บทที่ 4
เคล็ดวิชากลืมมรณะ
กลืมมรณะเคล็ดวิชาที่ถูกสลักลงบนความทรงจำของเขา จางหยุนทำความเข้าใจมันแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ เขาถึงจะสามารถใช้ปราณิญญาที่สะสมภายในร่างกายได้
กระนั้นเขาก็รู้ว่าเคล็ดวิชาที่ชื่อว่า กลืมมรณะ จะสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วในสถานที่บางแห่ง
โดนสถานที่บางแห่งที่ว่า มันก็คือสถานที่ที่มีปราณแห่งความตายหนาแน่น อย่างเช่น สุสาน หรือสถานที่ที่มีคนตายเยอะๆ
จางหยุนยังไม่ได้เข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน เพราะแบบนั้นเขาจึงยังไม่รู้เกี่ยวกับเื่ปราณแห่งความตายสักเท่าไหร่
ผ่านไปพักใหญ่
ดวงตาที่พับปิดอยู่ของจางหยุนค่อยๆเปิดขึ้นมา ฝ่ามือถูกยกขึ้นมา
จางหยุนจ้องมองฝ่ามือของตนเอง นี่ก็ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“นี่ก็ยังไม่ได้” จางหนุนพึมพำพลางส่ายหน้า
“หรือว่าควรจะลองไปฝึกที่สุสานประจำเมืองดี”
หลังจากที่ฝึกฝนเคล็ดวิชากลืนมรณะมาหลายวัน แต่ยังไม่สามารถใช้พลังปราณิญญาได้ ทำให้จางหยุนนั้นเริ่มมีความคิดที่จะไปฝึกฝนที่สุสานประจำเมืองเป่ยอัน
เขายังไม่เคยฝึกฝนภายในสุสานมาก่อน จึงไม่รู้ถึงความแตกต่าง ว่ามันแตกต่างกันมากขนาดไหน
แต่ว่าเขาคิดว่าการที่เคล็ดวิชากลืนมรณะ มีเงื่อนไขที่ว่าสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วเมื่ออยู่ภายในสถานที่ที่ มีปราณแห่งความตายหนาแน่น มันคงไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาลอยๆอย่างแน่นอน อย่างน้อยการไปฝึกฝนภายในสถานที่แห่งนั้นก็ต้องทำให้เขาฝึกฝนได้เร็วขึ้น
“เอาเป็คืนนี้เลยก็แล้วกัน” จางหยุนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
…
ท้องนภามืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ท่ามกลางความหนาวเหน็บยามราตรีที่ปกคลุม ทางทิศตะวันตกของเมืองเป่ยอัน มีผืนป่าขนาดใหญ่แห่งนึงที่เป็สถานที่ที่ผู้คนมักจะนำเอาศพมาฝัง จนนานวันเข้าก็กลายเป็สุสาน
ร่างของชายวัยกลางคนผู้นึงเดินลึกเข้ามาภายในเขตผืนป่า ชายวัยกลางคนผู้นี้ย่อมเป็จางหยุน
จางหยุนในยามนี้สวมใส่ชุดสีดำสนิท ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสะพายดาบเหล็กเก่าๆอยู่ด้านหลัง ภายในนิ้วมือข้างขวามีตะเกียงน้ำมันคอยให้แสงสว่างภายในป่า
สถานที่แห่งนี้คือสุสานนอกเมือง เป็สุสานของคนที่ไม่มีเงินฝังศพคนในครอบครัว มักจะเอาศพของพวกเขามาฝังง่ายๆและตั้งป้ายิญญาเอาไว้เท่านั้น เพราะแบบนั้นมันเลยอยู่ เขตนอกเมืองแล้วก็อยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควร ง่ายๆก็คือไม่ใช่สุสานหลักของเมืองเป่ยอัน แต่กระนั้นจำนวนคนที่ถูกมาฝังภายในสุสานแห่งนี้กับมากกว่าสุสานหลักประจำเมืองเสียอีก เพราะอะไรแน่นอนย่อมเพราะว่าคนมีเงินมีจำนวนน้อยนิด ส่วนคนจนนั้นมีมากกว่า
จางหยุนเลือกเดินทางมาที่สุสานแห่งนี้ เป็เพราะว่าอยู่นอกตัวเมืองไม่มีผู้คนพบเห็น เนื่องจากว่ามันอยู่ภายในอาณาเขตของป่าทางทิศตะวันตก อาจจะพบเจอสัตว์ร้ายในตอนกลางคืนเลยทำให้เขาต้องพกดาบมาด้วย
ในยามนี้จางหยุนเข้ามาในเขตสุสานแล้ว เขาที่มองเห็นหลุมดินใต้ต้นไม้มากมาย บนหลุมดินพวกนั้นก็มีป้ายิญญาปักอยู่บนหลุมแทบทุกหลุม
บรรยากาศภายในสุสานเต็มไปด้วยความเงียบ มีเพียงแค่เสียงสายลมที่พัดผ่านต้นไม้หลายต้น ที่ทำให้บรรยากาศภายในสถานที่แห่งนี้ดูน่าขนลุก
ทว่าใบหน้าของจางหยุนกับเรียบเฉย เขาที่เคยสำรวจสุสานมามากมาย เคยพบพบเจอบรรยากาศที่น่าขนลุกมากกว่านี้มาแล้วมากมาย
จางหยุนเดินอย่างเชื่องช้าในที่สุดก็ไปถึงใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งนึง ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้ไม่มีหลุมดินแสดงว่าไม่ได้มีหลุมศพอยู่
เมื่อมองรอบรอบแล้ว เห็นว่าตรงจุดนี้น่าจะดีสุดจางหยุนเลยค่อยๆนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อจัดท่านั่งได้แล้วจางหยุนก็เริ่มโคจรวิชา กลืมมรณะ
พริบตานั้นพลังฟ้าดินล้นทะลักเข้ามาภายในร่างกาย จางหยุนภายในใจรู้สึกตกตะลึง เพราะว่าพลังที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายมันมากมายกว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า
เมื่อลองเปรียบเทียบแล้ว การฝึกฝนภายในสุสานแห่งนี้ มีความรวดเร็วในการดูดกลืนพลังฟ้าดินมากกว่าหลายเท่า
ด้วยพลังที่ััได้จากการฝึกฝน แม้แต่จางหยุนยังตกตะลึง ตกตะลึงอยู่ครู่นึงก่อนค่อยๆสงบใจได้
เมื่อจางหยุนเริ่มสงบใจได้ก็เริ่มตั้งใจฝึกฝน
ความเงียบสงัดในยามค่ำคืน มีเพียงแสงตะเกียงที่สว่างไสวเล็กๆท่ามกลางความมืดมิด ร่างของจางหยุนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ท่วงท่าลึกลับดั่งเทพเซียน
ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เวลาล่วงเลยเข้าสู่กลางดึก บรรยากาศภายในสุสานนอกเมืองยิ่งดูวังเวงมากขึ้นไปอีก จางหยุนยังคงสนใจเพียงแค่การฝึกฝนของตนเอง
เพียงแต่ว่าในขณะที่กำลังฝึกฝนอยู่ จางหยุนก็ค่อยๆเปิดตาขึ้นมา คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน
“อันใดกัน? ความรู้สึกเมื่อกี้” จางหยุนเมื่อครู่สมาธิอยู่กับการฝึกฝน เขาใช้สมาธิทั้งหมดของตนเองในการซึมซับปราณิญญาเข้าสู่ร่างกาย แต่ว่าเมื่อเข้าสู่สภาวะนั้นมันทำให้เขานั้นมีประสาทััรวดเร็วกว่าคนธรรมดาทั่วไป
นั่นทำให้เขาััได้ถึงบางอย่าง เขาััได้ว่าปราณิญญาที่อยู่ภายในอากาศ เหมือนมันจะมีการเคลื่อนไหว
จางหยุนยังไม่ทันได้สำรวจหาความผิดแปลก ก็มีบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว
เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นทั่วทั้งสุสาน คล้ายเป็เสียงคร่ำครวญของิญญาร้ายที่ถูกปลูกดังขึ้น
จางหยุนดวงตาเบิกกว้าง มองภาพด้านหน้าที่ตนเองนั้นพบเห็น ท่ามกลางหลุมศพที่อยู่รอบร่างกายของเขา ในยามนี้มีควันสีดำมากมายผุดขึ้นจากหลุมศพพุ่งทะยานขึ้นไปสู่ท้องฟ้า
ใน่ลมหายใจต่อมาทิศทางที่ห่างไกลออกไปก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวบังเกิดขึ้น
ตรึง!!! เสียงดังราวฟ้าผ่าพุ่งกระแทกเข้าใส่หูของเขา
จางหยุนแสดงใบหน้าเ็ป ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหูของตนเอง
ทว่าท่ามกลางความรู้สึกเ็ปนั้น เขาเองก็ยังคงได้ยินเสียงพูดคุยจากไกลๆ ดังแว่วลอยตามสายลมมา
“เป็เพียงแค่ผู้ฝึกยุทธขั้นสาม กล้าโจมตีข้างั้นหรือ!!” เสียงนี้เป็เสียงของชายชราที่ฟังดูแล้วแหบแห้งที่ดังขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราด ภายในน้ำเสียงนั้นบ่งบอกถึงความเดือดดาล
ทันทีที่ชายชราพูดจบก็มีเสียงโต้ตอบกลับมา เป็เสียงหัวเราะของบุรุษผู้หนึ่ง “ก็เพียงแค่ผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตผนึกตันเถียนได้ มีความเก่งกาจมากขนาดไหนกันเชียว”
“ตายซะ!”
ตูม!! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวบังเกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกรีดร้องของชายชราก่อนหน้านี้ที่ดังกังวาลไปทั่วทั้งผืนป่า
จางหยุนที่นั่งอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ ััได้ถึงต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่กำลังโยกเอน กระแสลมขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นภายในผืนป่าผ่านไปครู่นึงถึงจะหยุดลง
จางหยุนค่อยๆเงยหน้าของตนเองขึ้น ดวงตาความมองไปรอบๆ ภายในสุสานที่ตั้งอยู่ภายในผืนป่าเต็มไปด้วยความเงียบสงัดอีกครั้ง
จางหยุนไม่ใช่คนโง่ เพียงแค่ได้ยินเสียงสนทนาเมื่อครู่ แล้วก็เสียงดังกังวานที่บังเกิดขึ้นไกลๆ ก็พอจะคาดเดาได้ว่าน่าจะมีการต่อสู้เกิดขึ้น
ส่วนการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเป็การต่อสู้ของใคร จางหยุนได้ยินคำว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม จากคำพูดของชายชราก่อนหน้านี้ เขาก็รู้แล้วว่าน่าจะเป็ปรมาจารย์ที่เดินทางมาที่เมืองเป่ยอัน ตามคำขอร้องของเ้าเมือง
จางหยุนที่นั่งอยู่ภายใต้ต้นไม้ยามนี้ ใบหน้ากำลังเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ภายในใจของเขากำลังคิดอยู่ว่าจะไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดีหรือไม่
เพียงแต่ว่าเขายังไม่ทันได้คิดตก ก็มีเสียงฝีเท้านึงดังแว่วลอยเข้ามาในโสดประสาท จางหยุนลุกขึ้นจากท่านั่งอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่นั้นมือของเขายังเลื่อนไปจับที่ดาบเหล็กด้านหลัง
จางหยุนได้ยินเสียงฝีเท้านั้นชัดเจนขึ้น ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังมุ่งหน้ามาหาเขา
หมู่เมฆายามราตรีที่เคลื่อนคล้อยผ่าน ทำให้แสงจันทร์ส่องแสงสว่างไสวตกกระทบลงมาภายในพื้นป่า ตกกระทบร่างของเ้าของเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้น
จางหยุนมองเห็นอย่างชัดเจนว่าคนผู้นั้น เป็ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง แม้ว่าจะมีใบหน้าที่ผ่านโลกมามากมาย แต่ว่าดวงตายังคงกระจ่างใส ผมบนศรีษะเองก็ยังคงดำขับไม่มีผมขาวเลยแม้แต่น้อย อายุของอีกฝ่ายน่าจะไม่น้อยไปกว่าเขา
ชายวัยกลางคนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมา พร้อมกับในมือข้างขวาที่ลากร่างของคนผู้นึงมาด้วย