เหล่าผู้อาวุโสที่ได้ยินคำตอบของไป่ฟานเซียนล้วนมีสีหน้าว่างเปล่า จนกระทั่งเสียงวุ่นวายและเอ็ดตะโรจากผู้ชมเริ่มดังขึ้นพวกเขาจึงเริ่มที่จะได้สติ
“...ตกลงผลการตัดสินเป็นยังไงกันแน่เนี่ย?”
“ท่านจักรพรรดินีผ่านหรือเปล่า?”
พวกเขาเริ่มบ่นเพราะถูกขัดในเวลาสำคัญเพราะผู้อาวุโสเฉินที่ทำหน้าที่เป็นประธานและผู้ตัดสินหลักอยู่ๆก็หยุดอย่างกะทันหันไปเสียอย่างนั้น
แต่เหล่าผู้อาวุโสและตัวตนระดับสูงบนเวทีล้วนไม่สนใจพอรู้สึกตัวพวกเขาก็รีบมารุมล้อมเม็ดยาสีขาวที่มีลายพาดสีฟ้านั่นอย่างสนใจอีกครั้ง
“พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา...ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน”
ผู้อาวุโสคนหนึ่งลูบเคราขณะเพ่งพิจารณาโอสถนั้นใกล้ๆ
มีผู้อาวุโสบางส่วนเช่นกันที่ไม่รู้จัดและไม่เคยได้ยินชื่อของโอสถชนิดนี้แต่เมื่อดูจากท่าทีตกใจของผู้อาวุโสฟางและผู้อาวุโสเฉินแล้วแปลว่าความเป็นไปได้ที่จะเป็นของจริงนั้นมีอยู่หลายส่วน
“ไม่แปลกหรอกค่ะ...โอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาสูตรของมันสาบสูญไปน่าจะหลายร้อยปีแล้ว” อาวุโสฟางเหนียงอธิบายขณะที่ในหัวกำลังพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ
“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ปรุงโอสถขั้นสี่ลดจำนวนลงอย่างมากบันทึกวิธีปรุงของมันก็หายไปตามกาลเวลาทำให้ในยุคนี้มีเพียงบันทึกโบราณบางเล่มที่มีชื่อและสรรพคุณของโอสถชนิดนี้บันทึกเอาไว้อยู่พวกคุณจะไม่รู้จักก็ไม่แปลก”
ผู้อาวุโสฟางอธิบาย
“แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นโอสถนั่นจริงหรือเปล่า?”
หนึ่งในผู้อาวุโสตั้งข้อสังเกตเพราะโอสถเม็ดนี้ไม่มีกลิ่นอายของโอสถระดับสูงแผ่ออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว
“...คงต้องทดสอบเสียก่อนค่ะ”ผู้อาวุโสฟางเองก็ตอบอย่างไม่มั่นใจ อาจารย์ซุนที่เป็นหนึ่งในคนที่อยู่บนเวทีเวลานี้เข้ามากระซิบถามเบาๆ
“ว่าแต่สรรพคุณของโอสถนี่คืออะไรเหรอครับ?”
เหล่าตัวตนระดับสูงของสมาคมโอสถพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับคำถามเพราะคำตอบจากไป่ฟานเซียนนั้นเจ้าโอสถเม็ดนี้เป็นเพียง “ยาฟื้นฟู” ก็เท่านั้น
ผู้อาวุโสฟางทำสีหน้ากระอักกระอ่วน เธอเหล่ตาไปมองทางท่านปรมาจารย์ไป่ที่นั่งจิบชาอย่างไม่สนใจในสิ่งที่พวกเธอกำลังทำกันอยู่แม้แต่นิดเดียวแล้วพูดออกมาเบาๆ
“ตามที่ท่านปรมาจารย์ไป่ว่าโอสถเม็ดนี้มันก็คือยาฟื้นฟูนั่นแหละค่ะ” คำตอบของเธอทำให้เหล่าผู้อาวุโสขมวดคิ้ว
“แต่ก็ตามชื่อมันสามารถใช้ช่วยชีวิตคนที่บาดเจ็บในยามฉุกเฉิน ทั้งช่วยสมานแผลรักษาบาดแผลเรื้อรัง และฟื้นฟูพลังชีวิตรวมถึงพลังปราณที่ร่อยหรอเรียกได้ว่าถ้าให้คนใกล้ตายกินมันเข้าไปจะฟื้นขึ้นมาเหมือนกับปาฏิหาริย์เลยล่ะค่ะ”
เหล่าคนที่ได้ฟังล้วนแต่อ้าปากค้าง ไม่เพียงแต่ผู้คนบนเวทีเหล่าผู้ชมด้านล่างที่ได้ยินสรรพคุณของโอสถเม็ดนี้เข้าไปถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง
“สรรพคุณมันจะเกินจริงไปหรือเปล่า...”
“นั่นสิแบบนั้นมันเหมือนกับชีวิตที่สองจริงๆเลยนะ”
เหล่าผู้ชมที่อยู่ด้านล่างหันไปซุบซิบกัน แม้แต่นักปรุงโอสถที่เป็นแฟนคลับของจักรพรรดินีโอสถเองก็ยังแทบไม่อยากเชื่อว่าจะมีโอสถที่ความสามารถสุดยอดขนาดนี้อยู่บนโลกจริงๆ
“ตามที่เจ้าว่ามา...แต่มันได้ผลดีกับเฉพาะผู้ที่มีพลังฝึกตนไม่เกินระดับปรมาจารย์เท่านั้น”
คราวนี้เป็นไป่ฟานเซียนที่พูดแทรกขึ้นมามันเป็นข้อเสียของยาชนิดนี้เพราะส่วนผสมของมันไม่ได้หาได้ยากเย็นและระดับก็ไม่ได้สูงนักทำให้มันแทบจะไม่มีผลกับผู้ฝึกตนในระดับ “บรรพจารย์”ที่อยู่เหนือกว่าปรมาจารย์ขึ้นไปเลย
หากผู้ฝึกตนระดับนั้นบาดเจ็บไป่ฟานเซียนก็จำเป็นต้องใช้ “โอสถฟื้นฟู แต่เป็นระดับห้า” มารักษาแทน
แต่มันก็ยังน่าตกใจอยู่ดีไม่ใช่รึ!
เพราะในยุคสมัยนี้ตัวตนระดับปรมาจารย์ก็อยู่ในจุดสูงสุดของพีระมิดแล้ว!
“เช่นนั้น...เราจะทดสอบอย่างไรดี?”
อาจารย์ซุนที่กำลังสนใจโอสถเม็ดนี้ถามขึ้นโดยลืมไปแล้วว่าตนเองเคยโกรธจักรพรรดินีโอสถที่มาสับตนซะเละในกระทู้แค่ไหน
“...วิธีที่ง่ายที่สุดคือทดสอบกับผู้บาดเจ็บจริงๆ”ผู้อาวุโสเฉินพูดอย่างชั่งใจ เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ระหว่างงานสัมมนาทำให้จะหาผู้บาดเจ็บหรือป่วยสักคนมาทดสอบสรรพคุณของโอสดสักเม็ดยากเหลือเกิน
นอกจากนี้อาการบาดเจ็บพวกนั้นจำเป็นจะต้องร้ายแรงในระดับหนึ่งหากเป็นแค่การบาดเจ็บหรือป่วยทั่วไป โอสถธรรมดาก็ย่อมรักษาได้ไม่ยากเย็นเช่นกัน แล้วถ้าจะให้ดีมันก็ควรจะทดลองกับผู้บาดเจ็บที่อยู่ในระดับ“ปรมาจารย์” อย่างที่ไป่ฟานเซียนกล่าวอ้างเพื่อเป็นการยืนยันความสามารถของโอสถเม็ดนี้จริงๆ
ระหว่างที่พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่บนเวทีด้านล่างในส่วนของผู้ชมก็เริ่มวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง
มันเริ่มจากผู้ชมจุดเล็กๆที่เริ่มจะขยับ ไม่นานผู้ชมที่หนาแน่นก็กระจายตัวออกเป็นวงกว้างคล้ายกับกำลังเว้นที่ไว้ให้ใครบางคนและสามารถทำให้ไป่ฟานเซียนกวาดสายตาไปมองด้วยความสนใจ
ในจุดที่เว้นว่างนั้นปรากฏร่างของชายชราที่มีหนวดเคราสีขาวยาวไปจนถึงหน้าท้องคล้ายกับจอมยุทธ์ที่มักเห็นตามโทรทัศน์ประกายตาของเขาคมปราบแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนแอ เขากำลังจูงเด็กสาวที่ใบหน้าขาวซีดราวกับคนป่วยมาด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชมยอมถอยห่างและเว้นที่ให้ชายชราเดินเข้ามาได้อย่างสะดวก มันเป็นเพราะชื่อเสียงของเขาต่างหาก!
หนึ่งในตัวตนสูงสุดของยุคสมัย
จอมดาบปรมาจารย์เจิ้งเหรินอี้!
ผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานานถึงเขาจะเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้ตอนที่อายุมากแล้ว แต่ศิลปะเพลงดาบของเขานั้นล้ำลึกจนถึงระดับที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในยุทธภพ!
ก่อนหน้านี้การปะทะกันระหว่างตัวเขาและราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงกลายเป็นที่จับตามองจากทุกฝ่ายแต่มันกลับถูกยกเลิกขึ้นกะทันหันโดยที่ไม่มีใครทราบสาเหตุ ผลการประลองถูกตัดสินเป็นเสมอก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันไป
ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะมาที่งานสัมมนาของสมาคมโอสถในวันนี้
ถึงจะมีข่าวว่าเขาปรากฏตัวที่หมู่บ้านใต้เมฆาในช่วงวันสองวันก่อนแต่ธุระของเขาน่าจะเกี่ยวข้องกับหมอเทวดาไม่ใช่หรือ?
เพราะการปรากฏตัวอย่างกะทันหันรวมกับแรงกดดันระดับปรมาจารย์เบาบางที่เขาแผ่ออกมาจากร่างทำให้ผู้ชมที่อยู่ข้างๆเขารู้สึกตัวเป็นคนแรก ก่อนที่จะเบิกตาค้างเพราะคาดไม่ถึงว่าตนเองจะได้ยืนอยู่ข้างๆตัวตนระดับปรมาจารย์ตั้งนานโดยไม่รู้ตัว
และหลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เห็นฝูงชนเริ่มแหวกเป็นทางในยามที่ชายชราเริ่มออกเดิน
ร่างของชายชราเดินมาได้ครึ่งทางก็ค่อยๆลอยขึ้นจากพื้น เขาแบกเอาร่างของเด็กสาวที่หน้าไม่สู้ดีนักที่ขึ้นหลังมาก่อนจะขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่บนเวทีได้สำเร็จ
นี่คือปรมาจารย์ตัวจริงอย่างแน่นอน!
ก็เหมือนกับไป่ฟานเซียนเจิ้งเหรินอี้เองก็พิสูจน์ตัวเองด้วยการลอยตัวขึ้นมาเช่นกัน
ผู้อาวุโสเฉินที่เป็นเหมือนตัวแทนของสมาคมเองก็ประหลาดใจแต่ก็ยังไม่ลืมมารยาท เขาเดินเข้าไปผสานมือทำความเคารพต่อชายชรา
“ท่านปรมาจารย์เจิ้งขออภัยที่พวกเราไม่ได้ออกไปต้อนรับท่านด้วยตัวเอง”
“ไม่เป็นไรหรอกเป็นตาแก่อย่างข้าที่มากะทันหันเอง” คำพูดแทนตัวของชายชราค่อนข้างจะดูโบร่ำโบราณแต่เมื่อดูจากลักษณะภายนอกที่คล้ายกับคนแก่ใจดี มันจึงไม่ดูขัดกันเลยสักนิด
“เอ่อ...ท่านปรมาจารย์เจิ้งมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”เฉินเต๋อหมิงถามอย่างลำบากใจ เพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ในระหว่างการทดสอบที่สำคัญ
“ไม่มีอะไรหรอก...ตอนแรกข้าเพียงพาหลานสาวออกมาเปิดหูเปิดตาเงียบๆแต่บังเอิญได้ยินเรื่องน่าสนใจจึงแวะมาดู”
ชายชราวางเด็กสาวที่ดูจะมีอายุประมาณสิบกว่าปีที่กลางหลังลงเธอเป็นเด็กสาวที่อายุมากกว่าพวกฮุ่ยเอ๋อและถังเย่เย่แต่ว่าดูเหมือนเธอจะร่างกายอ่อนแออย่างยิ่ง สังเกตได้จากร่างกายที่อิดโรยเหมือนไม่มีแรงและขนาดตัวที่ผอมบางจนเกือบจะเห็นกระดูก
จะบอกว่าตัวตนอย่างจอมดาบเจิ้งเหรินอี้เลี้ยงดูหลานสาวอย่างอดๆอยากๆก็คงจะไม่ได้เพราะสายตาที่ผู้เป็นปู่มองหลานสาวนั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและสงสารจับใจ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะรีบจัดที่นั่งให้ท่านกับหลานสาวที่ข้างเวทีนะครับถ้าอย่างไรรอให้การทดสออบนี้จบลงก่อน...” ก่อนที่ผู้อาวุโสเฉินจะพูดจบ เจิ้งเหรินอี้ก็ยกมือขึ้นมาหยุดเสียก่อน
“ไม่เป็นไรๆ...ที่ข้าขึ้นมาเพราะมีธุระบนเวทีนี้นี่แหละ”ชายชราพูดจบก็หันไปยังไป่ฟานเซียนที่กำลังมองอาการของเด็กสาวด้วยสายตาประเมิน
เซี่ยซูเหยาที่นั่งให้กำลังใจพี่หญิงของเธอมาตลอดพลันหรี่ตาลงเธอฝากเด็กน้อยสองคนให้ถังเทียนจี๋ดูแลก่อนที่ร่างบอบบางจะพลิ้วกายขึ้นไปยืนอยู่เบื้องหน้าไป่ฟานเซียนเธอจับจ้องไปยังเจิ้งเหรินอี้ราวกับกำลังจะเอาเรื่อง
ชายชราประหลาดใจกับท่าทีของเซี่ยซูเหยาเล็กน้อยแต่เขาก็รีบโบกไม้โบกมือเป็นเชิงขออภัย ดูเหมือนหญิงสาวคนนี้จะกำลังเข้าใจผิด
เขาหันไปพูดกับไป่ฟานเซียนอีกครั้งทั้งคราวนี้ยังก้มหัวเป็นเชิงขอร้อง
“สาวน้อย...เจ้าสามารถยกโอสถเม็ดนั้นให้ข้าเป็นผู้ทดสอบได้หรือไม่?”
คำพูดของชายชราทำให้ทั้งผู้ชมและผู้อาวุโสบนเวทีประหลาดใจเมื่อครู่นี้พวกเขายังพูดคุยกันถึงปัญหาที่ไม่มีคนมาทดสอบสรรพคุณของโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตานี้แต่ใครจะไปคิดว่าไม่กี่นาทีต่อมาจะมีตัวตนระดับปรมาจารย์คนหนึ่งเดินขึ้นมาขอทดสอบมันด้วยตัวเองแบบนี้
นอกจากนี้ยังเป็นตัวตนที่มีชื่อเสียงอย่างจอมดาบเจิ้งเหรินอี้อีกต่างหาก
“แต่ข้ามีเรื่องขอร้องอย่างหนึ่ง ถ้าผลลัพธ์มันได้ผลจริงๆ...เจ้าช่วยยกโอสถอีกเม็ดหนึ่งให้หลานสาวของข้าได้ไหม?”
เจิ้งเหรินอี้หันไปยังหลานสาวที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนักเธอเอาแต่เกาะอยู่ด้านหลังของชายชราเงียบๆไม่ได้พูดอะไรออกมาทั้งนั้น
“เอ่อ...ท่านปรมาจารย์เจิ้งคะการทดสอบสรรพคุณของโอสถเม็ดนี้มันจำเป็นต้องใช้กับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บ...”เป็นอาวุโสฟางเหนียงที่รีบเข้าไปอธิบายให้ชายชราฟังเพราะดูจากภายนอกเจิ้งเหรินอี้ดูไม่เหมือนคนบาดเจ็บใดๆเลย
แต่ตรงกันข้ามเจิ้งเหรินอี้กลับหัวเราะเบาๆ เขาใช้มือข้างหนึ่งปลดเสื้อคลุมของตนเองออก ภายใต้ชุดคลุม ร่างกายที่แข็งแกร่งอย่างที่ชายหนุ่มเฝ้าฝันก็ปรากฏต่อสายตากล้ามเนื้อเป็นมัดๆที่มีรอยแผลมากมายแสดงถึงประสบการณ์ที่โชกโชนถูกแสงไฟบนเวทีสาดส่องจนมันดูสวยงามเหมือนงานศิลปะ
ชายชราค่อยๆขยับหันให้ผู้คนบนเวทีดู ที่กลางหลังของเขาปรากฏรอยแผลช้ำสีม่วงขนาดใหญ่ที่ลามไปทั้งแผ่นหลัง!
มันทั้งดูรุนแรงและน่ากลัวแค่คิดภาพว่ามีบาดแผลแบบนี้อยู่กลางหลังตลอดเวลาแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับจอมยุทธ์ก็คงไม่แสดงท่าทีสบายๆแบบชายชรา
“ข้าได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับเจ้าหนุ่มหม่าเมื่อครั้งที่แล้วน่ะ...”
เจิ้งเหรินอี้อธิบายด้วยสีหน้าเรียบเฉย การปะทะกันครั้งนั้นเขาถูก“กายาอสูร” ที่เป็นวิชาก้นหีบของหม่าฟู่เฟิงเล่นงานที่กลางหลังจนกระเด็นไปไกล
“...แต่วันนั้นท่านไม่ปรากฏอาการบาดเจ็บ?”ผู้อาวุโสเฉินประหลาดใจ เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปดูในวันนั้นเช่นกันฉากที่เจิ้งเหรินอี้ยืนขึ้นอย่างสง่างามก่อนจะโต้กลับด้วยปราณดาบสีทองกว่ายี่สิบเล่มยังฝังอยู่ในหัว
ในตอนนั้นเขามั่นใจว่าชายชราไม่บาดเจ็บจริงๆ
“อ่า...ตอนนั้นข้าใช้ปราณป้องกันเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง”
เจิ้งเหรินอี้ทำสีหน้ากระอักกระอ่วน
“แต่หลังจากนั้นมันก็มี แรงกดดันอันมหาศาล กดทับลงมาจากฟากฟ้า...”ชายชราพูดขณะที่ค่อยๆรำลึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น
“มันทั้งดุดันและรุนแรง...แม้แต่พลังปราณป้องกันของข้ายังแตกกระจาย พอโดนแรงกดดันระดับนั้นเข้าไปซ้ำที่แผลเดิมเข้า...”
“...ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ”
ชายชราทอดถอนหายใจอย่างหมดหวัง
“ข้ามารู้ตัวทีหลัง ตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าโอสถหรือการรักษาแบบใดก็ไม่ช่วยบรรเทาอาการนี่เลยสักนิดข้าได้แต่หวังว่าโอสถที่สาวน้อยคนนี้ปรุงจะช่วยบรรเทามันลงได้บ้าง...”
ขณะที่พูดเขาก็หันไปมองไป่ฟานเซียนที่นั่งจิบชาเงียบๆมาสักพักด้วยสายตาขอร้อง ไม่รู้ทำไมเขากลับรู้สึกว่านางกำลังหลบสายตาของเขาแปลกๆ!
ท่าทางของไป่ฟานเซียนทำเอาพ่อบ้านชรามองอย่างประหลาดใจ
ท่านปรมาจารย์ไป่ทำท่าทางเหมือนกำลังปกปิดอะไรบางอย่างทั้งสีหน้าของนางยังเหมือนเด็กตัวเล็กๆที่พึ่งไปทำความผิดสักอย่างมา
คนธรรมดาคงจะดูไม่ออกแต่สำหรับพ่อบ้านชั้นหนึ่งที่อยู่กับเจ้านายอย่างท่านมาสักพักมีหรือที่หวงจื่อหานจะจับสังเกตไม่ได้
“เจ้า...เจ้าเอาไปสองเม็ดเลยก็ได้...”