เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 52 จากศัตรู…สู่รักชั่วนิรันดร์

    เจ็ดวันผ่านไป ท่ามกลางราตรีที่สงบเงียบ แสงจันทร์อันขาวนวลอาบผิวกายของเทพีเอวาจนดูขาวกระจ่างส่องประกาย เผยความงดงามละมุนราวกับถูกถักทอขึ้นด้วยเวทมนตร์ องค์ชายใหญ่ทอดสายตามองนางด้วยแววตาอ่อนโยนที่ไม่เคยเผยให้ใครได้เห็นมาก่อน

    สองมือของเขาค่อยๆ เอื้อมไปโอบร่างนางไว้แนบอก ความใกล้ชิดทำให้ทั้งสองได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นสอดประสานกันอย่างประหลาด ราวกับเป็นจังหวะเดียวกัน

    “เอวา…” องค์ชายใหญ่เอ่ยเสียงแผ่วข้างหู “ไม่ว่าคืนนี้หรือคืนใด ข้าขอสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”

    เสียงนั้นเปรียบเสมือนคำมั่นจากหัวใจที่จริงแท้ เทพีเอวามองสบตาเขา แววตาทอดผ่านความรู้สึกที่บริสุทธิ์และอบอุ่นจนหัวใจของนางค่อยๆ ละลายไปกับความห่วงใยอันลึกซึ้ง

    ริมฝีปากของเขาประทับลงบนหน้าผากนางเบาๆ ไม่ใช่เพื่อครอบครอง แต่เพื่อสลักช่วงเวลานี้ไว้ในความทรงจำ เอวาหลับตาลง ปล่อยให้สัมผัสนั้นอบอวลอยู่ในใจ ความเย็นชาที่เคยเกาะกุมหัวใจของนางค่อยๆ สลายไป ราวกับหิมะที่ละลายเมื่อยามต้องแสงตะวัน

    “ข้าอาจมิได้เป็นบุรุษที่เจ้าเคยวาดฝันไว้” เสียงขององค์ชายใหญ่ยังคงแผ่วนุ่ม “แต่ตราบที่ยังมีลมหายใจ ข้าจะปกป้องเจ้า และจะทำให้เจ้ามีความสุขที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้”

    คำพูดนั้นสั่นสะเทือนลึกลงในใจของเอวา นางไม่หันหนีอีกต่อไป แต่กลับสบตาเขาด้วยแววตาอันมั่นคง “ท่านพี่ทำให้น้องได้รู้จักสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน…นั่นคือความเชื่อใจ” นางพึมพำเบา ริมฝีปากยกยิ้มละมุน “และบัดนี้ น้องรู้แล้วว่าหัวใจของน้องจะอยู่กับท่านพี่เพียงผู้เดียวตลอดไป”

    องค์ชายใหญ่เผยรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาทอประกายอ่อนละมุน เขาก้มลงประทับจูบที่หน้าผากนางอีกครั้งหนึ่งอย่างแผ่วเบา แสดงถึงความรักที่ไม่ต้องเอ่ยคำใดให้มากความ

    แสงเทียนภายในห้องหอวูบไหวราวกับร่วมรับรู้ถึงความรู้สึกของสองหนุ่มสาว องค์ชายใหญ่จับมือนางไว้แน่นราวกับไม่ปรารถนาจะปล่อยให้หลุดลอยไป มืออีกข้างโอบนางไว้อย่างทะนุถนอม

    เอวาพิงอกเขาอย่างอุ่นใจ หัวใจทั้งสองเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความเงียบสงัดของราตรีกลับเต็มไปด้วยความหมาย ความรักที่ก่อตัวขึ้นช้าๆ กลับงดงามและมั่นคงราวกับรากไม้ใหญ่ที่หยั่งลึกลงในผืนดิน

    ค่ำคืนนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่คืนแห่งความโรแมนติก หากแต่เป็นคืนที่หัวใจสองดวงได้เชื่อมถึงกันอย่างแท้จริง และในที่สุดค่ำคืนนี้ก็ได้ทำให้เทพีเอวา ได้กลายเป็นพระชายาแห่งพิภพภูติอย่างเต็มตัวแล้ว

    ยามเช้าวันรุ่งขึ้น แสงอรุณส่องลอดผ่านม่านบางๆ เข้ามาในห้องอย่างอ่อนโยน เทพีเอวาค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น ความอบอุ่นที่โอบรัดอยู่รอบกายทำให้นางพลันนึกขึ้นได้ว่า องค์ชายใหญ่ยังคงกอดนางเอาไว้ราวกับกลัวว่านางจะหายไปจากเขา

    นางหันไปมองใบหน้าคมของเขาที่ยังหลับตาพริ้ม ดวงใจพลันอ่อนโยนลงอย่างห้ามไม่อยู่ ริมฝีปากนางเผยรอยยิ้มบางเบาออกมาโดยไม่รู้ตัว

    “ท่านพี่…” นางเอื้อนเอ่ยเสียงแผ่วพลางพยายามขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้น แต่ทันใดนั้น วงแขนแข็งแกร่งกลับรัดแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย ราวกับไม่ปรารถนาให้นางไปไหน

    องค์ชายใหญ่ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาอ่อนโยนเปี่ยมด้วยความอบอุ่นสบตานาง พลางเอ่ยเรียกชื่อเบาๆ “เอวา…”

    เสียงทุ้มอันอบอุ่นเอ่ยนามของนางอย่างนุ่มนวล ก่อนเขาจะกระชับวงแขนกอดนางให้แนบชิดยิ่งขึ้นอีก นางแก้มแดงเรื่อก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เช้าแล้วเพคะ ท่านควรตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ” เสียงหวานของนางเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

    ถ้อยคำเรียบง่ายกลับทำให้หัวใจขององค์ชายใหญ่หวั่นไหว เขามองนางนิ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ พลางพึมพำ “เจ้าเรียกพี่ ด้วยเสียงอันไพเราะเช่นนี้… ช่างหวานนัก พี่ฟังแล้วไม่อยากตื่นเลย… อยากฟังเจ้าพูดซ้ำๆแบบนี้ทั้งวัน”

    เอวาก้มหน้าด้วยความเขินอาย แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ ครู่หนึ่งนางจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น “ท่านพี่… รับปากข้าสักข้อ…จะได้หรือไม่”

    องค์ชายใหญ่สบตานางด้วยความแน่วแน่ “เพียงเจ้าบอกมาคำเดียว ไม่ว่าจะให้พี่บุกน้ำ ลุยไฟ หรือทำสิ่งใดเพื่อเจ้าย่อมได้เสมอ”

    นางเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวชัดถ้อยชัดคำ “ท่านพี่…จะต้องมีเพียงข้าผู้เดียว”

    ดวงตาคมขององค์ชายใหญ่พลันอ่อนโยนลง เขาโน้มหน้าประทับจุมพิตเบาๆ ที่แก้มของนาง ราวเป็นคำมั่นที่จารึกในหัวใจ “พี่สัญญา พี่จะมีเจ้าเพียงผู้เดียว จะให้เกียรติและไม่ทอดทิ้งเจ้า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ราตรีกาลก็ตาม”

    ถ้อยคำหนักแน่นนั้นทำให้หัวใจเอวาพลันพองโต นางยิ้มละไม ราวกับเช้าวันนี้ได้กลายเป็นบทเพลงแห่งความสุขอันงดงามที่สุดในชีวิตของนาง

    ยามบ่ายวันเดียวกัน องค์ชายใหญ่จูงมือพระชายาของตนตรงเข้าสู่ท้องพระโรงอันโอ่อ่าแห่งพิภพภูติ สายตาทุกคู่จับจ้องมายังเอวา ผู้เปล่งประกายราวเทพธิดาเดินเคียงข้างองค์ชายใหญ่ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความสง่างาม

    พระสนมเอก ผู้เป็นมารดาขององค์ชายใหญ่ทอดพระเนตรนางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เปี่ยมด้วยเมตตา ความเอ็นดูในแววตาทำให้เอวารู้สึกเสมือนอยู่ในอ้อมกอดของครอบครัว

    องค์ชายใหญ่หยุดยืนเบื้องหน้าพระราชบิดา ราชาภูติหมอกเงิน ผู้สูงศักดิ์และทรงอำนาจ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยพลังดังก้องไปทั่วท้องพระโรง

    “เราได้เห็นความซื่อสัตย์และความรักบริสุทธิ์ของเจ้าแล้ว เอวา…นับแต่นี้ เราขอแต่งตั้งเจ้าเป็น พระชายาแห่งพิภพวิญญาณ”

    สิ้นคำประกาศ เสียงปรบมือดังก้องสะท้อนทั่วทั้งท้องพระโรง เทพีเอวาก้มศีรษะน้อมรับด้วยใจที่เปี่ยมปิติ สายตาของผู้คนล้วนเปี่ยมด้วยความชื่นชมและยินดี

    ราชาภูติหมอกเงินทอดพระเนตรนาง ก่อนตรัสพลางหัวเราะเบาๆ “เจ้าจำที่เราเคยเตือนเจ้าได้หรือไม่ ว่าให้ระวังบุตรชายคนโตของเรา… แต่ดูเหมือนว่า เจ้าจะไม่ได้ระวังเสน่ห์ของลูกชายข้าคนนี้เลย…”

    เอวาสบตาทุกคนด้วยแววตาสดใสดุจดวงดาว ก่อนจะยิ้มบางๆแล้วตอบอย่างขี้เล่น “เอวาระวังแล้วเพคะ…แต่ลูกชายของเสด็จพ่อช่างมากด้วยเล่ห์กลนัก รู้ตัวอีกที ข้าก็เผลอรักเขาหมดหัวใจเข้าเสียแล้ว”

    เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วท้องพระโรง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น พระสนมเอกยกพระหัตถ์ขึ้นพร้อมของล้ำค่า พลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “เจ้าช่างเป็นสะใภ้ที่น่ารักยิ่งนัก จงรับ ‘มุกเทวัญ’ นี้ไว้ มันจะคุ้มครองเจ้าและรักษาเจ้าเมื่อยามล้มเจ็บ”

    เอวารับของวิเศษนั้นด้วยความนอบน้อม ดวงตาสั่นระริกด้วยความซาบซึ้ง นางรู้สึกถึงสายใยครอบครัวที่โอบล้อมตนไว้อย่างมั่นคง

    องค์ชายใหญ่เอื้อมมือมากุมมือนางไว้แน่น พลางกระซิบแผ่วเบา “นับจากนี้ เจ้าไม่ใช่เพียงชายาธรรมดาๆ แล้วนะ เจ้ามีตำแหน่งเป็น ‘พระชายาแห่งพิภพวิญญาณ’ อย่างไม่น้อยหน้าเทพีน้ำค้างเหมันต์อาจารย์ของเจ้าเลยนะ”

    เอวายิ้มตอบรับ รอยยิ้มของนางเปล่งประกายราวแสงอรุณแรกที่แต้มแต่งฟากฟ้า ความรักของทั้งคู่มั่นคงดุจขุนเขา และอ่อนโยนดุจสายน้ำที่หลั่งไหลเป็นนิรันดร์

    คล้ายกับเรื่องเทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2) ที่คุณอ่าน