อันเจิงลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ยืดเส้นยืดสายเพื่อผ่อนคลายร่างกาย เหงื่อชโลมแผ่นหลังของเขาจนเปียกปอนคนตาบอดทั้งสี่สมควรตายแล้ว และอันเจิงก็ไม่เคยใจอ่อนกับคนที่สมควรตายมาก่อนเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์ และไม่คู่ควรเลยสักนิด
เขาหมุนตัวแล้วเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นที่นี่ไม่มีแสงส่องสว่าง เพราะผู้ที่เฝ้าดูแลอยู่ก็เป็นคนตาบอด ซึ่งไม่จำเป็นต้องจุดไฟเพื่อให้แสงสว่างแม้จะเป็นในตอนกลางดึกที่มืดสนิทก็ตาม บางทีในจุดที่ไกลและลับสายตาใครบางคนอาจกำลังจับตามองสถานที่แห่งนี้ เพราะเมื่อใดที่ไฟถูกจุดขึ้นก็แปลว่าคนตาบอดทั้งสี่ตายลงแล้ว
นี่เป็นสัญชาตญาณที่อันเจิงได้รับจากประสบการณ์อันแสนโชกโชนที่ผ่านมาแต่เขาไม่รู้เลยว่า ความคิดเช่นนี้ช่วยชีวิตเขาไว้อีกคราแล้ว
อันเจิงเดินลอดประตูเข้าไปแสงริบหรี่จากดวงจันทร์ทำให้เขามองเห็นเทียนที่ตั้งอยู่ภายในแต่เขาก็เลือกที่จะไม่จุดมัน ดังนั้น เทียนที่ผสมไปด้วยพิษอันรุนแรงจึงไม่ได้กระจายพิษในตัวออกมา
ห้องนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจากกล่องขนาดใหญ่สี่กล่อง
อันเจิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเขาไม่ได้เดินเข้าไปเปิดกล่องพวกนั้นออก เพราะกล่องทั้งสี่โดดเด่นเกินไปก็เหมือนกับเทียนที่ตั้งอย่างโดดเด่นเมื่อครู่นั่นเอง
คนตาบอดสี่คนนั้นเป็นใครกัน?พวกเขาเป็นโจรชั่วที่ฆ่าล้างตระกูลไปถึงสิบหกตระกูลพวกเขาโลภมากขนาดนั้น หากกล่องทั้งสี่มีของล้ำค่าอยู่จริง ๆมีหรือที่พวกเขาจะยอมเฝ้าดูแลตามคำสั่ง?
หากเป็นแบบนั้นจริง ๆ คนทั้งสี่คงขโมยกล่องแล้วหนีหายไปตั้งนานแล้วพวกเขาซ่อนตัวมาตั้งนานหลายปี ขนาดคนของกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีก็ยังตามตัวพวกเขาได้ยากหลี่ชางหลี่จึงไม่มีทางหาพวกเขาจนเจอได้ง่าย ๆ เช่นกัน
อีกอย่างการมีเทียนตั้งอยู่ในบ้านที่มีแต่คนตาบอด ไม่ว่าจะคิดอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องปกติแน่และประสบการณ์ก็สอนอันเจิงว่า หากสิ่งใดไม่ชอบมาพากลต่อให้จะสงสัยหรือสนใจมากขนาดไหน ก็อย่าได้แตะต้องมันเด็ดขาด ผิดกับคนอื่น ๆที่รู้ทั้งรู้ว่ากล่องทั้งสี่อาจจะเป็นกับดักแต่ก็ยังต้านความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว และเปิดมันออกอยู่ดี
เมื่อทำเช่นนั้น กับดักในกล่องก็จะสังหารผู้ที่เปิดกล่องออกทันที
อันเจิงหมุนตัวแล้วเดินออกไปจากห้องโดยไม่คิดจะอยู่ต่อแม้เพียงเสี้ยววินาที เขาก็เป็นคนประหลาดเช่นนี้ล่ะแต่ความประหลาดของเขาเกิดขึ้นด้วยความสมเหตุสมผลเสมอ
คนตาบอดสี่คนนั้นก็คงไม่รู้ว่าหลี่ชางหลี่ซ่อนของเอาไว้ที่ไหนกันแน่อีกอย่าง หากเขาเดาไม่ผิดคนตาบอดพวกนั้นคงจะเคยค้นบ้านหลังนี้ทั้งในและนอกอย่างละเอียดมาแล้ว
อันเจิงคิดเช่นนั้นพลางเริ่มค้นหาที่บริเวณรอบๆ และในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นภูเขาจำลองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสวนภายนอกของภูเขายังไม่ค่อยสวยงามสมบูรณ์สักเท่าไหร่เห็นได้ชัดว่ามันเพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ จนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ภูเขาจำลองอันเจิงก็หลุดหัวเราะออกมาในที่สุด
หลี่ชางหลี่รังแกกันเกินไปแล้วเพราะเห็นว่าทั้งสี่เป็นคนตาบอด จึงวางของเอาไว้ที่กลางสวนจากนั้นก็ใช้หินมากองทับอีกชั้นเสียเลย
ด้านหลังภูเขาจำลองมีถ้ำขนาดเล็กอยู่หากก้มตัวลงก็จะเดินลอดเข้าไปในนั้นได้ ภูเขาจำลองลูกนี้ตั้งอยู่กลางสวนหน้าบ้านหากหลี่ชางหลี่นำของเข้ามาซ่อนในนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่คนทั้งสี่จะไม่รู้?เพราะแม้ทั้งสี่จะมองไม่เห็น แต่พวกเขาก็มีไหวพริบดีมากจริง ๆ
จริงสิ...อันเจิงเข้าใจแล้วหลี่ชางหลี่ซ่อนของเอาไว้ในภูเขาจนเสร็จ จากนั้นจึงไปจ้างคนตาบอดทั้งสี่ให้มาเฝ้าที่นี่เอาไว้และนับตั้งแต่คนตาบอดทั้งสี่เข้ามา หลี่ชางหลี่ก็ไม่ได้มาที่นี่อีกเลย แบบนี้จึงจะมั่นใจได้ว่าคนที่เขาจ้างให้มาเฝ้าสมบัติจะไม่เป็นโจรเสียเอง
อันเจิงโยนหินก้อนหนึ่งเข้าไปในนั้นทำให้เกิดเสียงกระทบดังสะท้อนกลับมา จากนั้นอันเจิงก็ส่งพลังเข้าไปเมื่อพลังระเบิดออกเบา ๆ ก็ยังไม่พบว่ามีความผิดปกติใด ๆ
เมื่อทดสอบเสร็จสิ้น อันเจิงจึงก้มตัวลงแล้วเดินเข้าไปในนี้ไม่ได้กว้างอะไรมากมาย คือมีพื้นที่เพียงสองถึงสามเมตรเท่านั้น อีกทั้งผนังด้านบนยังอยู่ต่ำมากอีกด้วยแต่ที่นี่มีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่เลย...แม้ที่นี่จะมืดมากแต่อันเจิงก็ยังรับรู้ได้อยู่ดี
ทว่าจู่ ๆ อันเจิงก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องมองหลี่ชางหลี่ใหม่เลยทีเดียว
เขามองไปรอบด้านที่ซ้ายมือมีหินก้อนหนึ่งยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีเวลาจำกัดอันเจิงจึงไม่รอช้า รีบยกหินที่มีขนาดประมาณหนึ่งเมตรขึ้นมา จากนั้นก็เก็บมันเอาไว้ในสร้อยลูกประคำโลหิตเมื่อทำเสร็จก็รีบจากไปทันที
อันเจิงเดินผ่านซอยทั้งใหญ่และเล็กจงใจเดินอ้อมอยู่นาน จึงกลับไปที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ในที่สุดเมื่อกลับเข้าไปในห้อง อันเจิงก็จุดไฟส่องสว่างแล้วนำหินก้อนนั้นออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิต
“เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ ด้วย”อันเจิงพึมพำกับตัวเอง
หินชั้นนอกเป็นเปลือกหินที่ถูกนำมาติดเอาไว้นั่นเองเปลือกหินนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าเกราะหยก ซึ่งก็คือเปลือกหินชั้นนอกที่หุ้มหยกแห่งวิญญาณเอาไว้นั่นเองนอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้ว เปลือกหินเช่นนี้ยังปกปิดสิ่งที่อยู่ภายในได้อย่างมิดชิดดังนั้นจึงมีการนำหินมาวางเดิมพันและทำเช่นนี้เป็นอาชีพได้เพราะหากเปลือกหินปกปิดไม่ดีจนผู้คนสามารถมองเห็นหยกแห่งวิญญาณที่อยู่ภายในผู้เป็นเจ้ามือในการพนันหินคงล้มละลายตั้งนานแล้ว
หลี่ชางหลี่รวบรวมเปลือกหินที่ถูกผ่าเอาไว้จากนั้นก็ประกอบพวกมันเข้าด้วยกันแล้วเก็บสมบัติเอาไว้ในนั้น เมื่อทำเช่นนี้เปลือกหินก็จะกลบกลิ่นอายของสมบัติด้านในเอาไว้ได้ ต่อให้คนตาบอดทั้งหลายจะมีประสาทสัมผัสที่ดีขนาดไหนก็ไม่มีทางรับรู้ถึงมันได้แน่
อันเจิงไม่มีมีดสำหรับผ่าเปลือกหินเช่นนี้ แต่เขามีของดีอยู่มากมายเขานำดาบนิลกาฬออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิต มันเป็นดาบที่เสวี่ยเหมยไต้มอบให้เพื่อแลกกับปิ่นแมลงปอทับทิมนั่นเองซึ่งความแข็งแกร่งของดาบเล่มนี้ ไม่ได้เป็นเพราะคุณภาพที่ถือเป็นอาวุธระดับสีม่วงของมันแต่เป็นเพราะพลังแห่งคมดาบที่ผู้ก่อตั้งตำหนักเทียนห่าวกงผนึกเอาไว้ในนั้นต่างหาก
อันเจิงผ่าหินออกด้วยดาบนิลกาฬเขาต้องมองหลี่ชางหลี่เสียใหม่แล้ว หลี่ชางหลี่ต้องเป็นผู้หุ้มชั้นหินให้สมบัติชิ้นนี้ด้วยตนเองแน่ที่ตำหนักวิหารสวรรค์ ในตอนที่ชาวโยวลอบสังหารราชากับไทเฮา ในตอนนั้นไทเฮาบอกว่าหลี่ชางหลี่ช่ำชองเรื่องการตรวจสอบสมบัติดูท่านั่นจะเป็นเรื่องจริง
หากจะประกอบเปลือกหินเข้าด้วยกันไม่ว่าจะใช้กาว หรือสิ่งอื่น ๆ ในการแปะประกอบ อย่างไรเสียกลิ่นอายของสมบัติก็ต้องกระจายออกมาจากส่วนที่เชื่อมต่อหรือก็คือส่วนที่เป็นรอยแยกที่มีกาวติดอยู่ดี แต่หลี่ชางหลี่กลับไม่ได้ใช้กาวหรือของอื่นๆ ในการยึดเปลือกหิน แต่เขาเชื่อมเปลือกหินพวกนี้เข้าด้วยกันด้วยเปลือกหินที่ผ่านการหลอมละลายแล้วต่างหากแบบนี้ก็แสดงว่า หลี่ชางหลี่มีเตาหลอมระดับสูงอยู่กับตัวอย่างแน่นอน
เขาละลายเปลือกหินด้วยเตาหลอมระดับสูงจากนั้นก็กรอกเปลือกหินที่ผ่านการหลอมละลายเข้าไปในช่องว่างของเปลือกหินที่ประกอบขึ้นเมื่อเป็นเช่นนี้ หินก้อนนี้ก็จะไม่มีรอยแยกกลิ่นอายแห่งสมบัติจึงกระจายออกมาไม่ได้นั่นเอง
อันเจิงมือนิ่งมากดาบนิลกาฬก็คมมากเช่นกัน เขาตัดเปลือกหินออกมาทีละชิ้น ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในหินก้อนนี้กันแน่ประมาณสิบนาทีต่อมา ในที่สุดอันเจิงก็หั่นเปลือกหินออกมาจนหมดแล้วจากนั้นจึงพบว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นเป็นกล่องขนาดเล็กนั่นเอง
อันเจิงแกะเศษหินที่ติดอยู่รอบ ๆกล่องออกไปจนหมด เขาเสียเวลากับขั้นตอนนี้ไปนานร่วมยี่สิบนาทีเลยทีเดียวเมื่อเสร็จแล้วจึงผ่ากล่องออกด้วยดาบนิลกาฬ ทันใดนั้นกลิ่นอายที่อันเจิงคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็กระจายออกมาทำให้บางอย่างผุดขึ้นมาในสมองทันที
เกล็ดมัจฉา
อันเจิงเปิดกล่องนั้นออกและสิ่งแรกที่เขาเจอก็คือเกล็ดมัจฉาที่นอนนิ่งอยู่ในนั้นเห็นได้ชัดว่าหลี่ชางหลี่ไม่รู้จริง ๆ ว่าเกล็ดมัจฉาทำอะไรได้บ้างจึงเก็บมันเอาไว้เหมือนสมบัติชิ้นอื่น ๆ เท่านั้น และความจริงก็คือแม้แต่อันเจิงก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เกล็ดมัจฉานี้มีไว้สำหรับทำอะไรกันแน่?
ดูจากลักษณะการจัดเรียงของภายในกล่องแล้วเกล็ดมัจฉาถูกทิ้งเอาไว้ในมุมที่ลึกที่สุดของกล่องคาดว่าน่าจะได้รับความสำคัญน้อยที่สุด อันเจิงเก็บเกล็ดมัจฉาเอาไว้อย่างระมัดระวังซึ่งตอนนี้ เขาสะสมเกล็ดมัจฉาได้ถึงสี่ชิ้นแล้วกู่เชียนเยว่บอกว่าเกล็ดมัจฉามีอยู่หนึ่งร้อยหนึ่งเกล็ดด้วยกัน หากได้ครบเมื่อใดมันจะทำประโยชน์ให้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว แต่แน่นอนนั่นก็เป็นเพียงตำนานของชนเผ่ากู่เลี่ยเท่านั้น
นอกจากเกล็ดมัจฉา ในกล่องยังมีหินอยู่อีกหลายก้อนอันเจิงสำรวจอยู่นาน หนึ่งในหินเหล่านั้นมีหยกแห่งวิญญาณที่มีมูลค่ามากจนซื้อเมืองทั้งเมืองได้เลยทีเดียวส่วนหินที่เหลือล้วนมีหยกแห่งวิญญาณระดับสีขาว หากดูดพลังจากหยกแห่งวิญญาณเหล่านี้มาใช้ละก็มันสามารถทำให้พลังของตู้โซ่วโซ่วเพิ่มขึ้นได้ถึงสองระดับเลยทีเดียว
ตู้โซ่วโซ่วไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรมากมายหากเป็นคนที่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมละก็ หยกแห่งวิญญาณระดับสีทองเพียงหนึ่งก้อนก็ทำให้ผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติสวรรค์มีความก้าวหน้าด้านพลังอย่างมหาศาลเลยทีเดียวและสำหรับตู้โซ่วโซ่วในยามจำเป็น หยกแห่งวิญญาณระดับสีทองนี้ก็ทำให้เขามีความก้าวหน้าด้านพลังได้เช่นกันแต่อาจไม่ได้ก้าวหน้ามากเท่ากับคนอื่น ๆ ก็เท่านั้น
แต่สำหรับอันเจิงแล้วนั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะที่ตู้โซ่วโซ่วมีพลังอยู่ในระดับนี้ได้ ก็เพราะพลังจากหยกแห่งวิญญาณล้วน ๆต่อให้จะมีตราประทับท้าทายสวรรค์อยู่ แต่ตู้โซ่วโซ่วมีพรสวรรค์ด้านการฝึกพลังเพียงหนึ่งดาราครึ่งจึงมีความก้าวหน้าด้านพลังที่น้อยและเชื่องช้าเหลือเกิน
เมื่อนำหินออกมาจนหมด อันเจิงก็พบว่าในกล่องนั้นมีของที่คล้ายกับผ้าบางๆ อยู่ด้วย อันเจิงหยิบผ้าออกมาเปิดดู เขาพลิกมันไปมาและสำรวจอยู่นานจึงพบกับอักษรขนาดเล็กที่สลักอยู่ที่มุมผ้า
หลิวหยิน
เป็นของนั่นสินะ!
อันเจิงหัวใจกระตุกวูบเขาคิดในใจว่าครั้งนี้ตนช่างโชคดีเหลือเกิน ในจักรวรรดิต้าซีมีหญิงอยู่สองคนที่มีพลังแข็งแกร่งจนได้รับการเคารพจากทุกคนคนหนึ่งคือเสวี่ยเหมยไต้ประมุขแห่งตำหนักเทียนห่าวกง ส่วนอีกคนก็คือฉู่หลิวหยินประมุขแห่งหงส์ทองและดูเหมือนของวิเศษที่มีลักษณะคล้ายผ้าบาง ๆ ผืนนี้ จะเป็นของที่ฉู่หลิวหยินพกติดตัวตลอดเวลาเมื่อครั้งที่เพิ่งเริ่มฝึกพลังนั่นเอง
ฉู่หลิวหยินกับเสวี่ยเหมยไต้มีต้นกำเนิดที่สูงส่งดังนั้น แม้จะเป็นเพียงของวิเศษที่พวกนางเคยใช้ในอดีต อันเจิงก็มั่นใจว่าต้องเป็นของวิเศษที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ แต่เห็นได้ชัดว่าหลี่ชางหลี่ไม่รู้เรื่องของจักรวรรดิต้าซีเอาเสียเลยจึงไม่รู้เรื่องของผ้าผืนนี้ด้วย แน่นอน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าผ้าผืนนี้มีอักษรเหล่านี้สลักอยู่
ผ้าผืนนี้มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งมากอันเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาคิดว่าควรมอบผ้าผืนนี้ให้กู่เชียนเยว่ เพราะนางเป็นคนใจร้อนผ้าผืนนี้น่าจะช่วยปกป้องนางให้ปลอดภัยได้
ผ้าผืนนี้เป็นของวิเศษระดับสีทองแต่เพราะดูไม่ออกว่ามันทำมาจากอะไร ดังนั้น ผู้ที่ไม่รู้จักจึงมักจะประเมินพลังและมูลค่าของมันต่ำเกินไปเสมอต่อให้หลี่ชางหลี่จะมีพรสวรรค์ด้านการตรวจสอบสมบัติที่ยอดเยี่ยมแต่เขาก็มีจุดอ่อนเรื่องการมีความรู้และเผชิญโลกน้อยเกินไปเพราะยังไม่เคยไปที่ใดนอกจากแผ่นดินเยี่ยน จึงรู้เรื่องข้างนอกเพียงน้อยนิดเท่านั้น
ความสามารถด้านการตรวจสอบสมบัติของหลี่ชางหลี่สู้อันเจิงไม่ได้เลยก็เหมือนกับแผ่นดินเยี่ยนที่เทียบชั้นกับจักรวรรดิต้าซีไม่ได้เช่นกัน
กล่องใบนี้ไม่ได้มีของบรรจุอยู่มากมายนักแต่เพราะหลี่ชางหลี่ไม่รู้ว่าพวกมันคือสิ่งใด จึงเก็บของเหล่านี้รวมกันในกล่องแล้วซ่อนพวกมันเอาไว้ในบ้านที่ปลอดภัยมากที่สุด ทั้งยังหาคนตาบอดมาเป็นผู้ดูแลอีกแค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า หลี่ชางหลี่ให้ความสำคัญกับของเหล่านี้มากพอสมควร
นอกจากของพวกนี้ยังมีม้วนคัมภีร์ขนาดเล็กอีกม้วน สำหรับนักตรวจสอบสมบัติ สิ่งที่ตรวจสอบยากมากที่สุดก็คือม้วนคัมภีร์เช่นนี้นั่นเองเพราะไม่สามารถเปิดมันออกได้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่จะประเมินมูลค่าและประโยชน์ของมันจากการพิจารณาแค่ภายนอกอีกอย่าง ม้วนคัมภีร์เช่นนี้ก็มีอยู่น้อยมาก ต่อให้จะเป็นปรมาจารย์ด้านการสร้างของวิเศษก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าจะสร้างม้วนคัมภีร์เช่นนี้ออกมาได้
โดยส่วนมาก สิ่งที่ซ่อนอยู่ในม้วนคัมภีร์มักจะเป็นห้วงมิติและสำหรับผู้ฝึกพลังวัตรพลังแห่งห้วงมิติถือเป็นพลังที่ล้ำค่ามากจนยากจะเอื้อมแตะเลยก็ว่าได้ ดังนั้นม้วนคัมภีร์จึงมักจะมีมูลค่าสูงมากถือเป็นสิ่งที่ดึงดูดหัวใจของผู้ฝึกพลังได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวเห็นได้ชัดว่าหลี่ชางหลี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าม้วนคัมภีร์นี่เป็นของวิเศษระดับไหนและมีประโยชน์อย่างไร ดังนั้นจึงเก็บมันรวมกับของชิ้นอื่น ๆ ที่ไม่รู้จักและถูกอันเจิงขโมยกลับมาในคราวเดียว...
บอกตามตรงมีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่อันเจิงจะเจอของที่ดูไม่ออกเช่นนี้เพราะไม่ใช่แค่ต้องส่งพลังจากหยกแห่งวิญญาณเข้าไปในม้วนคัมภีร์เท่านั้นแต่ยังต้องหาปรมาจารย์ด้านการลงสลักเวทมนตร์มาร่วมสร้างด้วยซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดของการสร้างม้วนคัมภีร์ก็คือเวทมนตร์ที่สลักอยู่รอบ ๆนั่นเอง อันเจิงเคยศึกษาทักษะมาหลายด้าน มีเพียงด้านการลงสลักเวทมนตร์เท่านั้นที่เขาไม่มีพรสวรรค์เลยสักนิดตอนยังอยู่ในจักรวรรดิต้าซี เขาเคยศึกษาเรื่องการลงสลักเวทมนตร์อยู่หลายครั้งแต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ก็ไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ เกิดขึ้นเลย
เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ในโลกใบนี้มีผู้ฝึกพลังอยู่มากจนนับไม่ถ้วนแต่กลับมีนักลงสลักเวทมนตร์ไม่กี่คนเท่านั้น คือมีเพียงไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของผู้ฝึกพลังเลยด้วยซ้ำนักลงสลักอักษรเวทมนตร์เป็นผู้รับสารจากพลังแห่งอดีตกาลแต่ผู้ฝึกพลังเป็นผู้ศึกษาอักษรจากอดีต ดังนั้น หากไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้ต่อให้จะพยายามอย่างไร ผู้ฝึกพลังก็ไม่อาจฝึกทักษะเรื่องอักษรเวทมนตร์ได้อยู่ดี
อันเจิงเคยพบเห็นม้วนคัมภีร์เพียงครั้งเดียว นั่นก็คือตอนที่เขายังอยู่ในจักรวรรดิต้าซีในตอนนั้นเขาตามไล่ล่าโจรชั่วคนหนึ่งอยู่ ซึ่งนั่นก็เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาทำงานพลาดหลังจากที่ได้รับตำแหน่งผู้นำของกรมตุลาการเพราะในตอนที่เขากำลังจะสังหารคนผู้นั้นได้อีกฝ่ายก็ขับเคลื่อนพลังในม้วนคัมภีร์ขึ้นอย่างกะทันหัน แล้วหายวับไปในพริบตาหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ เอาไว้เลย จึงไม่อาจแกะรอยตามได้ว่าเขาหนีไปที่ใด
ไม่รู้ว่าม้วนคัมภีร์ที่เขาจับอยู่ในขณะนี้ สามารถใช้งานอะไรได้บ้าง
เกล็ดมัจฉา ผ้าหลิวหยิน ม้วนคัมภีร์พวกมันล้ำค่ามากจนไม่อาจประเมินค่าเป็นเงินได้เลย เมื่อนำมาเทียบกันแล้ว หยกแห่งวิญญาณระดับสีทองก็ดูจะธรรมดาไปเลยเมื่ออยู่ร่วมกับของเหล่านี้คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่า ขันทีของแคว้นเยี่ยนจะสะสมของที่ล้ำค่าได้มากขนาดนี้ด้วยเวลาเพียงไม่กี่ปียิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นเพียงของที่ได้จากการค้นบ้านของหลี่ชางหลี่แค่หลังเดียวเท่านั้น
นอกจากของพวกนี้ ในกล่องยังมีตั๋วเงินอีกแปดแสนตำลึงซึ่งเป็นตั๋วเงินของจักรวรรดิต้าซีนั่นเอง แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้ฝากไว้
เอาเป็นว่าครั้งนี้ อันเจิงรวยแล้ว
อันเจิงเก็บของทั้งหมดเอาไว้อย่างดีจากนั้นก็ซ่อนกล่องใบนั้นอย่างมิดชิด รอฟ้าสว่างค่อยให้ผู้เฒ่าฮั่วนำมันไปทำลายจากนั้นอันเจิงก็เข้าไปในตราประทับท้าทายสวรรค์เพื่อฝึกพลังต่อทันทีไม่มีใครห้ามไม่ให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้ และไม่มีใครห้ามไม่ให้เขาแก้แค้นได้เช่นกัน
เมื่อฟ้าสว่างอันเจิงก็เก็บตั๋วเงินเอาไว้เพียงหนึ่งแสนตำลึง แล้วให้ชวีหลิวซีเอาตั๋วเงินอีกเจ็ดแสนตำลึงที่เหลือไปให้จวงเฟยเฟยที่โรงจวี้ฉ่างชายแดนทางใต้ยังทำสงครามไม่หยุด อันเจิงต้องการนำเงินเหล่านี้ไปช่วยประชาชนที่ลำบากอยู่ที่นั่นเพราะไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างแคว้นใดหรือเกิดขึ้นได้อย่างไร สุดท้ายคนที่ต้องมาลำบากก็คือประชาชนนั่นเอง
หลังจากจัดการเรื่องทั้งหมดจนเสร็จอันเจิงก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ ต่อไปเขาจะพึ่งพาเรื่องทั้งหมดกับโรงจวี้ฉ่างไม่ได้แล้วอย่างไรเสียโรงจวี้ฉ่างก็มีกองทัพคอยหนุนหลังอยู่ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีคนของหลี่ชางหลี่แฝงตัวในนั้นอันเจิงจึงสั่งให้คนไปตามชวีหลิวซีกลับมาแล้วนำตั๋วเงินนั้นไปหาจงจิ่วเกอด้วยตนเอง
จงจิ่วเกอกำลังตกแต่งร้านอยู่คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะเปิดกิจการได้ เมื่อเห็นว่าอันเจิงมา จงจิ่วเกอก็แสดงท่าทางประหลาดใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“เถ้าแก่ มาตรวจความเรียบร้อยรึ?” จงจิ่วเกอเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม
อันเจิงยิ้มตอบ “ข้ามีงานให้เจ้าทำสร้างกิจการขนส่งขึ้นมาอีกแห่ง เปิดร่วมกับร้านเครื่องสำอางของเจ้าไปเลยข้าให้เจ้าเป็นเถ้าแก่ ส่วนเงินที่ได้ต้องแบ่งไปช่วยประชาชนที่ชายแดนทางใต้ครึ่งหนึ่งนี่เป็นตั๋วเงินเจ็ดแสนตำลึง เปิดกิจการขนส่งเมื่อไหร่ เจ้าก็ส่งเงินนี่ไปที่ชายแดนทางใต้ด้วยตัวเอง”
จงจิ่วเกอมองอันเจิงอย่างไม่เข้าใจ“เจ้าเป็นเจ้าของเงิน แต่ข้าเป็นคนได้ความดีความชอบ หากต่อไปข้ากลายเป็นคนที่ถูกยกย่องราวกับเทวดาแต่ไม่มีใครพูดถึงเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
อันเจิงส่ายหน้า “ฟ้าคงไม่ตาบอดเลือกเจ้าไปเป็นเทวดาหรอก”
จงจิ่วเกอหัวเราะเสียงดัง ในตอนนั้นเองหญิงสาวที่งดงามมากคนหนึ่งก็เดินส่ายสะโพกเข้ามาในร้านจากนั้นก็พูดด้วยเสียงหวานใส “พี่ชาย ร้านของท่านยังไม่เสร็จอีกรึข้าอยากมาอุดหนุนจะแย่แล้ว”
จงจิ่วเกอพูดกระซิบที่ข้างหูอันเจิง “คนคนนี้สำคัญมากเกี่ยวข้องกับหลี่ชางหลี่ด้วย”