องค์ที่ 5 สมรภูมิอวกาศ : 1st Batlle of Rhincrest Solar System
ณ ห้องวางแผนสถาบันสตาร์ไรเคส มีทหารจำนวนมากกว่า 100 คนรวมถึงผมได้เข้าประชุมและรับฟังแผนการของร้อยตรีเฟร์ ที่เป็ผู้ควบคุมดูแลสถาบันแห่งนี้ และนี้เป็เหตุการณ์เร่งด่วนที่สุดอย่างมาก
"ตอนนี้มีกองยานย่อยของอาณาจักรเบรีสได้เข้ามารุกรานดาวของพวกเรา ในขณะที่ชายแดน ณ ระบบดาวซีเรี่ยน กำลังเข้าสู้การรบอย่างเต็มรูปแบบจากกองทัพอวกาศที่ 11 ของเบรีส นี้จึงเป็สภาวะาที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในขณะนี้ ชั้นในฐานะร้อยตรีผู้คุมสถาบันสตาร์ไรเคส จึงได้ตัดสินใจให้ทหารเกณฑ์ทุกคนประดับยศเป็สิบตรีั้แ่ ณ วินาทีนี้เป็ต้นไป"
นั่นคือคำพูดของร้อยตรีเฟร์ ที่ตัดสินใจให้ทหารเกณฑ์ทั้งหมดได้ประดับยศเป็สิบตรีกันทุกคน เนื่องจากตอนนี้ดาวไรเคสได้เข้าสู่สภาวะาเรียบร้อยแล้ว
หลังจากกล่าวจบ เธอก็รีบเปลี่ยนสไลด์บอร์ดที่ฉายอยู่เป็เป็ภาพ 3 มิติในทันที พร้อมกับภายในห้องที่เริ่มมืดลง
พอมันมีแผนภาพ 3 มิติแบบนี้ในใจของผมก็ใจนคิดว่า เทคโนโลยีมันมาถึงขั้นนี้แล้วหรอ แต่นั่นก็คงเป็เทคโนโลยีทางเวทมนต์อีกแน่นอน
ภาพตรงหน้าที่เธอฉายให้พวกเราเห็นนั่นคือ กองยานรบย่อยที่ 11 ของอาณาจักรเบรีสที่กำลังทิ้งะเิปูพรมดาวไรเคสอยู่นั่นเอง และปืนใหญ่ Auto Cannon ของที่นี้ไม่มีกำลังยิงมากพอที่จะยิงะุไปถึงยานเหล่านั่นได้
แต่เื่นั่นก็ต้องถูกปัดตกไป เมื่อร้อยตรีเฟร์ ได้แนะนำพวกเราให้รู้จักกับปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานรุ่นใหม่ของกองทัพ นั่นคือปืน Rail Gun พลังงานเวทมนต์ ที่จะต้องให้นายทหารเป็คนยิง โดยในขั้นตอนนี้มีทหารสิบตรีหลายคนที่เสนอตัวอย่างคับคลั่งเพราะนี้เป็สถานการ์ฉุกเฉินนั่นเอง
"ขอบใจพวกแกมาก เอาหล่ะเสต็ปต่อไป หลังจากใช้ปืน Rail Gun ยิงต่อต้านกองเรือของศัตรู และหากยิงได้มากพอจนทำเรือรบของพวกมันตกลงสู่ชั้นบรรยากาศได้ จำเป็ต้องมีหน่วยจู่โจมจำนวน 20 นายที่ต้องขึ้นกระสวยอวกาศ เข้าไปจู่โจมและยึดเรือธงของกองยานศัตรูให้ได้ มีใครอาสาบ้าง...."
คุณเฟร์เริ่มอธิบายเสต็ปต่อไปอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งมาถึงจุดที่ต้องใช้หน่วยจู่โจมสำหรับยึดเรือธงศัตรูมาให้ได้ และแน่นอน ผมที่ไม่อยากจะไปเสี่ยงตายในถิ่นศัตรูมากเท่าไหร่ ก็พยายามที่เงียบๆเอาไว้
ในขณะเดียวกันก็มีนายสิบตรีหลายคนต่างก็เริ่มเสนอตัวเข้าร่วมปฏิบัติการจู่โจมนี้ของเฟร์ทันที แต่ทว่าเมื่อได้จำนวนคนท่ครบเรียกร้อยแล้ว เธอกลับบอกว่า้าแค่ 19 คน ก่นอจะชี้นิ้วมาที่ผม
"19 คน แล้วก็นายก็ต้องไปด้วยอาร์ค!!"
"อ... เอ๊ะ...!? ค... ครับ!!!"
ให้ตายสิ ทำไมต้องปฏิบัติการเสี่ยงตายด้วยนะ แต่ว่า... ก็คงขัดใจอะไรเธอไม่ได้แล้วหล่ะ ถ้าหากคุณเฟร์ตัดสินใจเลือกผมแบบนี้
ผมได้แต่ขานรับตามคำสั่งของเธอ ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มแยกย้ายกันไปเพื่อเตรียมตัวสำหรับปฏิบัติการที่ตนเองต้องทำ ซึ่งตัวผมก็ได้ไปยังห้องเตรียมพร้อมสำหรับหน่วยจู่โจมเช่นกัน
สองเท้ารีบย้ำพื้นอย่างรวดเร็วไปยังห้องเปลี่ยนชุดของหน่วยจู่โจม ก่อนที่ผมจะนำเกราะอกและเกราะเข่ารวมถึงหัวไหล่มาสวมใส่ เหมือนๆกับสิบตรีคนอื่นๆที่นำอุปกรณ์ที่เหมือนกันมาใส่ รวมถึงต้องใช้หน้ากากสำหรับหายใจอวกาศและหน้ากากกันลมอวกาศเพื่อป้องกันสายตาของตนด้วย
หลังจากที่เตรียมตัวเสร็จแล้ว ผมกับคนที่เหลืออีก 19 คนก็ได้เข้าไปเตรียมพร้อมในกระสวยอวกาศที่จะถูกยิงจาก ช่องปล่อยจรวดของเรือรบที่ประจำการอยู่ในดาวไรเคสแห่งนี้
"อาร์ค เ้าไม่มีอาวุธแถมใช้ Luminus ก็ไม่ได้เอานีี้ไปใช้ก่่อนสิ"
"ขอบคุณครับท่านร้อยตรี!!"
ในตอนที่กำลังรอให้ถึง่ปฏิบัติการนั่น คุณเฟร์ก็เดินเข้ามาหาผมด้วยท่าทีเป็ห่วงเล็กน้อยก่อนจะยื่นดาบเล่มหนึ่งและปืนพลาสม่ามาให้กระบอกหนึ่ง ซึ่งผมก็ขานรับตามความประสงค์ดีของเธอในทันที
หลังจากส่งมอบอาวุธให้เรียบร้อย เหมือนคุณเฟร์จะต้องกลับไปยังห้องบัญชาการของสถานบันเพื่อทำการสั่งการภายในห้องนั่น ผมจึงได้นำดาบของคุณเฟร์มาเช็คดูเสียหน่อย
"นายโชคดีชะมัดที่ร้อยตรีเขาสนใจนายน่ะ" ชายคนหนึ่งเข้ามาประกบผมและคล้องคอด้วยรอยยิ้มแสนจะอารมณ์ดี
"หรอ... ผมคิดว่า เพราะผมแน่วแน่มากกว่านะครับ" ผมพูดถ่อมตัว เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับมันดีมากๆ
"ไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอกน้า!! ใจนายแน่มากพวก!!" ถึงจะกล่าวด้วยความถ่อนตน แต่ชายคนนั้นก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม
หลังจากที่พูดจบ ผมกับพวกนายทหารอีก 19 คนต่างก็เตรียมตัวกันจนเรียบร้อยและขึ้นไปนั่งบนกระสวยอวกาศ หรือ กระสวยจู่โจมและเตรียมตัวให้เรียบร้อย
เวลาผ่านไปราวๆ 20 นาทีหลังจากเกิดการรบขึ้น ณ ชั้นบรรยากาศของดาวไรเคสและพื้นดาว ปืนใหญ่ Rail Gun ยิงจนทราบข้อมูลแล้วว่า กองยานของเบรีส เริ่มเสียหายหลายลำ จากทั้งหมดราวๆ 3000 ลำที่บุกเข้ามาทิ้งะเิ ณ ดาวดวงนี้ เริ่มมียานรบตกลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวที่ละ ลำ สองลำ
จนจำนวนกองเรือทั้งหมดลดเหลือเพียง 1800 ลำ ถือว่าอนุภาคของปืนใหญ่นั้นดีเอามากๆ และเมื่อสถานการณ์ในตอนนี้ทางเรากำลังได้เปรียบ ก็มีสัญญานส่งตรงมาจากห้องบัญชาการในทันที
"หน่วยจู่โจมปฏิบัติการได้"
"รับทราบครับร้อยตรี!!"
เสียงของคุณเฟร์ที่ออกคำสั่งกับพวกเราดังผ่านวิทยุ ก่อนที่แท่นส่งกระสวยจะเปิดออก พร้อมกับนักบินของกระสวยจู่โจมจะทำการเดินเครื่อง ทรัสเตอร์ปะทุขึ้นก่อนที่กระสวยอวกาศจะพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
"อึก!! รู้สึกหนักชะมัด"
"ทนหน่อยน่า แรง G มันก็รุนแรงแบบนี้แหละ"
"คร่อก... ครับ!!"
แรงกดความเร็วอันรุนแรง ทำให้ร่างกายของผมหนักอึ้งและเ็ปไปหมด จากความที่กระสวยจู่โจมพุ่งทะยานอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ผมที่ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ทำให้กระอักเืออกมาเล็กน้อย แต่ยังไงก็ต้องทน
หลังจากกระสวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของดาวไรเคส กระสวยอวกาศลำนี้ก็พุ่งทะยานเข้าใส่เรือธงของกองยานย่อยก่อนที่ปืนเลเซอร์เจาะเกราะจะทำงานและละลายบริเวณที่กระสวยเข้าทำการพุ่งชนจนเกิดแรงสั่นะเืกับยานอวกาศลำที่กระสวยชนอย่างรุนแรง
เสียงตุ้ม ดังขึ้นมา ก่อนที่ประตูหน้าของกระสวยอวกาศจะเปิดออก พร้อมกับหน่วยจู่โจมไรเคสเริ่มวิ่งลงจากกระสวยอวกาศอย่างรวดเร็วและทำการยึดพื้นที่บริเวณนี้เพื่อปฏิบัติการสังหารผู้บัญชาการกองยานย่อยนี้แบบเร่งด่วน
'วี๊ด!!!!!!!! วี๊ด!!!!!!!!!' เสียงสัญญานเตือนภัยการถูกบุกรุกภายในยานธงดังขึ้นมาอย่างสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับภายในทางเดินบล็อกยานอวกาศที่มีสัญญานไฟสีแดงกระพริบรัวๆ เพื่อส่งสัญญานไปที่ระบบควบคุมของยานลำนี้
"คร่อก... แค่กๆ... รอผมด้วยครับ"
"อย่าทำตัวเป็ตัวถ่วงนะอาร์ค ตอนนี้นายคือทหารแล้ว!"
"ครับ... อ๊ะ!! ระวังครับ!!"
ความรุนแรงจากการเจาะเกราะทำให้ผมทนไม่ไหว ร่างกายที่ไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อน แต่ต้องเข้าต่อสู้ในสมรภูมิอวกาศั้แ่วันแรกที่มาเป็ทหาร ทำให้ผมพยายามเกาะกำแพงเอาไว้และพยายามเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ
นายทหารคนหนึ่งเรียกผมด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ ก่อนที่ผมจะรีบเดินเข้าไปหาเขา
แต่ในตอนที่กำลังเดินเข้าไปหาและรวมกลุ่ม ผมก็เหลือบมองเห็นทหารศัตรูโผล่มาจากด้านหลังและเตรียมจะยิงปืนใส่พวกพ้องของผม
'ปิ้ว!!'
ในเสี้ยววินาทีนั่นเอง ผมรีบชักปืนพกขึ้นมาและยิงออกไป ะุพลังงานพลาสม่า พุ่งผ่านอากาศใส่ร่างของทหารเบรีส ก่อนที่ผมจะรีบวิ่งเข้าไปหาพวกของตนเอง
"ขอบใจมากอาร์ค"
"ไม่มีปัญหาครับ คุณเองก็ช่วยระวังหลังให้ผมด้วยนะครับ"
"อ๊า..."
เมื่อถูกช่วยชีวิต ชายคนนั้นก็กล่าวขอบใจผมในทันที ก่อนที่ผมจะยิ้มให้เขาและขอให้เขาช่วยระวังหลังให้ผมด้วย ซึ่งเขาก็ยอมรับคำขอนั่นอย่างดี
ในขณะที่พวกเราหน่วยจู่โจมกำลังยึดพื้นที่อยู่นั่นเอง นายทหารคนหนึ่งที่แฮ็คยานรบและตรวจสอบหาห้องสะพานเรือของยานลำนี้ก็ได้ใช้อุปกรณ์โฮโลแกรมเวทมนต์ของตนเองสร้างภาพยานรบลำนี้ขึ้นมา
ภาพยานรบ 3 มิติหมุนไปรอบๆก่อนจะซูมเข้ามาภายในยานและแสดงจุดสีเขียวที่เป็จุดที่พวกผมอยู่ และจุดแดงที่เป็สะพานเดินเรือของฝ่ายศัตรู ที่อยู่ขึ้นไปจากต้องท่าเทียบยานรบขนาดเล็กนี้ ราวๆ 3 ชั้นได้
"แบ่งหน่วยจุ่โจมเป็ 2 หน่วย หน่วยที่ 1 จะเข้าโจมตีหลอกล่อที่เตาปฏิกรณ์คริสตัลของยาน ส่วนหน่วยที่ 2 ให้ตรงไปยังสะพานเดินเรือเพื่อจจัดการกับผู้บัญชาการกองยานนี้ เข้าใจรับทราบนะ?"
"รับทราบครับ!!"
หัวหน้าหน่วยจู่โจมที่ร้อยตรีเฟร์เป็คนตั้งไว้ ได้ทำการออกคำสั่งกับทหารที่เหลืออีก 19 คน โดยแบ่งออกเป็ 2 กลุ่มโดยแต่ละกลุ่มจะมีเป้าหมายที่ตนเองจะต้องไปทำ
เมื่อได้รับคำสั่งเรียบร้อย พวกเราก็แบ่งออกเป็ 2 กลุ่มทันที โดยที่ผมได้อยู่ในหน่วยที่ 2 ที่จะต้องไปจัดการกับผบ.ยานลำนี้
หน่วยที่ 2 ทำการวิ่งและรุกเคลือบขึ้นไปยังชั้นที่ 2 ของยานที่เป็พื้นที่โรงนอนและคลังเก็บอาวุธของยานลำนี้
ในขณะที่พวกผมกำลังเคลื่อนตัวไปตามโถงทางเดินที่มีเส้นทางแยกหลายทาง พวกเราก็โดนกองทหารป้องกันยานทำการยิงสกัดการบุกรุกในทันที
ปืนพลาสม่าจำนวนหลายกระบอกยิงเข้าใส่พวกผมรัวๆ ในขณะที่นายทหารตัวใหญ่ของกลุ่มพวกผมจะใช้อุปกรณ์ป้องกันโล่เวทมนต์ทำการป้องกันะุพลาสม่าจำนวนมากที่ยิงเข้ามาอย่างไม่มีท่าทีจะหยุดยั้งอะไรเลย
'ปิ้วๆๆ!!!!'
'วี๊ด!!! บึ้ม!!'
ะุพลาสม่ายิงเข้าใส่อย่างรัว ทำให้พวกเราไม่สามารถไปไหนได้ จนนายทหารคนหนึ่งได้ทำการปาะเิพลาสม่าจนเกิดะเิในกลุ่มทหารเบรีสที่เข้ามาสกัดจนโดนแรงะเิตายไปอย่างรวดเร็ว
พอเส้นทางเคลียร์รีบร้อย ผมกับอีก 9 คนก็รีบออกจากตรงนั้นและเดินขึ้นลิฟต์ขึ้นไปชั้น 3 ในทันที แต่เมื่อขึ้นมายังชั้น 3 ที่เป็ชั้นสุดท้ายก่อนจะเข้าไปจนถึงชั้นที่ 4 ที่จะเป็สะพานเรือของยานรบเรานี้ได้แล้ว
พวกเราเดินทางไปตามโถงทางเดินเรื่อยๆ จนเจอเข้ากับกองทหารจำนวนหลายสิบคนที่สวมชุดเกราะขนาดใหญ่ที่เหมือนราวกับ Power Suit ส่วนพวกผม 10 คนไม่ได้สวมชุดเกราะ Power Suit เพราะทหารจักรวรรดิดวงดาวแต่ละคน มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว
"ไอ้พวกหมาจักรวรรดิ แกจะต้องตายที่นี้แหละ!!!"
ทหารเบรีสคนหนึ่งสบถด่าพวกเรา พร้อมกับชูขวานมาทางพวกผม ก่อนที่ทหารเบรีสจำนวน 20 กว่าคนจะวิ่งเข้ามาหมายจะสังหารพวกผมให้ได้
"เย้ย!!!"
"อย่ายืนโง่สิไอ้งัั่งเอ๊ย!! ถ้าไม่ฆ่าก็ถูกฆ่านะอาร์ค!!"
"ค... ครับ... ถ... โธ่เอ๊ย!! ไม่อยากฆ่าเลยสักนิด!"
ตอนที่ทหารพวกนั่นเข้ามาหมายจะจัดการกับผมที่เห็นว่าอ่อนแอที่สุด ก็มีทหารที่ผมช่วยไว้ ตวัดง้าวในมือของเขาเข้าไปฟาดใส่ทหารที่เข้ามาฆ่าผม ตายไปในการฟาดง้าวเพียงครั้งเดียว ก่อนที่เขาจะตวาดใส่ผมด้วยความโมโหและพุ่งเข้าไปจัดการกับทหารเบรีสต่อในทันที
ผมที่ไม่รู้จะทำยังไงดี ก็กัดฟันสบถออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะผมไม่เคยฆ่าใครมาก่อนเลย แต่ร่างกายกับต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน
มือหนาเอื้อมชักดาบที่ร้อยตรีเฟร์ให้มาออกจากฝักดาบ ก่อนจะพุ่งเข้าไปตวัดดาบ ฟันใส่ชุดเกราะทหารเบรีสอย่างรุนแรง จนมันขาดออกเป็ 2 ท่อนในการฟันเพียงฉับเดียว นั่นทำให้ผมรู้ได้ในทันทีว่า นี้คืออาวุธเวทมนต์ ดาบสั่นะเืความแรงสูงนั่นเอง
พอจัดการกับทหารไปได้คนหนึ่ง ผมก็รีบวิ่งเข้าไปจัดการทหารศัตรูคนอื่นต่อในทันที
'ฉวัะ!! ฉับ!! กึด!!! แคร้ง!!!'
เสียงของดาบสั่นะเืในมือ ตวัดฟันใส่ทหารศัตรูคนแล้วคนเล่าดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ดวงตาสีแดงเบิกโพลงอย่างไร้ความหวาดกลัว ไม่เหมือนกับตอนแรกที่พึ่งจะจัดการทหารไป ราวกับว่าตอนนี้ตัวผมไม่ใช่ตัวของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ร่างกายขยับไปมา หลบหลีกการฟันและแทงจากอาวุธของศัตรูตรงหน้าและรอบๆตัว ก่อนจะตวัดตัวฟันอย่างไร้ปราณีในทุกๆย่างก้าวที่ขยับตัว
เืสีแดงสดไหลกระฉูดออกจากร่างของทหารผู้โชคร้าย อาบชุดทหารจักรวรรดิสีดำ ให้กลายเป็สีดำกึ่งแดง ก่อนที่ทหารเหล่านั่นจะลงไปนอนกองกับพื้นเป็ศพจนหมด
"แฮ่กๆ... อ่อก!!! อ้วก!!!"
"เห้ยๆ... นี้แก เก่งขนาดนี้ แต่พอสู้เสร็จกับอ้วกเลยหรอวะ...?"
"อย่าอ่อนแอไปหน่อยเลย หลังจากนี้แกต้องฆ่าคนอีกเยอะอาร์ค...."
"อ่อก.... ผมรู้ครับ... แค่มันทำใจไม่ได้เฉยๆน่ะ..."
หลังจากฆ่าทหารเบรีสไปเสร็จสับ ผมก็ทรุดตัวลงไปนั่่งคุกเข่ากับพื้น ก่อนจะอั้นเอาไว้ไม่อยู่ ความสะอิดสะเอียนในการฆ่าคนมันทำให้ ผมบ้วนเอาของเหลวสีรุ้งออกมาจากภายในปากของตน จนมันเลอะเปรอะเปลื้อนไปบนพื้น จนสภาพดูไม่ได้
ในขณะที่สติของผมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกทหารคนอื่นๆก็สบถคำพูดก่นด่าผมอย่างไม่สบอารมณ์และเตือนสติของผม ในฐานะที่ผมก็เป็ทหารคนหนึ่งเช่นกัน
ใช่... หลังจากนี้ผมก็คงต้องฆ่าคนอีกเยอะแน่ๆ แต่เมื่อเริ่มทำใจได้แล้ว ผมก็ยกแขนขึ้นมาปาดเศษของเหลวที่เลอะปากออกเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นมา และตั้งสติใหม่อีกครั้ง
'ตึกๆๆๆ!!!'
ไม่ทันที่พวกเราจะได้ไปไหนกันต่อ จู่ๆก็มีทหารเบรีสสวมชุดเกราะ Power Suit ออกมาจากทางที่พวกเราจะต้องไปต่ออีกหลายสิบคนเข้ามาล้อมพวกผมเอาไว้
"แม่งเอ๊ย!! โดนล้อมแล้วหรอวะ ก็ว่าทำไมคนแม่งน้อยๆ"
"แย่แล้วครับ ถ้าเป็แบบนี้คงมีหวังทำงานไม่สำเร็จแน่ๆ..."
"อาร์ค แกไปจัดการกับผบ.เลย เดี๋ยวตรงนี้พวกฉันรั้งไว้ให้"
"แต่ว่า ผมคนเดียวไม่ไหวหรอกครับ!!"
ในตอนที่กำลังถอดใจเพราะจำนวนที่มีมากกว่า ทำให้หลายๆคนเริ่มวิตกกังวลและอาจจะตายกันที่นี้ แต่ทว่าในตอนที่กำลังคิดแบบนั้นเอง จู่ๆทหารคนหนึ่งที่มีร่างกำยำและสูงใหญ่ที่เป็คนกางโล่เวทมนต์ให้พวกเราตอนชั้นที่ผ่านมา ก็ได้เอ่ยพูดกับผมด้วยความมั่นใจ
แต่ว่าสำหรับผมแล้ว ไปคนเดียวมันไม่ไหวหรอก แถม Luminus ก็ใช้ไม่ได้ด้วยจะเอาอะไรไปสู้กับผบ.กองยานนี้กันหล่ะ
ตอนที่ในใจกำลังสิ้นหวังนั้นเอง ทหารร่างกำยำคนนั้นก็เข้ามากระชากคอเสื้อของผม ก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นมาว่า
"ถ้าแกไม่ไหว แกก็ตายตรงนี้แหละอาร์ค!! "
"อึก.... ครับ... ผม.. ผมจะทำเท่าที่ทำได้ครับ!"
"เออ ถ้างั้นเตรียมตัวให้ดี เดี๋ยวจะเปิดทางให้!!"
พี่ทหารร่างั์พูดปลุกใจฟ่อของผมอย่างมุ่งมั่นด้วยคำพูดดูถูกเหยียดหยามตามที่ถนัด จนผมที่โดนด่าก็รู้สึกลังเลขึ้นมาไมไ่ด้ จึงต้องรับปากไว้เท่านั้น
หลังจากพูดจบ เขาก็ปล่อยตัวผมลงก่อนจะทำการเข้าไปโจมตีพวกทหารเบรีสในชุดเกราะเพื่อที่จะเปิดทางให้ผมอย่างสุดความสามารถ ผมเองที่เห็นเขาพยายามเปิดทางให้ผม ผมก็รีบเตรียมตัวออกวิ่งในทันที
"ตอนนี้แหละ ไปซะ!!"
"ครับ!!"
ในตอนที่ได้รับสัญญานจากพี่ทหารร่างใหญ่ ผมก็รีบก้าวเท้าวิ่งออกไปทันที
ร่างกายพุ่งทะยานจากจุดที่ยืนอยู่ วิ่งผ่านทหารเบรีสที่พยายามเข้ามาปิดเส้นทางเอาไว้ แต่ด้วยร่างกายที่เล็กและรวดเร็วของผม ทำให้มันไม่สามารถจับตัวของผมได้ทันที
แต่เมื่อผ่านมาได้แล้ว ทางข้างหน้ายังเป็พวกทหารเบรีสดัดทางไว้อยุ่ ผมจึงรีบออกแรงวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนวิ่งเข้าไปถึงลิฟต์ที่จะขึ้นไปยังชั้นบนสุดของยานรบลำนี้ทันที
"ฟู้ว... ชั้นสุดท้ายแล้วสินะ... เอาหล่ะ..."
เมื่อลิฟต์ค่อยๆเลื่อนขึ้นไปยังชั้นที่ 4 ที่เป็สะพานเรือของยาน ผมก็ค่อยๆถอนหายใจ และสูดลมหายใจเข้าออกอย่างเร่งด่วนเพื่อทำให้จิตใจของตนเองที่กำลังแปรปวนอยู่กับมาคงที่ให้เร็วที่สุด พร้อมกัน สองมือก็ทำให้สำรวจร่างกายของตนเอง เพื่อเช็คว่ามีอะไรที่ใช้ในการต่อสู้กับบอสของด่านนีี้ได้บ้าง
แน่นอนว่า มีแค่ปืนพลาสม่ากระบอกเดียว และดาบสั่นะเืแรงสูง 2 อย่างทำให้ผมรู้สึกหนักใจเอามากๆ เพราะจักรวาลนี้มีเวทมนต์ ไม่แน่ว่า ผบ.ของกองยานนี้อาจจะเป็ผู้ใช้เวทย์ระดับสูงก็ได้
'ปิ๊ง!'
ในขณะที่สมองกำลังตรึงเครียดนั่นเอง เสียงลิฟต์เคลื่อนมาจนถึงชั้นบนสุดก็ดังขึ้น ก่อนที่ผมจะรีบชักเอาดาบขึ้นมาถือไว้ในซ้ายของตนเองและควักปืนพลาสม่ามาทาบข้อมือซ้าย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบุกจู่โจมในทันที
แต่ทว่าเมื่อประตูค่อยๆเลื่ิอนเปิดออก ผมก็ไม่พบใครเลยนอกจากที่มารอต้อนรับดักซุ่มโจมตีผมในทางเดินก่อนถึงสะพานเดินเรือของยาน ซึ่งมันเป็อะไรที่แปลกมากๆ แต่ผมก็ต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ
ปลายเท้าก้าวเดินอย่างคล่องแคล่วว่องไวจนเดินมาถึงยังห้องควบคุม หรือสะพานเดินเรือของยานอวกาศลำนี้ได้ในที่สุด ก่อนที่ผมจะมองเห็นชายร่างอ้วนถ้วมดูทรงน้ำหนักเกิน กับทหารหญิงในชุดเครื่องแบบกระโปรงสั้นสีน้ำเงิน กำลังยืนประกบข้างอยู่ และด้านหน้าของชายอ้วนก็คือเหล่านักบินและโอเปอเรเตอร์ที่ค่อยควบคุมและสื่อสารผ่านยานลำนี้นั่นเอง
"หยุดการโจมตีซะ! ถ้ายังไม่อยากตาย!!!"
"หือ~ ผู้บุกรุกหรอ... กำลังรออยู่เลยนะ"
"บอกว่าให้หยุดการโจมตีไงเล่า!!"
ในขณะที่ผบ.ของศัตรูกำลังสนใจที่จอมอนิเตอร์ของยานรบนั่นเอง ผมก็รีบเดินเข้าไปใกล้ๆเท่าที่ทำได้ก่อนจะออกปากสั่งให้ชายคนนั้นยอมแพ้ในทันที แต่เมื่่อเขาได้ยินคำพูดของผม เขากับเพียงแค่เหลือบหันมามองเล็กน้อ ก่อนจะเอ่ยพูดขึ้นมาอย่างไม่สนใจ ราวกับว่ามีความแข็งแกร่งที่มากกว่าผมเสียอีก
สถานการณ์ที่น่าจะเป็ไปได้ด้วยดี ทำให้ผมต้องพูดซ้ำคำเดิมอีกรอบหนึ่ง จนเ้านั้นหันมาหาผมด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ พร้อมกับผู้ช่วยของมันที่ขยับตัวถอยห่างเพื่อให้พื้นที่กับชายตรงหน้าของผม
"เหอะ... ก็แค่ทหารยศต่ำ จะมีอะไรมาเทียบกับข้าที่เป็พันโทและมีพลัง Luminus 3 ดาวเขียวได้กันเล่า ฮะๆ~"
"อึก...!! ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกน้า!!"
เ้าพันโทผิวแทนนั่นสบถพูดออกมาอย่างไม่หวาดกลัวอะไร พร้อมกับโชว์ให้ผมเห็นตราดาว 3 อันที่ประดับไว้ที่พนักไหล่ของชุดทหารของเขากับ เอากำปั้นทุบเข้าหากันอย่างรุนแรง
ด้วยความที่ไม่ยอมคนอยู่แล้วผมก็ยิ้มมุมปากขึ้น ก่อนจะเข้าไปใช้ปืนพล่าสม่าในมือยิงเข้าใส่เ้านั้นอย่างไม่ยั้งมือ
'ปิ้วๆ!! ปิ๊ง!!!'
ในวินาทีที่ะุปืนพลาสม่าที่ยิงออกจากปืนของผม พุ่งเข้าใส่ร่างของเ้าพันโทนั้น มันก็ใช้ฝ่ามือของตนเองรวบรวมพลังเวทย์และปัดเป่าะุออกไปได้ทั้งหมด
นั่นทำให้ผมรีบเก็บปืนพลาสม่าของตนเอง และเปลี่ยนดาบสั่นะเืมาถือด้วยมือขวาก่อนจะพุ่งเข้าไปฟันเ้านั้นด้วยความรวดเร็ว ความเร็วของผมนั่นเร็วเอามากๆจนไม่มีใครสามารถรับการโจมตีได้ แต่ทว่า
'แกร๊ง!!! แก๊กๆๆๆๆ!!!!!'
"อะไรกัน ทำไมถึงหยุดได้หล่ะ!!!?"
เสียงของดาบสั่นะเืที่ฟันเข้าใส่ร่างของพันโทศัตรูตรงหน้า ดังขึ้นมาอย่างรุนแรง แต่นั่นคือเสียงของดาบที่สั่นะเือย่างรุนแรง และไม่สามารถตัดแขนของศัตรูตรงหน้าได้
แถมหนำซ้ำยังถูกหยุดด้วยมือเปล่าๆ ของเ้าพันโทตรงหน้าอีก นั่นทำให้ผมยิ่งใเข้าไปใหญ่ ก่อนที่ร่างกายของผมจะถูกอะไรบางอย่างต่อยเข้ามาที่หน้าท้องของตนเองอย่างรุนแรง
"อ่อก!! ทำไมกัน ทั้งๆที่ดาบสั่นะเืน่าจะเฉือนมือแกได้แท้ๆ"
"Luminus Iron Fist ยังไงหหล่ะ!! แกไม่มีทางชนะฉันได้หรอกไอ้หมาจักรวรรดิเอ๊ย!!!"
"เอ๊ะ.. แม่งเอ๊ย...."
สิ่งที่เห็นหลังจากที่ตกตะลึงนั่นคือ กำปั้นของเ้าพันโทนี้ที่ถูกเคลือบด้วยพลังงาน Luminus หรืออาวุธที่มองไม่เห็น นั่นคือรูปร่างของอาวุธไไอ้นี้นั่นเอง กำปั้นเหล็กนั่นทำให้ผมเ็ปจนเืสีแดงสดกระอักออกมาจากภายในปากของผม
ร่างกายซุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้้น ก่อนที่ผมจะรีบลุกมาและสวนการโจมตีของเ้านั้นอย่างรวดเร็ว
'เคร้ง!!!'
"อะไรกัน... อ่อก!!!"
ไม่ทันที่จะได้ทำอะไร ในตอนที่ผมตวัดดาบฟันเข้าใส่ร่างของเ้าพันโทตรงหน้า ใบดาบสั่นะเืของผมก็แตกออกเป็เศษๆ ก่อนที่กำปั้นของมันจะพุ่งเข้ามาใส่ผมอย่างรุนแรง
จนร่างของผมลอยเข้าไปกระแทกเข้ากับกำแพงห้องบัญชาการในทันที
"แก..."
"อ่อก!!"
"มัน..."
"อ่อก!!!!"
"ไม่มีทางชนะข้าได้หรอก!!!"
"อุ๊ก!!!!"
ในตอนที่ร่างของผมถูกต่อยจนลอยไปติดกับกำแพง ไอ้อ้วนตรงหน้าผมก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปไหน มันเดินเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะใช้กำปั้นของตนเอง ต่อยเข้าใส่ผมอย่างรุนแรง
ทุกๆคำพูดของมันที่พูด พร้อมกับปล่อยหมัดเข้าใส่ลำตัวของผมอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายเกิดการาเ็ จนเืสีแดงฉานไหลออกมาจากทางปากของผม
แต่ถึงแม้ว่าจะพยายามตอบโต้ยังไง ด้วยพลังที่แตกต่างกัน มันก็ทำให้ผมไม่สามารถที่จะตอบโต้อะไรได้เลย และในหมัดสุดท้ายที่เป็หมัดเผด็จศึก เ้านั้นก็ฮุกหมัดขวาเข้าใส่ผมอย่างรุนแรง จนร่างกายพุ่งเข้าไปกระแทกเข้ากับกำแพงอีกครั้ง
ความรุนแรงจากการต่อยนั่นทำให้ร่างของผมค่อยๆล่วงหล่นลงไปนอนสลบกับพื้นทันที จนสติของผมเริ่มเลือนลางขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและสลบลงไปในที่สุด
'นี้นาย... จะยอมแพ้แค่นี้งั้นหรอ....'
'อึก... ไม่ต้องมาพูดน่า! ที่ฉันแพ้เพราะฉันอ่อนแอต่างหากเล่า!'
'งั้นหรอ... แต่นั่นก็เพราะนายเลือกที่จะไม่ใช่มันเองมากกว่านี้...'
'หมายความว่ายังไงกันแน่?'
ในขณะที่สติกำลังหลับใหล ภายในความฝัน ผมก็เห็นตัวเองกำลังนั่งอ่านหนังสืออะไรบางอย่าง ก่อนที่ตัวผมจะเอ่ยถามด้วยความน่าสมเพช ที่เห็นผมพ่ายแพ้ให้กับศัตรูระดับแค่นี้ เพียงแค่ได้ยินคำนั่น ผมก็รีบพูสวนกลับไปในทันทีเพราะรู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถที่จะจัดการกับเ้านี้ได้เลย
แถมพลังของผมกับมันยังแตกต่างกันอีก คนที่ใช้ Luminus ไม่ได้จะไปชนะคนที่ใช้ Luminus ได้ไงกันเล่า?
พอผมพูดไปแบบนั้น ตัวผมก็ได้พูดขึ้นมาราวกับมันเป็ข้อสงสัยจนผมเริ่มงุนงง แต่ทว่า ผมก็ค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ
ร่างกายอันสะบักสะบอมค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนอีกครั้งด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ ถึงร่างกายจะเ็ปมากเพียงใด แต่ทว่าเมื่อเ้าพันโทยาซิปเห็นผมที่ลุกขึ้นมาอีกครั้งก็รีบสบถพูดขึ้นมาด้วยความตกตลึงในทันที
"แกน่าจะตายไปั้แ่หมัดสุดท้ายแล้วไม่ใช่หรือไงกัน!!!?"
"นี้แกคิดว่าตัวเองเป็ใคร ถึงคิดว่าจะฆ่าผมได้กันครับ?"
"กร๊อด!! ถ้างั้นฉันก็จะฆ่าแกอีกรอบแล้วกัน ไอ้เปี๊ยกเอ๊ย!!"
ผบ.ฝ่ายศัตรูที่ผมเห็นผมยังลุกกลับมาได้ ก็สบถคำพูดขึ้นมาในทันที แต่ก็เข้ามาสิครับ ไอ้กร๊วกเอ๊ย!! เพียงแค่พูดไปแค่นั่นเ้านั้นก็เหมือนจะของขึ้น
ร่างกายอ้วนถ้วม ใบหน้ารื่อแดงขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยวจากคำด่าของผม ก่อนที่มันจะพุ่งเข้ามาหาผมหมายจะปลิดชีพของผมในหมัดเดียว เหมือนเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้นั่นเอง
"ปลดปล่อย สวัสดิกะ.... Luminus Phase 1 เคลือบพลังเวทย์ทั่วร่าง..."
ในตอนที่ร่างของผบ.ศัตรูกำลังพุ่งเข้ามาใกล้ เสียงถอนหายใจเฮือกหนึ่งก็ดังออกมาจากภายในลำคอของผม ก่อนที่ผมจะเอ่ยพูดขึ้นมาสั่นๆ
การปลดปล่อยพลังมานา และ Luminus ก่อนที่ผมจะทำการควบคุม Luminus ให้อยู่ในรูปร่างของพลังงานมานาครอบคลุมทั่วร่างกายของตนเอง
วินาทีที่กำปั้นขนาดใหญ่ของพันโทยาซิปเข้ามาใกล้ๆ ผมก็ชักหมัดขวาเข้าที่ที่ใต้วงแขนของตนเอง และแบมือซ้ายยื่นตรงไปด้านหน้า ก่อนที่จะกำหมัดและต่อยะุอัดอากาศมานาจากมือขวาใส่ร่างของพันโทยาซิปอย่างรุนแรงโดยไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็น
"อ่อก!! อึก... อะไรกัน เ้านี้มันเก่งผิดไปจากวินาทีก่อนได้ไงกัน..?"
"มองไม่เห็นหรอครับ...? Luminus ของผมน่ะ...?"
"ห... เห็นแล้ว พลังม.. อ่อก!!! อ๊าก!!!"
"ท่านพันโทยาซิปค่ะ!!!"
เมื่อพันโทยาซิป ััได้ถึงความแข็งแกร่งที่เปลี่ยนไปของผม เ้านั่นก็สบถพูดออกมาอย่างงุนงง แต่ทว่าผมที่ตอนนี้กำลังควบคุมพลังมานาและ Luminus ของตนก็ได้เอ่ยถาม และบอกให้เ้านั่นเพล่งมองพลังของผมดีๆ
พอมันมองเห็นพลัง Luminus ของผมด้วยตาของตนเอง ก็รีบพูดออกมาอย่างตกตลึง แต่ไม่ทันที่จะพูดจบ ผมก็กำหมัดอย่างหนักแน่น ก่อนที่จะรวบรวมพลังทั้งหมดที่ปลดปล่อยมาในตอนนี้จนกำปั้นร้อนขึ้นมาและเปล่งประกายสีแดงออกมา
ในขณะที่เ้าพันโทยาซิปกำลังตลึงกับพลังมานาและ Luminus ที่มองไม่เห็นและไม่สมบูรณ์ของผมนั่นเอง ผมก็พุ่งเข้าไปต่อยหน้าของมันอย่างรุนแรงและปลดปล่อยพลังของตนใส่หัวของมันจะะเิออกเป็เสียงๆ
เลขาทหารที่เห็นหัวหน้าของตัวเองตาย ก็อุทานออกมาด้วยความใก่อนจะล้มตัวลงไปนั่งหวาดกลัวอยู่บนพื้น
"เอาหล่ะพวกแกยอมแพ้ซะ"
"อึก... ครับ พวกเรายอมแพ้แล้วครับ"
"ดีมาก ทำการติดต่อสถาบันไรเคสด้วย และประกาศไปทั่วกองยานของพวกนายว่า ผบ.ของพวกนายตายแล้ว และขอยอมแพ้"
"ครับ... พ... พวกเราจะทำตามนั้นเลยครับ"
หลังจากที่ทำการสังหารผบ.ของกองยานย่อยนี้ได้เรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกคำสั่งให้พวกทหารที่เหลืออยู่ยอมแพ้และวางอาวุธลง ก่อนที่จะกองยานทั้งหมดจะล่อนยานลงไปยังพื้นดาวไรเคส และมอบตัวและโดนจับเป็เชลยเสียทั้งหมด
ภารกิจครั้งนี้หลังจากจัดการกับผบ.ศัตรูเรียบร้อย ผมก็ได้จับตัวเลขาของเ้านั้นมาด้วย เผื่อจะใช้ประโยชณ์อะไรได้ ก่อนที่จะมีเสียงๆหนึ่งดังเข้ามาในหัวของผม
ระบบสื่อสารจากเวทมนตร์สื่อสารดังเข้ามาในหัวของผมโดยตรงทันที
"ทำได้ดีมากอาร์ค ตอนนี้นายเป็สิบตรีแล้ว กลับมาที่ฐานทันที ตอนนี้จักรวรรดิเตรียมทำากับอาณาจักรเบรีสแล้ว"
"รับทราบครับท่านเฟร์ ผมจะกลับไปเดี๋ยวนี้ครับ"
หลังจากจบบทสนทนากับร้อยตรีเฟร์ ผมก็หันกลับไปมองร้อยตรีหญิงที่ชื่อว่า โรเอ็ตต้าในทันที ในตอนนี้เธอที่กำลังหวาดกลัวขีดสุดว่าชีวิตของตนเองจะเป็ยังไงต่อไป ตรงกลางกกน. ก็มีรอยแฉะบางอย่างค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น พร้อมกับเสียงฉี่ที่ราดลงบนพื้น ทำเอาผมหน้าแดงขึ้นมาทันที
ไม่คิดเลยว่าร้อยตรีสาวคนนี้จะหวาดกลัวจนฉี่ราดออกมา แต่พอได้เห็นสภาพหน้าอายแบบนี้แล้วมันก็อดไม่ได้หล่ะนะ แถมลำเอ็นของผมมันก็แข็งตัวขึ้นมาแล้วด้วย
'วื๊ด!!!!'
30 นาทีต่อมา ผมก็เดินออกมาจากห้องพักนายทหารชั้นร้อยตรีที่เป็ห้องพักของร้อยตรีโรเอ็ตต้าทันที ด้วยสภาพที่เสื้อผ้ายู่ยี้ พร้อมกับสองมือที่กำลังสวมเข็มขัดของตนอย่างสบายใจ
"ฟู้ว~ ได้เอาออกแล้วรู้สึกสดชื่นชะมัด เอาหล่ะ... รีบไปดีกว่า ออ~ แล้วก็ขอบคุณนะเสียวดีมากเลยหล่ะคุณผู้หญฺิง~"