กำลังแก้ไขคำผิดและรีไรท์เนื้อหาบางส่วนนะคร้าบบบ
Ep 019 :: องค์ชายทั้งสี่
เขตพระราชวังประดับประดาด้วยช่อดอกไม้และโคมไฟหลากลวดลาย และแพรพรรณมากมายยาวไปจนถึงลานกลางที่ใช้จัดงานเลี้ยง
และแล้วเมื่อยามเย็นเลือนหาย ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้าเผยท้องฟ้าคืนเดือนมืดที่มีดวงดาวมากมายกลางท้องนภา โคมไฟที่สวยงามก็ส่องสว่างโดดเด่นขึ้นมาทันตา
นางกำนัลหน้าตาจิ้มลิ้มสะสวยเดินเสิร์ฟอาหารกันขวักไขว่เป็อาหารตาที่ดี แต่ก็ไม่เท่ากับบรรดาคุณหนูน้อยใหญ่ที่พากันแต่งตัวประชันโฉมกันอย่างเต็มที่ประหนึ่งดอกไม้บานหลอกล่อแมลง
แต่เวลานี้ไม่ว่าจะคุณหนูหรือคุณชายบ้านไหน ต่างก็ต้องพากันชะเง้อคอมองผู้คนจากจวนราชครูเป็ทางเดียว
สายตาเ่าั้ การกระทำกึ่งเกี้ยวพาของแต่ละบุคคลที่มาทำตัวสนิทสนมภรรยาและลูก ๆ ช่างสร้างความรำคาญใจให้แก่ท่านแม่ทัพใหญ่ที่กำลังเดือดปุด ๆ แต่เขาก็ไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ ได้
“ฮ่องเต้เสร็จ!! ฮองเฮาเสด็จ!!”
เสียงขานของขันทีขัดจังหวะอารมณ์คุกรุ่นของท่านแม่ทัพได้อย่างทันท่วงที ทุกคนในลานต่างทรุดตัวทำความเคารพร่างสูงโปร่งในชุดสีทองปักลายัห้าเล็บตัวใหญ่น่าเกรงขาม และสตรีที่เดินเคียงคู่กันมาในชุดสีแดงปักลายหงส์งามวิจิตร
“ถวายพระพรฝ่าา! ขอฝ่าาทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่น ๆ ปี!!”
“ถวายพระพรฮองเฮา!! ทรงพระเจริญพันปีพัน ๆ ปี!!”
“อย่าได้มากพิธี ลุกขึ้นเถอะ”
ทันทีที่สองผู้มีอำนาจที่สุดในแคว้นนั่งลงบนเก้าอี้บริเวณพื้นยกสูงด้วยท่วงท่าสง่างาม และฮ่องเต้ได้เอ่ยทำลายความเงียบสงัด รอบข้างก็คล้ายจะกลับมาครึกครื้นตามเดิม
“ขอบพระทัยฝ่าา!!”
“ลูก ๆ ไปไหนหมดล่ะนี่?”
ฮ่องเต้หันไปตรัสถามฮองเฮาที่นั่งอยู่ด้านข้าง เมื่อมองไปบริเวณที่นั่งของบรรดาองค์ชายที่จัดเตรียมไว้แต่กลับว่างเปล่าไร้เ้าของ
“เดี๋ยวก็คงตามมากระมังเพคะ ฝ่าารื่นเริงกับงานเลี้ยงเถอะเพคะ”
สตรีผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดในแผ่นดิน แต่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวว่าด้วยรอยยิ้มหวาน มือเรียวประคองจอกเหล้าส่งให้ถึงมือสวามี
นับเป็คราแรกที่เฟิ่งปิงได้เห็นฮ่องเต้และฮองเฮาตัวจริง
แม้จะอยู่ห่างไม่ใช่น้อย แต่ก็รับรู้ถึงบรรยากาศทรงอำนาจ กลิ่นอายสูงศักดิ์ที่ปกคลุมรอบตัว ไม่ใช่แค่หัวหน้างานไก่กา ก็สมแล้วกับที่บุรุษผู้นั้นสามารถก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ร่วมกับบิดาของนางได้
อีกทั้งฮ่องเต้ยังคงหล่อเหลาองอาจสง่างาม ฮองเฮาเองใบหน้าใต้เครื่องสำอางนั่นก็ดูจะสวยสดและมีเสน่ห์ ยังไม่นับรวมสนมขั้นเฟยทั้งสี่ที่นั่งอยู่รอบข้าง ทุกนางแม้จะแต่งหน้าหนาไปบ้างแต่ก็ไม่เท่าพวกคุณหนูคุณนาย เป็การเสริมความงามหยดย้อยล่มเมืองแต่พองาม สมกับเป็เหล่าดอกไม้งามที่พยายามชูช่อดึงความสนใจจากฮ่องเต้มาตลอด
...หน้าตาดีมีเอกลักษณ์พอ ๆ กับเหล่าดาราฮอลลีวูดที่เฟิ่งปิงเคยร่วมงานด้วยหลายคนเลย
นั่นทำให้นางแอบสงสัยว่านี่เป็นิยายหรืออย่างไร เพราะถ้าเป็ความจริง ฮองเฮานางสนมในวังหลังนั้นสวยตามสมัยนิยมตามแต่ละยุคนับว่าปกติ แต่ฮ่องเต้ที่ต้องตระเวนไปทั่ววังหลังเพื่อสืบสายเืั เขาก็น่าจะเหี่ยวแห้งไร้เรี่ยวแรงกว่านี้มิใช่หรือ?
และถ้าหากว่ากันตามจริงเฟิ่งปิงมิใคร่ชอบฮ่องเต้ผู้นี้เท่าไหร่นัก เพราะเป็คนคิดแผนบ้าบอคอแตกทำให้มารดาของนางช้ำใจแตกแยกกับบิดา รวมถึงทำให้นางต้องมาทนสองแม่ลูกน่าตายพวกนั้นด้วย
...
“แม่ทัพหยาง ยืนนิ่งทำไมอยู่ตรงนั้นมา ๆ ชนจอกกับเจิ้นเสียหน่อย”
“เป็พระมหากรุณาธิคุณแล้ว ฝ่าา”
เมื่อเ้าแผ่นดินเรียกหา แม่ทัพใหญ่ที่แม้จะยังคงอารมณ์คุกรุ่นก็ได้แต่ยิ้มรับ เดินเข้าไปทำความเคารพเป็การส่วนตัวซึ่งได้รับการเปิดทางจากบรรดาขุนนางเป็อย่างดี ซ้ำยังได้สายตาอิจฉาริษยาอย่างปิดไม่มิดมาอีกด้วย
ทว่าคนถูกเรียกหาได้ใส่ใจ เพราะถึงแม้จะรู้ดีว่าไม่เหมาะสมแต่หากเ้าชีวิตผู้เป็ดั่งสหายสนิทเป็ผู้ตรัสด้วยตนเอง การไม่กระทำตามจะยิ่งไม่สมควรเข้าไปใหญ่
“ขอฝ่าาทรงมีพระชนมายุยืนนานพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบใจ ๆ แล้วเหตุใดจึงแยกกันมากับฮูหยินเอกเล่า”
ฮ่องเต้หนุ่มพระพักตร์คมคายแย้มพระโอษฐ์ยิ้มกรุ้มกริ่ม แอบหัวเราะเ้าเล่ห์ในลำคอ
หยางเอ่อคังที่เห็นดังนั้นกัดฟันกรอดแต่ไม่อาจทำอันใดได้ มือหนาที่ถือจอกเหล้าแทบจะบีบจอกแตกคามือ น้ำเสียงที่พูดออกมาฟังดูฝืนทน จนคนรอบข้างไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าเขากำลังหงุดหงิดในเื่ใด
“กระหม่อมและนางหาได้ตัวติดกันนะพ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นหรือ ๆ แต่แหม ไม่ว่าจะมารดาหรือบุตรสาว แม้จะมองจากตรงนี้ก็รับรู้ได้ว่าพวกนางงดงามเพียงใด”
“...”
“ภริยาคนงามที่แสนดี... มีบุตรสาวเป็ดรุณีที่โตไปคงเป็สตรีที่งามล่มเมือง อยากจะทาบทามให้บุตรชายคนใดคนหนึ่งของเจิ้นสักคนจริง ๆ”
“...ฝ่าา”
จอกเหล้าในมือหนาของหยางเอ่อคังปริแตกดังเปรี๊ยะ น้ำเสียงแม้จะยังดูคงเดิมแต่ก็ทุ้มลงหลายส่วน ทว่าเฟยเกาจงฮ่องเต้นั้นหาได้สนใจไม่ พระองค์หันไปหาฮองเฮาคู่บัลลังก์ก่อนจะตรัสถามกึ่งจริงจังกึ่งหยอกล้อ แต่ว่าจริงจังหรือไม่นั้นคงมีแต่ตัวผู้พูดเท่านั้นที่ทราบ
“หากเจิ้นจะร่างราชโองการให้คุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพหมั้นหมายกับเ้าใหญ่ เ้าว่าจะดีหรือไม่”
“หม่อมฉันก็คิดว่าดีนะเพคะ เพียงมองจากตรงนี้หม่อมฉันก็รู้ว่านางงดงามยิ่ง”
ตู้ฮองเฮาที่ได้ยินสวามีตรัสเช่นนั้นก็ยิ้มยินดีอย่างปิดไม่มิด ในขณะที่เมิ่งกุ้ยเฟยถึงกับหันขวับกลับมามอง นางรีบส่งเสียงออดอ้อนไม่ยินยอมอย่างมีจริต
“ไม่ได้นะเพคะฝ่าา หม่อมฉันเล็งนางให้หรงซิ่นแล้วนะเพคะ”
“อืม... แม้แต่เ้าก็เล็งนางรึเนี่ย ยากจะตัดสินเสียแล้วสิ”
“...”
แม่ทัพใหญ่หยางเอ่อคังกำจอกเหล้าในมือจ้องมองผู้สูงศักดิ์เหนือใครในแผ่นดินที่กำลังก้มพระพักตร์ครุ่นคิด และสองขั้วอำนาจแห่งวังหลังต่างมองจ้องกันเองด้วยสายตาไม่ยอมใครยามไม่มีผู้ใดสังเกต
บุตรสาวคนโตของจวนแม่ทัพเกิดจากหยางเอ่อคังและหงเหลียนฮวา
ฮูหยินเอกที่เป็บุตรสาวคนเดียวจากจวนราชครู ฝ่ายมารดาคือฐานอำนาจฝ่ายบุ๋นที่ฮ่องเต้เกรงพระทัย ในขณะที่ฝ่ายบิดาคือฐานอำนาจฝ่ายบู๊ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้น เป็สหายสนิทที่สุดของเฟยเกาจงฮ่องเต้
หยางเฟิ่งปิงเหมาะสมทั้งพื้นเพ รูปลักษณ์ และความสามารถ (ตามที่สืบมา) นางเป็ดั่งบันไดทองเพื่อให้เหล่าองค์ชายได้ปีนป่ายสู่บัลลังก์ั หากหวังอำนาจที่มั่นคงในภายภาคหน้าการคว้าจับนางไว้ให้มั่นนั้นเป็เื่ที่ขาดไม่ได้ หากได้นางมา ก็เท่ากับนำหน้าทิ้งห่างผู้อื่นได้หลายร้อยก้าวทีเดียว
แม้ยามนี้จะเหมือนว่าบิดาไม่ใส่ใจ แต่แล้วอย่างไรล่ะ?
เพราะต่อไปพี่ชายคนโตของนางก็ต้องกลับมาสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของบิดา พี่ชายคนรองก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในหมู่ขุนนางแล้ว ในฐานะน้องสาวที่เกิดจากมารดาคนเดียวกัน ทั้งพี่ชายทั้งสองยังมีชื่อเสียงเื่รักน้องมาก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางทิ้งให้น้องลำบากโดยไม่เป็ไม้ใหญ่เื้ัให้
และหลังจากนั้น หากได้นางมาเป็ตัวเชื่อมช่วยแนะนำเด็กสาวญาติผู้น้อย ได้เข้าไปตบแต่งกับคู่พี่น้องคุณชายหยางได้สำเร็จก็ถือเป็ลาภก้อนโตเช่นกัน
“ฝ่าา...”
“ฝ่าาเพคะ~”
ตู้ฮองเฮาและพระสนมเมิ่งพากันส่งเสียงอ้อนวอน ต่างคนต่างงัดจริตให้สวามีเห็นใจกันอย่างแข็งขัน เฟยเกาจงฮ่องเต้ไม่ได้สนใจสองดอกไม้งามข้างกาย หากแต่แย้มพระโอษฐ์ยามเห็นสายตากินเืกินเนื้อของสหายสนิท เมื่อคิดว่าได้กลั่นแกล้งคนจนพอพระทัยแล้วจึงโบกพระหัตถ์เบา ๆ ก่อนจะสรวลเบา ๆ ในพระศอ
...เพราะถ้าเขาแกล้งหนักไปกว่านี้ ต่อให้เป็ฮ่องเต้ สหายของเขาก็อาจจะพุ่งเข้ามาปาดคอเขาก็เป็ได้
“เื่นี้ไว้ตัดสินกันใหม่วันหลังแล้วกัน”
ฮองเฮาและกุ้ยเฟยเหลือมองสีพระพักตร์ของสวามีก็รู้ทันทีว่าบทสนทนาครั้งนี้จบลงแล้ว แม้จะยังอยากได้ความเห็นใจหรือคำตอบที่แน่ชัด แต่ทั้งคู่ก็รู้ว่าพวกนางไม่ควรกระทำล้ำเส้น หันเหเปลี่ยนมาเอาใจสวามีกันอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นลองเสวยไก่ตุ๋นโสมดูสิเพคะ รสดีไม่น้อยเลย”
“เหล้าดอกบ๊วยเองก็ชุ่มคอไม่เลวนะเพคะ”
และแล้วเสียงกลองรัวเร็วขัดจังหวะการพูดคุยของทุกคนอีกครา
จังหวะดนตรีที่ถูกบรรเลงอย่างเอื่อยเฉื่อยประกอบฉากเริ่มฮึกเหิมดั่งการลั่นกลองศึก เสียงขับขานบทเพลงจากอ่อนหวานของสตรีกลายเป็เสียงคำรามของบุรุษ โคมลอยถูกจุดจากตำหนักใกล้เคียงย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็ทางช้างเผือกที่ส่องแสงเป็ประกายระยิบระยับ
“ว้าว”
“โคมลอยมากมายนัก งดงามยิ่ง”
แต่ชื่นชมความงามได้ไม่นานสายตาก็พลันถูกดึงดูดมายังคนเชิดสิงโตสีทองอร่ามสองตัว สิงโตตัวหนึ่งใช้สองคนเชิด วิ่งลัดฝูงชนอย่างคล่องแคล่วไม่ชนผู้ใดแม้แต่นิด
สิงโตตัวใหญ่ะโไปมากลางอากาศ แย่งลูกบอลผ้าลูกโตไปมาทั่วบริเวณ การเคลื่อนไหวรวดเร็วแข็งแรงสร้างเสียงฮือฮาอย่างน่าประหลาดใจ
“ยอดฝีมือ นี่มันยอดฝีมือ!”
“ว้าย!”
สิงโตยังคงะโโลดเต้น ผลัดกันแย่งและโยนลูกบอลผ้าไปมา จนกระทั่งเสียงดนตรีรัวเร็วขึ้นอีกหน ลูกบอลผ้าก็ถูกโยนขึ้นกลางอากาศ เสียงกลองสุดท้ายดังสนั่นพร้อมกับพริบตานั้นเอง...
ลูกบอลก็แตกออกปรากฏผืนผ้ายาวปลิวไสว สิงโตสองตัวะโขึ้นสองมุมคาบปลายผ้าทั้งสองด้านเผยให้เห็นอักษรสีทองที่ถูกเขียนอย่างประณีตว่า
‘ขอฝ่าาทรงอายุมั่นขวัญยืน แว่นแคว้นเจริญรุ่งเรือง ร่มเย็นด้วยพระบารมี’
แปะ ๆ แปะ ๆ
“ฮ่า ๆ ดี ๆ ถูกใจเจิ้นมาก” ฮ่องเต้ที่ได้ทอดพระเนตรก็สรวลเสียงดังลั่น พระหัตถ์หนาสะบัดไปมา “เจิ้นจะตกรางวัลให้พวกเ้า อยากได้อะไรลองขอมาสิ!”
พระเมตตาที่อยู่ ๆ ก็มีคนได้รับสร้างความอิจฉาและไม่พอใจในใจของเหล่าขุนนางเงียบ ๆ หากแต่ก็ไม่อาจคัดค้านอันใดได้ แต่พระเมตตานั้นก็ไม่ได้ถูกใช้ เนื่องเพราะคนในตัวสิงโตสองตัวรวมแล้วทั้งสิ้นสี่คนถอดชุดสิงโตที่คลุมอยู่ออกเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
“พวกลูกหาได้้ารางวัลพระราชทาน สิ่งที่ทำเพียงแต่หวังให้เสด็จพ่อมีความสุขพ่ะย่ะค่ะ”
คนแรกที่เดินออกมาพลางกระชากชุดที่คลุมตัวให้หลุดออกเผยให้เห็นดวงหน้าหล่อเหลาคมเข้มดุดัน เรือนผมดำยาวมัดสูง เรือนร่างกำยำสูงโปร่ง ดวงตาดุดันเป็ประกายรัตติกาลในชุดดิ้นเงินสีน้ำเงินเข้มปักลายพยัคฆ์ตัวใหญ่ พูดด้วยน้ำเสียงสุขุมรอบคอบ
ใครเห็นก็ทราบทันทีว่าเขาคือองค์ชายใหญ่ของแคว้นฉิน ว่าที่องค์รัชทายาทอย่างไม่เป็ทางการ ปัจจุบันอายุสิบแปด นามว่า ‘เฟยเจี้ยนฉิน’
“พี่ใหญ่พูดถูก เห็นเสด็จพ่อทรงพอพระทัย ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”
เสียงรื่นเริง ดวงตาสดใส รอยยิ้มกว้างขวางบนใบหน้าเนียนหล่อเหลาแต่ติดหวานน้อย ๆ มัดผมสีดำละเอียดลวก ๆ ดูแล้วก็รู้ได้เลยว่าอายุน้อยที่สุดในทั้งสี่คน องค์ชายเก้า ‘เฟยสวี่ฉี’ อายุปัจจุบันสิบห้าปี มาในชุดผ้าสีเขียวเนื้อละเอียดปักลายสายน้ำสีฟ้าอ่อน
ขนาดร่างกายถ้าเทียบกับอีกสามคนที่เหลืออาจพูดได้ว่าบอบบาง แต่ไม่อ้อนแอ้นอ่อนแอแต่อย่างใด อย่างไรซะเขาก็ยังหาใช่ชายหนุ่มเต็มตัวเช่นเสด็จพี่ทั้งสาม มือเรียวถือพัดหยกลายภูผาโบกสะบัดไปมาเบา ๆ อย่างคุณชายเ้าสำราญ
“น่ายินดีที่พระองค์ทรงโปรด เสด็จพ่อ”
องค์ชายห้า ‘เฟยต้าซาน’ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม พูดด้วยท่าทางซื่อ ๆ ในชุดผ้าไหมสีฟ้าปักลายใบไม้สีเขียว เขาอายุเท่าองค์ชายเก้า หากแต่เขาเกิดต้นปี ส่วนน้องเล็กเกิดท้ายปี ร่างกายสูงโปร่งมีกล้ามเนื้อพองาม มัดรวบผมเป็มวยไว้บนศีรษะแต่งตัวสุภาพเต็มร้อย ก้มหัวทำความเคารพถูกระเบียบวิธีเป๊ะ ๆ
“ทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
องค์ชายรอง ‘เฟยหรงซิ่น’ ปัจจุบันอายุสิบเจ็ดปี แต่งกายด้วยชุดขาวเรียบ ๆ ใบหน้าติดเรียบนิ่งแต่ให้บรรยากาศน่าเข้าหามากกว่าองค์ชายใหญ่ที่ดุดัน ดวงตาคมเข้มคล้ายเมินเฉยต่อโลก ดวงหน้าหล่อเหลาติดเ็าน้อย ๆ รูปร่างสูงโปร่งสง่างามดูสบาย ๆ ให้บรรยากาศสุขุมแต่ชวนเข้าใกล้
...แต่ถ้าสังเกตดูดี ๆ กำแพงที่มีไว้กันคนจะแ่ากว่าพี่น้องทุกคนเสียอีก
“ถวายบังคมองค์ชาย!!!”
เสียงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงของเหล่าขุนนางดังขึ้นอีกระลอก พอฮ่องเต้โบกมือไปมา และเหล่าองค์ชายทำท่าตามสบาย บรรยากาศรื่นเริงจึงกลับมาอีกครั้ง
โดยคราวนี้เหล่าผีเสื้อน้อยใหญ่ต่างพากันประชันโฉมอย่างไม่น้อยหน้ากันยิ่งกว่าเก่า ต่างคนต่างก็ชม้ายชายตาทอดสะพานกันด้วยจริตจะก้านเท่าที่มี หากแต่องค์ชายทั้งสี่ก็หาได้ใส่ใจ แยกย้ายกันไปนั่งประจำที่ของตนเอง ทำท่าวางตนอยู่วงนอกขัดต่อใบหน้ายิ้มบางน่าค้นหาเหลือเกิน
“เจี้ยนฉิน เ้ามาก็ดีแล้ว มานั่งคุยกับแม่สักหลายประโยค หายหน้าไปนานคิดถึงเหลือเกิน”
“ขออภัย ทำให้ท่านเสียใจเสียแล้ว”
“ไม่ ๆ แม่รู้ว่าเสด็จพ่อใช้งานเ้ามาก ไหนมาดูซิว่าผอมลงหรือไม่”
ฮองเฮาจับองค์ชายใหญ่หมุนไปมาเสียหลายรอบ มือบางแนบนุ่มแก้มบุตรชายแล้วยิ้มอย่างยินดี ใบหน้าที่ดุดันขององค์ชายใหญ่นั้นจึงดูผ่อนคลายลง
“น้องหญิงเล่นพูดเสียเหมือนกับเจิ้นใจร้ายมากเสียอย่างนั้น วันพิเศษทั้งทีก็ต้องให้พวกเขาได้พักอยู่แล้ว” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมยกจอกเหล้าดื่ม “หากพวกเ้าจะไปหามารดาเจิ้นก็ไม่ได้ห้ามนะ ไม่จำเป็ต้องมากมารยาทถึงเพียงนั้น”
“ลูกค่อยไปหลังจบงานจะเหมาะสมกว่าพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”
องค์ชายห้าผู้เคร่งครัดธรรมเนียมปฏิบัติ แม้จะเห็นนางสนมที่เป็มารดามีตำแหน่งไม่สูงจึงนั่งอยู่อีกฟากไม่ไกล ก็ไม่คิดจะเดินเข้าไปทักทายให้เสียเื่ เพราะถึงแม้บิดาผู้เป็ฮ่องเต้จะไม่ใคร่ใส่ใจ แต่คนภายนอกมองอาจจะดูไม่เหมาะสมนัก
ในขณะที่องค์ชายรองนั้นยังคงนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะลุกไปหาพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยผู้เป็มารดา ผู้เป็แม่แม้จะรู้นิสัยบุตรชายดีก็ได้แต่ฉีกยิ้มจอมปลอมต่อไป
“...”
“โอ้ ใช่ ๆ มีโอกาสแบ่งเบาราชกิจเสด็จพ่อย่อมเป็เื่ดี ถึงแม้ว่าการให้ข้าอยู่เฉย ๆ จะดีกว่าก็เถิด ดังนั้นอย่าให้งานข้าอีกเลย” องค์ชายเก้าเฟยสวี่ฉีว่าพลางหัวเราะ
“เดี๋ยวเถอะน้องเก้า หัดมีจิตสำนึกเสียบ้าง เ้าเป็องค์ชายนะ”
องค์ชายห้าเฟยต้าซานดุเสียงเข้ม หากไม่ใช่หน้าพระพักตร์กลางงานเลี้ยง คงยกมือขึ้นเขกหัวน้องชายคนเล็กแล้ว
“พี่ห้าช่างจริงจังเกินไปแล้ว ว่ามั้ยพี่รอง”
น้องเล็กเมื่อโดนพี่ห้าที่อายุห่างจากตนไม่ถึงปีดุก็หันไปหาตัวช่วยเป็องค์ชายรองเฟยหรงซิ่นที่นั่งจิบเหล้าไม่สนใจผู้ใด ซึ่งเ้าตัวก็ให้ความช่วยเหลืออย่างดีว่า
“เกิดมาเป็ใหญ่ก็ต้องทำเพื่อราษฎร มิเช่นนั้นก็เป็คนธรรมดาเถิด”
“พี่รองก็พูดไป ข้าเพียงแต่รู้สึกว่ามีชีวิตต้องใช้ให้คุ้มเท่านั้นเอง” สวี่ฉียิ่งพูดก็ยิ่งโดนรุม เขาจึงตัดสินใจเบี่ยงประเด็นไปทางคนที่ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้น... “แม่ทัพหยาง ไม่ได้พบกันเสียนานสบายดีหรือ?”
“ขอบพระทัยองค์ชายที่ใส่ใจ กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่ทัพหยาง ข้าอยากพบบุตรสาวของท่านเหลือเกิน ได้ยินคำร่ำลือมาว่างดงามปานเทพธิดาน้อย พี่ห้าก็เคยได้ยินใช่หรือไม่”
“ก็ใช่ ถ้ามีโอกาสก็อยากพบดูสักครั้งเหมือนกัน”
“ท่านแม่ทัพ เรียกนางมาพบข้าหน่อยสิ นะ”
หยางเอ่อคังแก้มกระตุกยามเห็นสายตาวาววับเป็ประกายขององค์ชายที่อายุน้อยยิ่งกว่าบุตรชายของตนเอง แต่แล้วเขาก็เลือกที่จะกวักมือเรียกลูกสาวปลอม ๆ ของตนมาแนะนำแทนที่จะเรียกธิดาคนเดียวของตนเอง
“...ซือซือ มานี่สิ”
“หยางซือซือ...ถวายพระพรเพคะ”
ซือซือย่อกายทำความเคารพอย่างอ่อนช้อย ก่อนก้มหน้าต่ำซ่อนความเขินอายที่ปิดไม่มิดของตนเองยามต้องอยู่เบื้องหน้าเหล่าองค์ชายที่หล่อเหลา ความเขินอายที่มีนั้นมีมากกว่าความเกรงกลัวแม้อยู่หน้าเบื้องสูงเสียอีก
นางช้อนตามององค์ชายเก้าที่จ้องมองนางอย่างสนอกสนใจ และเนื่องจากนางนั้นก็มั่นใจในรูปโฉมตนเองพอสมควร นางจึงยิ้มแย้มเอียงอายระคนยินดีเพราะคิดว่าองค์ชายถูกตาต้องใจตนจึงได้จ้องมองนางเสียเพียงนั้น ในใจมาดหมายว่าคงได้ตกถังข้าวสารถังใหญ่ได้แต่งเข้าราชวงศ์
แต่ใครจะไปคิดว่าองค์ชายเก้ากลับส่งเสียงร้องเสียงหลง แล้วพูดหักหน้านางอย่างตรงไปตรงมา
“เอ๋ ไม่เห็นเหมือนเทพธิดาน้อยตรงไหนเลยนี่นา”
“!!!”
องค์ชายห้าเฟยต้าซานแทบจะพุ่งเข้าไปปิดปากน้องเล็กโทษฐานหักหน้าสตรี แม้ในใจเขายามมองดรุณีแล้วก็เห็นด้วยว่าคำร่ำลือนั้นช่างเกินจริงไปโข ใบหน้าของดรุณีผู้นี้แม้จะน่ามองแต่ก็ไม่ได้งดงามอันใดมากมาย แต่ความจริงนั่นก็หาใช่เื่ที่สมควรพูดให้เ้าตัวฟังไม่
ส่วนฮ่องเต้ ฮองเฮา พระสนมเมิ่งกุ้ยเฟยที่รู้ว่านี่มิใช่ธิดาที่มีชื่อเสียงร่ำลือที่ตนมาดหมายให้บุตรชายก็ต้องกลั้นหัวเราะ เพราะมิอยากให้ดรุณีน้อยที่แข็งค้างไปแล้วนั้นอับอายไปมากกว่านี้
แม้จะเป็ความจริงที่เห็นกันอยู่เต็มตา แต่หากหัวเราะไปจะไม่เท่ากับพวกตนรังแกเด็กน้อยที่น่าสงสารคนหนึ่งหรอกหรือ?
อย่างไรก็ตามเฟยสวี่ฉีไม่ใช่ผู้ที่รักหยกถนอมบุปผา ตัวเขานั้นเถรตรงยิ่ง
“จะว่าไปท่านแม่ทัพ ท่านมีธิดาคนเดียวหรือ?”
หยางเอ่อคังที่ได้องค์ชายเก้าช่วยหักหน้าผู้ที่ได้ชื่อว่าธิดาที่แม้ความจริงแล้วจะไม่ใช่แม้เพียงนิดก็พออกพอใจยิ่ง แต่แล้วเขาก็ต้องแก้มกระตุกอีกครั้ง ทว่าสุดท้ายก็ต้องเอ่ยตอบไปตามตรงแต่ก็ไม่วายแอบจิกกัดซือซือเพื่อความพอใจของตนเองอีกหน่อย
“มิใช่ นางคือบุตรีคนรองที่เกิดจากอนุของกระหม่อม”
ซือซือหน้ามืดครึ้มที่ถูกบิดากล่าวถึงชาติกำเนิดของตน หากแต่คำกล่าวของท่านแม่ที่คอยบอกว่าบิดาเป็พวกนักรบ หัวแข็งและไม่ละเอียดอ่อน การที่เขากล่าวตอบโดยไม่ปิดบังเบื้องสูงคงเป็เื่ธรรมดา
แม้จะพยายามเข้าใจ หากแต่นางก็ไม่พอใจแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นคนในข่าวลือก็ต้องคนโตสิ?”
“ก็คงเป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาเป็ประกายขององค์ชายเก้า พร้อมทั้งรอยยิ้มกดดันรอชมเื่สนุกจากบุรุษบนบัลลังก์ัทำให้หยางเอ่อคังได้แต่ให้นางกำนัลไปตามธิดาคนโปรดที่แท้จริงของตนเองมา แม้ความจริงแล้วจะไม่อยากให้นางมาปรากฏตัวต่อหน้าบุรุษคนใดเลยก็ตาม
ไม่นานดรุณีในอาภรณ์แปลกตางดงามก็เยื้องก้าวเข้ามาถึงตรงหน้า น้ำเสียงหวานใสจับใจตอนย่อตัวถวายความเคารพนั้นช่างน่าสนใจยิ่งในสายตาของเฟยสวี่ฉียิ่ง
“หม่อมฉันหยางเฟิ่งปิง ถวายพระพรเพคะ”
ทว่า...ไม่ต้องกล่าวถึงตอนที่เขาได้เห็นดวงหน้างามอย่างชัดเจนเลย... เฟยสวี่ฉีถึงกับตะลึงลาน พลั้งเผลอพูดความคิดในใจออกไปอย่างเหม่อลอย
“...นี่สิเทพธิดาน้อยตัวจริง ท่านแม่ทัพ...เหตุใดบุตรสาวท่านถึงต่างกันราวยอดเขากับก้นหุบเหว”
“...”
หยางเฟิ่งปิงมิใคร่เข้าใจเหตุการณ์นัก แต่เมื่อเห็นคนที่ได้ชื่อว่าน้องสาวยืนแข็งค้างอยู่อีกฝั่งของบิดาก็พอจะเดาความหมายขององค์ชายได้ไม่ยาก คำชมที่แดกดันคนที่นางเกลียดมีหรือที่เฟิ่งปิงจะไม่ยินดี นางฉีกยิ้มสดใสจนดวงหน้างามที่กระทบแสงจันทร์ยิ่งดูสว่างไสว
“ขอบพระทัยเพคะองค์ชาย”
และแล้วรอยยิ้มกว้างที่ส่งมาให้เพียงครั้งเดียวของนาง ก็สะกดจิตใจขององค์ชายเก้าเฟยสวี่ฉีให้อยู่ในห้วงแห่งความรักที่หาทางออกไม่เจอ
เฟิ่งปิงหันมองคนที่ได้ชื่อว่าน้องด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจที่ทำให้ซือซือต้องอับอาย แต่นางก็ลอบยิ้มมุมปากในมุมที่แเีที่สุดเพื่อประชดน้องสาวไม่แท้ ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ยช้า ๆ อย่างไร้เสียง
‘...ข้าบอกแล้ว ว่าเ้าเป็เพียงห่าน’