ตอนที่ 3 เ้าของร่างเดิมผู้มีชะตาอันขมขื่น (1)
พอนึกถึงเ้าของร่างเดิมที่เลือกฆ่าตัวตายั้แ่อายุยังน้อย ลึกๆ แล้วเขาค่อนข้างเห็นใจ แต่มากกว่านั้นคือรู้สึกโชคดีที่ตัวเองสามารถคืนชีพโดยอาศัยร่างนี้ เขาไม่รู้ว่าความแค้นและความไม่ยินยอมก่อนตายของตนนั้นแรงกล้าเกินไปหรือเปล่า ์จึงให้เขายืมร่างนี้คืนชีพ เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้บังเอิญตื่นขึ้นมาในร่างนี้ แต่อย่างน้อยตัวเขาในตอนนี้ก็โชคดีที่ได้มีชีวิตเป็ครั้งที่สอง และมีโอกาสที่จะชำระบุญคุณความแค้นเมื่อชาติก่อน
ใช่แล้ว การที่อาศัยร่างนี้ในการคืนชีพได้ เขาช่างโชคดีมากจริงๆ ชายหนุ่มที่ชื่อว่ามู่ชิงผู้นี้ไม่เพียงแต่อายุน้อยกว่าร่างเดิมของตนเป็สิบปี รูปร่างหน้าตายังดูดีกว่าตอนที่ตนยังไม่เสียโฉมมาก สำคัญที่สุดคือเขาอาศัยอยู่คนเดียว ซึ่งถือเป็การให้เวลาเขาปรับตัวพอดี รวมถึงหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ว่าเกิดใหม่แล้วไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเ้าของร่างเดิม ในทางกลับกันหากมู่ชิงอาศัยอยู่กับญาติหรือมีเพื่อนร่วมห้อง สถานการณ์ของเขาก็จะลำบากยิ่งขึ้น...ไม่ว่าใครเมื่อพบว่าคนข้างกายตื่นมาแล้วจู่ๆ ก็จำอะไรไม่ได้ ซ้ำยังนิสัยเปลี่ยนไป ก็ต้องเกิดความสงสัยกันทั้งนั้น ถึงเวลานั้นตนก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยุ่งยากกว่าเดิมมาก
เพราะตอนนี้เบื้องบนยังมีบุญคุณของพ่อเลี้ยงที่ยังไม่ได้ทดแทน เบื้องล่างก็มีแค้นใหญ่กับซ่งจื่อเซวียนที่ยังไม่ได้ชำระ ในที่ลับยังมีผู้บงการหลังม่านที่อยากให้เขาตาย ถ้าหากเขาเผลอเผยพิรุธดึงดูดความสนใจของคนหลังม่านขึ้นมา ถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่การล้างแค้นหรือสืบหาความจริงเลย เกรงว่าจะใช้ชีวิตต่อไปก็ยังลำบาก
แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือใคร แต่เขาเชื่อว่าในเมื่อคนคนนั้นฆ่าเขาได้ครั้งหนึ่ง ก็ฆ่าเขาเป็ครั้งที่สองได้เช่นกัน อีกทั้งดูจากสถานการณ์ของมู่ชิงในตอนนี้ การที่คนคนนั้นจะฆ่าเขานั้นง่ายยิ่งกว่าตอนที่ฆ่าตัวเขาเมื่อชาติก่อนอีก
เมื่อคิดเชื่อมโยงเื่อันแสนยุ่งเหยิงเหล่านี้เข้าด้วยกัน เสิ่นมู่ชิงก็รู้สึกปวดหัวไม่หยุด เขานวดคลึงขมับ คนในกระจกเองก็เผยอารมณ์กลัดกลุ้มออกมาเช่นเดียวกัน
ตลอดสามวันที่เกิดใหม่เขาไม่ได้ออกไปข้างนอกและไม่ได้ติดต่อใครทั้งนั้น เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านอย่างเดียว นอกจากคอยติดตาม ‘ข่าวการตาย’ ของตัวเองแล้ว ก็เปิดอ่านไดอารี่ที่มีอยู่เต็มลิ้นชักของมู่ชิง
เ้าของร่างเดิมเติบโตมากับพ่อที่เป็ตำรวจอาชญากรรมมาั้แ่เด็ก ในไดอารี่ไม่ได้มีข้อความเขียนถึงแม่เลยสักคำ เมื่อห้าปีก่อน พ่อที่อยู่ระหว่างลาพักร้อนได้สละชีวิตด้วยความโชคร้ายจากการกระทำที่ชอบธรรมและกล้าหาญ ตอนนั้นเขาที่เพิ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ต้องกัดฟันขายบ้านเพื่อจัดงานศพให้พ่อท่ามกลางเหล่าญาติๆ ที่ต่างนิ่งดูดาย จากนั้นพกเงินเก็บที่เหลืออยู่ไม่เท่าไรเดินเข้ามหาวิทยาลัยตี้ตู และสำเร็จการศึกษาในสี่ปีต่อมาโดยการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
อาจเนื่องจากความเมินเฉยจากญาติและเพื่อนๆ รอบตัว มู่ชิงจึงเริ่มไม่เชื่อใจคนอื่น เขาค่อยๆ ตีตัวออกหากจากกลุ่มคน ไปไหนมาไหนคนเดียวในมหาวิทยาลัย เปลี่ยนไปเป็คนเก็บตัวอย่างมาก พวกเพื่อนนักเรียนใกล้ตัวล้วนคิดว่าในอนาคตเขาจะเป็ครู หรือไม่ก็หาสำนักพิมพ์สักแห่งทำงานด้านวรรณกรรมมาโดยตลอด แต่ที่เหนือความคาดหมายของทุกคนคือ พอเขาเรียนจบก็เซ็นสัญญากับบริษัทเอเจนซี กลายเป็นักแสดงในสังกัดของบริษัทดังกล่าว
ขณะที่เปิดไดอารี่ไปถึงใน่หนึ่งปีที่ผ่านมาของมู่ชิง เสิ่นมู่ชิงก็อดถอนหายใจยาวไม่ได้...เขาไม่เคยเห็นคนที่ไม่เหมาะกับวงการบันเทิงยิ่งกว่ามู่ชิงมาก่อนเลยจริงๆ เขามองว่าหลังจากที่มู่ชิงเรียนจบ แม้ว่าจะขยันร่ำเรียนการแสดง แต่กลับไม่มีพร์ทางด้านนี้เลยจริงๆ การวางตัวและการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคมไม่ลื่นไหลพอ แถมยังมีนิสัยชอบเก็บตัวอีก มักสร้างภาพจำว่ารักสันโดษให้นักแสดงคนอื่นๆ ข้างตัวเสมอ
เขาไม่ถนัดคบค้าสมาคม ทั้งยังไม่รู้จักคว้าโอกาสไว้ ยิ่งไม่ยอมสละตัวเองเพื่อรับ ‘ทุนช่วยเหลือ’ จากพวกนายทุน เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกันจึงทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับคนอื่นๆ ยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ อีกทั้งสถานการณ์ในบริษัทก็ยิ่งยุ่งยากเข้าไปอีก
เมื่อเป็เช่นนี้ ท่าทีของผู้จัดการหลี่ว์ซิ่งที่แรกเริ่มเดิมทีตั้งความหวังไว้กับเขาเนื่องจากรูปลักษณ์ภายนอกจึงได้แปรเปลี่ยนจากอบอุ่นเป็เมินเฉย ทรัพยากรที่เคยจัดสรรให้เขาก็เริ่มแบ่งไปให้ตัวละครสมทบชายที่ชอบประจบเอาใจ เปลี่ยนให้เขากลายเป็ตัวละครที่มีบทพูดไม่กี่ประโยค ได้ออกหน้ากล้องไม่กี่ครั้ง