"พ่อของเ้า..." คนเฝ้าก้นเหวเอ่ยซ้ำอีกครั้ง เสียงแหบแห้งแต่มั่นคงกว่าที่เฟยหลงเคยได้ยินมาตลอดคืนนี้ "ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาอย่างที่เ้าถูกเลี้ยงให้เชื่อมาตลอด"
เฟยหลงกำมือของผู้าุโแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นรัวจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง เขารอคำตอบนี้มานานเกินกว่าจะนับได้ว่ากี่คืนกี่วัน นานจนบางครั้งเกือบเชื่อไปแล้วว่ามันจะไม่มีวันมาถึงจริง
—
"หลายสิบปีก่อน ตอนข้ายังหนุ่มและยังไม่ได้มาเฝ้าหุบเหวนี้..." คนเฝ้าก้นเหวหยุดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความเ็ป "ข้าเคยพลาดท่าจนาเ็สาหัสกลางป่าลึก ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครช่วย นอนรอความตายอยู่ใต้ต้นไม้สามวันสามคืน"
"แล้วใครช่วยท่านไว้" เฟยหลงถามเบาๆ แม้จะพอเดาคำตอบได้อยู่แล้ว
"ชายคนหนึ่งเดินผ่านมาพบข้าโดยบังเอิญ" ริมฝีปากแห้งผากขยับเป็รอยยิ้มจางๆ ครั้งแรกที่เฟยหลงเคยเห็นบนใบหน้านั้น "แบกข้ากลับไปที่กระท่อมของเขาเอง รักษาแผลให้ด้วยมือตัวเองนานกว่าครึ่งเดือนโดยไม่ถามสักคำว่าข้าเป็ใครมาจากไหน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้ามีวิชาติดตัว เห็นเพียงคนาเ็ที่ต้องช่วยไว้ก่อนตาย"
ชิงหยวนที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองเฟยหลงแล้วกลับไปที่อาจารย์อา ราวกับเริ่มปะติดปะต่อบางอย่างเข้าด้วยกันได้แล้ว เขาไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อนแม้จะรู้จักคนเฝ้าก้นเหวมานานนับสิบปี ยิ่งตอกย้ำว่าความลับที่ผู้าุโแบกไว้คนเดียวนั้นหนักหนาเพียงใด
"ตอนนั้นข้ายังเป็เพียงนักฆ่าไร้สังกัดที่รับงานทั่วไปแลกเงินไปวันๆ" คนเฝ้าก้นเหวเอ่ยต่ออย่างยากลำบาก ราวกับการพูดถึงอดีตของตัวเองเ็ปไม่แพ้าแที่สีข้าง "เขาไม่เคยรู้เื่นั้นเลย เห็นแค่คนาเ็ที่ต้องช่วย ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าข้าอาจเป็คนบาปหนาแค่ไหน"
"ชายคนนั้นคือพ่อของเ้า" คนเฝ้าก้นเหวพูดต่อ น้ำเสียงเบาลงจนเกือบเป็กระซิบ "หนี้ชีวิตนั้น ข้าไม่เคยลืมแม้แต่วันเดียวตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา"
"หลังจากนั้นไม่นาน ข้าตัดสินใจเข้าสำนักกระบี่์อย่างจริงจังเป็ครั้งแรกในชีวิต" เขาพูดต่อด้วยลมหายใจที่แ่ลงเรื่อยๆ "ราวกับอยากหาที่ยึดเหนี่ยวใหม่หลังรอดตายมาได้ ฝึกฝนอย่างหนักจนไต่ขึ้นเป็ผู้าุโของสำนักในเวลาต่อมา รับศิษย์รักไว้สอนวิชาด้วยมือตัวเอง...ก่อนทุกอย่างพังทลายลงในคืนที่นางถูกทรยศจนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าถอนตัวออกจากสำนักในคืนเดียวกันนั้นเอง หนีมาซ่อนตัวอยู่ก้นเหวแห่งนี้นับแต่นั้นมา ทิ้งทุกอย่างที่เคยไต่มาด้วยน้ำพักน้ำแรงไว้เื้ัทั้งหมด"
—
เฟยหลงรู้สึกโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ ภาพพ่อในความทรงจำเลือนรางของเขามีเพียงเงาคลุมเครือ ใบหน้าที่จำไม่ได้ชัด เสียงหัวเราะที่แทบนึกไม่ออกแล้วว่าฟังเป็อย่างไร เขาไม่เคยคิดเลยว่าชายผู้นั้นจะมีตัวตนอยู่ในความทรงจำของคนอื่นด้วย
"ท่านรู้จักพ่อข้า..." เขาพูดแ่เบา ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังรู้สึกดีใจหรือเ็ปกันแน่ ภาพเลือนรางในความทรงจำวัยเด็กพยายามผุดขึ้นมาแต่ก็จับต้องไม่ได้อีกเช่นเคย เหมือนเงาที่ยิ่งไล่ตามยิ่งเลื่อนหนี "แล้วทำไมท่านถึงไม่เคยบอกข้าเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา"
"เพราะข้าไม่รู้ว่าเ้าคือลูกของเขา จนกระทั่งเ้าฟื้นขึ้นมาบอกชื่อตัวเองในวันนั้น" คนเฝ้าก้นเหวตอบ สายตาเปี่ยมด้วยความเสียใจแท้จริง "และเพราะข้ายังไม่พร้อมจะบอกส่วนที่เหลือ ส่วนที่หนักหนากว่านี้มาก"
เขาหยุดพัก หายใจแรงขึ้นราวกับการพูดแต่ละคำกำลังกัดกินแรงที่เหลืออยู่น้อยนิด เฟยหลงสังเกตเห็นเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มหน้าผากของผู้าุโ ทั้งที่อากาศในซอกหินเย็นจนััได้
—
"ครอบครัวของเ้าไม่ได้ตายเพราะโรคระบาดธรรมดา" คนเฝ้าก้นเหวเอ่ยในที่สุด แต่ละคำหนักอึ้งราวกับก้อนหิน
เฟยหลงรู้สึกร่างกายเกร็งไปทั้งตัว "ท่านหมายความว่า..."
"บ้านข้างเคียงในหมู่บ้านเดียวกัน ไม่มีใครติดเชื้อแม้แต่คนเดียว" ผู้าุโพูดต่อ แม้เสียงจะสั่นแต่สายตายังคงจับจ้องเฟยหลงมั่นคง "มีเพียงบ้านของเ้าหลังเดียวเท่านั้นที่ทุกคนล้มป่วยพร้อมกันในคืนเดียว และตายลงภายในไม่กี่วัน ข้าไปถึงที่นั่นช้าไปหนึ่งเดือนหลังได้ข่าว เห็นเพียงบ้านร้างกับหลุมศพที่ชาวบ้านช่วยกันฝังให้ ไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไมโรคถึงเลือกเจาะจงบ้านหลังเดียว"
ชิงหยวนขมวดคิ้วแน่น "หมายความว่าเป็ฝีมือใครบางคน...ไม่ใช่โรคระบาดจริง"
"ข้าสงสัยเช่นนั้นมาตลอด แต่ไม่เคยพิสูจน์ได้จนกระทั่ง..." คนเฝ้าก้นเหวยกมือที่สั่นเทาขึ้นแตะหน้าอกตัวเอง ควานหาบางอย่างใต้เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นด้วยความยากลำบาก
เฟยหลงจ้องมองทุกความเคลื่อนไหวของผู้าุโอย่างไม่กะพริบตา ลมหายใจของตัวเองก็แทบหยุดนิ่งไปพร้อมกัน หลายปีที่ผ่านมาเขาเคยจินตนาการหลายครั้งว่าหากมีใครมาบอกความจริงเื่พ่อแม่ให้ฟังสักวัน เขาจะรู้สึกอย่างไร แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริง ความรู้สึกกลับเป็เพียงความว่างเปล่าปนความหวาดกลัวมากกว่าความยินดีอย่างที่เคยฝันไว้
—
เฟยหลงรีบช่วยประคอง เห็นมือของผู้าุโดึงเชือกหนังเส้นเล็กที่ผูกรอบคอออกมา ปลายเชือกมีถุงผ้าเก่าคร่ำขนาดเท่าฝ่ามือห้อยอยู่ ขอบถุงเปื้อนคราบเก่าจนแทบแยกไม่ออกว่าเดิมเป็สีอะไร
"ข้าเก็บมันไว้จากบ้านของเ้าในวันนั้น" คนเฝ้าก้นเหวยื่นถุงผ้าให้เฟยหลงด้วยมือสั่นเทา "ซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าเด็กที่ยังไม่ถูกไฟไหม้มุมหนึ่งของบ้าน ตอนนั้นข้าไม่เข้าใจความหมายของมัน เก็บไว้เผื่อวันหนึ่งจะมีคำตอบ"
เฟยหลงรับถุงผ้ามาด้วยมือสั่น รู้สึกได้ถึงของแข็งบางอย่างข้างในผ่านผ้าที่บางเปื่อย รูปทรงเล็กเรียวคล้ายชิ้นไม้แกะสลักหรือเศษโลหะบางอย่าง เย็นเยียบเมื่อััผ่านผ้าทั้งที่อากาศรอบตัวไม่ได้หนาวเย็นขนาดนั้น เขาเงยหน้ามองคนเฝ้าก้นเหวด้วยคำถามนับพันที่แน่นอยู่ในลำคอ
"ข้างในคือ..." เขาเริ่มถาม แต่คนเฝ้าก้นเหวเบือนหน้าหนีจู่ๆ ไอออกมาเป็ชุดรุนแรง ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
—
"ท่านผู้าุโ!" เฟยหลงใสุดขีด รีบวางถุงผ้าลงแล้วประคองร่างของผู้าุโไว้ทันที ฝ่ามือที่แตะหน้าผากััได้ถึงความร้อนวูบวาบที่พุ่งสูงขึ้นผิดปกติในเวลาไม่กี่อึดใจ ตรงกันข้ามกับความเย็นเยียบของเหงื่อที่ท่วมตัวเมื่อครู่
ชิงหยวนคลานเข้ามาตรวจชีพจรทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็ใอย่างเห็นได้ชัด "ไข้ขึ้นสูงเร็วผิดปกติ...แผลติดเชื้อลุกลามเข้าโลหิตแล้ว"
เขาก้มลงฟังลมหายใจของอาจารย์อาอย่างตั้งใจ ใช้ทักษะที่ฝึกมานานััจังหวะปราณที่กำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน จังหวะหายใจที่เคยแ่แต่สม่ำเสมอ ตอนนี้กลับถี่รัวและติดขัดเป็ระยะ สัญญาณที่ไม่ต้องมีวิชาแพทย์ก็รู้ได้ว่าร้ายแรงเพียงใด
—
"เื่พ่อของเ้า...ยังไม่จบ" คนเฝ้าก้นเหวพึมพำด้วยความรู้สึกตัวที่เลือนราง ดวงตาเริ่มปิดลงแม้จะพยายามฝืนสุดกำลัง "ในถุงนั้น...มีคำตอบอีกครึ่งหนึ่ง...อีกครึ่งอยู่ที่..."
เฟยหลงเอาหูแนบใกล้ปากของผู้าุโมากขึ้น พยายามจับทุกพยางค์ที่กำลังจะหลุดลอยหายไปกับความมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินสติของคนพูด หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบเจ็บ กลัวว่าคำตอบที่รอคอยมาทั้งชีวิตจะขาดหายไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนได้ยินครบ
เสียงของเขาค่อยๆ เบาลงจนขาดหาย ร่างที่เกร็งไว้ตลอดในที่สุดก็อ่อนปวกเปียกลงในอ้อมแขนเฟยหลง มือที่เคยกุมไว้แน่นคลายหลุดออกไปอย่างไร้เรี่ยวแรง
"ท่านผู้าุโ! ท่านผู้าุโ ได้ยินข้าไหม!" เฟยหลงเขย่าร่างเบาๆ เสียงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก น้ำตาที่เพิ่งเช็ดไปเมื่อครู่กลับไหลอาบหน้าอีกครั้ง
"หมดสติ ไม่ใช่ตาย" ชิงหยวนตรวจชีพจรอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เสียงพยายามควบคุมให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ "แต่ถ้าไม่ได้พบหมอเร็วกว่าที่คิด...ข้าไม่กล้ารับประกันอะไร"
เขาฉีกผ้าที่พันแผลออกดูอีกครั้งด้วยมือสั่นเทา ขอบแผลที่เคยบวมแดงตอนนี้เริ่มมีสีคล้ำปนม่วงกระจายออกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในเวลาไม่กี่อึดใจ เป็สัญญาณที่แม้แต่คนไม่มีวิชาแพทย์อย่างเฟยหลงก็รู้ดีว่าไม่ใช่เื่ดี พิษจากาแกำลังลุกลามเร็วกว่าที่ทั้งสองคาดการณ์ไว้มาก
—
เฟยหลงกำถุงผ้าเก่าไว้แน่นในมืออีกข้าง ราวกับกลัวว่าคำตอบครึ่งเดียวที่เพิ่งได้มาจะหลุดลอยหายไปพร้อมกับความรู้สึกตัวของผู้ให้คำตอบ ทุกคำถามที่ยังไม่ได้ถามพรั่งพรูขึ้นมาในใจพร้อมกัน คำตอบอีกครึ่งอยู่ที่ไหน ในถุงนั้นมีอะไร และใครกันแน่คือพ่อของเขาที่แท้จริง
"เราต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้" เขาพูดเสียงสั่นแต่หนักแน่น ซับน้ำตาด้วยหลังมือก่อนเริ่มลงมือช่วยพยุงร่างคนเฝ้าก้นเหวขึ้นจากพื้น "ไม่มีเวลาให้รอแล้ว"
ชิงหยวนพยักหน้าเห็นด้วยทันที ทั้งที่ร่างกายของตัวเองยังอ่อนล้าจากคืนที่ผ่านมาแทบไม่ต่างกัน เขาช่วยรับน้ำหนักอีกข้างของอาจารย์อาไว้บนบ่า สองคนประคองร่างที่หมดสติออกจากซอกหินอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสภาพที่เหลือแรงเพียงน้อยนิด
—
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านเรือนยอดไม้ลงมาเป็ริ้วบางๆ ทาบทับใบหน้าซีดเผือดของคนเฝ้าก้นเหวที่พาดอยู่บนบ่าเฟยหลง ราวกับธรรมชาติกำลังเฝ้าดูชะตากรรมของทั้งสามคนอย่างเงียบงัน เฟยหลงมองไปทางทิศใต้ที่ชิงหยวนเคยบอกว่ามีหมู่บ้านและหมอสมุนไพรรออยู่ ระยะทางครึ่งวันที่ฟังดูไม่ไกลนัก กลับรู้สึกยาวไกลราวกับไม่มีที่สิ้นสุดในสภาพเช่นนี้
ถุงผ้าเก่าที่ซุกอยู่ในอกเสื้อของเขาััได้ถึงน้ำหนักเบาบางของสิ่งที่อยู่ข้างใน แต่ความรู้สึกที่แบกอยู่กลับหนักอึ้งยิ่งกว่าสิ่งใดที่เคยแบกมาตลอดชีวิต เขากัดฟันก้าวเท้าออกไปทีละก้าว มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ไม่รู้ว่าจะพาเขาไปพบความจริงทั้งหมด หรือพาคนที่เขารักอีกคนไปสู่จุดจบที่ไม่มีวันย้อนกลับ
ชิงหยวนเดินเคียงข้างอย่างเงียบๆ คอยสังเกตอาการของอาจารย์อาทุก่ลมหายใจ เป็ระยะๆ เขาเหลือบมองเฟยหลงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามเช่นกัน แต่เลือกที่จะไม่ถามอะไรในตอนนี้ รู้ดีว่าสิ่งที่เฟยหลง้าที่สุดตอนนี้ไม่ใช่คำอธิบาย แต่คือกำลังใจให้ก้าวต่อไปให้ถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งสามชีวิตที่เหลืออยู่ล้วนแขวนอยู่บนเส้นทางครึ่งวันข้างหน้านี้เท่านั้น