กริ่งๆๆๆเสียงเรียกเข้าดังต่อเนื่องหลายต่อหลายครั้ง จนผู้เป็นเจ้าของต้องเอื้อมมือหยิบมือถือที่หัวเตียงมาแนบใบหู "รับสายได้แล้วหรอคุณธัน” เสียงจากปลายสายถูกกระแทกผ่านโทรศัพท์ เข้าสู่โสตประสาทหู ปลุกคนที่สะลึมสะลือให้ตื่นจากนิทรา สองดวงตาเบิกกว้างด้วยความคุ้นเคยน้ำเสียงของผู้ที่โทรมา คนร่างโปร่งสะดุ้งตัวลุกขึ้นนั่งในทันทีที่เห็นเบอร์โทรเข้า “ คุณพิไล !” ธันวาทานเสียงเบาก่อนจะแนบมือถือเข้าข้างหูอีกครั้ง หางตาเหลือบมองคนที่กำลังงัวเงียตื่นเพราะเสียงของตน “ ใช่ค่ะ คุณพิไลเอง กลับมาก็หลายเดือนแล้วไม่คิดจะกลับบ้านบ้างหรอคะ โทรไปกี่ทีก็ไม่เคยรับสาย คุณแม่คิดถึงคุณธันมากนะ เย็นนี้เจอกันที่ร้านนะคะคุณแม่จะรอ” หญิงสูงวัยบ่นอุบจนคนฟังหายใจแทบไม่ทัน ไม่มีจังหวะให้ตอบปฏิเสธด้วยซ้ำ “เอ่อ…ครับ” คำชวนเชิงคำสั่งของคนปลายสายทำให้ธันวาไม่อาจบอกปัดได้ต้องตอบกลับอย่างจำใจ คนข้างๆก็จงใจแกล้งแหย่ทั้งที่รู้ว่าติดสายคนสำคัญอยู่ จึงฟาดมือตีที่ไหล่ไปทีนึง ด้วยกลัวว่าเสียงจะเล็ดลอดเข้าหูคนในสายให้ได้ยิน “ เสียงอะไรน่ะคุณธัน” เพราะความซนของคนตัวใหญ่ทำให้ปลายสายได้ยินเสียงจนได้ “ ไม่มีอะไรครับ” “ ชวนกันต์มาด้วยนะ แม่อยากเจอ” ธันวาถอดถอนหายใจชุดใหญ่ กว่าคุณพิไลจะยอมวางสายได้เล่นเอาเหงื่อตก คนตัวใหญ่ก็เล่นพิเรนไม่เข้าเรื่อง เกิดคุณพิไลสงสัยจะอธิบายยังไง “ ใครโทรมาหรอ? ที่รัก” ภู่กันต์เงยหน้าส่งยิ้มแป้น แกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าปลายสายเป็นใคร แต่ถูกสายตาขวางมองกลับจนคนหน้าระรื่นต้องหุบยิ้ม ก้มหน้าลงซบที่ตักเหมือนเด็ก “ คุณพิไลชวนนายไปทานข้าวด้วย” “ จริงอ่ะ มู๋ธันจะเปิดตัวผมกับครอบครัวเลยไหม” ภู่กันต์ยิ้มหน้าบานผลุนพลันลุกขึ้นนั่ง มือหนากุมมือเรียวไว้ด้วยความดีใจ “ ฉัน...ยังไม่พร้อม” ดวงตากลมโตหลุบตามองต่ำ เพื่อหลบสายตาคมเหตุเพราะต้องทำให้ผิดหวัง “อื้อ” มือหนาค่อยๆคลายมือเรียวออก สีหน้าสดใสเมื่อครู่ก็สร้อยเศร้าลง คำตอบที่ได้ทำเอาคนฟังรู้สึกนอยด์ ถึงจะเตรียมใจไว้แล้วก็เถอะ “ นายก็รู้ว่าคุณพิไลเป็นคนยังไง” มือเรียวยีผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วจนยุ่งเข้าไปอีก ยิ้มจางๆที่หาดูได้ยากจากใบหน้าอันเฉยชา ทำให้คนหน้าบึ้งใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้อยากจะสื่อความสัมพันธ์ของตัวเองให้คนอื่นรู้ใจจะขาด แต่ก็ไม่อยากกดดันคนรักให้ลำบากใจ ทำได้เพียงรอจนกว่าธันวาจะพร้อม สองแขนสวมกอดคนร่างโปร่งไว้แน่น ฝากร่องรอยไว้ทั่วใบหน้า เขาพรมจูบด้วยความรัก โอบกอดด้วยความหวงแหน ธันวาเองก็เต็มใจให้อีกคนกระทำตามแต่จะพอใจ
ณ. ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ธันวาถูกหญิงสูงวัยสวมกอดด้วยความคิดถึง มือที่เต็มไปด้วยร่องรอยของวัย ลูหัวบุตรชายผู้เป็นที่รักด้วยความห่วงหา พร้อมกันนั้นก็หันไปสวมกอดคุณไพบูลย์ ผู้เป็นพ่อที่ยืนอยู่ข้างๆด้วย ตั้งแต่ธันวาหนีไปคราวนั้น เป็นเวลาสามปีกว่าแล้วที่ท่านทั้งสองไม่ได้พบหน้าลูกชายเลย เมื่อสองหนุ่มไหว้ผู้ใหญ่เสร็จก็นั่งร่วมโต๊ะอาหาร ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันไปมา “ ตอนนี้คุณธันมีแฟนหรือยัง” เป็นอีกเรื่องที่จะต้องมีการถามถึง คือสถานะหัวใจของลูก ธันวาชำเลืองตามองคนที่นั่งข้างๆก่อนจะกลืนอาหารลงคอ คุณพิศพิไลเองก็ตั้งหน้าตั้งตารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ “ แม่อยากอุ้มหลาน” เมื่อลูกเงียบไปเธอก็เอ่ยเหตุผลเพื่อเป็นการสนับสนุนคำถามก่อนหน้า “ ผมพึ่งจะยี่สิบหกเองนะครับ จะรีบมีไปไหน” พูดจบก็รีบคุ้ยข้าวเข้าปาก เพื่อปกปิดพิรุธที่อาจถูกจับได้ “ อายุน้อยแล้วยังไง แม่จะหกสิบอยู่แล้วอยากเลี้ยงหลานเต็มแก่” ธันวาเสียอาการอยู่มาก ด้วยเพศสภาพที่เป็นแบบนี้ จะมีหลานให้แม่อุ้มได้ยังไง ถ้ารู้ว่าคนที่นั่งร่วมโต๊ะทานข้าวอยู่ตอนนี้ เป็นผู้กุมหัวใจของลูกชายอาจจะช็อคจนใจวายก็ได้ ฉะนั้นแล้วเรื่องเปิดเปิดตัวคงต้องชะลอไว้แบบไม่มีกำหนด บทสนทนาของสองแม่ลูกทำเอาภู่กันต์กลืนข้าวไม่คล่องคอ “ ครอบครัวเราก็มีธุรกิจมากมาย คุณพ่อก็อายุมากแล้ว คุณธันควรมารับช่วงต่อคุณพ่อได้แล้ว คุณธันเองก็ใช้ชีวิตตามใจตัวเองมามากแล้ว หลังจากนี้ทำเพื่อแม่ได้ไหม” คุณพิศพิไลพยายามตะล่อมทุกทาง พูดจาหว่านล้อมต่างๆนาๆ ส่งสายตาเว้าวอนบุตรชายคนเดียวของเธอให้ใจอ่อน “พอเถอะคุณหญิง อย่าบังคับลูกนักเลย” คนเป็นพ่อเห็นอาการอึดอัดของลูก จึงปรามผู้เป็นภรรยา ไม่อยากให้ลูกตีตัวออกห่างไปมากกว่านี้ ที่ลูกหนีหายไปก็เพราะความเจ้าบงการของผู้เป็นแม่นี่แหละ “คุณก็เป็นซะอย่างนี้ คอยให้ท้ายลูกอยู่เรื่อย” เธอหันมาตวาดสามีที่คอยแต่จะขัดคอเรื่องลูก “เอ่อ คุณแม่นี่ดูไม่แก่เลยนะครับ” ก่อนบรรยากาศจะอึมครึมไปมากกว่านี้ ภู่กันต์จึงชวนเปลี่ยนเรื่องคุย แม้ใจจะรู้สึกเจ็บแปลบๆ แต่ยังไงเขาก็เป็นสายเอ็นเตอร์เทรน เรื่องเข้ากับคนอื่นทำลายบรรยากาศมาคุนี่ถนัดนัก “อุ้ย หรอจ๊ะ” คุณหญิงพิศพิไลลูบไล้นิ้วเรียวตามใบหน้า ภู่กันต์เดาไม่ผิด ถึงจะเป็นผู้หญิงมีอายุ ยังไงก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่วันยันค่ำ เรื่องความสวยความงาม ก็สามารถดึงความสนใจได้ทุกครั้งไป และครั้งนี้ก็เช่นกัน “คงเพราะอิ่มบุญมั้ง หลังๆมานี่คุณแม่ไปทำบุญกับเพื่อนที่สมาคมอยู่บ่อยๆ” “ ยังกับสาวสามสิบต้นๆเลยนะครับ” ลีลาการหยอดคำหวานของผภู่กันต์ทำเอาคุณพิศพิไลเขินจนตัวลอย “ ปากหวานไม่เปลี่ยนนะเรา” คุณไพบูลย์ยักคิ้วหลิ่วตาให้ธันวาเป็นเชิงชมภู่กันต์ที่สามารถเปลี่ยนอารมณ์คุณหญิงพิศพิไลได้
บรรยากาศในรถขากลับเงียบสงัดมากเกินกว่าที่ควรเป็น ใช่ว่าเกิดจากเวลาที่ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึก แต่เป็นความเงียบในใจของทั้งคู่ ต่างคนเหมือนมีเรื่องอยากคุยกันมากมาย แต่กลับไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหนดี การไปเจอครอบครัวของธันวาวันนี้ สร้างรอยร้าวเล็กๆระหว่างคนสองคน “ ไม่ว่าจะยังไง ผมก็จะเอาชนะใจพ่อแม่ของมู๋ธันให้ได้ ไม่ยอมให้ใครมาแยกเราหรอก ผมรักของผม” สุดท้ายเป็นภู่กันต์ที่ทนเงียบได้ไม่มากพอ จำต้องพูดออกมาเพราะเก็บความรู้สึกไม่เก่ง สายตาที่รู้สึกขอบคุณกับความรักที่มอบให้ เดิมทีรักนี้ก็ไม่เคยต้องการให้รักตอบ แต่เมื่ออีกฝ่ายก็มีใจให้เขาก็อยากรักษาไว้ให้ดี
เสียงลั่นชัตเตอร์ดังขึ้นถี่ๆ ตามมาด้วยแสงแฟลชสว่างวาบเป็นระยะ ทั้งจากนักข่าวและเหล่าแฟนคลับที่รายล้อมอยู่ทั่วบริเวณ งานเปิดตัวครีมกันแดดตัวใหม่ เป็นการรวมตัวพรีเซ็นเตอร์จากสามประเทศหลัก หนึ่งในนั้นมีเอนิซซาจากแคนาดา “ เธอจำข่าวของนายแบบหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่เป็นข่าวฉาวกับดาราดังที่แคนาดาได้ไหม” นักข่าวสาวสายบันเทิงคนหนึ่งกระซิบกับนักข่าวอีกสำนัก “ จำได้สิถึงข่าวที่ไทยจะไม่ดังมาก แต่ก็พอได้ยินผ่านหูอยู่บ้างหรือว่า นายแบบคนนั้นคือ…” เธออ้าปากค้างโบ้ยหน้าไปทางชายหนุ่มที่นั่งอยู่กลางเวที “ แล้วรู้ไหมว่าดาราสาวที่ทำให้นายแบบหนุ่มชิ่งหนีเข้ากลีบเมฆนั้นเป็นใคร” นักข่าวสาวคนเดิมยังกล่าวต่อ “ อย่าบอกนะว่าเป็นเอนิซซา” เธอยิ้มกลุ้มกลิ่มแววตาเป็นประกายข่าวเก่ายังไม่ถูกเคลียร์ ก็มีข่าวใหม่ให้เล่นแล้ว ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เคยถูกมองข้าม แต่นาทีนี้ไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวกับธันวา ต่างเป็นกระแสได้ทั้งนั้น หลังจบงานเปิดตัวสินค้าแล้ว เหล่าพรีเซ็นเตอร์ยังคงถูกห้อมล้อมจากบรรดานักข่าว “ เอนิซกับน้องธันเคยคบกันหรือเปล่าคะ” นักข่าวสาวยื่นไมค์ชิงสัมภาษณ์เอนิซซาก่อนคนอื่นๆ เสียงซุบซิบจากคนทั้งกลุ่มเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่คนที่ตระหนกมากกว่าคนอื่นเห็นจะเป็นภู่กันต์ สายตาคมจ้องเขม่งไปที่หญิงสาวที่ทำทีเอียงอายก่อนจะเอ่ยปากตอบ “ เราเป็นเพื่อนกันครับ ที่ต้องกลับไทยอย่างเร่งด่วนนั่น เพราะไม่อยากตอบคำถามเกี่ยวกับข่าว ที่ถูกเบี่ยงเบนความจริง” ธันวาชิงพูดขึ้นมาก่อน สำเนียงอังกฤษที่เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา ตอบคำถามตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม ทำเอาดาราสาวเจ้าผู้เกี่ยวข้องถึงกับหน้าเจื่อนยืนเก้ออยู่กลางวง เดิมทีต่างตั้งใจมาทำข่าวของธันกันต์ แต่ยังไม่ทันได้อัพเดทเรื่องราวต่างๆเลย คนทั้งสองก็ปลีกตัวหนีสื่อไปซะแล้ว และแน่นอนว่าเอนิซซาก็เออออไปตามน้ำ เมื่อถูกผู้ชายหักหน้าจังๆแบบนี้ ก็ไม่ด้านพอที่จะพลิกขาวเป็นดำเป็นได้
“ ปล่อย” คนร่างโปร่งถูกแขนใหญ่รวบคอ แล้วดึงเข้าไปชิดกับหน้าอกแน่น ธันวาเงยหน้ามองตาเขียวอีกทั้งพยายามแกะแขนออกจากคอ แต่คนตัวใหญ่ไม่ปล่อยให้ธันวาดิ้นหลุดไปได้ง่ายๆ อีกทั้งยังประกบปากพรมจูบทั่วทุกบนใบหน้า “ มู๋ธันเป็นของผม แล้วผู้หญิงของมู๋ธัน มีกี่คนกัน จะโผล่มาอีกป่ะ” น้ำเสียงดุดันแฝงไว้ด้วยอารมณ์หึงหวง ที่ผู้หญิงเหล่านั้นเข้ามาวนเวียนไม่ขาด “ ฉันก็ไม่เคยรักใครนอกจากนายป่ะ” คนร่างโปร่งสวนกลับเสียงแข็ง เหตุเพราะถูกคนตัวใหญ่ทำให้ขุ่นเคือง แม้จะอยู่ในรถจอดในที่ลับตาคนก็เถอะ แต่นี่มันเป็นลานจอดรถของห้าง โอกาสที่คนจะมาเห็นก็มีมาก เพราะเหตุที่ภู่กันต์กระทำการที่ผิดต่อคำพูด ที่เคยรับปากเอาไว้ก่อนหน้าที่จะคบกัน “เห้อ! เมื่อไหร่น้า ไม่อยากแอบคบแล้วอ่ะ” เสียงถอดถอนหายใจใหญ่ เปรยๆถึงความสัมพันธ์ที่ต้องเก็บงำเป็นความลับ แต่ก็ต้องหัวเราะออกมาเพราะแกล้งทำให้อีกคนกลัดกลุ้มได้