ช้างเป็หนุ่มบ้านนอก อาศัยอยู่จังหวัดทางภาคอีสาน พ่อของเขาเป็กำนันประจำตำบลหนองเขียด ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านหนองเขียดให้ความเคารพนับถือพ่อกำนันสิงห์เป็อย่างมาก เพราะเป็กำนันที่มีน้ำใจให้กับพี่น้องทุกคน ไม่ว่าเป็ญาติโกโหติกาหรือไม่ใช่ ถ้าใครเดือดร้อนมา กำนันก็ให้ความช่วยเหลือสุดกำลัง
ปีนี้ช้างกับแคนที่เป็เพื่อนกันมาั้แ่ตีนเท่าฝาหอย พวกเขาสองคนเรียนอนุบาลโรงเรียนวัดด้วยกันมาั้แ่เด็กๆ สนิทกันมาก แก้ผ้าเล่นน้ำด้วยกันั้แ่สมัยเรียนประถม ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังจะเรียนจบ ม.6 ซึ่งเหลือเวลาอีกสองเดือนก่อนที่โรงเรียน จะสอบภาคเรียนสุดท้าย ทั้งสองคนตกลงกันว่าจะไปเรียนต่อมหาลัยที่เดียวกันแคนบอกว่ามันอยากเรียนวิศวคอมฯ ช้างไม่รู้ว่าเขาอยากเรียนอะไรเขาคิดว่าคงจะเลือกเรียนตามเพื่อน เขาสองคนเกรดถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมากของโรงเรียน
ช้างเป็นักเรียนเรียนดีสอบได้ที่หนึ่งระดับชั้นปีตลอด ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่ ครูสอนมันก็หลับ กีฬาไม่เคยเล่น หนังสือไม่เคยอ่าน สิ่งที่มันชอบที่สุดคือหน้าเวทีหมอลำ มีงานบุญงานแสดงหมอลำที่หมู่บ้านไหน ต้องเห็นไอ้ช้างอยู่หน้าเวทีทุกครั้ง
คืนนี้เป็งานบุญประจำปีของหมู่บ้านหนองเขียด ซึ่งจัดขึ้นเป็ประจำทุกปี กำนันสิงห์และชาวบ้านจัดงานบุญอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านได้ตกลงจ้างคณะหมอลำชื่อดังมาทำการแสดงใน่เวลากลางคืน เพื่อให้ความบันเทิงและให้คนในหมู่บ้านได้สนุกสนาน หลังจากที่ทำงานกันมาเหนื่อยตลอดทั้งปี
“บักแคน! บักแคน! มึงไปเบิ่งบักช้างมู่มึงแน่ มันไปตีบักดำบ้านหนองปลาเฒ่าอยู่หลังโบสถ์พุ้นนะ”
เสียงะโของเพื่อนในหมู่บ้านเรียกแคนที่กำลังนั่งดูการแสดงของหมอลำอยู่ในลานวัดแคนได้ยินก็รีบลุกขึ้นพร้อมกับดึงแขนเขียวที่เป็น้องชายของมันวิ่งออกไปจากเสื่อที่ปูนั่งดูหมอลำ จุดหมายปลายทางของมันคือหลังโบสถ์
เมื่อไปถึงเห็นเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่กำลังล้อมวงเป็วงกลมส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนานในวงล้อมมีคนสองคนกำลังชกต่อยกันแต่แคนยังไม่ได้ทำอะไรก็มีเสียงะโขึ้น
“เห้ยย!! พวกมึงหลวงตากำลังเดินมาทางนี้แล้ว”
แค่นั้นล่ะพวกวัยรุ่นมากกว่าสิบคนวงแตก หันหลังวิ่งไม่สนใจว่าจะเป็เสียงของใครที่ะโบอก แคนรีบวิ่งเข้าไปจับแขนช้าง มืออีกข้างก็ลากน้องชายวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งสามคนวิ่งไม่รู้ทิศเหนือทิศใต้เพราะมองไม่เห็นทาง อาศัยเพียงแสงจันทร์นำทางแต่ก็ต้องวิ่งไว้ก่อนเพราะกลัวหลวงตา หลวงตานั้นมีหวายอาคมที่ขลังยิ่งนัก หวายลงหลังใครเป็ต้องเนื้อแตกเืออกกันทุกคนหลังลายกันไปหลายวันทีเดียว เด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านต่างก็เกรงกลัวท่านกัน
“หยุ๊ด! หยุด! อ้ายแคนข่อยแล่นบ่ไหวแล้ว เมื่อยคัก”
เขียวพูดพร้อมนั่งยองๆ ลงช้างย่อตัวเอามือวางบนหัวเข่าหอบหายใจด้วยความเหนื่อย
แคนนั่งยองๆ ลงข้างน้องชายเวลาผ่านไปสักครู่หลังจากหายเหนื่อย แคนมองซ้ายมองขวาอย่างสงสัย ตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนอยู่ส่วนไหนของวัดทำไมมันมีแต่เสียงแมลงกลางคืน เสียงร้องเสียงเพลงหมอลำหายไปไหน
“เฮาอยู่ไสกันว่ะ?”
แคนถามขึ้นด้วยความสงสัย
“กูสิไปรู้นำมึงติบักแคน!”
มันเป็คนวิ่งนำหน้ามาแท้ ๆ เขาจะรู้ได้ยังไงเขาก็แค่วิ่งตามมันมา
“อ้ายแคน! เจ่าพาข่อยแล่นมาทางใดนิคือมีแต่ป่าแท้?”
เขียวถามเสียงสั่นๆ มองซ้ายมองขวาอย่างใจไม่ดี ตอนวิ่งไม่ได้สังเกตอะไรแต่พอหยุดพักเขียวรู้สึกว่าทางที่วิ่งมาทำไมมันมีแต่ป่าต้นเพ็กเต็มไปหมด พวกเขาวิ่งมาแถวไหนของวัดว่ะเขียวทำหน้าสยดสยองเมื่อมองไปรอบๆ
“อีพ่อ! อีแม่! อย่าบอกเด้อว่าข่อยแล่นเข้ามาป่าช้าหลังวัด”
เขียวเริ่มรู้สึกขนลุกลมเย็นๆ พัดผ่านต้นคอเย็นเยือกมันยกมือไหว้ไปรอบ ๆ อย่างหวาดกลัว
“อ้ายแคน!....อ้ายช้าง!....ข่อย....ข่อย....ว่าเฮามาผิด..ผิดทางเด้นิ!”
เขียวพูดเสียสั่นๆ สักพักมีเสียงเหมือนคนเดินเหยียบใบไม้ดัง
แกร๊ก แกร๊บ สวบ สวบ ดังขึ้นมา
ทั้งสามคนมองหน้ากันทันทีเหมือนนัดกันไว้ พวกเขาสามคนรู้สึกเหมือนว่าอากาศมันเริ่มเย็น และบรรยากาศวังเวงชอบกล เสียงแมลงกลางคืนที่ร้องอยู่ก็พร้อมใจกันหยุดร้องเหมือนนัดกันไว้พวกเขาทั้งสามค่อยๆขยับเท้าเข้าหากันอย่างพร้อมเพียง
“บักแคนมึง!....มึง....ละ..แล่น..มะ..มาหยังทางป่า....บัก....บักห่านิ”
ช้างด่าเพื่อนน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“กู...กู...บ่รู้...กู...กูหลับตาแล่น!”
แคนตอบไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆไม่แพ้กันกับเพื่อน เสียงเดินเหยียบใบไม้ยังคงอยู่ทั้งสามคนเบียดเข้าหากันพร้อมกับจับมือกันแน่นขึ้น
คืนนี้เป็คืนวันเพ็ญขึ้น15 ค่ำ ดวงจันทร์เต็มดวง แต่ตอนนี้มีเมฆบังดวงจันทร์ไว้ ทั้งสามคนมองไปทางไหนก็เห็นแต่เงาตะคุ่ม ๆ มองไม่ชัดทั้งสามคนขยับเบียดกันจนแน่น พร้อมกับมองจ้องตากันก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองทิศทางที่ได้ยินเสียงเดินพร้อมกันช้า ๆ
สิ่งที่เห็นเป็เพียงเงารางๆ เหมือนคนกำลังเดินวนรอบ ๆ เสาร์ไม้เป็วงกลมคล้ายกำลังหาอะไรสักอย่าง เงานั้นอยู่ห่างจากพวกเขาไปประมาณสิบกว่าก้าวเห็นจะได้ ช้างเพ่งสายตาเพื่อมองชัด ๆ ด้วยความอยากรู้ว่าเงานั้นคือใครถึงมาเดินค่ำๆ มืดๆในป่าแบบนี้ ประจวบเหมาะกับที่ก้อนเมฆกำลังเคลื่อนผ่านพ้นจากดวงจันทร์ ทำให้ทั้งสามคนมองเห็นเป็ผู้ชายกำลังเดินลากขาช้าๆ
แสงจันทร์ทอแสงส่องสว่างมากขึ้น ทั้งสามคนมองเห็นด้านหลังของผู้ชายที่กำลังเดินอยู่ชัดเจนขึ้น ชายคนนั้นหยุดเดินเหมือนรับรู้ถึงการจ้องมองของพวกเขาทั้งสามคนสักพักจึงค่อย ๆ หันหน้ามาหาทั้งสามคนอย่างช้าๆ หัวนั้นค่อย ๆ หมุน หมุนและหมุน ช้าง แคนและเขียวตกตะลึงดวงตาเบิกกว้าง
ก่อนที่ทั้งสามคนจะส่งเสียงกรีดร้องด้วยความใพร้อมกัน พวกเขาเห็นหัวนั้นหมุนรอบได้โดยที่ตัวของผู้ชายนั้นไม่ได้ขยับมันหันแต่หัวมาจ้องมองพวกเขา คนที่สามารถหันคอได้รอบแบบนี้ไม่ใช่คนแน่ ๆ
“ผะ..ผี!..ผีหลอก! ..ข่อยยยยยย! !”
เขียวะโสุดเสียงก่อนจะหันหลังวิ่งสุดกำลังความเร็วเหมือนนักวิ่งทีมชาติเหรียญทอง ช้างหันไปมองแคนที่กำลังยืนตกตะลึงก่อนจะพยามยามยกมือที่อ่อนแรงของเขาขึ้นตบหัวเพื่อนก่อนจะะโเสียงสั่นๆ
“บัก...บักแคนนน!.....แล่นทะแม่ะมึงสิถ้าพ่อมึงมาตัดริบบิ้นติ” ช้างรีบกระชากคอเสื้อของแคน ที่ยืนตัวแข็งใกลัวจนก้าวขาไม่ออกแล้ววิ่งไปทางเดียวกันกับเขียว
ทั้งสามคนหลับหูหลับตาวิ่งปากก็ร้องะโโวยวายไม่สนใจทิศทาง ตอนนี้คิดอย่างเดียวว่าจะกลับไปหาหลวงตาแม้ว่าจะโดนหวายลงหลังพวกเขาก็ยอม
“ซอยข่อยแน่! !....ซอยข่อยแน่! !....ผีหลอกข่อยยยยย!!” ทั้งสามร้องะโเสียงดังลั่นป่าช้าหลังวัด