“ข้า....ข้าก็แค่เห็นว่าท่านเป็คนหน้าใหม่ที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนก็เลยตามไปดูน่ะ” หญิงสาวแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ
ฮัวจิงอวี๋สาวเท้าเข้ามาใกล้ เขายืนตรงหน้านาง ร่างที่สูงโปร่งก้มหน้าลงสบตากับหญิงสาว ที่กำลังกระพริบตาถี่
‘ใช่แล้ว นี่คือเ้า เ้าที่หายไปจากชีวิตข้าและทิ้งความเ็ปเอาไว้บนูเานั่น’
ทว่าดวงตาสองข้างของนางที่ทอดมองมายังเขา กลับคล้ายไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ฮัวจิงอวี๋ผงะเล็กน้อย
“เ้าจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือ เผิงเผิง”
หญิงสาวส่ายหน้า “คราวก่อนนับว่าเป็ครั้งแรก” นางมองหน้าเขาคล้ายจะเหม่อๆ “เราเคยรู้จักกันมาก่อนด้วยหรือ”
“ใช่! เราเคยรู้จักกันมาก่อน และเป็เ้า ที่เคยทำร้ายจิตใจข้าอย่างแสนสาหัส”
หลัวเผิงเผิงตะลึง “ข้า! ข้าน่ะหรือ เคยทำร้ายท่าน เมื่อใดกัน”
“เมื่อห้าปีก่อน ในเมืองเชียนเหยา” ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเ็ป
หลัวเผิงเผิงรู้สึกคล้ายลมหายใจติดขัด ที่อกซ้ายปวดหนึบๆ ขึ้นมา ตัวนางเองก็พลอยเ็ปไปกับแววตาร้าวรานล้ำลึกของบุรุษตรงหน้า
“ข้า....ข้าจำไม่ได้”นางส่ายหน้าไปมา
ยังไม่ทันที่ฮัวจิงอวี๋จะซักไซ้นางต่อ กุ่ยอี๋จือก็มาเห็นเข้าพอดี ดวงตาของใต้เท้ากุ่ยเบิกกว้างเมื่อเห็นท่านหมอรูปงาม
“ท่านหมอฮัว ท่านมาอยู่ที่นี่เอง ข้ามองหาเสียจนทั่ว”
ฮัวจิงอวี๋ถอยห่างออกจากหลัวเผิงเผิง
เมื่อครู่กุ่ยอี๋จือมองไม่ถนัด พอฮัวจิงอวี๋หลบออก เขาจึงเห็นว่าสตรีที่ยืนอยู่ข้างๆ ของหมอหนุ่มก็คือศัตรูของเขา กุ่ยอี๋จือหรี่ตาลง
“ใต้เท้าหลัว เหตุใดท่านจึงอยู่ที่นี่”
หญิงสาวเม้มปากเล็กน้อย นางไม่อยากให้กุ่ยอี๋จือเห็นนางอยู่กับฮัวจิงอวี๋เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะระแวง ตัวกุ่ยอี๋จือขึ้นชื่อเื่หึงหวงบุรุษยิ่ง ก่อนหน้านี้เขาเคยมีเื่ต่อยตีกับขุนนางอีกผู้หนึ่งในหอหลบจันทร์เพียงเพื่อแย่งชิงคนโปรด
“บังเอิญน่ะ ข้าก็แค่คิดจะไปสุขา แล้วก็มาพบกับท่านหมอฮัวใหญ่นี่ล่ะ ข้ากำลังจะไปพอดี” พูดจบหลัวเผิงเผิงก็เดินหนีไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดทัดทาน
ฮัวจิงอวี๋ถอนหายใจ เขากำลังจะสอบถามนางให้ชัดเจน เ้าคนผู้นี้ก็เข้ามาขวางเสียก่อน
“ใต้เท้ากุ่ย ข้าเองก็จะรีบไปสุขา ขอตัวก่อน” ฮัวจิงอวี๋กล่าวจบก็รีบเดินหนีไป
กุ่ยอี๋จือมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก “ไม่เป็ไร หมอฮัว เราสองคนต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน”
ฮัวจิงอวี๋เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะด้วยความเสียใจ ดูจากสายตาของหลัวเผิงเผิง ดูเหมือนนางจะไม่ได้โกหก นางจำเขาไม่ได้จริงๆ ฮัวจิงอวี๋กำลังตกอยู่ในภวังค์ เขาใจลอยจนไม่เห็นว่าญาติผู้น้องทั้งสองมองเขาด้วยความเป็ห่วง
“พี่จิงอวี๋ ท่านเป็อันใดไป เหม่อลอยชอบกล” ฮัวหยางยกแก้วสุราค้างไว้ขณะมองมา
ฮัวจิงอวี๋ดึงสติกลับมา แล้วยกยิ้มมุมปาก “ช่างเถิด ก็แค่บางอย่างยังไม่ชัดเจน ข้าคงต้องยอมเสียเวลาสืบสาวราวเื่สักหน่อย”
ฮัวซุ่นซีหันมาหาฮัวจิงอวี๋ “เมื่อครู่ข้าได้ยินว่า สกุลหลัวก็กลบเกลื่อนข่าวไม่ดีด้วยการบริจาคเงินให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเมืองหลวงหลายพันตำลึง ทำโรงทานหน้าคฤหาสน์มอบข้าวสารอาหารแห้งแก่คนยากไร้เป็เวลาสิบวัน และยังไปมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษายากจนในสถาบันเค่อเฉิงอีกกว่าห้าสิบคน มิน่าเื่ของใต้เท้าหลัวถึงได้เงียบไป”
“เ้าไปฟังมาจากที่ใด” ฮัวหยางขมวดคิ้ว
“เมื่อครู่ข้าเดินไปด้านหลัง ขุนนางมหาดไทกำลังคุยกันเื่นี้อย่างเผ็ดร้อนเลยทีเดียว เห็นว่ามีหลายคนคิดจะไปสู่ขอใต้เท้าหลัวมาเป็ภรรยาด้วย”
ฮัวจิงอวี๋ได้ยินก็กำหมัดแน่น เขาไม่มีทางปล่อยให้หลัวเผิงเผิงหลุดมือไปเป็ครั้งที่สอง
“นางงดงามและฉลาดเช่นนั้น ผู้ใดจะมีวาสนาได้ครองรักกับนางนะ” ฮัวหยางยิ้มน้อยๆ “น่าเสียดายที่เ้าแต่งงานไปก่อน ไม่เช่นนั้นข้าจะยุให้เ้าไปสู่ขอนางเสียเลย สกุลหลัวกับสกุลฮัวจะได้รวมกิจการกันเสีย ไม่ต้องแข่งขันกันอีก”
“พี่หยาง ท่านกลัวข้าจะอายุยืนหรือ” ฮัวซุ่นซีทำเสียงเขียว “หากแม่เสือที่บ้านข้าได้ยินล่ะก็ ข้าถูกฉีกอกแน่”
ฮัวหยางหัวเราะหึๆ “เ้ากลัวภรรยาถึงเพียงนั้นเชียว”
คนเป็น้องทำคว่ำปาก “พูดยังกับท่านไม่กลัว แค่พี่สะใภ้กลับบ้านช้า ท่านก็รีบนั่งรถม้าไปรับนางแล้ว”
ฮัวจิงอวี๋มองหน้าญาติผู้น้องสองคนสลับกันไปมา “พวกเ้าเหมือนกันนั่นล่ะ ข้าเห็นประคับประคองภรรยาจนออกนอกหน้า”
“เอาไว้ท่านมีบ้างเถอะ ข้าจะคอยดู” ฮัวซุ่นซียิ้มน้อยๆ
ขณะนั้นรองผู้บัญชาการโหยวอีกับหัวหน้าจาง มือปราบหน่วยที่สามก็ยังคงยืนคุยกันอยู่ลานด้านหลัง
“หัวหน้าจาง เ้าเห็นหรือไม่ สกุลหลัวจัดการได้ดีจริง สมกับที่หลัวเผิงเผิง เป็จิ้งจอกขาวแห่งกรมคลัง”
“ขอรับ ข่าวซุบซิบของพวกเขาถูกกลบด้วยข่าวดีๆ สิบวันติดกัน ตอนนี้ผู้คนก็เลิกนินทาใต้เท้าหลัวแล้ว” จางเจิ้งจีรู้สึกนับถือสกุลหลัวที่เลือกจัดการกับข่าวซุบซิบนินทาได้อย่างชาญฉลาด
“ใต้เท้าหลัวก็เหมือนบิดาของนาง ทำการค้าอย่างรอบคอบ ข้าได้ยินว่าพวกเขาเอาเงินไปเข้าหุ้นกับหลายสกุลเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยขอรับ”
“เ้าสืบเื่ใต้เท้าหลัวละเอียดดีจริง”
“มันช่วยไม่ได้นะขอรับ ท่านโหยว การตายของคนคู่นั้น ไม่มีพยานรู้เห็น ส่วนคำให้การของใต้เท้าหลัว ก็ฟังแล้วแปลกๆ ข้าจึงวางใจไม่ลง”
โหยวอียิ้มน้อยๆ มองผู้ใต้บังคับบัญชา “อย่างนี้ล่ะถึงนับเป็สัญชาตญาณของมือปราบ เ้ากับข้า ต่างคนต่างวางคดีของเตียวซืออิน ไม่ลงกันทั้งคู่”
“ก็คงต้องจับตามองใต้เท้าหลัวไปจนกว่าความจริงจะปรากฏขอรับ” จางเจิ้งจีกวาดตามองไปทั่วงาน
“คืนนี้เ้าบอกข้าว่าขอตามมาช่วยเพราะเกรงว่า กุ่ยอี๋จือจะลงมือกับฮัวจิงอวี๋หรือ” โหยวอีสนใจเื่ที่ใต้เท้ากุ่ยไปตามเกี้ยวพานหมอฮัวคนใหม่
“ขอรับ ฮัวหยางขอความช่วยเหลือมา”
รองผู้บัญชาการโหยวอีพยักหน้า จางเจิ้งจีเป็สหายสนิทกับฮัวหยาง ดังนั้นเมื่อฮัวหยางเดือดร้อน จางเจิ้งจีจึงต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
อันที่จริง หากนี่เป็เื่จริงก็นับเป็เื่ผิดกฎหมาย ในฐานะมือปราบ พวกเขาก็ควรจะต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ถ้าอย่างนั้น พวกเ้าก็ไปช่วยสหายก็แล้วกัน ข้าก็ทำได้แค่พาพวกเ้าติดตามมาด้วยนี่แหละ”
เดิมทีเขตนี้คือความรับผิดชอบของหน่วยที่หนึ่ง แต่จางเจิ้งจีได้รับการขอร้องจากฮัวหยางจึงขอให้โหยวอีพาพวกเขามาด้วย อู๋จือเองก็จำต้องพ่วงมากับสองสามีภรรยาในนามมือปราบหน่วยที่หนึ่งเพื่อจะได้ถือกระบี่เข้ามาในงานได้
อู๋จือบอกกับฮัวจิงอวี๋ว่าจะคอยระวังกุ่ยอี๋จือให้ คืนนี้อู๋จือกับหวังหวั่นสองมือปราบหญิงจึงคอยจับตามอง ใต้เท้ากุ่ยเป็พิเศษ
ส่วนอู๋เหอตี้ก็ติดตามคุณชายสกุลฮัวทั้งสามมาด้วย คืนนี้เขาได้ถือกระบี่เล่มใหม่ที่พี่เขยมอบให้ จึงรู้สึกว่าตนเองอยากจะยืดอกเดินอยู่ตลอดเวลา
กุ่ยอี๋จือที่วางแผนมาเพื่อที่จะได้พิชิตคนงามบนใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขานึกถึงเมื่อครู่ที่ได้พบหน้าฮัวจิงอวี๋ ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะเร่งเวลาให้เร็วขึ้น
คหบดีทั้งหลายอยากจะพูดคุยกับกุ่ยอี๋จือเพื่อต่อรองเื่ภาษี แต่ขุนนางหนุ่มกำลังเบื่อหน่ายและหาทางหลบเลี่ยง
‘คนพวกนี้ล้วนอยากจะให้ข้าช่วยลดภาษีให้แทบทั้งนั้น ผู้ใดจะบากหน้าไปพูดกับท่านลุงเล่า ท่านลุงดุจะตายเอาไว้ให้พวกเขายอมใส่ซองให้ข้ามากหน่อยค่อยลงมือ’
*********************