บทที่10-1 ศิลปะทั้งสี่ประการ
หวังิเยว่ได้รับฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นจากคำพูดของสาวใช้ตัวน้อยจึงพอสรุปได้ว่า ชายหนุ่มรู้สึกชอบพอกับน้องสาวของตนเอง เพียงแต่ยังหวั่นใจในข่าวลือเื่อาถรรพ์เ้าสาวของเขาหวังิเยว่จึงเอ่ยปากถามน้องเล็กของตนเองว่า
“น้องเล็ก แล้วเ้าคิดเห็นเช่นไร เกี่ยวกับเื่อาถรรพ์เ้าสาวของคุณชายอี้โจว”
“ข้ายังมิได้คิดถึงเื่นี้เลยเ้าค่ะแค่เื่ที่ข้าพบเขาแล้วใจเต้นระรัว ข้าก็ปวดหัวไม่รู้ว่า เกิดสิ่งใดขึ้นกับตนเองไม่มีจิตใจไปคิดถึงสิ่งอื่นหรอกเ้าค่ะพี่สาม”
“___”
“ฮูหยินิเยว่เ้าคะซิ่งฮวาบังอาจขอถามแทนคุณหนูิซินว่าแล้วฮูหยินคิดเช่นไรกับเื่อาถรรพ์เ้าสาวเ้าคะ”
หวังิเยว่รู้สึกพึงพอใจในความฉลาดและปฏิภาณไหวพริบที่ดีของสาวใช้ผู้นี้มาก น้องเล็กของนางช่างโชคดีเหลือเกินที่มีคนฉลาดเยี่ยงนี้อยู่ข้างกายสาวใช้คนนี้จะเป็กำลังสำคัญคอยช่วยเหลือน้องเล็ก
“ข้าคิดว่า เื่อาถรรพ์เป็เื่ไร้สาระมากกว่าหนึ่งคือเป็เื่บังเอิญที่ว่าที่เ้าสาวอาจดวงถึงฆาตพอดีสองคือมีผู้จัดฉากขึ้น” นางผู้มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ย่อมมิเชื่อเื่แบบนี้อยู่แล้ว
“มีผู้จัดฉากขึ้น หมายความว่ามีผู้ลอบสังหารว่าที่เ้าสาวทั้งสามคนเพื่อให้คุณชายอี้โจวเกิดปัญหาหรือเ้าคะฮูหยิน”ซิ่งฮวาผู้ฉลาดเฉลียวเอ่ยถามิเยว่อีกครั้ง
“ใช่ ถ้าเป็อย่างที่ข้าคิดไว้คือพวกเขา้าทำร้ายคุณชายอี้โจว แต่ด้วยความที่เขาเป็วรยุทธ ทั้งยังแข็งแกร่งมากจึงต้องเลือกลงมือกับว่าที่เ้าสาวของเขาแทน เพื่อใส่ร้ายเื่อาถรรพ์เ้าสาว”
“เช่นนี้ถ้าคุณหนูไปพัวพันกับคุณชายอี้โจว จะเกิดเื่ไม่ดีขึ้นกับคุณหนูหรือไม่เ้าคะ”ซิ่งฮวาเอ่ยปากถามด้วยความกังวล
“คุณหนูของเ้า มีองครักษ์ฝีมือดีเยี่ยมคอยติดตามถึงสามคนอีกทั้งคุณหนูของเ้ามีผู้อยู่เื้ัที่ยิ่งใหญ่มากกว่าว่าที่เ้าสาวทั้งสามคนของเขามากนักผู้ใดจะกล้าลอบสังหารคุณหนูของเ้าเล่า”
“นั่นสินะเ้าคะข้าค่อยโล่งใจหน่อยเ้าค่ะฮูหยิน”
น้องสาวของนางถือว่า เป็สตรีที่ยังมิได้ออกเรือนที่สูงศักดิ์มากที่สุดในเมืองเฉิงตือด้วยท่านปู่เป็ถึงท่านอัครมหาเสนาบดีและท่านเสนาบดีกรมโยธาพี่ชายเป็ท่านนายอำเภอ อย่าว่าแต่เมืองเฉิงตือเลยแม้แต่ในเมืองหลวงยังหาหญิงสาวตระกูลขุนนางที่สูงศักดิ์กว่ายากยิ่งนักอีกทั้งน้องเล็กยังมีความสามารถในการดมกลิ่นแยกแยะพิษร้ายได้ จึงทำให้หวังิเยว่วางใจในเื่นี้
หวังิซินที่นั่งฟังบทสนทนาระหว่างพี่สาวและสาวใช้ของตนเองเอ่ยถามด้วยความข้องใจว่า
“พี่สามเ้าคะแล้วข้าควรทำเยี่ยงไรดีเ้าคะ พี่อี้โจวบอกว่า ไม่ได้ชอบข้าแบบชายหนุ่มหญิงสาวเ้าค่ะ”
“ถ้าเ้าชอบเขา ก็เป็ฝ่ายรุกเข้าไปหาเขาสิ”
“แต่กุลสตรีที่ดีไม่ควรเป็ฝ่ายเข้าไปหาบุรุษก่อนนะเ้าคะ”
‘น้องเล็กทีเื่นี้จะเป็กุลสตรีขึ้นมาเชียวนะเ้า’หวังิเยว่ค่อนขอดน้องสาวในใจ
“ถ้าเขาไม่ชอบเ้า แล้วเ้าคอยไปตามตื้อเขานั่นจึงกล่าวว่า เ้าไม่เป็กุลสตรี แต่ถ้าเขาชอบเ้า เ้าเพียงแค่ทำให้เขายอมรับความจริงก็เท่านั้นไม่เกี่ยวกับการเป็กุลสตรีหรือไม่”
“จริงหรือเ้าคะพี่สาม”
“จริงสิ พี่เคยโกหกเ้าหรือน้องเล็ก”
“ไม่เคยเ้าค่ะ แต่ว่าชาวบ้านในอำเภออู่โหวต่างก็รู้ว่าข้ามีคติประจำใจที่ว่า ไม่มีสามีก็ได้ ขอแค่มีเงินก็พอเ้าค่ะการที่ข้ากระทำเช่นนี้มิใช่เป็การกลืนน้ำลายตัวเองหรือเ้าคะ”หวังิซินเอ่ยถามด้วยความกลัดกลุ้มใจ
“น้องเล็ก ชาวบ้านทุกคนต่างก็รู้ว่า เ้าชอบเงินใช่หรือไม่”
“ใช่เ้าค่ะ”
“เช่นนั้น เ้าลองคิดดูนะว่าคุณชายอี้โจวร่ำรวยเพียงใด ถ้าเ้าสามารถกำราบคุณชายอี้โจวได้เงินของคุณชายอี้โจวทั้งหมดก็จะตกเป็ของเ้า จากนั้นเ้าก็แค่บอกกับทุกคนว่ามีสามีก็ได้ เพราะสามีร่ำรวยมากเ้าค่ะ ก็แค่นั้น”
“ทำเช่นนี้ก็ได้หรือเ้าคะ”
“ได้สิ เหตุใดจะไม่ได้เล่าสิ่งใดก็ตามที่ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ก็จงทำเสียเถิด”
“เ้าค่ะพี่สาม”
“เพ่ยฟางบอกว่าเขาช่วยร้านค้าและโรงงานของเ้า เขาช่วยเื่อันใดหรือ”
หวังิซินเล่าเื่ที่เขาช่วยนางสืบหาคนร้ายและเื่สองพี่น้องตระกูลหลิว โดนวางยาพิษในใบชา
“เช่นนั้นเ้าจงนำเื่นี้เป็ข้ออ้างเข้าไปพบหน้าและพูดคุยกันบ่อยๆ ถ้ายังมิได้ผลอีกพี่จะเชิญเขามาที่จวนโดยใช้ข้ออ้างขอบคุณเขาแทนเ้า”
“ขอบคุณเ้าค่ะพี่สาม” หวังิซินเข้าไปโอบกอดพี่สาวของตนเองบนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มสุขใจ จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า
“อืม แล้วข้าต้องรุกอย่างไรหรือเ้าคะข้าไม่เคยเ้าค่ะ”
หวังิเยว่จึงสอนบทเรียนให้กับน้องสาวของตนเองอย่างขะมักเขม้นกลยุทธ์มัดใจชายที่นางเคยได้อ่านมาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้ถูกเผยแพร่ออกมาในวันนี้
หวังิซินตั้งใจเรียนบทเรียนจากพี่สาวด้วยความมุ่งมั่นพี่สาวของนางช่างเก่งกาจยิ่งนัก มิน่าเล่าจึงสามารถจัดการพี่เขยได้อยู่หมัดเช่นนี้นางจะต้องทำให้ได้เยี่ยงพี่สาว
‘พี่อี้โจวเ้าคะข้าจะทบทวนบทเรียนให้มาก จะไม่ทำให้ท่านหลุดมือเ้าค่ะ’
หลังจากหวังิซินได้เรียนกลยุทธ์มัดใจชายจากพี่สาวเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยถามหาหลานทั้งสองคนด้วยความคิดถึง
“แล้วหลานของข้า ตอนนี้อยู่ที่ใดเ้าคะ”
“กำลังเล่นของเล่นอยู่ที่ลานด้านนอก”
“ข้าขอไปหาหลานๆ ก่อนนะเ้าคะ”
“ไปเถิด”
เมื่อหวังิซินเดินไปถึงบริเวณลานเครื่องเล่นภาพที่เห็นคือแม่นมกำลังอุ้มหลานชายคนเล็กของนางนั่งอยู่บนชิงช้าที่กำลังแกว่งขึ้นลงไปมาอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจและขาที่กวัดแกว่งไปมาของหลานชายตัวน้อยส่วนหลานสาวของนางกำลังลื่นอยู่บนกระดานไม้ลื่น หรือที่พี่สามเรียกว่า สไลเดอร์ทางด้านข้างยังมีม้าไม้กระดก และม้าโยกเยกเครื่องเล่นทั้งหมดเป็พี่เขยที่สั่งทำขึ้นเป็พิเศษเพื่อหลานของนาง
“ท่านน้าเ้าคะ ฟางเอ๋อร์คิดถึงท่านน้าที่สุดเลยเ้าค่ะ”ทันทีที่หลานสาวเห็นหน้าผู้เป็น้าสาวก็ส่งรอยยิ้มหวาน และส่งเสียงทักทายออดอ้อน
หวังิซินเอื้อมมือไปอุ้มหลานสาววัยสามขวบที่กำลังน่ารักน่าชังหอมไปที่แก้มยุ้ยน่ารักหนึ่งครั้งแล้วกล่าวว่า
“น้าก็คิดถึงฟางเอ๋อร์มากจ้ะ วันนี้น้าสอนเ้าวาดรูปดีหรือไม่”
“ดีเ้าค่ะท่านน้าวาดรูปเก่งกว่าท่านแม่มากเลยเ้าค่ะ”
หากกล่าวถึงศิลปะทั้งสี่ประการ อันได้แก่
ฉิน (คือพิณโบราณเจ็ดสาย)
ฉี (คือหมากล้อม)
ซู (คือศิลปะการเขียนอักษรจีน)
ฮว่า (คือศิลปะการวาดภาพ)
พิณ หมากล้อม เขียนอักษร และวาดภาพสำหรับหวังิซินการเล่นพิณและการวาดภาพ คงเรียกได้ว่า นางคืออัจฉริยะผู้หนึ่งมีผู้คนมากมาย้าฟังนางเล่นพิณ และอยากได้ภาพวาดของนางแต่การเขียนอักษรและหมากล้อม อย่าบอกว่า นางมิได้เป็อัจฉริยะทางด้านนี้ต้องบอกว่านางทำมิได้เลยต่างหาก