ตอนที่ 26 เ้ากลัวใช่ไหม
ลู่โจวมองบัตรเชิญในมือก่อนจะตอบ “เอ่อ นี่คือบัตรเชิญของอารามเต้าเทียน เชิญให้เข้าร่วมงานชุมนุมนักพรตในอีกสามวันข้างหน้าน่ะครับ”
ชายชราหยิบบัตรเชิญขึ้นมาดู “เป็เทียบเชิญของอารามเต้าเทียนจริงๆ”
ลู่โจวเห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักบัตรเชิญนี้จึงถามว่า “คุณตา คุณคงจะรู้ว่างานชุมนุมนักพรตของอารามเต้าเทียนคืออะไรใช่ไหมครับ”
“ทำไมจะไม่รู้ ตัวข้ายังเคย...แค่กๆ เื่ในอดีตไม่ควรกล่าวถึง วันนี้มีเทียบเชิญมาถึงเ้า ไม่ใช่ว่าจะเชิญเ้าไปร่วมงานหรอกหรือ”
“ใช่ครับ แต่ผมเพิ่งจะรู้จักงานแบบนี้ครั้งแรก ยังไม่รู้ว่าเป็งานแบบไหน จะเข้าร่วมต้องใช้อะไรบ้าง คุณตาช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับ” ลู่โจวขอคำชี้แนะอย่างถ่อมตัว
ชายชราหัวเราะเบาๆ “คนตระกูลลี่ถึงกับให้เ้าเข้าร่วมงานชุมนุมนักพรตเลยหรือ”
ลู่โจวสงสัย “ผมไปไม่ได้เหรอครับ”
“ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่จากการสังเกตเ้าในหลายวันมานี้ ดูเหมือนเ้าจะไม่เชื่อเื่เทพเซียนผีสางเลย”
ลู่โจวพูดกลั้วหัวเราะ “ผมไม่เชื่อจริงๆ ว่าโลกนี้มีจะมีผี ถ้าผีมีจริงก็ให้พวกเขาออกมาปรากฏตัวให้ผมเห็นสิ หรือไม่ก็ให้พวกเทพเซียนบน์ขจัดความซวยออกจากตัวผมไปให้หมดที”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนที่อยู่ในลานบ้านก็พากันหันหน้ามา พลางแสยะยิ้มน่ากลัวให้เขา
ชายชราแค่นเสียงเ็า “เ้าพูดเองนะ”
ลู่โจวพยักหน้า “ใช่ครับ ผมพูดเอง”
“นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้ยินคนเรียกร้องอยากเห็นผี” ชายชราส่งสัญญาณให้นายทหารที่ยืนอยู่ในตำแหน่งนายพลเดินเข้ามาหา “เ้าจงทำให้เ้าเด็กนี่เห็นผีสักครั้ง ให้เขาได้เห็นว่าผีร้ายกาจเพียงใด”
นายพลพยักหน้า แล้วเดินเข้ามาหาลู่โจว
ลู่โจวเลิกคิ้ว “คุณเรียกผีได้เหรอครับ”
“เดี๋ยวเ้าก็จะรู้เอง” นายพลยิ้มเย็นเยียบ จากนั้นก็ทำท่าราวกับบอกว่า ‘จะเริ่มแล้วนะ’
ลู่โจวมองอีกฝ่ายนิ่งๆ พร้อมส่งสัญญาณว่า ‘ได้ครับ ผมจะรอดู’ หลังจากนั้นผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่เห็นว่ารอบข้างจะมีอะไรผิดปกติ เขาหันไปมองรอบตัว “แล้วผีล่ะ”
ผู้ชม “...”
ก็พวกเขานี่อย่างไรเล่าที่เป็ผี
ชายชราจ้องมองนายพลอย่างโกรธเคือง “เ้าเป็อะไรไป แค่ให้กลับร่างเดิมมันยากนักหรือ”
นายพลทำหน้าเหมือนไม่ได้รับความเป็ธรรม เขาเองก็พยายามแล้ว แต่ราวกับว่าเขาถูกผนึกเอาไว้ พยายามอย่างไรก็ทำไม่ได้
ลู่โจวเห็นสีหน้าของนายพลหมองคล้ำเหมือนคนท้องผูก ก็พูดขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ไหว “ช่างเถอะๆ ผมไม่ดูผีแล้วก็ได้”
อีกฝ่ายต้องฝืนตัวเองขนาดนี้เพื่อให้เขาได้เห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง มันดูจะลำบากเกินไปหรือเปล่า
ชายชราถาม “เ้ากลัวใช่ไหม”
“กลัวสิครับ กลัวว่าถ้าเป็อย่างนี้ต่อไปเขาจะต้องเสี่ยงชีวิตทำอะไรแปลกๆ อีก”
ชายชรา “...”
ทันใดนั้น นายพลก็ร้องะโขึ้นมา แล้วทรุดคุกเข่าลงกับพื้น
ชายชราและคนอื่นๆ ทำท่าราวกับเจอเื่น่าหวาดผวาสุดขีด สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงพลางมองใต้เท้าอย่างหวาดกลัว
จากนั้นแสงสีเขียวในลานบ้านก็เปลี่ยนเป็สีขาว
ลู่โจวรีบเข้าไปประคองนายพล “คุณเป็อะไรไหม”
นายพลตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ตอบตะกุกตะกัก “ไม่...ไม่เป็อะไร ข้าขอนั่งคุกเข่าสักพักก็หายแล้ว”
คนอื่นๆ มีท่าทีต้านทานอะไรบางอย่างไม่ไหว ชายชราจึงรีบพูดว่า “เ้าหนุ่ม เขาไม่เป็อะไรจริงๆ แค่โรคเก่ากำเริบน่ะ เดี๋ยวก็ดีขึ้น เ้ากลับห้องไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะอธิบายเื่งานชุมนุมนักพรตให้เ้าเข้าใจเอง”
ลู่โจวเห็นว่าดึกแล้วจึงพยักหน้า “ได้ครับ พวกคุณก็รีบพักผ่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์”
หลังจากลู่โจวเข้ามาในห้อง ทุกคนในลานบ้านก็ทรุดลงกับพื้นราวกับหมดแรง
ผู้เฒ่าวั่นที่เป็เพื่อนโขกหมากรุกกับชายชราอีกคนคลานเข้ามาหาอย่างยากลำบาก “ผู้เฒ่าเวิง เ้าสังเกตเห็นอะไรไหม”
ผู้เฒ่าเวิงพยักหน้าอย่างอ่อนแรง “ย่อมสังเกตเห็น พื้นที่แดนพุทธแห่งนี้ไม่อนุญาตให้เราเล่นลูกไม้อะไรกับเขา”
ผู้เฒ่าวั่นแปลกใจ “เขาเป็ใครกันแน่ แดนพุทธไม่เคยสั่นะเืมาหลายปีแล้วนะ”
“ไม่รู้ ลมปราณของเขาถูกปิดกั้นจึงมองไม่ออก ดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ย่อมไม่มีทางเป็คนธรรมดา แต่ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือเหตุใดคนแบบนี้ถึงไม่เชื่อเื่ผีสาง ช่างน่าแปลกใจจริงๆ” ผู้เฒ่าเวิงคิดถึงเื่ที่ผู้เฒ่าวั่นและผีตนอื่นๆ แล้วกล่าวเสริม “ตัวข้าเองก็เห็นผี ทั้งยังเห็นทุกวันด้วย”
“...” ผู้เฒ่าวั่นนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
ผู้เฒ่าเวิงเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดก็ถามกลับ “เ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
ผู้เฒ่าวั่นพลันได้สติ หรี่ตาลงพลางเอ่ยเสียงเบา “ข้าว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะพาพวกเราออกไปได้”
ผู้เฒ่าเวิงมองอีกฝ่ายอย่างตื่นตะลึง “ออกไปหรือ! ออกจากบ้านนี้น่ะหรือ”
นับั้แ่พระพุทธเ้าปิดผนึกแดนพุทธแห่งนี้ พวกเขาก็ไม่เคยออกจากลานบ้านแห่งนี้ได้เลย ่เวลาที่ผนึกนั้นยาวนานนับหมื่นปี พวกเขาเพิ่งจะหลุดออกมาเดินไปเดินมาในลานบ้านแห่งนี้ได้่ร้อยกว่าปีนี้เอง
ผู้เฒ่าวั่นพยักหน้าอย่างหนักแน่น “งานชุมนุมนักพรตอีกสามวันข้างหน้า เ้าให้เขาพาเ้าไปร่วมงานชุมนุมก็จะรู้เองว่าทำได้หรือไม่”
ผู้เฒ่าเวิงนิ่งคิด “ได้ หากออกไปไม่ได้ แย่ที่สุดิญญาของข้าคงแตกสลายไป ซึ่งก็คงดีกว่าถูกขังอยู่ที่นี่ชั่วนิรันดร์”