บทที่ 11 ทวงสัญญา
เช้าวันใหม่เวียนผ่านมาถึงอย่างรวดเร็ว รถม้าจำนวนกว่าสิบคันเคลื่อนขบวนออกจากตระกูลเฉินอย่างยิ่งใหญ่ รถม้าคันแรกภายในเทียมเกวียนที่ดูโอ่อ่าบรรทุกมาด้วยเฉินจือหานผู้นำตระกูลและภรรยาเอกเฉินจื่อรั่ว ผู้คนเห็นเพียงรถม้าของผู้นำตระกูลเฉิน ตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยและมีอำนาจเป็ลำดับต้นๆ ในเมืองไผ่เขียว ก็ต่างพากันหลบทางให้โดยมิต้องมีใครเอ่ยปาก ย่อมไม่มีใครคิดจะไปตอแยหรือสร้างความไม่พอใจแก่คนของตระกลเฉินโดยเฉพาะผู้นำของพวกมันอยู่แล้ว
ผู้คนจึงดูจะกริ่งเกรงแลพินอบพิเทาต่อรถม้าคันแรกของตระกูลเฉินไม่น้อย เช่นเดียวกับรถม้าคันที่สองที่ถูกนั่งมาด้วยผู้าุโสูงสุดและคุณชายรองประจำตระกูล ตัวตนที่ไม่เป็รองผู้นำ และคุณชายรองที่มากด้วยพร์มิแพ้บิดา ผู้ใดพบเห็นก็มีแต่เอ่ยปากสรรเสริญถึงวาสนาที่ผู้นำตระกูลเฉินสามารถให้กำเนิดบุตรชายเช่นนี้ได้ ชายหนุ่มที่มีอายุเพียงสิบเจ็ดปี แต่สามารถเพาะบ่มและปลุกพลังจิติญญาให้ตื่นขึ้นในระดับสามัญได้ นี่นับเป็เื่ที่โด่งดังและเล่าขานในหมู่คนของเมืองไผ่เขียวจนสร้างชื่อเสียงให้แก่มันโดยพลัน ผู้คนล้วนยกย่องและมองว่ามันมีโอกาสที่จะขึ้นเป็ผู้นำตระกูลรุ่นถัดไปได้
แต่บ้านเมืองมีกฎ ตระกูลก็มีธรรมเนียม โชคร้ายที่มันเกิดมาเป็บุตรคนรอง ตามธรรมเนียมปฏิบัติสืบมา มิเคยปรากฏว่าสายเืตระกูลรองสามารถสืบทอดตำแหน่งก่อนสายเืตระกูลหลักได้ ทว่าใครจะไปคาดคิด ผู้มีวาสนาั้แ่เด็ก เป็คุณชายใหญ่ที่ถูกเลือกโดยธรรมเนียมปฏิบัติ กลับกลายเป็ตัวตนที่ไร้ประโยชน์ ตัวตนที่อ่อนด้อยจนเทียบเทียมเหล่าขอทานผู้หนึ่ง เป็ขยะที่ไม่คู่ควรแก่โชควาสนานั่นเลยซักนิด
ผู้คนตามรายทางจึงมองรถม้าคันที่สามอย่างหยามเหยียด แม้ไม่กล้ากล่าวต่อหน้า แต่เสียงที่ซุบซิบนินทาผู้ใดจะไม่ได้ยิน รถม้าคันนั้นดูไปเรียบง่ายมิได้ตกแต่งให้หรูหราอันใด มองผ่านช่องหน้าต่างจะเห็นบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทนั่งอยู่ มันเกล้าผมเป็มวยและผูกด้วยผ้าสีดำซึ่งปักด้ายดำลวดลายพยัคฆ์ ดูหล่อเหล่าแลสง่ามิใช่น้อย หากผู้คนไม่รู้จักตัวตนของมันมาก่อน ผู้คนคงคิดว่ามันเป็คุณชายผู้สูงศักดิ์มากด้วยพร์ไปแล้ว แต่เมื่อทุกคนรู้จักมันเป็อย่างดี จึงรู้ว่ามันเป็เพียงขยะที่โชคดีได้มีทองมาห่อหุ้มผู้หนึ่งเท่านั้น มันก็คือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฉิน
เฉินซือหยาง
“ไร้ค่าขนาดนั้นยังกล้านั่งเชิดหน้าชูตาอยู่ได้ เป็ข้ามิกล้าโผล่หัวมายืนบนปฐีแล้ว"
“คนทั่วไปอย่างพวกเรายังมีพลังจิติญญาสู่สามัญ เหตุใดไม่มีวาสนาเป็ลูกคนใหญ่คนโตบ้าง แต่เ้าขยะกลับได้รับโอกาสไปเสียหมด”
“เห็นว่ามันขอให้บิดาไปทวงสัญญาแต่งงานกับคุณหนูตระกูลฉิน เฮอะ เ้าขยะนี่ไม่เจียมกะลาหัวจนน่าโมโห!”
“คิดอาจเอื้อมสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองไผ่เขียว ข้าใคร่อยากเข้าไปกระชากหัวของมันให้ตกจากรถม้าเดี๋ยวนี้"
“พูดแล้วคลั่งแค้นใจนัก ขยะเช่นนี้ใยมีวาสนากว่าพวกเราได้!”
“แต่เ้าไม่ต้องห่วง รอดูเื่ตลกได้เลย ขยะเช่นมันมีหรือตระกูลฉินจะยอมรับ มีหรือที่คุณหนูผู้งดงามและเต็มไปด้วยพร์จะเหลือบแลมัน มันไปครั้งนี้มีแต่จะขายขี้หน้าและถูกด้อยค่าไปตลอดชีวิต”
“ข้าก็หวังเช่นนั้น หวังว่าผู้นำตระกูลฉินจะไม่เกรงใจผู้นำตระกูลเฉินจนเกินไป”
“เกรงใจย่อมมีอยู่แล้วเพราะสองตระกูลมีรากฐานที่สนิทชิดเชื้อกัน อีกทั้งธุรกิจตระกูลหนึ่งทำเหมืองแร่ อีกหนึ่งผลิตเครื่องประดับ พวกมันส่งเสริมเกื้อกูลกันมาั้แ่ต้น ทว่าทางลงของความสัมพันธ์นี้ คุณชายรองแห่งตระกูลเฉินย่อมเป็ทางออก ผู้นำตระกูลฉินชื่นชมคุณชายรองเฉินอู่หลงมาก พันธะสัญญาของตระกูลมิแคล้วจะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลบางอย่าง”
“ถึงข้าจะรู้สึกเสียดายคุณหนูตระกูลฉิน แต่ถ้าเป็คุณชายรองแห่งตระกูลเฉินเป็ผู้ถูกเลือก อย่างน้อยข้าก็พอทำใจแลสงบใจลงไปได้บ้าง ดีกว่าเห็นคนไร้ค่าได้ดี”
ตลอดรายทางเสียงซุบซิบล้วนดังเข้าหูคนในขบวนรถม้า ผู้ที่พอใจมากที่สุดจนหุบยิ้มไม่อยู่ก็คือเฉินอู่หลง แต่ผู้ที่รู้สึกโกรธขึงเป็อย่างมากคงหนีไม่พ้นเฉินจื่อรั่ว นางกำหมัดแน่น จนเฉินจือหานผู้เป็สามีต้องบีบกำชับมือนั้น เฉินจื่อรั่วมองสามี ผู้เป็สามีก็มิได้มองตอบกลับ เพราะมันรู้ว่านางอยากจะกล่าวอะไรกับมัน เฉินจือหานเพียงมองผ่านช่องหน้าต่างด้านหลังไปยังรถม้าคันที่สามเท่านั้น
“ดูท่าคนเมืองนี้ก็จะรักเ้าเป็พิเศษ"
จินเยว่ถ่ายทอดกระแสเสียงเข้ามาภายในห้วงมโนจิตของชายหนุ่ม เฉินซือหยางก็ไม่ใส่ใจ เพียงเอนกายผิงผนังเทียมเกวียนอย่างผ่อนคลาย
“ไม่มีใครชมชอบในวาสนาของผู้อื่นหรอก โดยเฉพาะการเห็นผู้ที่อ่อนด้อยกว่าตนแต่กลับได้ดีกว่า”
“ก็เข้าใจสัจธรรมชีวิตดีหนิ"
“แต่ก่อนข้ารู้สึกเช่นนั้น ทว่าเดี๋ยวนี้กลับอยากทำให้พวกมันอกแตกตายไปข้าง”
“การทวงสัญญาแต่งงานนี้จะบอกว่าทำเพื่อให้คนอกแตกตาย?... คนที่จะอกแตกตายสงสัยจะเป็เ้ามากกว่า ข้าได้ยินเสียงของหัวใจเ้าแทบจะกระดอนออกมาอยู่แล้ว”
ไม่ผิดไปจากที่จินเยว่กล่าว มันในตอนนี้รู้สึกตื่นเต้นจริงๆ เพราะคุณหนูตระกูลฉิน เป็สตรีนางแรกที่มันรู้สึกชมชอบั้แ่แรกเห็น ขนาดตอนนั้นยังเป็เด็กวัยเจ็ดแปดขวบ มันก็รู้สึกชื่นชอบนางแล้ว การทวงสัญญาในวันนี้จึงไม่เพียงแต่กลั่นแกล้งคน
.
.
.
“ขออภัยที่ทำให้พี่จือหานต้องลำบากเดินทางมา และต้องขออภัยอย่างยิ่งที่วันนี้บุตรีของข้านั้นไม่อยู่ จึงมิได้ออกมาต้อนรับแลรับทราบเื่ราว"
ผู้นำตระกูลฉิน นามฉินจิ้งเฟย บุรุษวัยกลางคนท่าทางโอ่อ่าเ้าสำอาง มันกล่าวอย่างสนิทสนมกับเฉินจือหาน
เฉินจือหานเพียงมองตาก็รู้สึกถึงความอึดอัดคับข้องใจของฉินจิ้งเฟย แต่มันก็พอเข้าใจได้ เพราะเจตนาที่ตนมา ฝ่ายตรงข้ามก็คงมองออกแล้ว สัญญาการเกี่ยวดองที่บิดาของพวกมันทั้งสองได้กำหนดขึ้นไว้ ด้วยพวกมันต่างเป็บุรุษ พันธะสัญญานั้นจึงได้ตกมายังรุ่นลูกของพวกตนตามธรรมเนียมสัญญาโดยปริยาย
“น้องจิ้งเฟยไม่ต้องเกรงใจ หากหลานซูหนี่ว์ไม่ว่าง พวกเราก็ลองมาคุยกันก่อนก็ได้ หรือท่านมีข้อคิดเห็นใดก็กล่าวออกมาได้เลย เราท่านห่างเหินกันเสียที่ไหน”
ฉินจิ้งเฟยยิ้มออกมาแห้งๆ ก่อนเหลือบมองไปยังเฉินซือหยางผู้ถูกเลือกในพันธะสัญญา มันรู้สึกดูแคลนไม่ชอบใจคนผู้นี้เป็อย่างมาก เหตุใดขยะไร้พลังจิติญญาถึงโชคดีเกิดเป็บุตรคนโต เหตุใดไม่เป็เฉินอู่หลง บุตรีของมันหากจะคู่ควรหรือเหมาะสมกับใครในเมืองไผ่เขียว ดูจะมีแต่เฉินอู่หลงที่สมน้ำสมเนื้อ
“พี่จือหาน เสมอมาพวกเราล้วนเป็สหายสนิทปานคลานตามกันมา กิจการก็เกื้อหนุนส่งเสริมซึ่งกัน ระหว่างสองตระกูลผูกเป็ทองแผ่นเดียวมีแต่จะเจริญรุ่งเรือง… เพียงแต่"
ฉินจิ้งเฟยอึกอักไป เฉืนจือหานจึงถามขึ้น
“เพียงแต่อะไรหรือ"
“…แต่ข้าว่าสิ่งใดที่อาจจะกระทบต่อปัจจัยเ่าั้ ก็ควรเก็บไว้พิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนดีหรือไม่"
เฉินจือหานขมวดคิ้ว
“น้องจิ้งเฟยคิดกล่าวสิ่งใด หรือ้ายกเลิกพันธะสัญญาของบิดา?”
“มิกล้า มิกล้า ข้าเพียงอยากจะเสนอว่าในเมื่อสองตระกูลอย่างไรก็ต้องเกี่ยวดอง ใยไม่ลองเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดดูเล่า”
ได้ยินเช่นนั้นเป็เฉินอู่หลงที่ยิ้มมุมปากออกมา ความหมายของวาจาผู้นำตระกูลฉินย่อมเป็ตนแล้ว ส่วนคนที่ไม่พอใจย่อมเป็เฉินจื่อรั่ว บุตรชายนางเองก็มีศักดิ์ศรี นางก็ไม่ยอมบากหน้านำศักดิ์ศรีของบุตรชายตนให้คนไม่เห็นค่าย่ำยีแน่ นางจึงคิดกล่าวออกไป
แต่เป็เฉินซือหยางที่ก้าวเดินออกมาก่อน มันประสานมือขึ้นคารวะไปยังตัวแทนทั้งหลายของสองตระกูลที่อยู่ภายในห้อง ก่อนหยุดอยู่เบื้องหน้าของฉินจิ้งเฟย พลางกล่าวว่า
“คารวะท่านอา ขออภัยที่หลานเสียมารยาท คือหลานมีสิ่งที่อยากกล่าว"
ฉินจิ้งเฟยผายมือ
“ว่ามาได้เลย"
เฉินซือหยางจึงหยิบม้วนพันธะสัญญาฉบับนั้นที่ขอจากบิดาก่อนออกมาจากตระกูล ทำทีเป็อ่านเล็กน้อยค่อยกล่าว
“หากนับผู้ที่เกี่ยวข้องในพันธะสัญญามากที่สุดในที่แห่งนี้ล้วนเป็หลานและแม่นางฉินซูหนี่ว์ใช่หรือไม่ เช่นนั้นเหตุใดผู้ที่จะตัดสินใจจึงมิใช่พวกเรา”
คำกล่าวของเฉินซือหยางทำให้หัวคิ้วของฉินจิ้งเฟย คนในตระกูลฉิน และรวมถึงฝ่ายของเฉินอู่หลงต้องกระตุกขึ้นพร้อมเพรียง ทุกคนสาดสายตามายังเฉินซือหยางเป็จุดเดียว สายตาเหล่านี้เต็มไปด้วยแรงคาดคั้น มีสภาวะความกดดันมหาศาล ด้วยสภาวะเช่นนี้สามารถบีบบุรุษที่อ่อนแอผู้หนึ่งลงได้ ทว่าชายหนุ่มที่เป็ขยะในสายตาของพวกมันกับไม่สะทกสะท้าน ไม่แสดงสีหน้าตื่นกลัวเลยซักนิด แตกต่างจากเฉินซือหยางผู้ที่เคยเอาแต่หลบอยู่หลังมารดาเป็อย่างมาก
เฉินจือหานเองก็มองบุตรชายของตนที่เสมอมามักมีอุปนิสัยเป็คนอ่อนแอ เฉินซางผู้ติดตามคนสนิทก็เข้ามากระซิบ
“่นี้นายน้อยไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือไม่"
เฉินซือหยางยังคงยิ้มอย่างผ่อนคลายและไม่สนสายตาที่ปานจะกินเืกินเนื้อเ่าั้ ไม่มีความเคอะเขินตะกุกตะกัก ไม่มีความกริ่งเกรงหรือหวาดกลัว มีแต่สายตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่มั่นใจ มองตอบสายตาที่ไม่เป็มิตรของฉินจิ้งเฟย ก่อนจะกล่าวต่อ
“บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง ตระกูลก็มีขนบธรรมเนียมให้ยึดถือ ท่านว่าจริงไหม”
ฉินจิ้งเฟยฝืนยิ้มแห้งๆ พลางพยักหน้า
“มิผิด"
เฉินซือหยางจึงกล่าวต่อไป
“ขนบธรรมเนียมที่มีมาแต่า การเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดาคือหลักปฏิบัติลำดับแรก ยิ่งคำสอนสั่งนั้นออกมาเป็ลายลักษณ์อักษรยิ่งต้องถือปฏิบัติมิให้ขาดตก เช่นนี้หากตายไปจึงจะไม่ละอายต่อิญญาของบรรพบุรุษมิใช่หรือ”
รอยยิ้มของฉินจิ้งเฟยแข็งค้าง ใบหน้ากระตุกถี่เร็ว ไม่ทันมีโอกาสได้โต้แย้งเพราะคำกล่าวประโยคนี้ไม่มีข้อใดให้แย้งได้เลย จึงเป็โอกาสที่เฉินซือหยางได้รุกคืบต่อ ชายหนุ่มผายมือไปยังป้ายกลางเสาของตระกูลฉินที่เขียนว่า ‘รู้คุณบรรพชน มิอายฟ้า รู้คุณปวงประชา มิอายดิน' แล้วกล่าวต่อเนื่อง
“บรรพชนสืบทอด แต่รุ่นหลังกลับไม่รู้คุณ เช่นนี้แม้แต่ิญญาของบรรพบุรุษคงไม่้าพบแล้ว ชาตินี้แม้แต่สุนัขยังต้องอับอายให้แก่มัน"
คนของตระกูลฉินทะลึ่งตัวลุกขึ้นพรวดจากเก้าอี้
“เ้า!”
เฉินอู่หลงคิดสร้างความน่าเชื่อถือและความชมชอบแก่คนตระกูลฉิน กอปรกับหวังจะให้คนเ่าั้หาทางทำลายพันธะสัญญานี้ มันจึงออกหน้า
“พี่ใหญ่ ท่านกำลังเสียมารยาทกับท่านอา และคนอื่นๆ…”
มิทันได้กล่าวจบ เฉินซือหยางก็จุ๊ปากจั๊กๆ ใส่มัน พลางส่ายศีรษะ
“ผู้เสียมารยาทคือผู้ที่มิยอมชี้แนะเื่ที่ถูกต้อง เ้าก็เห็นอยู่ ผู้าุโก็เห็น ทุกๆ ท่านก็ล้วนได้เห็น คำกล่าวของข้าเมื่อครู่มีที่ใดผิดไปหรือไม่ สอดคล้องกับป้ายธรรมเนียมบรรพชนตระกูลฉินหรือไม่"
สิ่งที่เฉินซือหยางกล่าวมีที่ใดไม่ถูกต้อง ทุกผู้จึงไม่มีใครจะโต้แย้งประเด็นของมันได้ และไม่มีใครที่จะขัดขวางพันธะสัญญานี้ ทุกผู้จึงตกอยู่ในสภาพใบหน้าเหย๋เก เสียงกัดฟันดังกรอดๆ อย่างมิอาจหักห้าม โดยเฉพาะเฉินอู่หลงแทบจะบ้าคลั่งคิดทะยานลงมือเข้าใส่ปากที่เอ่ยวาจาของเฉินซือหยางในบัดดล
ตอนนี้แม้แต่ฉินจิ้งเฟยยังจนปัญญาหาทางขัดขวางและเปลี่ยนแปลงพันธะสัญญาระหว่างตระกูล ขณะที่มันคิดหาวาจาใดมาหักล้างคำพูดของเฉินซือหยางไม่ได้ ร่างในอาภรณ์สีม่วงครามก็เคลื่อนไหวออกมา แรกปรากฏของสตรีนางนี้ นอกจากวงหน้าที่เพริศพริ้งไร้ที่ติแล้ว ฝีเท้าของนางก็รวดเร็วเป็อย่างมาก เพียงพริบตาเดียวก็ประชิดที่ร่างของเฉินซือหยาง ก่อนเสมือนหนึ่งมีสายลมวูบใหญ่พัดผ่านร่างชายหนุ่มไป
ฝีเท้าโฉมสะคราญในอาภรณ์สีม่วงครามหยุดลง ในมือถือพันธะสัญญาที่ลงตราประทับของสองตระกูลไว้ นางชิงมันมาจากมือของเฉินซือหยาง
“ตระกูลฉินเรามิเคยผิดต่อบรรพชน เช่นนั้นพวกเราไม่มีทางยกเลิกพันธะสัญญานี้… แต่เ้ายังไม่รู้ลึกซึ้งถึงธรรมเนียมปฏิบัติอีกข้อของบรรพชนเรา ‘อยากได้ต้องแย่งชิง' ข้าเองก็ยึดถือธรรมเนียมนี้ของบรรพชนเช่นกัน ฉะนั้นข้าจะไม่ยกเลิกพันธะสัญญานี้ และในทางเดียวกัน ตราบใดที่เ้ามิอาจเอาชนะข้า…”
แล้วนางก็พลันฉีกพันธะสัญญาออกเป็สองส่วน แล้วโยนคืนกลับให้เฉินซือหยางครึ่งหนึ่ง พลางกลาวต่อ
“…รวมถึงไม่สามารถชิงพันธะสัญญาส่วนนี้จากข้าได้ เ้าก็จงไปซะ อย่าได้นึกฝันว่าข้าจะแต่งกับคนอย่างเ้าอีก!”
สตรีในชุดคลุมม่วงคราม วัยย่างสิบเก้าปีเศษ ส่วนสัดงามระหงส์สมวัย ใบหน้าคมสวย ดวงตาสองชั้นกลมโต จมูกสันนิด ปากรูปกระจับเผยอขึ้นน้อยๆ เป็ความงดงามเหนือสตรีทั้งเมือง แต่ภายใต้ความงามยังแฝงความเย่อหยิ่งมิยอมใคร นางก็คือบุตรีเพียงคนเดียวแห่งตระกูลฉิน
ฉินซูหนี่ว์
แล้วนางก็หันกายกลับหลังก้าวเดินไปหาบิดาและผู้นำตระกูลเฉิน ฝีเท้าหยุดเล็กน้อยคล้ายนึกคำพูดใดได้ แล้วจึงหันมามองเฉินซือหยาง พร้อมกล่าวต่อ
“อ้อ…แต่ก่อนจะคิดแย่งชิงพันธะสัญญาอีกครึ่งจากข้า ระวังให้ดีเล่า เพราะหากเ้ามิอาจรักษาพันธะสัญญาอีกครึ่งของตนเองได้ ก็เท่ากับว่าเ้าหมดโอกาสและเป็เ้าเองที่มิได้ปฏิบัติตามคำของบรรพชน”