ทักษะการเรียบเรียงคำพูดของเจ้าไม้ นั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับหายนะเข้าขั้นวิกฤตนอกจากจะมีอาการติดอ่างจนน่าเวทนาแล้ว เขายังมีนิสัยประหลาดคือชอบเล่าเรื่องแบบวนลูปนามสกุลอะไร ชื่อจริงชื่ออะไรเขาพยายามจะอธิบายอย่างละเอียดลออราวกับกำลังเขียนพงศาวดารตระกูลไม้หลอนแต่สุดท้ายก็วนกลับมาที่จุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าประหนึ่งพายเรือในอ่างที่น้ำแห้งขอดจนมองเห็นก้นอ่าง
เวลาผ่านไปสองชั่วโมงเต็ม...
บรรยากาศในวิมานอักษรที่เคยขรึมขลังบัดนี้เต็มไปด้วยเสียงถอนหายใจหวิวๆ ของเหล่านักเรียนที่ยืนจนขาแข็งและเริ่มมีอาการหน้ามืด เจ้าไม้ยังคงอ้าปากพะงาบๆพยายามจะขุดเรื่องราวในอดีตสมัยยังเป็นเด็กน้อยวิ่งเล่นเก็บเปลือกหอยในทะเลเหนือออกมาเล่าต่อจนกระทั่ง พระมหาปราชญ์ดารา เริ่มจะแบกรับภาระทางหูไม่ไหวท่านยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบ ๆพลางเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงแรงกดดันอันมหาศาล “ไม้... พอก่อนเถอะครั้งนี้เป็นการแนะนำตัวแบบคร่าว ๆ เอาแค่ชื่อ อายุ และบ้านเกิดก็พอแล้วส่วนเรื่องวีรกรรมการสู้กับปลาเก๋าในทะเลเหนือของเจ้าน่ะเอาไว้ค่อยไปขยายความให้เพื่อน ๆ ฟังตอนพักเที่ยงเถอะนะมิเช่นนั้นเพื่อนของเจ้าอาจจะกลายเป็นฟอสซิลไปเสียก่อน”
เจ้าไม้ชะงักไปครู่หนึ่งสีหน้าของเขาดูเสียดายอย่างเห็นได้ชัดเหมือนคนที่กำลังเครื่องติดแล้วโดนถอดปลั๊กกะทันหันเขาพยายามรวบรวมลมหายใจสุดท้ายแล้วเอ่ยปิดท้ายด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า “ขะ...ขะ... ข้า... มะ... มะ... ไม้... จบ... จบ... จบ... แล้ว... ครับ!”
“สวรรค์ทรงโปรด!”
ทุกคนในห้องเรียน(ยกเว้นเจ้าจ้อยที่หลับน้ำลายยืดไปแล้ว)ต่างร้องอุทานในใจด้วยความปีติยินดีอย่างสุดซึ้ง ทุกคนต่างพ่นลมหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงจนเกิดเป็นกระแสลมเย็นๆ พัดผ่านห้องเรียนไปรอบหนึ่งราวกับเสียงสวรรค์ประทานพรให้รอดพ้นจากขุมนรกแห่งการฟัง
เจ้าจ้อยที่นอนกรนเบาๆ อยู่แถวหลัง แม้จะดูเหมือนหลับลึกจนไม่รู้เรื่องรู้ราวแต่หูอันเรียวยาวของเขาก็ยังทำหน้าที่สั่นดิก ๆ ดักฟังเสียงรอบข้างอยู่ตลอดเวลาเขาแอบสรุปข้อมูลในใจด้วยความไวแสงว่า ‘เจ้าไม้... มาจากเกาะลึกลับในทะเลเหนืออายุแปดร้อยปี พ่นน้ำลายมาเกือบครึ่งวันแต่ได้ใจความแค่สองบรรัด... สรุป:ห้ามคุยกับเจ้านี่เด็ดขาด ถ้าไม่อยากแก่ตายก่อนฟังจบ!’
“มณีภัสสร แห่งตระกูล สกุณาโชติช่วง ถึงตาเจ้าแล้ว”พระมหาปราชญ์ดาราปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางเรียกศิษย์คนถัดไป
ร่างอรชรของเด็กสาวลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามกายของนางทอแสงเรืองรองเป็นประกายสีทองผ่องอำไพแผงคอและชายผ้าคลุมที่ดูคล้ายขนหางพริ้วไหวเป็นเปลวอัคคีร้อนแรงตลอดเวลารัศมีที่แผ่ออกมานั้นข่มขวัญผู้คนจนรู้สึกเหมือนยืนอยู่หน้าเตาหลอมสุริยาที่กำลังปะทุ
“ข้าชื่อมณีภัสสร เป็นพญานกเพลิงจากตระกูลสกุณาโชติช่วง!โปรดจำไว้ว่าข้าคือพญานกผู้สูงส่งที่มีกายทองอร่ามดั่งดวงอาทิตย์ไม่ใช่พวกนกต่างถิ่นหรือไก่งวงป่าอย่างที่พวกเจ้าเข้าใจ!” นางยืดอกอย่างทระนงพลางปรายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหยิ่งผยองไปทางเจ้ากระรอกที่นอนนิ่งอยู่
แต่ทันใดนั้นเสียงยียวนกวนประสาทก็ดังแทรกขึ้นมาโดยที่เจ้าของเสียงยังไม่ยอมลืมตา“ผักกาดเอ๋ย... พูดเข้าประเด็นเถอะ อย่ามัวแต่น้ำเยอะเลยข้าฟังจนจะงอกรากอยู่แล้วเนี่ย ถ้านกเพลิงพูดเก่งเหมือนเจ้าไม้ข้าว่าสวรรค์คงล่มสลายไปนานแล้ว”
มณีภัสสรหันขวับไปถลึงตาใส่เจ้ากระรอกหน้าเป็นจนเปลวอัคคีที่แผงคอลุกพรึบขึ้นตามอารมณ์ที่พุ่งปรี๊ด“ข้าไม่ใช่ผักกาด! ข้าชื่อมณีภัสสร! ปีนี้ข้าอายุสามพันปี ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน(ยกเว้นไอ้ตัวที่นอนปากเสียอยู่นั่น!) ”
นางหันไปเตะขาโต๊ะเจ้าจ้อยดังปัง!จนโต๊ะสั่นสะเทือน “ถึงตาเจ้าแล้ว! ไอ้กระรอกผี! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
จ้อยค่อยๆ บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บเขาหาวหวอดใหญ่หนึ่งทีพ่นกลิ่นไอความง่วงออกมาเต็มที่ ก่อนจะค่อย ๆลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า พลางเอามือปัดฝุ่นตามขนด้วยท่าทางกวนอารมณ์ขั้นสุด“อื้อหือ... การนั่งนาน ๆ แล้วลุกขึ้นมายืนเนี่ยมันเป็นความสุขที่อธิบายไม่ได้จริงๆ นะพวกสหายทั้งหลาย...ขาพวกเจ้ายังสั่นไม่พอหรือไง ทำไมมองหน้าข้าแบบเขม่นขนาดนั้นล่ะ?”
เหล่านักเรียนที่ยืนจนตะคริวจะกินขาถึงกับส่งสายตาอาฆาตมาให้จ้อยพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย!จ้อยสัมผัสได้ถึงไอสังหารและพลังงานด้านลบที่พุ่งตรงมาที่เขาเขารู้สึกได้ว่าเซลล์ในร่างกายกำลังดูดซับพลังเหล่านั้นเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อยเขาแค่นหัวเราะในใจก่อนจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงกังวาน “สวัสดีครับสหายทุกท่านผมชื่อ จ้อย!”
“พรืดดดด... ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
บรรยากาศที่เคร่งเครียดพังทลายลงทันทีเหล่านักเรียนที่พยายามกลั้นขำมานานถึงกับหลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่มณีภัสสรหัวเราะจนตัวสั่น “ฮ่า ๆ ๆ ๆ! จ้อย... ที่แปลว่า เล็กจ้อย ร่อยหรอ น่ะเหรอ? ชื่อช่างสมตัวเจ้าจริงๆ!”
จ้อยไม่ได้โกรธเขากลับเชิดหน้าขึ้นด้วยความภูมิใจ “พวกเจ้าจะขำก็ขำไปเถอะถึงชื่อนี้จะดูต่ำต้อยในสายตาพวกเจ้า แต่นี่คือชื่อที่ นายหญิง(แม่หญิงจันทร์)ท่านตั้งให้ด้วยความรักและความเมตตา... สำหรับผมมันคือชื่อที่ไพเราะที่สุดในโลกแล้ว!”
คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของจ้อยทำให้เสียงหัวเราะเงียบกริบลงทันทีทุกคนมองจ้อยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยแม้แต่พระมหาปราชญ์ดารายังพยักหน้าอย่างชื่นชมในความกตัญญูจ้อยเห็นท่าไม่ดีรีบขัดจังหวะซึ้งทันที “มณีภัสสร...อย่ามองผมด้วยสายตาซาบซึ้งแบบนั้นนะ ผมไม่ใช่พวกชอบกินเนื้อพญานกเพลิงหรอก(ถึงจะดูน่าอร่อยก็เถอะ) ”
“ไอ้กระรอกบ้า! ใครจะไปซาบซึ้งเจ้ากัน!”มณีภัสสรสะบัดหน้าหนีด้วยความอับอายและฉุนเฉียว
“ส่วนเรื่องอายุ... ผมก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าผมมาจาก ดวงจันทร์ ครับจบการแนะนำตัว นั่งล่ะนะ... โอ้วววว สวรรค์! การได้นั่งลงอีกครั้งมันนุ่มนวลเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เลยจริงๆ!”
“ดวงจันทร์?!” ทุกคนในห้องถึงกับตกตะลึงจ้อยแสยะยิ้มกริ่ม เขาค่อย ๆ คลานเข้าไปใกล้ใบหน้าของมณีภัสสรจนแทบจะติดกันน้ำเสียงแหบพร่าประหนึ่งผีพราย “แม่นกเพลิง... ข้าจะบอกความลับให้...บนดวงจันทร์น่ะ... ข้าตายมานานแล้ว... ตายแบบสยดสยองด้วยนะ...อยากลองไปอยู่เป็นเพื่อนข้าไหมล่ะ?”
“ว้ายยยยย!” มณีภัสสรตกใจสุดขีดจนควบคุมพลังไม่อยู่เปลวเพลิงสีทองอันร้อนแรงพุ่งพรวดออกมาจากร่างของนางเข้าใส่หน้าเจ้าจ้อยเต็มรัก!
ตูม!
ควันโขมงลอยคลุ้ง...เมื่อควันจางลง เจ้าจ้อยกลายเป็นกระรอกถ่านที่ดำเมี่ยมไปทั้งตัวเขามองไปทางพระมหาปราชญ์ดาราด้วยสายตาละห้อย “ท่านอาจารย์ครับ...นี่นับเป็นการทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักไหมครับ? ผมเกือบจะได้กลับไปดวงจันทร์จริงๆ แล้วนะน่ะ... ร้อนเหมือนไปทัศนศึกษาในนรกเลย”
พระมหาปราชญ์ดาราส่ายหัวอย่างระอาใจท่านสะบัดมือเบา ๆ สร้างแสงสีทองนุ่มนวลห่อหุ้มร่างจ้อยไว้ เพียงพริบตาเดียวเขม่าควันก็หายไป ร่างของจ้อยกลับมาขาวสะอาดนุ่มฟูเหมือนเดิม
“ท่านอาจารย์! วิชาชำระล้างเมื่อกี้ สอนผมได้ไหมครับ?” จ้อยตาเป็นประกาย
พระมหาปราชญ์ดารายิ้มบางๆ “สอนได้สิ... วิชาที่ข้าใช้คือ 'มนต์บริสุทธิ์' จัดอยู่ในระดับพื้นฐานแห่ง อาคม แม้มันจะเป็นเพียงระดับเริ่มต้นแต่หากเจ้าเข้าถึงแก่นแท้ ต่อให้เป็นเพียง อาคม สามัญก็สามารถชำระล้างไฟของมณีภัสสรได้... แต่มันก็ขึ้นอยู่กับระดับ ตบะ และ บุญบารมีของผู้ใช้ด้วยนะ”
จ้อยยิ้มกว้างพลางหันไปกระซิบกับมณีภัสสร“เห็นไหม... แม้แต่อาจารย์ยังรู้ว่าไฟของเจ้าน่ะมันชำระล้างได้ง่าย ๆเหมือนล้างผักบุ้งไฟแดงนั่นแหละ แม่ผักกาดทองคำ!”
มณีภัสสรทำหน้าบอกบุญไม่รับนางรู้เพียงอย่างเดียวว่า... ไอ้กระรอกตัวนี้มันช่างกวนประสาทได้โล่จริง ๆ!