท้าของสวี่จืออี้เหยียบถูกถุงน้ำเกลือจนพลาสติกยุบ เสียงกรอบแกรบทำให้เธอหยุด สีหน้าซึ่งพยายามประคองไว้ไหวผ่านเพียงวูบเดียว
ก่อนมือจะยกขึ้นปิดรอยเืบนแก้มของตนเองและ หลบสายตาไป
“.........”
แม่มณีมองหญิงสาวคนนั้นั้แ่ดวงตาที่แดง ไปจนถึงปลายนิ้วซึ่งสั่นไม่สม่ำเสมอ
ความกลัวในสายตาที่ปรากฏขึ้นไม่ได้พุ่งมาจากทิศทางของคนเจ็บบนเปล เพราะทันทีที่สายตาของทั้งคู่ประสานกัน อีกฝ่ายกลับกลั้นลมหายใจจนอกหยุดขยับ
'กลัวกู หรือ?'
แม่มณีไม่ละสายตาจากหญิงสาวคนนั้นชั่วครู่ เธอจดจำจังหวะถอยกับมือซึ่งกำแขนเสื้อไว้ แล้วจึงหันไปยังเปลซึ่งมีหญิงสาวอีกคนนอนอยู่
ผ้าก๊อซหลายชั้นถูกกดลงตรงท้องของหญิงสาวที่าเ็ เืซึมผ่านผ้าสีขาวเป็วงกว้างจนเกือบถึงชายโครง เส้นผมสีดำอมชากระจายอยู่บนเปล มีบางส่วนติดแก้มเพราะเหงื่อ
ทุกครั้งที่อากาศผ่านเข้าไป ลำคอจะส่งเสียงครางเบาๆ จนแทบถูกกลืนด้วยเสียงรอบข้าง
แม่มณีเพิ่งมองเห็นมือข้างนั้นชัดๆ ความเจ็บแปลบก็แล่นขึ้น ภาพตรงหน้าก็ถูกอีกภาพหนึ่งสอดทับเข้ามา
นิ้วเรียวซึ่งมีไฝเล็ก ๆ ใต้ข้อนิ้วโป้งกำมือของร่างนี้ไว้แน่น แสงจากหลอดไฟเหนือศีรษะสั่นจนเงาของคนทั้งสองกระตุกอยู่บนผนัง
ผู้หญิงคนเดียวกับที่นอนบนเปลหันกลับมา เส้นผมปัดผ่านแก้มเปื้อนฝุ่น ดวงตากลมพยายามยิ้มทั้งที่ปลายคางสั่น
“ไม่เป็ไร ฉันอยู่ตรงนี้”
ภาพตัดมาที่มือของเสิ่นโม่จิ่นกระแทกลงบนหัวไหล่เพื่อนเต็มแรง ร่างในเสื้อสีอ่อนเซออกไปทางขวา
ขณะเดียวกันเงาก้อนหนึ่งซึ่งแนบอยู่ใต้ป้ายเหล็กกลับแยกตัวออกจากผนัง ปากสีดำเปิดจากกลางลำตัว แขนยาวผิดสัดส่วนเหวี่ยงเข้าหาคนที่เพิ่งถูกผลักมา
จากนั้นปลายเล็บจ้วงผ่านเสื้อและจมหายเข้าไปในหน้าท้อง เสียงเนื้อฉีกดังชิดหู เือุ่นพุ่งใส่หลังมือซึ่งยังยื่นค้างอยู่
หญิงสาวอ้าปากค้าง ร่างทั้งร่างพับลงขณะที่ผีตนนั้นกระชากกรงเล็บกลับ
แล้วความทรงจำก็ขาดตรงนั้น
แม่มณีเซไปด้านข้าง หัวเข่าซ้ายเกือบทรุดถึงพื้น เธอคว้าเสาแขวนถุงน้ำเกลือไว้ทันก่อนน้ำหนักทั้งตัวจะทับลงไป ล้อใต้ฐานเคลื่อนครืดตามแรงจนถุงใส้าแกว่งชนตะขอ
“ระวัง!” แพทย์คนเดิมยื่นมือมารับ แม่มณีรีบยกฝ่ามือห้ามไว้ก่อน เขาจึงเปลี่ยนไปจับเสาไม่ให้ล้มแทน
“ฉันยืนเองได้” เธอเค้นคำผ่านคอที่บวม เสียงแหบลงกว่าเดิมจนต้องหยุดกลืนเืหนึ่งครั้ง
“ไปดูคนนั้นเถอะ เธอยังมีลมหายใจอยู่” คำพูดของเธอไม่ได้ดังนัก แต่คนใกล้เปลหลายคนหันมาพร้อมกัน
กู้เฉิงเซียวเป็คนแรก สายตาของเขาเลื่อนจากมือแม่มณีซึ่งจับเสาน้ำเกลือ ไปยังรอยบีบรอบคอแล้วกลับมาหยุดตรงหน้าที่ไร้สีเื
คล้ายมีคำถามติดอยู่หลังริมฝีปาก
เขาขยับเข้ามาครึ่งก้าว ทว่าเครื่องวัดชีพจรบนเปลส่งเสียงยาวผิดจังหวะ เสียงแพทย์รีบะโขอทาง เขาจึงหันไปจับขอบเปล ช่วยดันเปลผ่านกลุ่มคนแทน
สวี่จืออี้เดินตามไปอีกด้าน
ส่วนชายซึ่งมีโครงหน้าคุ้นๆ ยืนอยู่หัวเปล มือหนึ่งกำโทรศัพท์ที่หน้าจอแตกร้าว แล้วหันมาทางแม่มณีอีกครั้ง สายตาหยุดอยู่ตรงขาที่กำลังฝืนรับน้ำหนัก ก่อนคิ้วจะขยับเข้าหากันเพียงเล็กน้อย
แต่ท้ายที่สุด..เขาก็หันเดินตามเปลของเซี่ยอวี้ถงไป
แม่มณีปล่อยเสาน้ำเกลือเมื่ออาการวูบเริ่มคลาย มือขวาเลื่อนกลับขึ้นแตะรอยนิ้วโป้งทางคอด้านขวา ความเจ็บแล่นตามแรงกดจนหัวไหล่เกร็ง
แต่ช่วยแยกภาพจริงออกจากเศษภาพทรงจำได้ดี
เธอมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสามกับเปลหามที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป
'พี่ชาย' เธอนิ่วหน้า คำเรียกนั้นไม่ได้มาจากเธอ แต่..มันติดอยู่ในร่างนี้พร้อมแรงอยากคว้าชายเสื้อของเขาไว้
แม่มณีกดนิ้วลงบนรอยช้ำอีกนิดจนความคิดนั้นถอยกลับไป จากนั้นจึงปล่อยมือและยืนตรงด้วยกำลังของตัวเอง
‘พี่ชายงั้นเหรอ’ ถ้าเป็ร่างเดิมคงร้องไห้ หรือฝืนวิ่งตามไปทั้งที่ขาแทบยืนไม่อยู่ แต่..คนซึ่งมีสิทธิ์เอ่ยคำเ่าั้ไม่อยู่แล้ว
แม่มณีตอนนี้มีเพียงภาพขาด ๆ หายๆ ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเธอไม่คิดเอาคอไปวางใต้มีดของคนแปลกหน้าเพียงเพื่อพิสูจน์เื่ที่ยังรู้ไม่ครบ
“ผู้รอดชีวิตหมายเลขสิบเจ็ด เสิ่นโม่จิ่น” เสียงเ้าหน้าที่จากโต๊ะลงทะเบียนดังขึ้นด้านหลัง
ชื่อนั้นแล่นผ่านศีรษะราวกับปลายเล็บขูดบีบลงบนรอยแผลเดิม
แม่มณีหันกลับช้า ๆ เ้าหน้าที่ถือเครื่องอ่านกำไลอยู่ข้างโต๊ะพับ บนจอเล็กปรากฏรูปใบหน้าของร่างนี้คู่กับตัวอักษรสามตัวซึ่งเธอเพิ่งได้ยิน
ขณะเดียวกัน ชิ้นส่วนอีกหลายชิ้นก็ถูกกระชากขึ้นจากส่วนลึกของความจำ
เสิ่นโม่จิ่น
ชื่อบนหน้ากระดาษซึ่งเคยเลื่อนผ่านใต้ปลายนิ้ว กลิ่นกาแฟเย็นในคืนที่เธอนั่งอ่านอะไรบางอย่างฆ่าเวลา
ภาพตัวหนังสือซึ่งกล่าวถึงหญิงสาวที่คนอ่านเรียกว่านางร้าย แล้วถัดจากนั้นมีชื่อของกู้เฉิงเซียวกับสวี่จืออี้วางอยู่ใกล้กัน
รายละเอียดทั้งหมดพร่าเลือน เธอนึกชื่อเื่กับตอนจบไม่ออก กระทั่งเหตุใดชื่อเ่าั้จึงมาอยู่บนป้ายข้อมือคนเจ็บตรงหน้าก็ยังไร้คำตอบ
ทว่าส่วนหนึ่งในหัวกลับคุ้นเคยกับมันเกินกว่าจะบอกว่าเป็เพียงเื่บังเอิญ
“เสิ่นโม่จิ่น ได้ยินหรือเปล่า”
เ้าหน้าที่เรียกซ้ำ แม่มณีจึงดึงสายตากลับมาที่เขาและเดินเข้าไปหาโดยไม่ปล่อยให้อาการชะงักยาวนาน
“ได้ยิน”
“ยื่นข้อมือซ้ายครับ ต้องยืนยันผู้รอดชีวิต”
เธอทำตาม เครื่องอ่านส่งเสียงติ๊ดเมื่อแตะกำไลพลาสติกซึ่งติดอยู่กับร่างมาั้แ่ในดันเจี้ยน
แถบไฟบนโต๊ะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็เขียว ตัวเลขเหนือประตูกระจกเลื่อนเพิ่มจากสิบหกเป็สิบเจ็ด
ข้างล่างตัวเลขนั้นยังมีช่องสำหรับผู้เสียชีวิต ซึ่งมากพอให้เ้าหน้าที่ต้องเลื่อนรายชื่อขึ้นอีกหนึ่งหน้า
ด้านนอกรั้ว หลายคนกำลังมุงดู หญิงสาวคนหนึ่งชี้มาทางด้านในซึ่งเป็จุดที่เธอกำลังยืนอยู่ เสียงพูดคุยดังเล็ดรอดเข้ามา
“นั่นใช่เสิ่นโม่จิ่นหรือเปล่า” คำกระซิบเริ่มจากผู้หญิงที่ถือโทรศัพท์แนบอก ก่อนชายข้างตัวจะหันตาม
แม้จอถ่ายทอดสดจะดับไปแล้ว ผู้คนตรงนั้นบางคนยังจำสีเสื้อ ผู้หญิงผมยาวสีดำ แม้จะจำใบหน้าที่เลือนรางไปแล้วไม่ได้ แต่ลักษณะภายนอกยังคงมีอยู่เลือนลาง
“คนที่ผลักเพื่อนใช่ไหม”
“คนนั้นน่าจะเป็อวี้ถงที่ถูกเข็นไปเมื่อกี้ เืเต็มเปลเลย”
“ยังกล้ายืนมองเฉย ๆ อีก...”
“ใช่เธอเหรอ”
“แต่เสื้อผ้านั่นแบบเดียวกับเสิ่นโม่จิ่นในดันเจี้ยน”
แม่มณีได้ยิน เธอมองกลับไป
หญิงคนที่พูดประโยคสุดท้ายจึงรีบลดสายตา แต่กล้องในมือยังหันมาทางเดิม
แม่มณีจึงเลิกสนใจและยื่นคอให้แพทย์ตรวจตามที่ถูกสั่ง คราวนี้ปลายนิ้วในถุงมือแตะรอยช้ำได้โดยไม่มีการหลบ
“รอยกดลึกมาก ต้องไปโรงพยาบาล เอกซเรย์กระดูกคอกับดูกล่องเสียงก่อนครับ”
“คอยังอยู่”
“..มองจากข้างนอกไม่ได้ครับ”
แม่มณีเหลือบมองรถพยาบาลซึ่งเพิ่งปิดประตู
ผู้หญิงชื่อเซี่ยอวี้ถงอยู่ด้านใน ชายสองคนขึ้นตามไป ส่วนสวี่จืออี้ถูกเ้าหน้าที่รั้งไว้ให้ตรวจาแก่อน
ไฟสีแดงบนหลังคารถเริ่มหมุน แสงกวาดผ่านใบหน้าของทุกคนเป็จังหวะ
“คันนั้นไปที่ไหน”
แพทย์หนุ่มชะงัก เพราะนี่เป็คำถามแรกที่ได้ยินจากปากคนตรงหน้า “โรงพยาบาลศูนย์เขตหนึ่งครับ แต่คุณไปอีกคันได้ ผมจะ...”
โทรศัพท์ในมือเ้าหน้าที่ลงทะเบียนสั่น เขารับสาย ฟังอยู่ครู่เดียวก่อนยื่นเครื่องมาให้แม่มณี “คุณเสิ่น พี่ชายคุณ”
เธอไม่ได้รับโทรศัพท์ทันที มองชื่อบนหน้าจอซึ่งแสดงเพียงคำว่า “เสิ่นโม่เหิง” แล้วจึงยกเครื่องแนบหูอย่างระวังไม่ให้โดนแผลบนคอ
เสียงจากปลายสายมีทั้งสัญญาณไซเรนและล้อรถที่สั่นผ่านรอยต่อบนถนน
“รถที่บ้านกำลังเข้าไปรับ” เสียงหยุดไปหนึ่งจังหวะ ราวกับยังมีประโยคอื่นแต่เลือกกลืนลงไป “ให้แพทย์ตรวจคอเธอก่อน อย่ากลับเอง”
แม่มณีมองประตูรถพยาบาลซึ่งเหลือเพียงสี่เหลี่ยมสีขาวเล็กลงทุกที “อวี้ถงยังหายใจอยู่”
ปลายสายเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องวัดชีพจรแทรกเข้ามา
“ฉันรู้”
“งั้นก็ดูมันไว้”
คำว่า “มัน” ทำให้เ้าหน้าที่ใกล้ตัวเงยหน้ามอง แต่แม่มณีวางสายไปแล้ว
เธอคืนโทรศัพท์ให้เ้าหน้าที่รับกลับด้วยสีหน้าซึ่งอ่านไม่ออกว่าจะใกับคำเรียกหรือคิดว่าเธอกระทบกระเทือนทางสมอง ก่อนก้มหน้าตรวจแผลต่อ
การตรวจใช้เวลาไม่นานนัก แพทย์พันแผ่นประคบเย็นชนิดบางรอบลำคอโดยเว้นตำแหน่งลูกกระเดือกไว้ ก่อนย้ำเื่โรงพยาบาลและเขียนคำว่า “เสี่ยงาเ็กล่องเสียง” ลงบนป้ายข้อมือสีส้ม
แม่มณีไม่ได้เถียง เพียงเก็บข้อมูลทุกคำไว้ก่อน
ร่างนี้ยังเป็สิ่งเดียวที่เธอได้มาโดยไม่รู้ตัว และิญญายังไม่หลอมรวมดี หากคอบวมจนหายใจไม่ได้ตอนกลางคืนอาการาเ็จะหนักขึ้น จนเธอก็ทำอะไรไม่ได้
รถสีดำคันยาวเลี้ยวผ่านแนวกั้นเข้ามาจอดตรงขอบที่เ้าหน้าที่กางเส้นเหลืองไว้
คนขับลงมาเปิดประตูหลัง พร้อมหญิงวัยกลางคนในชุดเรียบซึ่งรีบเดินเข้าหา
เมื่อเห็นรอยช้ำรอบคอ ฝีเท้าของเธอช้าลงและมือที่ยกขึ้นเหมือนจะประคองก็ค้างอยู่กลางอากาศ
“คุณหนู...” หญิงวัยกลางคนมองแผ่นประคบรอบคอ ก่อนรีบเสริมเมื่อเห็นแพทย์เดินตามมา “คุณหมอประจำตระกูลรออยู่ที่บ้านแล้วค่ะ”
หญิงคนนั้นเม้มปากแล้วลดมือลง รอจนแม่มณีเดินขึ้นรถด้วยตัวเองจึงตามเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้าม
ประตูปิดลง ตัดเสียงลานรวมผู้รอดชีวิตจนเหลือเพียงเสียงทุ้มลอดผ่านกระจก
รถเคลื่อนตัวออกช้า ๆ แม่มณีพิงศีรษะกับเบาะเพียงเล็กน้อย ไม่ให้ลำคอััพนัก
หญิงวัยกลางคนฝั่งตรงข้ามขยับริมฝีปากเหมือนอยากพูด ทว่าพอสบตาเธอก็เลือกหันไปจัดชายกระโปรงซึ่งเรียบอยู่แล้ว
ส่วนคนขับมองผ่านกระจกหลังครั้งหนึ่ง ก่อนลดสายตากลับไปยังถนน
ในรถไม่มีใครถามว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่มีใครบอกว่าดีแล้วที่เธอกลับมา
แม่มณียกป้ายข้อมือขึ้นใกล้แสงจากหน้าต่าง อ่านชื่อใหม่ของตัวเองซ้ำอีกครั้ง ก่อนหัวเราะออกมาทางจมูกจนรอยช้ำตรงคอกระตุกเจ็บ
“กูเพิ่งตื่น…ก็ดูเหมือนคนจะเกลียดเยอะเลย”