"นานมาแล้วมีตำนานหนึ่ง ในตำนานมีสองคน เื่ของคนหนึ่งถูกจำไว้ เื่ของอีกคนซึมเข้าไปในเื่ของคนแรก
มีคนหนึ่งที่สวมชุดขาว ขาวเหมือนหิมะ ขาวราวกับเธอเกิดมาจากหิมะ ที่ที่เธอเดินผ่าน าแหาย คนป่วยฟื้น คนร้องไห้หยุดร้อง
คนที่ซึมเข้าไปคือคนที่ทำให้แสงยังสว่างต่อได้ ถ้าไม่มีเขา แสงของเธอดับนานแล้ว ถ้าไม่มีเธอ การมีอยู่ของเขาไม่มีทิศทาง
ตำนานเล่าถึงเ้าหญิงหิมะ แต่สิ่งที่ตำนานเล่าจริงๆ คือรูปร่างของสองคนที่รวมกัน รูปร่างนั้นไม่มีชื่อ แต่ทุกคนที่เคยฟังเื่นี้ ล้วนรู้จักรูปร่างนั้นในใจ
รูปร่างนั้นชื่อว่า 'มีเ้าข้าจึงดำเนินต่อไปได้'"
⚔กับดักที่รอไว้ ⚔
พวกเขาออกจากสำนักวิชาแพทย์ด้วยข้อมูลใหม่แต่ยังไม่ทันที่จะประมวลผลทั้งหมด เซิ่นอวี๋สังเกตเห็นก่อน
ชายสามคนยืนอยู่ที่หัวมุมถนน ไม่ใช่คนเว่ยหยางท่าทางและเสื้อผ้าบ่งบอกว่ามาจากที่อื่น สายตาที่ดูเหมือนไม่ดูแต่ดูอยู่ตลอดเวลา
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆโดยไม่เปลี่ยนทิศทางการมอง "เดินเข้าไปในตลาด อย่ารีบ"
"มีคน"
"สามคนที่เห็น อาจมีมากกว่านั้น" เซิ่นอวี๋พูด "ของตระกูลเว่ยน่าจะรอั้แ่เมื่อวาน"
พวกเขาเดินเข้าไปในตลาดตามปกติ ผสมเข้ากับฝูงชน
แต่ฝูงชนในตลาดก็ไม่ช่วยได้มากนักเมื่อคนที่ตามมาทำงานเป็
ตรอกแคบๆ ด้านหลังแผงขายผ้าชายสองคนพุ่งออกมาจากสองทิศทาง
เซิ่นอวี๋รับมือคนแรกได้อย่างคล่องแคล่วถอยหลังหนึ่งก้าว หมุนตัว ใช้การเหวี่ยงพุ่งตัวของคนที่พุ่งมาหันเขาให้เสียหลัก
แต่คนที่สองมาจากทิศที่เขาไม่ได้ระวัง
และในมือของคนที่สองนั้นมีอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ดาบ
เป็เข็มเล็กๆ ที่จุ่มยา
เซิ่นอวี๋หลบได้แต่ไม่ทันเข็มนั้นปักลงที่แขนซ้ายก่อนที่เขาจะดึงออก
"เซิ่นอวี๋—"
หลิงซางเคลื่อนไหวพร้อมกันในมือของเขาไม่มีอาวุธ แต่เมื่อคนที่สองหันมาหาเขาอุณหภูมิรอบตัวหลิงซางดิ่งลงสิบองศาในทันที
ลมหายใจของคนนั้นกลายเป็ไอขาว
น้ำแข็งบางๆเริ่มก่อตัวที่พื้นหินรอบเท้าของหลิงซางเป็วงกลม
คนสองคนนั้นหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะสัญชาตญาณบางอย่างในร่างกายบอกว่า อย่าเข้าไปใกล้สิ่งนั้น
ในวินาทีที่ทั้งคู่ชะงัก
เซิ่นอวี๋จัดการคนแรกที่เขาทิ้งค้างไว้ให้เสร็จและหลิงซางก้าวเข้าหาคนที่สองด้วยท่าทางที่เ็าราวก้อนน้ำแข็ง
คนที่สองนั้นถอยหลังสองก้าว แล้วก็วิ่งหนี
ตรอกนั้นเงียบลง
เซิ่นอวี๋พิงกำแพงอยู่มือซ้ายกดที่แขนที่ถูกเข็มแทง หายใจช้าๆ
หลิงซางเดินเข้าไปทันที คุกเข่าลงหยิบแขนของเซิ่นอวี๋ขึ้นตรวจ
"เจ็บไหม"
"ยังไม่" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ "แต่น่าจะเริ่มเร็วๆนี้"
หลิงซางมองรอยเข็มบนแขน เล็กมากแดงเล็กน้อยรอบๆ ไม่มีเืออก แต่ิัรอบรอยนั้นเริ่มเปลี่ยนสีเล็กน้อย
"ยาชาหรือยาสลบ" เขาพูดเหมือนกำลังคิดออกเสียง "ถ้าเป็ยาสลบต้องรีบ"
"ท่านหมอรักษาได้ไหม"
"ได้" หลิงซางตอบ ไม่ลังเล
แล้วก็วางมือทั้งสองลงบนแขนของเซิ่นอวี๋
แสงสีขาวเรืองออกมา
ในตรอกแคบๆ กลางตลาดเว่ยหยางท่ามกลางกลิ่นปลาแห้งและผ้าฝ้าย แสงนั้นดูผิดที่ผิดทางแต่ก็ดูงดงามในแบบที่อธิบายไม่ได้
เซิ่นอวี๋มองมือนั้น มองแสงนั้น
และจำบางสิ่งได้จำในแบบที่ไม่ใช่ความทรงจำจากชาตินี้ แต่ลึกกว่านั้น เก่ากว่านั้น
มือเย็น แสงขาว
ข้าเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน
ไม่ใช่ในชาตินี้
ยาในเข็มถูกดึงออกจากร่างกายในเวลาไม่ถึงสองนาทีหลิงซางถอนมือออก หายใจออกเบาๆ ความเหนื่อยล้าจางๆ ผ่านมาบนใบหน้าก่อนจะหายไป
"หาย" เขาบอก
เซิ่นอวี๋มองมือของตัวเองรอยแดงที่เคยเริ่มขยายออกหายไปเรียบร้อย
"ท่านหมอ" เขาพูดช้าๆ
"อะไร"
"สิ่งที่ท่านทำได้นี้—" เขาหยุด "มันไม่ใช่แค่ความสามารถที่ฝึกมาใช่ไหม"
หลิงซางมองเขา
"ท่านถามแบบนั้นมาครั้งหนึ่งแล้ว"
"คราวนี้ข้าถามในแบบที่ต่างออกไป" เซิ่นอวี๋พูดดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองตรงๆ "ข้าไม่ได้ถามว่ามันคืออะไร ข้าถามว่าท่านหมอเป็คนเดียวที่มีมันหรือเปล่า"
หลิงซางนิ่งอยู่นาน
"ทำไมถึงถาม"
"เพราะมีบางอย่างในตัวข้าที่รู้สึกถึงมัน" เซิ่นอวี๋พูดเงียบๆ "ไม่ใช่รู้สึกว่ากลัวแต่รู้สึกว่า... จำได้ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลที่จะจำ"
ความเงียบในตรอกนั้นหนักขึ้น
"เราไปก่อนได้ไหม" หลิงซางพูดในที่สุด เสียงเงียบลง "ออกจากตรงนี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยคุยกัน"
เซิ่นอวี๋มองเขาอีกครู่ แล้วก็พยักหน้า
ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากเสื้อ
ก้าวแรกที่จะเดินออกไปเขาสะดุดเท้าตัวเองเล็กน้อยฤทธิ์ยาที่ถูกดึงออกไปแล้วแต่ร่างกายยังต้องใช้เวลาปรับ
หลิงซางยื่นมือออกมาก่อนที่เซิ่นอวี๋จะล้มจับแขนของเขาไว้
ทั้งสองหยุด
ระยะห่างระหว่างสองคนนั้นน้อยกว่าปกติ
เซิ่นอวี๋มองลงที่มือที่จับแขนของเขามือที่เพิ่งเรืองแสงไปเมื่อสักครู่ ตอนนี้ธรรมดาแล้ว แต่ยังเย็นอยู่
เย็นในแบบที่เขาจำได้
"ขอบคุณ" เขาพูดเบาๆ
หลิงซางปล่อยมือออกแต่ยังเดินเคียงกันเมื่อออกจากตรอก
????คืนที่หลิงซางเล่าความจริง????
คืนนั้น
พวกเขากลับมาที่โรงเตี๊ยมกินอาหารเย็นในความเงียบที่ทั้งสองรู้ว่ามีคำถามค้างอยู่ แต่ไม่รีบถาม
หลังอาหาร เซิ่นอวี๋พูดขึ้นก่อน
"ท่านหมอบอกว่าค่อยคุยกัน"
หลิงซางวางตะเกียบลง มองออกไปที่หน้าต่างท้องฟ้าคืนนั้นมีดาวมาก เมืองเล็กๆที่ไม่มีโคมระย้าในทุกถนนทำให้ดาวชัดกว่าในฉางอัน
"บิดาข้าบอกว่ามีตำนานเก่าแก่" หลิงซางเริ่ม เสียงเงียบและช้าราวกับกำลังเลือกคำทุกคำ "เื่เ้าหญิงในชุดขาวที่เกิดมาพร้อมกับหิมะแห่งการเยียวยาบิดาบอกว่านั่นไม่ใช่ตำนาน แต่เป็บันทึกที่ถูกปลอมแปลงให้กลายเป็ตำนาน"
เซิ่นอวี๋ฟังโดยไม่ขัด
"บิดาบอกว่าในทุกรุ่นของตระกูลอู๋จะมีคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับร่องรอยของพลังนั้น ไม่มากเท่าเดิมเพราะมันผ่านการเวียนเกิดมาหลายชาติ แต่ยังมีอยู่" หลิงซางหันมามองเซิ่นอวี๋ "ชาตินี้มันอยู่ที่ข้า"
"พลังเยียวยา"
"ใช่ แต่ไม่ใช่แค่นั้น" หลิงซางพูดต่อ "มันเชื่อมกับอุณหภูมิเชื่อมกับหิมะ เชื่อมกับความเย็นที่ข้าควบคุมไม่ค่อยได้ตอนอารมณ์รุนแรง"
"น้ำแข็งที่ปลายนิ้ว"
"ใช่"
เซิ่นอวี๋นิ่งอยู่นาน
"แล้วข้า" เขาพูดในที่สุดเสียงเงียบแต่ชัดเจน "ท่านหมอคิดว่าข้าเกี่ยวข้องกับตำนานนั้นอย่างไร"
หลิงซางมองหน้าเขา
"ในตำนานนั้นมีิญญาที่ปกป้องเ้าหญิง" เขาพูดช้าๆ "บิดาบอกว่าในทุกชาติที่ตระกูลอู๋มีผู้สืบทอดพลังจะมีิญญานั้นปรากฏขึ้นด้วย"
เซิ่นอวี๋นิ่งนานมาก
นานมากจนหลิงซางเกือบจะพูดว่าลืมที่พูดไป
"รอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้าย" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น เสียงต่ำมาก
"ท่านรู้เื่นั้นด้วย?"
"รู้แค่ว่าข้ามีมันั้แ่เด็ก" เซิ่นอวี๋มองลงที่ข้อมือซ้ายของตัวเองผ้าพันแขนที่มักสวมทับอยู่เสมอ ไม่ใช่เพราะอาย แต่เพราะ...."เมื่อไหร่ที่ข้าใช้พลังร่างกายมากๆรอยนี้จะเจ็บ ราวกับมันจำบางสิ่ง"
"ท่านมีพลังด้วย" หลิงซางพูด ไม่ใช่คำถาม
"ข้าไม่รู้จะเรียกมันว่าพลัง" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆ "มันแค่...รู้สึกทิศทาง รู้สึกว่าคนที่อยู่รอบข้างปลอดภัยหรือเปล่ารู้สึกว่าควรอยู่หรือควรไปบางครั้งในการต่อสู้ร่างกายของข้าเคลื่อนไหวก่อนที่หัวสมองจะสั่ง"
"สัญชาตญาณที่เฉียบคม"
"มากกว่าสัญชาตญาณ" เซิ่นอวี๋พูด "มันเหมือนกับว่าร่างกายจำสิ่งที่จิตใจลืม"
ห้องเงียบ
แสงเทียนสั่นไหวในลมที่ไม่มีที่มา
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูด เสียงเบาลงอีก "ถ้าสิ่งที่ท่านพูดเป็ความจริงถ้าเราเป็สิ่งที่บิดาท่านบอกมา..."
"เราก็ไม่ได้พบกันโดยบังเอิญ" หลิงซางพูดต่อ
"ไม่ได้พบกันโดยบังเอิญ" เซิ่นอวี๋ทวนเสียงนั้นมีบางอย่างที่หลิงซางไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าอะไรระหว่างความโล่งใจกับความกลัว
"ท่านรู้สึกอย่างไรกับเื่นี้" หลิงซางถาม — ถามจริงๆไม่ใช่เพื่อตรวจสอบ
เซิ่นอวี๋คิดอยู่นาน
"ข้าไม่รู้" เขาตอบตรงๆ "แต่ข้ารู้ว่า...ั้แ่พบท่านหมอ มีบางอย่างในข้าที่หยุดนิ่ง สิ่งที่ปกติวุ่นวายอยู่เสมอมันสงบลงข้าไม่รู้จะอธิบายเป็คำพูดได้"
หลิงซางฟัง
"ท่านหมอล่ะ" เซิ่นอวี๋ถามคืน
หลิงซางมองออกไปที่หน้าต่างมองดาวที่เห็นได้ชัดเจนในท้องฟ้าเว่ยหยาง
"ข้าฝันเห็นเ้ามาก่อนที่จะพบเ้า" เขาพูดช้าๆ ราวกับเอาคำออกมาทีละคำ"ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็อย่างไรแต่รู้สึกถึงการมีอยู่ มาทุกคืนหลายปีแล้ว และเมื่อเ้าเดินเข้ามาในโรงหมอ—"
เขาหยุด
"รู้สึกว่าความฝันนั้นจบ" เขาพูดเสียงเงียบที่สุดที่เคยพูดมา
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา มองนานมาก
แสงเทียนระหว่างสองคนส่องให้เห็นสิ่งที่ปกติซ่อนอยู่ในดวงตาสีเทาอมน้ำตาลของหมอที่ไม่เคยพูดเกินความจำเป็มีบางสิ่งที่อ่อนโยนและเปิดเผยกว่าปกติ
และในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของนักสืบที่ยิ้มให้โลกทั้งใบแต่ไม่เคยยิ้มให้ตัวเอง—
มีรอยยิ้มที่เขาไม่ได้ตั้งใจ
เป็รอยยิ้มที่ถึงตา
????สิ่งที่พบในร้านเก่าและชื่อที่ตามมา????
วันที่สาม
ตัวินำพวกเขาไปยังร้านค้าเก่าแห่งหนึ่งในย่านตะวันตกของเว่ยหยางร้านที่ปิดมาหลายเดือนแล้วแต่ยังไม่มีเ้าของใหม่มาเช่า
ข้างในฝุ่นเกาะหนาแต่เมื่อเซิ่นอวี๋กวาดฝุ่นออกจากพื้นบางส่วน เขาพบรอยที่น้ำหนักของกล่องหนักๆทิ้งไว้ รอยสี่เหลี่ยมหลายอัน ขนาดที่พอๆ กัน
"เก็บของไว้ที่นี่" เซิ่นอวี๋พูด "ก่อนจะขนออกไป"
"ขนไปทางไหน" หลิงซางถาม
ตัวิชี้ออกไปทางหน้าต่างด้านหลังซึ่งมองเห็นแม่น้ำสายเล็กที่ไหลผ่านเมือง
"ทางน้ำ" เขาพูด "เรือเล็กที่ออกกลางดึกมีคนเห็นอยู่คืนเดียว หลังจากนั้นไม่มีอีก"
"ไปถึงที่ไหน" เซิ่นอวี๋ถาม
"แม่น้ำนี้ไหลลงไปทางใต้ผ่านสองเมืองก่อนจะถึงฉางอัน"
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"หมายความว่าตำราอยู่ในฉางอันแล้ว" เขาพูดเงียบๆ
"อยู่ในมือของขุนนางเว่ย เส้าหลิน" เซิ่นอวี๋แก้ไข
"ซึ่งหมายความว่าเราต้องกลับ"
"ใช่" เซิ่นอวี๋พูด แต่ไม่ขยับ "แต่ข้ายังมีเื่ที่ต้องทำที่นี่ก่อน"
หลิงซางมองหน้าเขา
รู้ว่าเซิ่นอวี๋หมายถึงอะไร ไม่ถาม
"ข้าจะรอ" เขาพูด
ตัวิมองทั้งสองคน ปากเกือบจะพูดอะไรแต่ก็หุบไว้ เดินออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆด้วยท่าทางของคนที่รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาของตัวเอง
เย็นวันนั้น เซิ่นอวี๋ไปที่สุสานคนเดียว
หลิงซางไม่ตามไปครั้งนี้แต่เมื่อเซิ่นอวี๋กลับมาหลิงซางนั่งรออยู่ที่ห้องโถงของโรงเตี๊ยมพร้อมชาร้อนสองถ้วย
เซิ่นอวี๋นั่งลงตรงข้าม รับถ้วยชา
ดวงตาของเขาไม่ร้องไห้แต่มีบางสิ่งในนั้นที่ล้างออกแล้ว สะอาดขึ้น เบาขึ้น
"ข้าบอกเธอแล้ว" เขาพูดเบาๆ
"บอกอะไร"
"บอกว่าข้าหาความจริงเจอแล้ว ยังไม่ครบแต่เจอแล้ว" เซิ่นอวี๋ดื่มชา "และบอกว่าข้าพบคนที่ข้าไม่รู้จะอธิบายให้เธอฟังว่าเป็ใคร"
หลิงซางมองหน้าเขา
"เธอคิดว่าอย่างไร"
เซิ่นอวี๋ยิ้ม รอยยิ้มที่ถึงตารอยยิ้มที่หลิงซางชินแล้ว และรู้แล้วว่าจริงหรือไม่จริง
"เธอบอกว่าถ้าทำให้เ้าของรอยมือเย็นนั้นยิ้มได้บ้าง ก็นับว่าโชคดีมาก"
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"มือข้าไม่ได้เย็นตลอดเวลา" เขาพูด
"เย็นกว่าคนปกติอยู่ดี" เซิ่นอวี๋ยิ้ม
"และข้าไม่ได้ไม่ยิ้มข้าแค่ไม่ยิ้มบ่อย"
"รู้" เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา "แต่ตอนที่ยิ้มมันคุ้มค่ากว่า"
หลิงซางจ้องหน้าเซิ่นอวี๋
และมุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
เล็กมาก แทบมองไม่เห็น
แต่เซิ่นอวี๋เห็น
✨ รุ่งเช้าก่อนกลับและสิ่งที่ค้างไว้✨
เช้าวันสุดท้ายในเว่ยหยาง
ตัวิมาส่งที่ประตูเมืองพร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมที่เครือข่ายของเขาหามาได้คืนก่อนชื่อของคนกลางที่ใช้ลำเลียงตำรา เส้นทางที่ใช้ และ
"ขุนนางเว่ย เส้าหลินกำลังจัดงานเลี้ยงใหญ่ที่ฉางอันในอีกสิบวัน" ตัวิพูด "งานเลี้ยงที่เชิญขุนนางชั้นสูงหลายสิบคน"
เซิ่นอวี๋และหลิงซางมองหน้ากัน
"เขาจะใช้ถ้วยอีก" หลิงซางพูดเงียบๆ
"และครั้งนี้คงไม่ใช่แค่ทำให้ป่วย" เซิ่นอวี๋พูดต่อ
"สิบวัน" หลิงซางคำนวณ "ถ้าเราออกเดินทางวันนี้—"
"ถึงได้พอดี"
ตัวิมองทั้งสองคนแล้วก็มองเซิ่นอวี๋โดยเฉพาะ
"ระวังตัวด้วย" เขาพูด เสียงที่ปกติแข็งๆอ่อนลงเล็กน้อย "สิบปีที่ผ่านมา เว่ยหยางรอเ้า ครั้งหน้าถ้ากลับมาอีก...ไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นก็ได้"
เซิ่นอวี๋มองตัวิแล้วก็ทำสิ่งที่ตัวิน่าจะไม่คาด เดินเข้าไปกอด สั้นๆ แต่จริงใจ
ตัวิงงอยู่วินาทีหนึ่งก่อนจะกอดกลับ
"กลับมาเร็วๆ" ตัวิบอก
"จะพยายาม"
พวกเขาออกจากเว่ยหยางเมื่อแดดขึ้นสูง
ผ่านประตูเมืองที่เซิ่นอวี๋หันหลังออกไปครั้งสุดท้ายด้วยสีหน้าที่แน่วแน่เมื่อสิบปีก่อน
ครั้งนี้เขาหัน
หันกลับมามองเมืองที่กำแพงหินสีเทาและประตูน้ำตาลแดงนั้นอีกครั้งมองอยู่สักครู่
แล้วก็หันหน้ากลับมาในทิศทางที่ต้องไป
หลิงซางที่ขี่ม้าเคียงกันไม่พูดอะไรแต่สังเกตทุกอย่าง
"ดีขึ้นไหม" เขาถามหลังจากออกเดินทางได้สักพัก
เซิ่นอวี๋คิดอยู่ครู่หนึ่ง คิดจริงๆไม่ใช่หาคำตอบสำเร็จรูป
"ดีขึ้น" เขาพูดในที่สุดเสียงเงียบแต่มั่นคง "ยังไม่เสร็จ แต่ดีขึ้น"
"นั่นก็พอแล้ว" หลิงซางพูด
ม้าทั้งสองตัวเดินคู่กันบนถนนหินที่นำกลับสู่ฉางอันแสงเที่ยงวันส่องลงมาบนหิมะที่เหลืออยู่ตามข้างทาง ทำให้แต่ละก้อนเรืองแสงขาวจางๆ
เซิ่นอวี๋มองแสงนั้น
แล้วมองมือของหลิงซางที่จับบังเหียนอยู่ข้างๆ
"ท่านหมอ"
"อะไร"
"ข้าอยากถามสิ่งที่ไม่ได้ถามคืนที่แล้ว"
หลิงซางหันมามอง ไม่ขัด
"ฝันที่ท่านบอกว่าจบลงเมื่อพบข้า" เซิ่นอวี๋พูดช้าๆ "จบในแบบไหน"
หลิงซางมองออกไปข้างหน้าถนนยาวที่นำกลับสู่ฉางอัน แสงและเงาสลับกันตามต้นไม้ข้างทาง
"จบในแบบที่รู้สึกว่า" เขาพูดเงียบๆ "ไม่ต้องมองหาอีกต่อไป"
เซิ่นอวี๋ฟัง
ไม่พูดอะไรอีกนาน
แต่ระยะห่างระหว่างม้าสองตัวที่เดินอยู่ด้วยกันนั้นค่อยๆ แคบลงจนไหล่ของทั้งสองเกือบจะชนกัน
และไม่มีใครขยับออกไป
♥️"บรรทัดสุดท้ายของตำนาน ไม่มีใครเขียนลงไป แต่ทุกคนที่เคยฟังรู้ว่าบรรทัดนั้นเขียนว่าอะไร♥️
บรรทัดนั้นเขียนว่า 'เธอเยียวยาาแทั้งหมดในแผ่นดิน และมือของเขา คือที่เดียวที่เธอยินดีให้ใครัั
เธอให้แสงออกไปทั้งหมด และสิ่งเดียวที่เธอเก็บไว้ให้ตัวเองคือวิธีที่เขาเรียกชื่อของเธอ
เธอไม่รู้ว่าตัวเองสว่างแค่ไหน แต่จากดวงตาของเขา เธอเห็น
เขาไม่รู้ว่าตัวเองสำคัญแค่ไหน แต่จากวิธีที่เธอหาเขาทุกครั้งเขารู้สึกได้แล้ว
ตำนานจบลงแบบนั้น ไม่ใช่เพราะเื่จบแล้ว แต่เพราะเื่แบบนี้ไม่้าตอนจบ มันคือเื่ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอั้แ่แรก'"
♥️ "ในตำนานของเ้าหญิงหิมะมีคนถามว่า 'ผู้พิทักษ์ได้รับอะไรตอบแทน' คนนั้นบอกว่า 'ได้เธอ' 'แต่เธอเป็เ้าหญิงของผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก''เธอเป็เ้าหญิงของแผ่นดิน แต่จิติญญาของเธอเป็ของข้า'" ♥️
..สุสาส์นราคะ...