บรรยากาศหน้าตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ในเวลาแปดโมงห้าสิบนาทีช่างดูครึกครื้นและดิบเถื่อนแตกต่างจากคณะสถาปัตย์ราวกับอยู่คนละโลก
ถ้าให้เปรียบสถาปัตย์เป็งานศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ที่ดูฟุ้งฝันและติสท์แตกวิศวะก็คงเหมือนกับเครื่องจักรไอน้ำยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันเสียงโลหะ และพลังงานดิบๆ ที่พร้อมจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า
ลินยืนกอดกระเป๋าผ้าใบเก่งแน่นตัวลีบเล็กจนแทบจะกลืนไปกับเสาตึกสายตาหลายคู่ของหนุ่มเสื้อช็อปที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ตามม้าหินอ่อนหันมามองเธอเป็ตาเดียว
ไม่ใช่เพราะเธอสวยโดดเด่นอะไรแต่เพราะการปรากฏตัวของ 'เด็กสถาปัตย์' ตัวขาวๆ ในถิ่นดงเสือสิงห์กระทิงแรดแบบนี้ มันช่างดูผิดที่ผิดทางพิลึก
"มองอะไรกันนักหนาเนี่ย"
หญิงสาวบ่นอุบอิบ และพยายามดึงคอเสื้อนักศึกษาให้เข้าที่เข้าทางวันนี้เธอตั้งใจแต่งตัวให้ดูเรียบร้อยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้เสื้อนักศึกษาตัวใหม่ (ที่เพิ่งซักรีดเมื่อคืน) กระโปรงพลีทยาวคลุมเข่ารองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา
ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความประทับใจแรกพบในฐานะ 'ลูกหนี้ที่ดี'
ลินสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความกล้าก่อนจะก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดตึกไปยังชั้นสาม ตามพิกัดที่ระบุไว้ในคีย์การ์ด
ห้องสโมสรนักศึกษา
แค่ชื่อก็น่ากลัวแล้วมันคือรังบัญชาการของพวกตัวท็อป พวกเฮดว้าก พวกอิทธิพลมืดในมหาวิทยาลัย และเธอกำลังจะเดินเข้าไปในปากเสือด้วยตัวเอง
"เอาวะ เป็ไงเป็กันอย่างมากก็แค่โดนด่าหรือไม่ก็โดนใช้งานเยี่ยงทาส"
เธอปลอบใจตัวเอง(ซึ่งไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลย)เมื่อมาถึงหน้าประตูไม้บานใหญ่ที่มีป้ายเขียนว่า 'STAFF ONLY' ติดอยู่ ลินยืนทำใจอยู่เกือบนาที ยกมือขึ้นจะเคาะแล้วก็ชักกลับอยู่สามรอบจนกระทั่ง...
"จะยืนทำมิวสิควิดีโอหน้าห้องอีกนานไหม"
เสียงทุ้มต่ำดังลอดผ่านประตูออกมาทำเอาลินสะดุ้งโหยง รีบผลักประตูเข้าไปทันทีด้วยความใ
"ขะ... ขออนุญาตค่ะ!"
ภายในห้องกว้างขวางและเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยมาแตะจมูกเฟอร์นิเจอร์ในห้องดูดีมีราคากว่าห้องพักอาจารย์บางห้องเสียอีกมีทั้งโซฟาหนังชุดใหญ่ ทีวีจอั์ ตู้เย็น และมุมครัวเล็กๆ
และที่นั่งเด่นเป็สง่าอยู่บนเก้าอี้ประธานกลางห้องก็คือเ้าของเสียงดุเมื่อครู่
พี่อาร์ค
วันนี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อช็อปแต่สวมเชิ้ตสีดำพับแขนที่ขับให้ผิวสีแทนนั้นดูเซ็กซี่ขึ้นไปอีกเท่าตัว ทรงผมเซตเปิดหน้าผากเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่กำลังก้มอ่านเอกสารบางอย่างในมือ
เขาเหลือบตามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะก้มลงไปอ่านกระดาษต่อ ทำเหมือนเธอเป็แค่อากาศธาตุ
"มาสาย" เขาพูดเรียบๆโดยไม่เงยหน้า
ลินรีบยกข้อมือดูนาฬิกา"เก้าโมงตรงเป๊ะเลยนะพี่!"
"นาฬิกาฉันเก้าโมงกับอีกสิบห้าวินาที"เขาตอบหน้าตาย "เวลาเป็เงินเป็ทอง สำหรับคนที่มีหนี้ท่วมหัวอย่างเธอทุกวินาทีมีค่า จำไว้"
ลินอ้าปากค้างอยากจะเถียงใจจะขาดว่าสิบห้าวินาทีมันทำอะไรได้วะพี่ หายใจเข้าออกสองทีก็หมดแล้ว!แต่พอเห็นสายตาดุๆ ที่ตวัดกลับมามอง เธอก็ได้แต่หุบปากฉับ ก้มหน้ารับชะตากรรม
"ขอโทษค่ะ"
"นั่งสิ"เขาชี้ไปที่เก้าอี้ไม้ด้านหน้าโต๊ะทำงาน ฝั่งตรงข้ามกับเขา
ลินเดินตัวลีบไปนั่งลงวางมือไว้บนตักอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวรู้สึกเหมือนกำลังมาสอบสัมภาษณ์งานที่ไม่อยากทำที่สุดในโลก
อาร์ควางเอกสารในมือลงแล้วหยิบกระดาษอีกปึกหนึ่งส่งให้เธอ
"อ่านซะ อ่านเสร็จแล้วเซ็น"
"อะไรคะ" ลินรับมาดูด้วยมือที่สั่นเทา
"ใบประเมินราคาค่าซ่อมจากศูนย์โดยตรง"
ลินกวาดสายตาดูตัวเลขตรงบรรทัดสุดท้ายแล้วลมแทบจับ ดวงตาหลังกรอบแว่นเบิกกว้างจนแทบถลน
"สะ... สองแสนสี่หมื่น!!"
เธอร้องเสียงหลงเงยหน้ามองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
"พี่อาร์ค! นี่มันรถหรือยานอวกาศคะแค่รอยขีดข่วนนิดเดียวเองนะ!"
"นิดเดียวบ้านเธอสิกินเนื้อสีเข้าไปถึงชั้นไพรเมอร์" อาร์คเอนหลังพิงพนักเก้าอี้กอดอกมองเธอด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ
"แถมต้องสั่งสีนำเข้า รออะไหล่ค่าแรงช่างเทคนิค นี่ฉันยังไม่คิดค่าเสียเวลาที่ต้องขับรถสำรองมาเรียนนะ"
"รถสำรอง?" ลินทวนคำเสียงอ่อย
"ใช่ วันนี้ขับเฟอร์รารี่มาไม่ค่อยชินมือเท่าไหร่ ขับยาก"
โอ้โห พ่อคุณลินอยากจะเอาหัวโขกกับโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด พวกคนรวยนี่มันน่าหมั่นไส้จริงๆปัญหาของเขาคือรถสำรองขับยากแต่ปัญหาของเธอคือจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายหนี้ก้อนโตขนาดนี้!
"หนู... หนูไม่มีให้หรอกพี่สองแสนสี่ ให้หนูผ่อนเดือนละพัน อีกยี่สิบปีก็ยังไม่หมดเลยมั้ง"ลินพูดเสียงเครือ น้ำตาเริ่มปริ่มๆ
"ฉันถึงยื่นข้อเสนอเมื่อวานให้ไง"
อาร์คเลื่อนกระดาษอีกแผ่นมาตรงหน้าเธอคราวนี้เป็กระดาษที่มีข้อความพิมพ์ไว้เป็ระเบียบ หัวกระดาษเขียนตัวโตๆ ว่า 'สัญญาล้างหนี้'
"อ่านข้อตกลงให้ละเอียดถ้าตกลงเซ็น ก็เริ่มงานได้เลย ถ้าไม่ ก็เตรียมไปคุยกับทนายของฉัน"
ลินกลืนน้ำลายหยิบสัญญาทาสฉบับนั้นขึ้นมาอ่าน
สัญญาฉบับนี้ทำขึ้นระหว่าง นายอัศวินวงศ์วรจักร (เ้าหนี้) กับ นางสาวลินลดา พิมุกต์ (ลูกหนี้) โดยลูกหนี้ตกลงจะทำงานชดใช้หนี้สินจำนวน240,000บาท ด้วยการเป็ 'ผู้ช่วยส่วนตัว' ของเ้าหนี้ จนกว่าเ้าหนี้จะพึงพอใจ
เงื่อนไขการทำงาน:
1. ต้องสแตนด์บายรอรับคำสั่งตลอด24ชั่วโมง ห้ามปิดเครื่อง ห้ามแบตหมด ห้ามหายหัว
2. ดูแลความเรียบร้อยเื่ส่วนตัวของเ้าหนี้ทั้งเื่อาหาร เสื้อผ้า และความสะอาด
3. ห้ามขัดคำสั่งไม่ว่าคำสั่งนั้นจะดูไร้สาระแค่ไหนก็ตาม
4. ห้ามเปิดเผยความสัมพันธ์ในฐานะเ้าหนี้-ลูกหนี้ให้คนภายนอกรับรู้ ให้บอกว่าเป็ 'คนสนิท'
5. หากลูกหนี้ทำผิดกฎหนึ่งครั้งจะมีการเพิ่มดอกเบี้ยตามความเหมาะสม (หรือลงโทษตามแต่เ้าหนี้จะเห็นสมควร)
ลินอ่านจบแล้วก็เงยหน้ามองอาร์คตาปริบๆ
"พี่อาร์ค ข้อ 1 นี่ 24 ชั่วโมงเลยเหรอคะ หนูต้องเรียนนะพี่ต้องทำงานส่งอาจารย์ ต้องนอนด้วย"
"ฉันไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น"อาร์คยักไหล่
"ถ้าเป็ในเวลาเรียนฉันไม่จะยุ่งแต่เวลาว่างของเธอต้องเป็ของฉันทั้งหมด"
"แล้ว... แล้วข้อ 3 คำสั่งไร้สาระนี่คือยังไงคะ ถ้าพี่สั่งให้หนูไปะโตึก หนูต้องโดดไหม"
"ถ้าฉันสั่ง เธอก็ต้องทำ"เขาตอบหน้าตาย ก่อนจะโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาจ้องหน้าเธอใกล้ๆ "แต่ไม่ต้องห่วงฉันไม่สั่งให้เธอไปตายหรอก เสียดายของ"
คำว่า 'เสียดายของ'พร้อมสายตาที่ไล่มองเธอั้แ่คอเสื้อลงมา ทำเอาลินหน้าร้อนวูบขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"ละ... แล้วที่พี่บอกเมื่อวานว่า...ด้วยร่างกาย" ลินถามเสียงอ้อมแอ้ม หน้าแดงก่ำ
อาร์คกระตุกยิ้มมุมปากรอยยิ้มร้ายกาจที่ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของลินเต้นผิดจังหวะ
"ทำไม อยากใช้ร่างกายจ่ายแทนการทำงานเหรอ"
"บ้า! ไม่ใช่ค่ะ!"ลินรีบปฏิเสธพัลวัน มือไม้โบกไปมา
"หนูแค่จะถามว่างานที่ว่าเนี่ยมันไม่มีเื่ เอ่อ... นั่นแหละ... ใช่ไหมคะ"
อาร์คหัวเราะในลำคอเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเซ็กซี่อย่างประหลาด
"ยังหรอก"
"คะ? ยัง?"
"ตอนนี้ฉันยังไม่พิศวาสเด็กกะโปโลอย่างเธอ"เขาพูดพลางเอนตัวกลับไปนั่งท่าเดิม "แต่ในอนาคต ถ้าเธอทำตัวน่ารักก็ไม่แน่"
ลินเม้มปากแน่นอยากจะกรีดร้องใส่หน้าหล่อๆ นั่นสักที หลงตัวเองที่สุด!ใครเขาจะไปทำตัวน่ารักใส่พี่กันล่ะ ไอ้พี่บ้า!
"ตกลงจะเซ็นไหม ทนายฉันรอโทรศัพท์อยู่นะ"อาร์คเคาะนิ้วกับโต๊ะเป็จังหวะกดดัน
ลินมองตัวเลขจำนวนสองแสนสี่ในใบประเมินราคาสลับกับใบสัญญาทาสตรงหน้า สุดท้ายก็จำใจหยิบปากกาที่เขาวางเตรียมไว้ให้
"เซ็นก็ได้ค่ะแต่พี่ห้ามแกล้งหนูแรงนะ ห้ามตี ห้ามตบ ห้าม..."
"เซ็นเถอะน่า พูดมากจริง"
ลินกลั้นใจจรดปากกาเพื่อเซ็นชื่อลงไปในช่องลูกหนี้ลายเซ็นยึกยือที่ดูเหมือนไส้เดือนดิ้นตายนั้นบ่งบอกถึงสภาวะจิตใจที่ไม่มั่นคงสุดขีด
ทันทีที่ปลายปากกาตวัดเส้นสุดท้ายเสร็จอาร์คก็ดึงกระดาษสัญญากลับไปเก็บใส่ลิ้นชักอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวเธอจะเปลี่ยนใจ
"ยินดีด้วย คุณได้งานแล้ว"เขายิ้ม... ยิ้มที่ดูอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้
"งานแรกของเธอ"
อาร์คลุกขึ้นยืนล้วงมือหยิบกระเป๋าสตางค์ใบหรูออกมา ดึงแบงก์สีแดงสองสามใบยื่นให้เธอ
"ไปซื้อข้าวเช้ามาให้ฉันกินหน่อยหิว"
ลินรับเงินมาอย่างงงๆ
"แค่นี้เหรอคะ"
"เอาเกาเหลาเืหมูร้านป้าอ้วนหน้ามอไม่ใส่เครื่องใน เอาแต่หมูสับกับเื ข้าวสวยสองถ้วยน้ำเปล่าไม่เย็นหนึ่งขวด"
"ค่ะ ได้ค่ะ"ลินพยักหน้ารับคำสั่ง กำลังจะหันหลังเดินออกไป
"เดี๋ยว..."
เสียงเรียกขัดจังหวะทำให้เธอชะงัก
"แล้วก็... กาแฟ"อาร์คชี้ไปที่แก้วกาแฟว่างเปล่าบนโต๊ะ
"อเมริกาโน่เย็น ไม่หวานจากร้านหน้าคณะถาปัตย์"
"ห๊ะ! ร้านหน้าคณะหนูทำไมต้องร้านนั้นคะ ร้านใต้ตึกวิศวะก็มีนี่คะ"
"ฉันชอบเมล็ดกาแฟร้านนั้น"เขาตอบหน้าตาย "แล้วก็เธอต้องวิ่งไปกลับนะ ห้ามใช้รถเมล์มอ"
"หา! พี่จะบ้าเหรอ! จากนี่ไปสถาปัตย์มันเกือบโลนะพี่แดดเปรี้ยงขนาดนี้!"
"จำกฎข้อ 3 ได้ไหมห้ามขัดคำสั่ง" อาร์คเลิกคิ้วมองเธอด้วยสายตาท้าทาย"แล้วฉันให้เวลาเธอแค่ยี่สิบนาที ถ้ากาแฟละลาย หรือเกาเหลาเย็นชืดโทษคือเพิ่มหนี้ห้าร้อยบาท"
"พี่อาร์ค!!"
"จับเวลา เริ่ม!"
อาร์คยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูอย่างจงใจ
ลินอ้าปากค้างอยากจะด่ากราดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่กำเงินในมือแน่น กัดฟันกรอดแล้วหมุนตัววิ่งออกจากห้องสโมฯ ไปอย่างรวดเร็ว
"ไอ้คนบ้าอำนาจ! ไอ้คนซาดิสม์!คอยดูเถอะ สักวันฉันจะเอาคืนให้สาสมเลย!"
เสียงด่าไล่หลังที่ดังแว่วมาทำให้ชายหนุ่มในห้องสโมฯหลุดขำออกมาเบาๆ
อาร์คมองไปยังประตูที่เพิ่งปิดลงั์ตาคมกริบฉายแววสนุกสนานอย่างปิดไม่มิด เขาหยิบสัญญาฉบับนั้นขึ้นมาดูอีกครั้งนิ้วเรียวไล้ไปตามลายเซ็นของ 'ลูกหนี้' คนใหม่
"หึ ยัยตัวแสบ"
เขายอมรับว่าเขาแกล้งเธอ เื่ค่าซ่อมรถจริงๆ ประกันชั้นหนึ่งของเขาครอบคลุมหมดอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียสักบาทแถมเขายังมีรถสำรองขับเล่นอีกเป็สิบคัน
แต่ไม่รู้ทำไม พอเห็นหน้าตื่นๆท่าทางลนลาน กับดวงตากลมโตที่มองเขาด้วยความหวาดกลัวปนสู้ยิบตานั่นแล้วมันทำให้เขารู้สึก 'คัน' ยุบยิบในใจ
อยากแกล้ง อยากแหย่ อยากเอาชนะและอยากเก็บไว้ใกล้ๆ ตัว
"สองแสนสี่แลกกับของเล่นแก้เบื่อชิ้นใหม่"
อาร์คพึมพำกับตัวเองวางสัญญาทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วเอนหลังหลับตาลงอย่างสบายใจ
"ก็คุ้มดีนี่หว่า"
ทางด้านลินที่กำลังรีบใส่เกียร์หมาวิ่งฝ่าแดดเปรี้ยงไปยังคณะสถาปัตย์ไม่รู้เลยว่าหายนะที่แท้จริงไม่ใช่แค่การวิ่งซื้อกาแฟ
แต่ทันทีที่เธอวิ่งผ่านหน้าตึกคณะตัวเองพร้อมแก้วกาแฟและถุงเกาเหลาพะรุงพะรังสายตาของเพื่อนร่วมคณะและรุ่นพี่หลายคนก็มองมาด้วยความสงสัย
"เฮ้ย! นั่นน้องลินปีสองนี่หอบของกินไปไหนเยอะแยะวะ?"
"นั่นสิแล้วนั่นมันถุงร้านป้าอ้วนหน้ามอไม่ใช่เหรอ?"
"หรือว่า..."
ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งการที่สาวสถาปัตย์หน้าตาจิ้มลิ้มวิ่งส่งเสบียงข้ามคณะแบบนี้มันมีความหมายได้แค่อย่างเดียว
'เด็กส่งข้าว' หรือไม่ก็'คนคุย' ของหนุ่มวิศวะสักคน และถ้าพวกเขารู้ว่าปลายทางของเสบียงนี้คือ'เฮดว้ากปีสาม' ผู้โด่งดังชีวิตของลินลดาคงไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป!