เสียงนกยามเช้าบวกกับอากาศที่สดใสทำให้ฮุ่ยิหันไปมองที่ด้านนอกหน้าต่าง จะว่าไปวันนี้ก็เข้าวันที่ห้าแล้วที่เขาขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนางบำเรอ นึกย้อนไปถึงวันนั้นวันแรกที่เขาได้ทำหน้าที่ของนางบำเรอจู่อุณหภูมิในร่างก็พุ่งสูงทันที ยอมรับว่าเขินอายมากแต่ก็ต้องยอมรับเพราะมันคือหน้าที่ต่อให้อายขนาดไหนก็ต้องทำ
ฮุ่ยิถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอน แต่ทันทีที่ขยับตัวจู่ๆร่างกายก็รู้สึกแปลกๆ ฮุ่ยิลองยกมือแตะเพื่อจะดูว่าตัวเองเป็ไข้หรือไม่แต่พอจับร่างกายของเขาก็ยังปกติดี ฮุ่ยิไหวไหล่เล็กน้อยก่อนจะลุกออกจากห้องเพื่อจะออกไปสูดอากาศด้านนอก จะว่าไปหลังจากวันนั้นเขาก็ไม่ได้เจอเฉิงหานเพราะอีกคนติดภารกิจต้องไปประชุมกับหัวเมืองหยางเถา พอพูดถึงเมืองหยางเถาก็แอบคิดถึงคนที่บ้านเพราะั้แ่ที่จากมาเขาก็ไม่ได้ติดต่อท่านพ่อเลย ฮุ่ยิเดินเข้าศาลาเหมือนจะมีกระดาษและหมึกเขียนวางอยู่ หย่อนตัวลงก่อนจะหยิบมันมาเขียนลงไป
ถึงท่านพ่อ
ท่านพ่อ ข้าต้องขอโทษด้วยที่ั้แ่จากบ้านมาข้าไม่ได้ส่งข่าวหาท่านเลย ตอนนี้ข้าสอบผ่านและเข้ามาเป็นางบำเรอของวังหลวงแล้ว แม้ระยะเวลาที่ผ่านมาอาจจะมีอุปสรรคบ้างแต่ข้าก็สามารถอดทนและฟันฝ่่ามันมาได้ และอีกอย่างท่านพ่อไม่ต้องห่วงเื่ที่ใครจะมารังแกข้าเพราะคนที่นี่ต่างดีกับข้ามาก ไมว่าจะเป็ฮองเฮาฟางเหนียง นายน้อยซิงเยียน แม่ทัพซานถิงหรือแม้แต่ฮ่องเต้เอง
วันนี้ข้าคงเขียนได้เท่านี้ก่อน เอาไว้คราวหน้าข้าจะเขียนไปหาท่านอีก
ด้วยรักและเคารพ
ฮวาน ฮุ่ยิ
เขียนเสร็จสรรพฮุ่ยิก็จัดการพับใส่ซองจดหมายอย่างดีโดยไม่ลืมที่จะเขียนที่อยู่ปลายทาง เมื่อจัดการเสร็จสรรพก็ได้เวลานำจดหมายไปส่งที่ศาลาพักม้า* เขาเดินออกจากวังหลวงตรงไปยังศาลาพักม้าที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อเสร็จสรรพก็ถึงเวลาที่เขาจะใช้เวลาว่างในการพักผ่อน มิใช่ว่าวันนี้เป็วันหยุดแต่เนื่องด้วยฮ่องเต้ออกไปทำภารกิจข้างนอกกว่าจะกลับก็อีกสองวันทำให้ระหว่างนี้เขาเลยว่าง
ฮุ่ยิสอดส่องสายตาก่อนจะไปหยุดที่เส้นทางฝั่งเหนือ จะว่าไปั้แ่มาที่นี่เขาก็ไม่เคยไปฝั่งเหนือเลย ถ้างั้นก็ลองไปดูสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย ฮุ่ยิเดินขึ้นฝั่งเหนือไปตามทางเรื่อยๆจนหลุดสุดเขตหมู่บ้าน สองขาหยุดเดินก่อนจะหันกลับไปมองยังด้านหลังที่เดินจากมา
“เอาไงดี ข้าควรจะเดินต่อไปดีมั้ย”
ว่าพลางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองทางข้างหน้า คิ้วเรียวเริ่มขมวดเมื่อจู่ๆก็ได้ยินเหมือนเป็เสียงน้ำไหล ขาเรียวเดินตรงตามเสียงมาเรื่อยๆจนถึงจุดๆหนึ่ง ฮุ่ยิกวาดสายตามองรอบๆนี่เขาเข้ามายังเขตป่าแล้วหรือนี่ เสียงน้ำตกเริ่มดังชัดขึ้นงั้นก็หมายความว่าตอนนี้เขาเข้าใกล้แล้ว ฮุ่ยิหันหลังมองกลับไปอีกครั้งพลางนึกในใจก็อยากจะกลับแต่อีกใจหนึ่งมันดันขัดแย้งสั่งให้เขาไปยังต้นตอของเสียงน้ำนั่น
“ไปก็ไป”
สุดท้ายฮุ่ยิก็เลือกที่จะไปต่อ เขาสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับก้าวขาเดินต่อ สายตากวาดมองรอบๆเนื่องจากตอนนี้เริ่มเข้าเขตป่าแล้วต้องระวังตัวเป็พิเศษ ฮุ่ยิยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆเสียงน้ำไหลเริ่มชัดมากขึ้น ฟังจากเสียงคาดว่าต้นตอของเสียงน่าจะอยู่ที่หลังพุ่มไม้ใหญ่ตรงหน้าแน่ๆ ฮุ่ยิเดินเท้าก่อนจะใช้มือแหวกพุ่มไม้ก่อนจะดันตัวเองออกมาให้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้า น้ำตกขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบไปด้วยป่าฝน ฮุ่ยิเดินตามเส้นทางน้ำเรื่อยๆจนสุดปลายน้ำเมื่อเขาค่อยๆเงยมองขึ้น้าก็ต้องทำให้เขาต้องมหัศจรรย์ใจอีกครั้งเพราะสิ่งที่อยู่หน้าเขาก็คือหน้าน้ำตกขนาดใหญ่ที่สูงลิบตา
“งดงามเหลือเกิน แถมยังมีสายรุ้งด้วย”
ฮุ่ยิเอ่ยชมพลางเดินเข้าไปใกล้ยังปลายน้ำที่ลงจากจาก้าเพื่อเชยชมความสวยงามของสายรุ้ง แม้บ้านเกิดที่เขาเคยอาศัยจะมีป่าเขาล้อมรอบแต่ก็ไม่เคยเห็นสิ่งที่สวยงามขนาดนี้ นี่เรียกได้ว่าเป็สิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตเขาเลยก็ได้
ฮุ่ยิก้าวลงแม่น้ำก่อนจะค่อยๆเกาะหินตามทางหมายจะเข้าไปเชยชมน้ำตกให้ใกล้ยิ่งขึ้น จังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือเพื่อแตะน้ำที่ตกลงมา
“ใครน่ะ!!”
“เหวอ!!”
ยังไม่ทันจะได้แตะสายน้ำตกเสียงะโที่โพล่งขึ้นมาก็ทำให้เขาเสียหลักจนล้ม
“โอย~”
มือเล็กยกลูบก้นที่กระแทกลงพื้นด้วยความเจ็บก่อนจะหันมองต้นตอที่ให้เขาล้มลง ชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันในชุดสีน้ำตาลดูแล้วคงจะเป็ชาวบ้านแถวนี้ ชายหนุ่มผู้นั้นมองฮุ่ยิด้วยสีหน้าคิ้วขมวดก่อนจะหันปลายหอกชี้มายัง
“เดี๋ยวก่อน เ้าจะทำอะไรน่ะ”
“ข้าต่างหากที่ต้องถาม คนเมืองอย่างเ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่ คงมิใช่จะบุกหมู่บ้านสินะ”
“ไม่ใช่ๆ ข้ามิได้จะมาบุก ข้าแค่มาเดินเล่นเพียงเท่านั้น”
“เดินเล่นงั้นรึ!?” ฮุ่ยิพยักหน้าก่อนที่ชายผู้นั้นจะค่อยๆลดหอกลง ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืนพร้อมกับก้มมองสภาพตัวเองที่เปียกโชก สายตาเหลือบเห็นถังบางอย่างที่วางอยู่บนฝั่งด้านหลังของชายผู้นั้นดูท่าน่าจะเป็ของเขานะ
“ถังนั่นของเ้างั้นรึ”
“ใช่ ข้าใส่ปลาเอาไว้” ชายคนนั้นเดินนำไปก่อนจะหยิบถังปลายื่นให้ฮุ่ยิดู
“โห เชิญจัง ดูเ้าจะชำนาญในการจับปลาสินะ”
“แน่นอน” ชายคนนั้นตอบพร้อมกับยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ฮุ่ยิลอบหัวเราะอีกคนอย่างเอ็นดู
พอพูดคุยกันไปก็เริ่มถูกคอ ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่ริมแม่น้ำพลางตกปลาเล่นกันอย่างสนุก ชายผู้นั้นชื่อถิงเจียอาศัยอยู่หมู่บ้านถัดไปจากป่านี้ราวสามกิโลเมตรอีกทั้งเขายังเป็โอเมก้าเหมือนกันด้วย
ฮุ่ยิจับหอกไม้เล็งเป้าไปยังปลาที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในลำธารโดยมีถิงเจียคอยสอนอยู่ข้างๆ
“ฮุ่ยิเ้าเล็งนิ่งๆอย่าขยับเดี๋ยวมันจะแตกตื่นกันหมด”
“กำลังพยายามอยู่ แต่พวกมันไม่หยุดนิ่งเลย” สายตาจดจ้องไปที่เ้าพวกนั้นที่กำลังแหวกว่ายเพื่อหาจังหวะ
“ตอนนี้แหละ” สิ้นสุดเสียงของถิงเจียหอกในมือฮุ่ยิก็ถูกปาไปยังเป้าหมายทันที ทั้งคู่เดินเข้ายังจุดที่หอกไม้เสียบอยู่ก่อนฮุ่ยิจะหยิบมันขึ้นมาพบว่าเขานั้นเสียบโดนปลาด้วย
“ข้าทำได้”
“ข้าบอกแล้ว วิธีของข้าน่ะได้ผล” ถิงเจียเอ่ยพร้อมกับยืดอกด้วยความภาคภูมิใจก่อนจะรับหอกนั่นดึงปลาเก็บเอาไว้ในกระป๋อง ทั้งสองขึ้นฝั่งก่อนจะนั่งยองมองปลาทั้งหมดที่อยู่ภายในกระป๋องรวมๆแล้วน่าจะประมาณสิบกว่าตัวได้
“เ้านี่เก่งนะ อายุเท่าข้าแต่กลับสามารถหาปลาได้มากขนาดนี้”
“มันไม่เกี่ยวกับอายุหรอก มันอยู่ที่ประสบการณ์มากกว่า หากเ้าหาปลาบ่อยๆสักวันเ้าก็จะหาปลาเก่ง หากเ้าวาดรูปบ่อยๆเ้าก็จะวาดรูปเก่ง”
“นั่นสินะ” ฮุ่ยิเงยหน้ามองท้องฟ้าเหมือนว่าจะเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มแล้ว จะว่าไปตอนนี้ก็เย็นมากแล้วคงได้เวลากลับวังหลวงเสียแล้วล่ะ
“ข้าคงต้องกลับวังหลวงแล้วล่ะ น่าเสียดายข้ายังอยากอยู่เล่นกับเ้าต่ออีก”
“เอาไว้เ้าค่อยมาหาข้าอีกก็ได้ หรือไม่ข้าก็จะแวะไปหาเ้า”
“จริงนะ” ฮุ่ยิเอ่ยอย่างดีใจถิงเจียพยักหน้ารัว ถิงเจียหยิบปลาที่อยู่ในถังใส่ตะกร้าก่อนจะส่งให้ฮุ่ยิ
“นี่ของเ้า”
“ให้ข้ามันจะดีหรือ”
“ทำไมจะไม่ดีล่ะ ปลาพวกนี้เ้าเป็คนตกนะ เ้าก็ต้องเอาไปสิ”
ฮุ่ยิรับมาอย่างเต็มใจ ทั้งคู่พูดคุยเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยลากัน ฮุ่ยิเดินแยกออกมาโดยมีถิงเจียยืนรอส่งจนกว่าอีกคนจะลับสายตาไป
“ฮุ่ยิ!!! ข้าจะรอนะ!!” ฮุ่ยิหันมองอีกคนก่อนจะะโตอบกลับไป
“แน่นอน!! ข้าสัญญา!!”
ต่างคนต่างโบกมือลาก่อนที่ฮุ่ยิจะเดินออกมาจนอีกคนลับสายตาไป จะว่าไปก็แอบใจหายที่จะต้องแยกจากทั้งที่อุตส่าห์ได้เพื่อนที่ถูฏคอแล้วแต่ก็ไม่เป็ไร อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้ทั้งเพื่อนใหม่และแถมยังได้ปลาอีก แค่นี้เขาก็มีความสุขแล้ว
เงยมองฟ้าสีส้มที่กำลังจะเปลี่ยนสีก่อนจะเปล่งเสียงหวานออกมา
“ท่านแม่ ข้าได้เพื่อนใหม่แล้ว เขาใจดีกับข้ามาก ดีจริงๆที่ข้าฟ้ายังเมตตาข้าให้เจอคนดีอยู่ ขอบคุณจริงๆ”