บทที่ 23 ต้นเหตุของเรื่องร้าย (รีไรท์)
“ไป๋ฮวา เธออยู่บ้านหรือเปล่า?” คล้อยหลังที่หลิวไป๋ฮวาเดินเข้าห้องน้ำได้เพียงไม่นาน เสียงเรียกของจ้าวหนิงเซี่ยก็ดังขึ้น ก่อนที่เธอจะถือวิสาสะเด้นเข้าไปภายในบ้านอย่างไร้มารยาท เธอกวาดตามองไปทั่วบริเวณโถงหน้าบ้านก็ไม่พบเจอบุคคลที่เธอต้องการ จึงเดินไปหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้สาน ทั้งยังกวาดสายตามองไปทั่วบ้านของอีกฝ่าย
ปลายนิ้วเรียวหยิบเอาผ้าพันคอไหมพรมที่หลิวไป๋ฮวาถักค้างเอาไว้ขึ้นมาดู ก่อนที่เธอจะลอบเบ้ปาก แล้วโยนผ้าพันคอนั้นทิ้งลงตะกร้าตามเดิม
“เหอะ น้ำหน้าอย่างแกถักไหมพรมเป็นด้วยงั้นเหรอ ฝีมือก็งั้น ๆ ไม่เห็นจะดีเด่อะไร” จ้าวหนิงเซี่ยงเอ่ยออกมาเสียงเบา ก่อนที่เธอจะถือวิสาสะวางเท้าลงบนก้อนไหมพรมมีราคาที่ตั้งอยู่แถวนั้น ทั้งยังกระดิกเท้าฮัมเพลงในลำคอด้วยท่าทีสบายใจ
เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำออกมา จ้าวหนิงเซี่ยรีบชักเท้าที่วางอยู่บนก้อนไหมพรมกลับไปในทันที ก่อนที่เธฮจะฉีกยิ้มมองไปยังหลิวไป๋ฮวาที่ขมวดคิ้วมองเธอด้วยสายตาที่ไม่พอใจ
“นี่เธอมาทำอะไรที่บ้านฉันหนิงเซี่ย ถือวิสาสะเข้าบ้านคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง ไร้มารยาท!” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกมาเสียงดัง ก่อนที่เธอจะปรี่เข้าไปดึงแขนหนิงเซี่ยให้ออกห่างจากของรักของเธอ
“โอ๊ย! อะไรของเธอเนี่ยไป๋ฮวา ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกันเลยหรือไง!” จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยออกมาเสียงดังลั่นด้วยความไม่พอใจ
“เธอนั่นแหละเป็นอะไร ป่วยหรือไง? ฉันแสดงออกไปขนาดนี้แล้วเธอยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง หรือต้องให้ด่าเธอถึงจะเลิกยุ่งกับฉันสักที!” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกมาอย่างหมดความอดทน ทั้งที่เธอแสดงออกไปชัดเจนขนาดนี้แล้ว แต่จ้าวหนิงเซี่ยกลับไม่ยอมไปไหนเสียที พยายามเข้าหาเธอ ตามจองล้างจองผลาญเหมือนเจ้ากรรมนายเวรไม่มีผิด
“ฉันไม่เข้าใจว่าเธอเป็นอะไร วันก่อนเธอก็ยังดี ๆ อยู่เลยนะไป๋ฮวาทำไมพอตอนนี้ถึงทำเหมือนรังเกียจฉันขนาดนั้น ฉันไปทำอะไรให้เธอนักหนา”
จ้าวหนิงเซี่ยกำหมัดแน่น เธอเองก็ไม่อยากอยู่ใกล้นังไป๋ฮวานักหรอก รอให้แผนการเธอสำเร็จก่อนเถอะ คราวนี้แกจะได้ไปไกล ๆ ฉันเหมือนที่แกต้องการไงล่ะ
“ฉันคิดว่าฉันคงไม่ต้องบอกหรอก เพราะเธอน่าจะรู้อยู่แก่ใจดีหนิงเซี่ย ออกไปจากบ้านฉันได้แล้ว” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกมาเสียงดังลั่น ทั้งยังชี้นิ้วไปทางประตูไม้เพื่อเป็นการขับไล่อีกฝ่ายออกไป จ้าวหนิงเซี่ยที่เห็นเช่นนั้นก็ผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเกรี้ยวกราดไม่แพ้กัน
“นี่ฉันอุตส่าห์เสียเวลามาชวนเธอไปเที่ยวงานชิวอิกนะ” หลิวไป๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มในทันที
“แล้วไง? นี่ฉันต้องคิดว่ามันเป็นบุญคุณหรือไง”
“คนที่ไม่มีเพื่อนแบบเธอมีสิทธิ์พูดแบบนั้นกันฉันได้ยังไง!” จ้าวหนิงเซี่ยกำหมัดแน่น ดวงตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยโกรธแค้นจนแทบจะล้นทะลักออกมา
“ไม่มีเพื่อนงั้นเหรอ? นี่เธอพูดถึงฉัน หรือพูดถึงตัวเธอเองกันแน่ เพราะคนที่คอยเข้าหาฉัน ไม่ต่างจากคนที่ไม่มีใครคบนั่นมันเป็นเธอต่างหากล่ะ” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ใช้สายตาดูแคลนลากมองจ้าวหนิงเซี่ยที่กำหมัดแน่น
“ออกไปได้แล้ว!”
“เออ ฉันไปก็ได้ ทีหลังถ้าไม่มีใครคบเธอก็อย่ามาตามง้อฉันก็แล้วกัน!” จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยออกมาก่อนที่เธอจะเดินกระทืบเท้าออกไป
หลิวไป๋ฮวาถอนหายใจออกมาเสียงดัง หรือเธอควรจะทำบุญล้างซวยดี
เรียวคิ้วของหญิงสาวขมวดแน่นขึ้น ในตอนนี้ความรู้สึกหลายอย่างมันประดังประเดเข้าใส่จนเธอแทบตั้งรับไม่ทัน ทั้งจะต้องจัดการกับความรู้สึกที่มีต่อต้าเหวินโหร่ว ไหนจะต้องรับมือกับจ้าวหนิงเซี่ยที่ตั้งใจวางแผนที่จะกำจัดเธอในวันนี้อีก เพื่อนสนิทที่คิดแต่จะแทงด้านหลังกันเช่นนี้ ควรจะตอบโต้คืนให้มันสาสมกับที่คิดปองร้ายต่อเธอนัก
หลิวไป๋ฮวาจดจำเหตุการณ์ที่เป็นตราบาปของเธอได้เป็นอย่างดี เหตุการณ์ที่เธอจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อต้นเหตุทุกอย่างล้วนมาจากจ้าวหนิงเซี่ย
ความเจ็บปวดและความโหดร้ายที่ผู้หญิงคนหนึ่งไม่ควรจะพบเจอเหตุการณ์ เช่นนั้น เพียงแค่พลาดพลั้งหลงเชื่อ ก็กลายเป็นตราบาปที่ฝังลึกและติดอยู่ในใจจนเธอลากจากโลกใบนี้ไป
ชาติที่แล้ว…
ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น คือวันชิวอิก วันที่ทุกคนต่างพูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกันภายใต้การแสดงจากต่างหมู่บ้านที่เข้ามาแลกเปลี่ยนการแสดงกัน เสียงโห่ร้อง เสียงอึกทึกจากเครื่องดนตรีสามารถกลบเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง หรือแม้แต่เสียงขอความช่วยเหลือที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างหนัก เธอจำได้ดีว่าในตอนนั้นพยายามยกมือร้องขอไม่ให้ชายผู้นั้นกระทำเธอด้วยความป่าเถื่อนและโหดร้าย ไหว้วานขอให้เขาล้มเลิกความคิดที่แสนต่ำช้า และหยุดการกระทำเลวทรามที่คล้ายสัตว์นรก ทว่าชายผู้นั้นที่มีจิตใจเหี้ยมโหดผิดมนุษย์กลับไม่แม้แต่จะหยุดฟัง
‘ฮือ ขอ อึก ขอร้อง ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะนะ’
เธอพูดประโยคนั้นออกไปด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว บนใบหน้าเต็มไปด้วยหยดน้ำตาสีใสที่ไหลอาบแก้มจนเปรอะเปื้อน ขณะที่กลุ่มผมยุ่งเหยิงจากการถูกฉุดกระชากด้วยความป่าเถื่อน ไม่มีวินาทีไหนเลยที่เธอไม่รู้สึกเจ็บปวด แม้ในตอนนั้นจะมีสติเหลืออยู่บ้าง ทว่ากลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะปกป้องตัวเองได้ สิ่งที่หลิวไป๋ฮวาทำคือการนอนอยู่บนพื้นดินสกปรกที่เต็มไปด้วยเศษบุหรี่ และเศษอบายมุขต่าง ๆ ที่เกลื่อนอยู่เต็มพื้น
‘ฮะ ฮ่า ๆ’ เสียงหัวเราะดังขึ้นด้วยความบ้าคลั่ง ดวงตาเดรัจฉานกดต่ำลงมองใบหน้างดงามของหญิงสาวใต้ร่าง ที่ถึงแม้ว่าตอนนี้บนใบหน้าจะเปื้อนไปด้วยดินจากพื้น หรือแม้แต่คราบน้ำลายที่เขาถ่มลงใส่เสี้ยวหน้า แต่ก็ไม่อาจบดบังความงดงามนั้นเอาไว้ได้เลย เสียงร้องไห้ราวกับทรมานยังคงไม่จางหาย
ความหวาดกลัวคืบคลานเข้ามากัดกินจิตใจของหญิงสาวคนนี้อย่างไร้ซึ่งความปรานี ร่างกายสั่นสะท้าน ริมฝีปากขบเม้มจนได้เลือด ดวงตาคู่สวยสั่นไหวอย่างหนัก คล้ายกับว่าเธอกำลังหวาดกลัวจนถึงขีดสุด
‘จ้าวหนิงเซี่ยนี่ตาถึงเสียจริง ไม่เสียแรงที่เป็นถึงเมียเก็บเลขาธิการพรรคอย่างฉันคนนี้’
เพียงแค่บุคคลนั้นเปิดปากพูด ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้าง ชื่อของบุคคลที่สามที่เขาเอ่ยถึง คือชื่อของคนที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของหลิวไป๋ฮวา เพื่อนที่ปรารถนาดีต่อเธอ เพื่อนที่คอยช่วยเหลือเธอ
ไม่จริง ไม่มีทางที่จ้าวหนิงเซี่ยจะทำเช่นนี้กับเธอได้
‘ไม่…ฮึก ฮือ มะ ไม่จริง’ หญิงสาวกล่าวปฏิเสธ อีกทั้งส่ายหน้าไปมาอย่างคนที่ไม่กล้ายอมรับความจริง สิ่งที่เธอได้ยินคงไม่ใช่แน่ จ้าวหนิงเซี่ยไม่มีทางทำเช่นนั้นต่อเธอ
‘พูดสิ่งใดกัน หื้ม หน้าตางดงามเช่นนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดรอดอยู่ได้นานเช่นนี้”
จางไฉ่หง เลขาธิการพรรคหมู่บ้านในวัยกลางคนที่ชาวบ้านต่างนับหน้าถือตา แต่กลับไม่รู้เนื้อแท้ว่าเน่าเฟะมากเพียงใด ปลอมแปลงเปลือกนอกให้ดูเป็นบุคคลที่น่านับถือเพื่อปกปิดจิตใจอันโสมม คอยแต่จะหาเด็กสาวเพื่อตอบสนองตัณหาราคะที่ไม่รู้จักจบสิ้นของตัวเอง เขาย่อตัวลงนั่ง ใช้มืออันแสนสกปรกที่ทำเเต่เรื่องชั่วช้า สัมผัสปลายคางเลฏของหลิวไป๋ฮวา ที่ยิ่งมองใกล้ ๆ ก็ยิ่งงดงาม
‘อย่างนี้ จะต้องตกรางวัลให้จ้าวหนิงเซี่ยหนัก ๆ เสียแล้ว’