ใบหน้าคมเข้มแต่ยังคงความเยาว์วัยกับรูปร่างสูงโปร่งได้สัดส่วนของวองโกเล่พรีโม่ในร่างจริงดูภูมิฐานสมฐานะหัวหน้าด้วยชุดสูทสีกรมท่าอย่างดี กลุ่มชายฉกรรจ์ใส่ชุดสูทไม่ต่ำกว่าสิบคนยืนอารักขาล้อมหน้าหลังป้องกันทุกเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
“ มีอะไรอีกหรือเปล่าจี ” เขาเดินออกมาจากตึกราชการแห่งหนึ่งพร้อมถามผู้เป็มือขวาซึ่งเดินตามมาติดๆ
“ ไม่มีประชุมแล้วล่ะ เหลือเอกสารบางส่วนที่อยากให้นายดูหน่อย ต้องรีบตัดสินใจก่อนที่แก๊งอื่นจะคาบไปก่อนน่ะนะ ” ชายผมแดงในชุดสูทเรียบร้อยดูขัดกับภาพลักษณ์ปกติที่เขาจะใส่แค่เชิ้ตไม่ผูกเนคไท ก้มมองตารางงานของบอสในสมุดเล่มเล็กขณะมือข้างที่ว่างถือบุหรี่ เขาเป็ทั้งเลขา มือขวาที่ไว้ใจที่สุดและเพื่อนสมัยเด็กที่สนิทที่สุดของบอส
“ เอาไว้คืนนี้ฉันกลับมาดูให้ เอากุญแจรถมาด้วย ” เขาแบมือไปทางคนข้างๆ สีหน้าดูเครียดและท่าทีกังวลจนจีสังเกตเห็น
“ มีอะไรหรือเปล่า? ” เขามองเ้านายด้วยความเป็ห่วง ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นผู้นำแสนสุขุมร้อนรนแบบนี้
“ ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีมาั้แ่เช้า รู้สึกเหมือนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเ้าหญิงตอนฉันไม่อยู่แน่ๆ ” จอตโตถอนหายใจ รีบคว้ากุญแจรถที่จียื่นให้
“ นายจะกลับไปโรงเรียนเหรอ? คิดมากไปหรือเปล่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในโรงเรียนได้ยังไง? ” มือขวาเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
“ ถ้าเป็โรงเรียนที่มีลูกชายหัวหน้าแก๊งจาลโล่ นายจะยังพูดคำนี้อยู่หรือเปล่า ”
จีอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อแก๊ง ก่อนจะเริ่มทวนความจำของตัวเอง
“ จาลโล่? แก๊งที่ก่อความรุนแรงในเขต 6 น่ะเหรอ ? ”
บอสพยักหน้าแทนคำตอบ เ้าของเส้นผมสีแดงพูดอะไรไม่ออกอีก เื่ของแก๊งจาลโล่เป็หนึ่งในปัญหาที่วองโกเล่พยายามจัดการอยู่ ด้วยความที่หัวหน้าแก๊งเป็คนซาดิสม์จึงมีผู้บริสุทธิ์มากมายตายเพราะความสนุกของเขา
“ อีกอย่าง…นายก็รู้ว่าลางสังหรณ์ของฉันเป็ความสามารถที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ มันไม่เคยผิดพลาดไม่ใช่หรือไงกัน? ” เขาค้อนตามอง คนข้างๆจึงไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก
“ นั่นสินะ ขอโทษด้วยไปดีมาดีละกัน ” เขาโบกมือให้บอสที่บึ่งรถยนต์คันหรูออกไป
จอตโตไม่ชอบทิ้งเ้าหญิงให้ห่างไกลสายตา ถ้าไม่ติดว่าประชุมวันนี้สำคัญจริงๆเขาจะไม่มาเด็ดขาด
พรีโมเหยียบคันเร่งมิดเพื่ออยากจะไปถึงให้ไวที่สุด ก้มมองนาฬิกาข้อมืออีกเกือบชั่วโมงกว่าจะเลิกเรียน ด้วยความแรงของรถใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีจากนอกเมืองภาพบรรยากาศของใจกลางเมืองใหญ่ก็ปรากฏแทนที่
เขาจอดรถตรงหน้าประตู เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็เครื่องแบบนักเรียนกลัดเข็มกลัด แล้วรีบวิ่งลงมาจากรถ
ในจังหวะที่วิ่งตรงไปยังห้องเรียน เขาสังเกตเห็นลูกน้องของลูกชายหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่พูดถึงวิ่งวุ่นให้ทั่ว แม้จะเกิดความเอะใจแต่เขาก็เลือกที่จะไปดูที่ห้องเรียนก่อน
เปิดประตูเข้ามาเจอเด็กสองสามคนในห้องจับกลุ่มคุยกันและเอมมาลี ควีนที่ยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะของตัวเอง
“ เอมมาลีครับแคนดี้ล่ะ? ” เขารีบตรงเข้าไปถามขณะหอบตัวโยน
“ แคนดี้เหรอคะ เห็นบอกว่าไปกดน้ำั้แ่ชั่วโมงที่แล้วยังไม่กลับมาเลยค่ะ ฉันก็เป็ห่วงอยู่เหมือนกันแต่เธอไม่ได้เอาโทรศัพท์ไป ” หญิงสาวตอบด้วยท่าทีกังวลแต่คนที่กังวลกว่าน่าจะเป็คนฟัง เพราะเขาวิ่งออกไปนอกห้องทันทีที่เธอพูดจบ
บอสพยายามคิดสถานที่ที่เธอจะไป แต่ดูเหมือนว่าถามจากตัวการน่าจะไวที่สุด
“ มานี่!! ” เขาหิ้วคอเสื้อเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่น่าจะเป็ลูกน้องของหัวหน้าอันธพาลคนนั้นก่อนจะกระแทกร่างเด็กมอปลายกับผนังอย่างแรง
“ โอ๊ยย!! ”
“ แคนดี้อยู่ที่ไหน!! ” สายตาที่ปกติจะดูอบอุ่นละมุนละไมเหมือนดวงอาทิตย์ทั้งดวงกลับคมกริบเหมือนสายตาของนักล่าในพริบตา เขาไม่สนใจเสียงร้องอย่างเ็ปของอีกฝ่าย เขาจะทำมากกว่านี้ถ้าจำเป็ต้องทำ
“ ผะ…ผมไม่รู้ครับ พวกเราก็หาอยู่เหมือนกัน ” เด็กชายกล่าวตะกุกตะกัก ตัวสั่นด้วยความกลัว จอตโตโล่งใจขึ้นอย่างน้อยพวกมันก็ยังไม่ได้ตัวเธอ
“ เห็นเธอครั้งสุดท้ายที่ไหน ” เขาปล่อยมือออกจากคอเสื้อเพราะลืมไปว่าอีกฝ่ายยังเด็ก อีกทั้งยังพูดด้วยความใจเย็นขึ้นช่วยเรียกสติให้กลับมาอยู่กับตัว
“ ทางหลังโรงเรียนแต่พวกเราไปหาแล้วก็ไม่เจออะไร ” เขาทำหน้าเรียบนิ่งจนเด็กชายเดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
“ บอกหัวหน้าแกให้ระวังตัว ฉันไม่ปล่อยไว้แน่ ” น้ำเสียงกับแววตาเอาจริงทำเด็กชายขนลุกเกรียวก่อนจะวิ่งหนีไป ตัวเขาเองก็รีบวิ่งไปทางหลังโรงเรียนตามที่ได้ยินมาทันที
“ แคนดี้!! ” เขาะโเรียกอีกฝ่ายสุดเสียง
“ แคนดี้!! ผมมาแล้ว!! ” เขาะโพร้อมกับวิ่งไปทางห้องเก็บอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้เรือนเพาะชำ ประตูเรือนเพาะชำถูกเปิดค้างไว้เขาจึงลองเดินเข้าไปข้างในดู
“ แคนดี้!! ” เขาะโเสียงดังก้องอยู่ภายใน มองข้าวของกระจัดกระจายอย่างถอดใจก่อนจะตัดสินใจเดินออกไป
ตึ่ง
เสียงถุงปุ๋ยมีน้ำหนักล้มลงกับพื้นเรียกให้เขาหันไปมอง แคนดี้ร้องไห้จนเผลอหลับไปชั่วขณะ รู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงเขาเรียกชื่อจึงพยายามเอาตัวเองออกมาจากที่ซ่อน
“ จอต…โต ” เสียงแ่เบาลอดออกมาจากใต้โต๊ะ บอสรีบวิ่งไปหาต้นตอเสียง เขาลากถุงดินและปุ๋ยออกมาอย่างรีบร้อน แล้วเขาก็เจอคนที่เขาอยากเจอ
เ้าหญิงแคนดี้หลบอยู่ด้วยท่าทีอ่อนแรง บอสรีบอุ้มเธอออกมา ตัวเธอเปื้อนฝุ่นแต่เขาก็ยังดึงเข้ามากอดแน่น
“ จอตโต ฉันกลัว ” เ้าหญิงตัวน้อยร้องไห้อีกครั้งเมื่อได้เจอคนที่เธออยากเจอมาตลอด เมื่อได้ัักับความอบอุ่นในอ้อมกอดเขาก็ยิ่งกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“ ผมอยู่นี่แล้วนะ ขอโทษนะครับที่ทิ้งเ้าหญิงไว้คนเดียวมันจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้วผมสัญญา ” เขากอดคนตรงหน้าแน่นขึ้นไปอีก มือใหญ่กว่าลูบผมคนในอ้อมแขนแ่เบา รู้สึกไม่ดีที่เห็นน้ำตาเธอไหลไม่หยุดแต่เมื่อเธอปลอดภัยดีเขาก็สบายใจ
“ กลับกันเถอะครับ ผมไปส่งเอง ” เขาอุ้มแคนดี้ขึ้นง่ายดายเหมือนอุ้มตุ๊กตา กลับเข้ามาในตึกเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นพอดี เขาอุ้มเธอไปถึงหน้าโรงเรียนท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ที่มองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
รถตู้ประทับตราราชวงศ์จอดรออยู่หน้าโรงเรียนแล้ว ทั้งหมดทำเคารพทั้งสองด้วยใบหน้าประหลาดใจผสมความกังวลคงเพราะสภาพของบอสตอนนี้ดูไม่เหมือนวองโกเล่พรีโม่เลย
“ ส่งคนไปเก็บกระเป๋าด้วย ฉันไปส่งท่านเอง ” เขายืนกรานด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเห็นทั้งหมดยังมองหน้ากันไปมาแคนดี้ก็พยักหน้าให้เป็การบอกว่าให้ทำตามนั้น
ลูกน้องคนหนึ่งเดินไปเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับรถให้ จอตโตวางเ้าหญิงลงอย่างเบามือแล้วกลับมาประจำที่คนขับเตรียมออกรถ
เขาขับอย่างใจเย็นผิดกับตอนมา เ้าหญิงแคนดี้ไม่ได้พูดอะไร เธอถือวิสาสะหยิบทิชชู่ที่อยู่หน้ารถขึ้นมาเช็ดหน้าที่เต็มไปด้วยฝุ่น คราบน้ำตาและน้ำมูก
“ ให้นายมาเห็นฉันสภาพนี้อยากจะบ้าตาย ” มือเล็กๆเช็ดหน้าตัวเองไม่หยุด เธอทำแก้มป่องอย่างไม่ค่อยพอใจนัก น่ารักจนคนที่ขับรถอยู่เผลอหัวเราะออกมา
“ ฮ่าๆ ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกครับ ” ถ้าไม่ติดว่าเป็เื่ของความปลอดภัยในการขับขี่ เขาคงจะมองคนข้างๆไม่วางตาเลยสักวินาที
“ ไม่แย่อะไรของนาย มอมแมมเหมือนเด็กข้างถนนขนาดนี้ ถ้าเมดเห็นฉันสภาพนี้ฉันโดนจับอาบน้ำสามรอบแน่ ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแต่ก็ยังแอบแฝงความยียวนเอาไว้
“ ถ้าเด็กข้างถนนน่ารักขนาดนี้ คงมีแต่คนแย่งกันรับไปเลี้ยงแน่เลย ” จอตโตหยอกล้อกลับบ้างเรียกเสียงหัวเราะสดใสจากอีกฝ่ายได้สำเร็จ
“ แล้วนายจะรับฉันไปเลี้ยงไหมล่ะ? ” ดวงตาคู่สวยส่งสายตาแพรวพราวแกล้งอ้อนเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาของเขา จอตโตเผลอสบตา เขารีบยกมือซ่อนรอยยิ้มเขินพร้อมแกล้งมองไปทางอื่น
“ จะดูแลอย่างดีเลย ” เป็เ้าหญิงแคนดี้ที่เขินจนเสียอาการ เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินไม่สามารถซ่อนแก้มแดงระเรื่อจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นของร่างกายได้
ใช้เวลาไม่นานรถของเขาก็มาถึงประตูด่านแรกก่อนเข้าอาณาเขตพระราชวังราโกเน่ เขาลดกระจกให้เห็นตัวของเ้าหญิงแทนบัตรผ่าน พนักงานรักษาความปลอดภัยปล่อยให้เข้าได้ เขาจึงขับล่วงหน้ารถตู้ที่ตามมาเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้
ขับผ่านป่าสนหนาทึบอีกไม่กี่กิโลเมตรก็ถึงหน้าประตูไม้สูงจรดเพดาน บอสลงมาเปิดประตูให้เ้าหญิง นึกอยากจะอุ้มเธอลงมาแต่เกรงใจอะไรหลายๆอย่าง จึงยื่นมือให้เธอจับเพื่อพยุงตัวแทน องค์รักษ์รักษาประตูพระราชวังทำความเคารพเ้าหญิงทันที พวกเขาเปิดประตูค้างไว้ต้อนรับผู้เป็เ้านาย
แคนดี้ทำท่าจะเดินเข้าไปแต่บอสกลับยืนอยู่ที่เดิม
“ ไม่เข้ามาก่อนเหรอ ? ” เธอทำหน้าฉงนเมื่อเห็นเขาไม่ตามมา
“ ไม่รบกวนดีกว่า เ้าหญิงไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถอะ ”
“ ฉันนึกว่านายจะอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อน… ” เ้าหญิงตัวน้อยมุ่ยปาก น่ารักมากจนอีกฝ่ายใจอ่อน แต่เขาเองยังไม่ได้เปลี่ยนชุด สภาพก็ยังเป็เด็กมอปลายแล้วต้องกลับไปเคลียร์งานด้วย ทำได้แค่หักห้ามใจแล้วปฏิเสธไปอย่างสุภาพ
“ ต้องขอโทษจริงๆนะครับ ผมยังมีงานค้างไว้อยู่ นี่ก็หนีจีไปหาเ้าหญิง ป่านนี้กองงานเต็มโต๊ะผมแล้วแน่เลย ฮ่าๆ ” เขาพูดติดตลกพร้อมหัวเราะเพื่อให้คนฟังสบายใจ
“ ขอโทษนะ ฉันสร้างปัญหาให้นายตลอดเลย ” ดวงตากลมโตก้มมองพื้นเหมือนจะร้องไห้ บอสใจนรีบมาคุกเข่าต่อหน้า เอื้อมจับมือน้อยมากุมไว้และพูดด้วยเสียงนุ่มนวล
“ อย่าคิดแบบนั้นเลยครับ ผมทำด้วยความเต็มใจ ผมเคยบอกแล้วไงว่าผมจะรับใช้เ้าหญิงจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เอาไว้คราวหน้าผมจะมาใหม่ในสภาพที่เหมาะสมกว่านี้นะครับ ” เขาจุมพิตลงบนหลังมือเล็กแล้วยิ้มให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น
“ ค่ะ จะรอนะ ” เธอกลับมาร่าเริงอีกครั้งก่อนจะโบกมือให้เขาแล้วเข้าวังไป ประตูปิดลงทันที บอสโค้งทำความเคารพไล่หลังแล้วขับรถกลับปราสาทวองโกเล่
ฉันเดินเข้ามาด้วยความหวาดระแวง มองซ้ายมองขวาว่าท่านแม่อยู่ไหม เพราะถ้าท่านเห็นฉันในสภาพนี้ เื่ใหญ่แน่
“ เ้าหญิงคะ!! ทำไมถึง— ” สาวใช้ค่อนข้างสนิทคนหนึ่งที่มาดูแลฉันหลังกลับจากโรงเรียนตลอด อุทานขึ้นด้วยความใจนฉันต้องรีบเขย่งเอามือปิดปากไว้
“ อย่าเสียงดังเดี๋ยวท่านแม่ได้ยิน ” ฉันดุใส่ เมื่อคนฟังพยักหน้าเข้าใจแล้วฉันค่อยเอามือออก
“ รีบไปอาบน้ำกันเถอะ!! ”
“ ค่ะ ”
ฉันเดินนำหน้าขึ้นบันไดไปชั้นสาม หากขึ้นบันไดฝั่งทางเข้าฉันจะไปถึงห้องอาบน้ำไวกว่าห้องตัวเอง เนื่องจากห้องนอนฉันอยู่คนละฝั่งกับห้องท่านพ่อท่านแม่ค่อนข้างปลีกวิเวกเป็ส่วนตัวและเงียบสงบมาก ถ้าขึ้นมาถึงบนนี้โดยไม่เจอท่านแม่ได้ถือว่ารอด!!
“ ค่อยรู้สึกสบายตัวหน่อย ” หลังจากอาบน้ำสระผมเรียบร้อย ฉันก็เดินกลับห้องทั้งชุดคลุมอาบน้ำ สั่งให้สาวใช้ตามมาทีหลังเผื่อโรจิโซจิอยู่ห้องจะได้ไม่กลายเป็เื่ใหญ่
“ กลับมาแล้ว ” ตามคาด ทั้งสองในร่างมนุษย์กำลังจัดอะไรอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเหลียวกลับมาทักทายตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ ยินดีต้อนรับกลับครับ ” ทั้งสองพูดและทำความเคารพพร้อมกัน
“ ทำไมวันนี้เ้าหญิงอาบน้ำไวจังครับ ? ” “ ไม่ทานข้าวก่อนหรือครับ? ” ทั้งสองทำหน้างงเมื่อเห็นฉันเดินเข้ามาในสภาพนี้
“ หายไปไหนมาล่ะถึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเ้านายตัวเอง ” ฉันแอบโกรธนิดหน่อยที่ใน่เวลาลำบากพวกเขาไม่เข้ามาช่วย ทั้งสองใ หน้าเศร้าคุกเข่าลงสำนึกผิด ขอโทษเสียงหนักแน่นพร้อมรับบทลงโทษ
“ ขอโทษที่บกพร่องในหน้าที่ครับ ” “ พวกผมไปหาข้อมูลคัมภีร์เทพแห่งท้องฟ้ามาครับ ” ไม่บ่อยที่จะได้เห็นคนร่าเริงขนาดนั้นทำหน้ารู้สึกผิดได้ขนาดนี้ เมื่อเห็นท่าทีหมอบกราบจนหน้าผากจะแตะพื้นฉันก็ใจอ่อนโกรธไม่ลง
“ ไม่เป็ไรหรอก ไม่ใช่เื่ใหญ่ขนาดนั้นด้วย ” ฉันยื่นมือไปรับทั้งสองให้ลุกขึ้น
“ รีบแปลงร่างก่อน สาวใช้ใกล้จะเข้ามาแล้ว ”
“ เอกสารทั้งหมดอยู่บนโต๊ะรบกวนตรวจสอบด้วยนะครับ ” โซจิพูดรัวอย่างเร่งรีบเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู พริบตาที่แสงสีแดงฉาบไปทั่วห้อง ชายสูงร้อยแปดสิบเซนสองคนก็หายไปเหลือแต่ลูกหมาตัวเล็กสองตัวนั่งตาแป๋วอยู่ข้างเตียง
ฉันให้สาวใช้เข้ามาเป่าผม บำรุงผิวและแต่งตัวให้ สายตาพลางอ่านเอกสารจำนวนหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ
‘ หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้? ’ ในภาพเป็เกาะเล็กๆห่างไกลแผ่นดินอื่น เมื่อดูแผนที่ในหน้าต่อไปก็พบเส้นทางการเดินทางโดยละเอียด
‘ นั่งเฮลิคอปเตอร์ไปใช้เวลามากกว่าสองวัน ต้องมีแวะพักที่ซิดนีย์ด้วยเหรอ ไกลมากเลยนะเนี่ย ’ ฉันเหลือบมองปฏิทินที่อยู่บนโต๊ะ จากการคำนวณถ้าทั้งหมดใช้เวลาประมาณเกือบอาทิตย์ แล้วฉันจะหาข้ออ้างอะไรที่จะหยุดเรียนล่ะจะบอกท่านแม่ว่าอะไรดี…
“ เรียบร้อยแล้วค่ะ ”
“ เ้าหญิงจะรับอาหารเย็นเลยไหมคะ? ” ฉันพยักหน้าให้เหล่าสาวใช้แล้วเดินตามไปห้องดินเนอร์ที่อยู่ชั้นสอง
ท่านแม่นั่งรออยู่ที่หัวโต๊ะความยาวสิบแปดที่นั่งซึ่งดูใหญ่เกินไปเมื่อทั้งโต๊ะมีแค่เราสองคนแม่ลูก ฉันเดินมานั่งเก้าอี้ตัวแรกทางด้านขวาและเริ่มลงมือจัดการอาหารจานต่างๆที่ทยอยเสริฟ์พร้อมพูดคุยเื่ทั่วไป
ปกติฉันกินข้าวกับท่านแม่ทุกวัน ยกเว้นวันที่ท่านต้องไปร่วมงานกลางคืนข้างนอก จริงๆเรากินข้าวพร้อมกันพ่อแม่ลูกอยู่ตลอดแต่ท่านพ่อไม่กลับมานานแล้ว คิดถึงจัง ท่านพ่อกินข้าวคนเดียวทุกวันต้องเหงามากแน่เลย
ในขณะที่หัวข้อบทสนทนาบนโต๊ะวนกลับมาที่การเรียน ฉันถือโอกาสนี้หาทางคุยเื่ที่จะขอหยุดเรียนสักหนึ่งอาทิตย์กับท่านแม่
“ เอ่อ…ท่านแม่คะ ” ฉันแกล้งทำหน้าเป็กังวล
“ พูดถึงเื่ที่โรงเรียนแล้ว จริงๆก็มีเื่ที่ลูกกังวลใจอยู่เหมือนกันค่ะ ” ก็ไม่ได้โกหกไปทั้งหมดนะเพราะฉันก็กังวลจริงๆนั่นแหละ
“ ลูกเครียดมากเลยจากการไปโรงเรียน ลูกยังทำใจชินไม่ได้เลย ใช้ชีวิตอยู่แต่ในวังมาตั้งนานต้องปรับตัวเยอะมากทั้งเครียดทั้งเหนื่อยเลยค่ะ ” ฉันพูดเสียงเศร้า ทุกอย่างเป็เื่จริงนะ ฉันยังไม่ชินจริงๆแต่เพราะคนรอบข้างดีก็เลยไม่ได้เครียดขนาดนั้น ท่านแม่จับมือฉันแน่น สีหน้าเป็กังวลเหมือนจะร้องไห้
“ แม่ขอโทษนะ ไม่น่าฝืนให้ลูกต้องไปทำอะไรปุบปับแบบนั้นเลย ” ฉันรู้สึกผิดทันทีที่เล่นละครจนท่านแม่จะร้องไห้แบบนี้ ลูกขอโทษจริงๆค่ะแต่ลูกจำเป็!
“ ไม่หรอกค่ะ ท่านแม่อย่าโทษตัวเองเลยนะคะ ” ฉันลุกขึ้นไปกอดคนตรงหน้าท่านกอดตอบและลูบผมฉันอย่างอ่อนโยน
“ แต่ลูกอยากจะขอหยุดพักสงบจิตสงบใจสักอาทิตย์นึงได้ไหมคะ ลูกอยากจะไปทะเล เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น ” ในใจก็กลัวว่าท่านแม่จะจับได้หรือเปล่า มันดูออกง่ายไปไหม ฉันจึงบีบน้ำตา ร้องไห้ผสมเข้าไปให้ท่านแม่เห็นใจขึ้นบ้าง
“ ได้สิจ๊ะ ถ้าจะช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้น ตามสบายเลยนะ ”
“ ขอบคุณมากนะคะ หนูรักท่านแม่ที่สุดเลย ” ฉันรีบกอดท่านแน่นกว่าเดิม เยส! สำเร็จ แผนการไปได้สวย ท่านแม่รักและห่วงฉันมากอีกอย่างการให้ไปโรงเรียนก็เป็ความ้าของท่านพ่อ งานนี้สำเร็จเห็นๆ
“ โรจิโซจิ เตรียมเก็บกระเป๋าเลยนะ ” เมื่อกินข้าวเสร็จฉันก็เดินเข้าห้องมารายงานความสำเร็จให้ทั้งสองฟังด้วยความตื่นเต้น
“ ครับ?? ” ทั้งสองยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันยิ้มหน้าระรื่น ตรงเข้าไปกอดทั้งสอง
“ เราจะไปรับตัวเทพแห่งท้องฟ้ากลับวังกัน ”