เฉินจิ้งเจียพยักหน้า“ใช่น่ะสิ นางไม่อยากให้ข้ากลับไปด้วยเพียงแต่ข้าไม่คิดฝันว่านางจะเคลื่อนไหวเร็วเช่นนี้”
นางเคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้อย่างนั้นหรือ?
เผยฉางชิงส่ายหน้า“ไม่แน่เสมอไป ที่ผ่านมาคุณหนูรองแสดงออกอย่างดีกับเจ้ามาตั้งหลายวันบางทีพวกนางอาจวางแผนนี้มานานแล้ว”
ได้ยินดังว่าเฉินจิ้งเจียเป็นอันขนลุกชันไปทั้งกายความสามารถเรื่องอื่นนั้นจ้าวอี๋เหนียงหาได้มีไม่แต่ความสามารถในการวางแผนต่อผู้คนนั้นกลับร้ายกาจเข้าขั้นชำนาญการเลยก็ว่าได้
“เช่นนั้นเช่นนั้นข้ารู้แล้วละ ระยะนี้ข้าจะระวังตัวให้ดี” เฉินจิ้งเจียเอ่ยก่อนหันหลังมาดหมายเร้นกาย
เผยฉางชิงที่อยู่ด้านหลังเองหาได้รั้งอีกฝ่ายกล่าวเพียงประโยคเดียว “เช่นนั้นเจ้าค่อยๆ ไปล่ะ”
คอยกระทั่งเฉินจิ้งเจียหันกลับไปอีกครั้งเผยฉางชิงก็เข้าห้องไปแล้ว แม้แต่เงาแผ่นหลังก็ไม่ทิ้งไว้ให้นางดูต่างหน้า
ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ เฉินจิ้งเจียถึงรู้สึกโมโหขึ้น ลอบกระทืบเท้าทีหนึ่ง ก่อนวิ่งเบาๆ จากไปทันที
แม้แต่หนานจือข้างกายยังมึนงงไปชั่วขณะทำได้เพียงเร่งฝีเท้าวิ่งตามเฉินจิ้งเจียให้ทัน
ทางเฉินอี้เหอที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จนั้นเดินออกมาด้วยความสบายตัว เตรียมพูดคุยกับเฉินจิ้งเจียเสียดิบดีหากแต่พอออกมาเจ้าตัวก็หายไปแล้ว
รอยยิ้มเขาแข็งทื่อค้างอยู่บนหน้าเอ่ยปากเรียกคนใช้ใกล้ตัวมา “คุณหนูใหญ่เล่า?”
คุณหนูใหญ่? คนใช้ผู้นั้นชะงักงันครู่หนึ่ง“เมื่อครู่คุณหนูใหญ่คุยกับคุณชายเผยเสร็จก็ไปเลยขอรับ”
หา? คุยกับเผยฉางชิง?
เฉินอี้เหอเพิ่งรู้ตัวว่าเฉินจิ้งเจียหาได้มาหาพี่ชายอย่างเขาผู้นี้แต่มาหาว่าที่สามีของนาง เจ้าบัณฑิตปวกเปียกนั่นต่างหาก
เมื่อครู่ดีอกดีใจมากเพียงใดบัดนี้โทสะก็มีมากเพียงนั้น เฉินอี้เหอก้มหน้า เอนตัวทรุดลงบนเก้าอี้ด้านข้างขณะกำลังโมโหกับตัวเอง ประตูห้องเผยฉางชิงกลับเปิดออก
เผยฉางชิงเดินออกมาดูจากอาภรณ์ที่เขาสวมใส่แล้วคล้ายกับว่าจะออกไปข้างนอกเฉินอี้เหอนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ได้ รีบหยัดกายปรี่เข้ามาทันที
“เผยฉางชิง!”เขาตะโกนเรียก
เผยฉางชิงที่เพิ่งก้าวเท้ามองเขาครู่หนึ่ง“ท่านแม่ทัพ มีธุระใดหรือขอรับ?”
“เจ้าจะไปข้างนอกหรือ?” ชายหนุ่มเอ่ยปากถาม ไม่คอยให้เผยฉางชิงทันตอบ เขาพลันพูดต่อทันใด“แม้บอกว่าการสอบไล่ยังเหลือเวลาอีกระยะหนึ่งแต่เจ้ามิอาจเอาเวลามาทิ้งเสียเปล่าเช่นนี้ได้ เจียเอ๋อร์ชอบเจ้ามิได้หมายความว่าตัวข้าที่เป็นพี่ชายจะยอมปล่อยเจ้าทำผิดโดยไม่ห้ามปรามได้”
กระทั่งเขาพูดจบเผยฉางชิงจึงพยักหน้ารับ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่กล่าวเตือนขอรับ”พูดจบก็เดินต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง
เฉินอี้เหอตะลึงค้างอยู่ที่เดิมไม่คาดคิดว่าเผยฉางชิงจะไม่สนใจคำพูดตนไปด้วยเช่นกัน!
เขาโมโหยิ่งนัก!จากนี้ต้องโดนหนักกว่าเดิมแน่!
ด้วยเหตุนี้เฉินอี้เหอจึงวิ่งไปยังเรือนเฉินจิ้งเจีย เจ้าเผยฉางชิงนี้ไม่ได้การแล้ว!เขาต้องโน้มน้าวน้องสาวให้คิดอีกทีให้ได้!
ครั้นเห็นเฉินอี้เหอมาเยือนเฉินจิ้งเจียรู้สึกประหลาดใจพอควร “ท่านพี่? มิใช่ว่าเราเพิ่งเจอกันก่อนหน้านี้หรือเจ้าคะ?ไฉนท่านถึงโผล่มาได้? มีธุระใดอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
คำพูดที่คิดสรรมาอย่างดีติดอยู่ปลายลิ้นหากแต่เฉินอี้เหอกลับมึนงงพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียวประหนึ่งเสียความทรงจำกะทันหันอย่างไรอย่างนั้น
จะว่าไปแล้วเผยฉางชิงถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ต่อให้วันนี้เขาออกไปข้างนอกทว่าเมื่อนึกถึงอนาคตแล้ว จำนวนครั้งที่เขาออกข้างนอกก็คงนับนิ้วได้กระทั่งว่าอาจออกไปแค่เพราะเจียเอ๋อร์หรือท่านพ่อเท่านั้น
ครั้นคิดเช่นนี้จิตใจอีกฝั่งของเฉินอี้เหอก็เอ่ยเสริมอีกว่า ช่างเถิดช่างเถิดถือว่าไว้หน้าเผยฉางชิงสักคราก็แล้วกัน!
“ไม่มีอะไรแค่มาดูเจ้าเฉยๆ” เฉินอี้เหอยิ้มพลางกล่าว ยื่นมือลูบผมเฉินจิ้งเจียก่อนตามนางเข้าห้องพักไป
ในด้านอื่นเฉินอี้เหอมิกล้าพูดได้เต็มปากว่าได้หากแต่เมื่อเป็นเรื่องของน้องสาวละก็เช่นนั้นเขาย่อมเป็นผู้ช่วยมือดีให้ได้อยู่แล้ว!
เขาเล่าข่าวคราวเรื่องราวยามตนอยู่ชายแดนให้ฟังหยอกล้อเฉินจิ้งเจียจนเรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายได้
ขณะบรรยากาศระหว่างทั้งสองคนกำลังไปด้วยดีทันใดนั้นท่าทีตลกขบขันของเฉินอี้เหอพลันแปรเปลี่ยนไปก่อนถูกแทนที่ด้วยสีหน้าคร่ำเคร่งเต็มประดา
ใบหูกระตุกชายหนุ่มพุ่งตัวกระโดดสูงหยัดยืนบนยอดหลังคา สายตามองเงาดำที่ค่อยๆ กลืนหายไปจิตใจเขาพลันกระตุกวูบลงทันที
เฉินจิ้งเจียตามออกมาเช่นกันเมื่อเห็นเฉินอี้เหอบนหลังคา จึงรีบเอ่ยถามไถ่ทันที “ท่านพี่ท่านมองอันใดอยู่เจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไร”เฉินอี้เหอตอบ จากนั้นจึงกระโดดลงมา
เขาอยากถามเฉินจิ้งเจียหากแต่ก็กลัวนางตกใจกลัวถึงอย่างไรนางก็เป็นแม่นางตัวน้อยที่อายุอานามเพิ่งย่างสิบห้าปีเท่านั้น
เขาอ้ำอึ้งพักหนึ่งทว่าเฉินจิ้งเจียหาได้โง่เขลา ทั้งที่เล่าเรื่องได้เพียงครู่เดียว จู่ๆเฉินอี้เหอก็พรวดพราดออกไปแบบนั้น
หากนางเดาไม่ผิดบางทีนั่นอาจเป็นคนของจ้าวอี๋เหนียง
นางพลันนึกถึงสายตาหลังฉากกั้นคู่นั้นขึ้นมาทั่วกายเป็นอันสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้
“มีคนลอบฟังอยู่บนหลังคาใช่หรือไม่เจ้าคะ?” เฉินจิ้งเจียถาม
เฉินอี้เหอมองเฉินจิ้งเจีย“ใช่แล้ว เมื่อครู่ข้ารู้สึกได้ว่ามีคนอยู่บนหลังคา ถึงได้คิดออกมาลองหยั่งเชิงแต่ข้ากลับเห็นแค่เงาของมันจากไปเท่านั้น”
มิใช่ว่าเขาไม่อยากตามไปแต่ก็กลัวว่านี่จะเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ หากฉวยโอกาสตอนเขาตามไปแล้วมีคนพาตัวเฉินจิ้งเจียไปอีกละก็...
เขาไม่กล้าคิดผลที่จะตามมาอีกต่อไปยอมทิ้งโอกาสในการตามตัวเจ้านั่นอย่างไรก็ต้องคุ้มกันความปลอดภัยของเฉินจิ้งเจียก่อนเป็นอันดับแรก
ครั้นคิดเช่นนี้เขายกมือเรียกองครักษ์ส่วนตัวเข้ามาสั่งการไม่กี่คำก่อนองครักษ์ผู้นั้นจะเร้นจากไป
ผ่านไปได้ไม่นานป๋อชางโหวก็รีนร้อนปรี่เข้ามา เห็นเฉินจิ้งเจียยังยืนอยู่ตรงนี้อย่างปลอดภัยจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“อี้เหอนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ป๋อชางโหวถาม
เฉินอี้เหอบอกเล่าเรื่องราวเมื่อครู่จนหมดเปลือก
บุรุษทั้งสองขมวดคิ้วยุ่งเป็นปมแต่กลับไม่มีคนใดคิดถามเฉินจิ้งเจียสักคน
ในสายตาของนางผู้มาเยือนนั้นต้องพุ่งเป้ามาที่จวนป๋อชางโหวอย่างแน่นอนพอรู้ว่าชายทั้งสองคนนี้ต่อกรด้วยไม่ได้ดังนั้นถึงได้เลือกลงมือกับเฉินจิ้งเจียแทน
“ข้าจะส่งทหารกลุ่มหนึ่งมาคอยคุ้มกันเรื่องนี้วางใจไม่ค่อยได้แล้ว” เฉินอี้เหอเอ่ย
บุรุษใหญ่ดั่งเช่นเขานั้นมีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าใคร เจ้าพวกนั้นย่อมไม่มีทางหาเรื่องเขาแน่จะให้เหล่าทหารคุ้มกันมาดูแลเขาก็คงเสียเปล่า
ป๋อชางโหวพยักหน้า“อี้เหอพูดถูก ข้ากลับไปแล้วจะให้พ่อบ้านส่งคนมาให้เจ้าเพราะหนานจือคนเดียวคงมิอาจดูแลทุกจุดได้”
ทั้งสองผลัดกันพูดผลัดกันคุยหารือว่าจะจัดแจงความปลอดภัยของเฉินจิ้งเจียที่นี่ได้อย่างไรท่าทางเข้มงวดประหนึ่งหารือเรื่องระดับชาติ
แม้นเฉินจิ้งเจียจะไม่ชอบให้มีคนมากมายตามประกบข้างกายตนทว่าเมื่อคิดถึงสภาพการณ์สองวันที่ผ่านมานี้ นางก็ตัดสินใจเก็บคำปฏิเสธกลับไป
“เจียเอ๋อร์เจ้าอาจต้องทนลำบากไปอีกสักพัก คอยกระทั่งงานพิธีของแม่เจ้าเสร็จสิ้นแล้วพวกเราจะรีบกลับจวนทันที!”
ยามนี้ป๋อชางโหวนึกตำหนิตัวเองไม่หยุดมัวแต่คิดเรื่องทำพิธีเพื่ออาเหยา แต่กลับละเลยความปลอดภัยของเจียเอ๋อร์ไปเสียได้
โชคดีที่เฉินอี้เหออยู่ที่นี่ด้วยเรื่องราวถึงมิได้เข้าขั้นร้ายแรง หากเจียเอ๋อร์ถูกคนทำร้ายเข้าเขาจะเอาอะไรไปสู้หน้าอาเหยาผู้ล่วงลับได้เล่า?
เฉินจิ้งเจียส่งทั้งสองที่หน้าประตูหากแต่พอประตูเปิด กลับเห็นเผยฉางชิงยืนอยู่หน้าประตูเขาสวมอาภรณ์เสื้อแขนยาวสีเขียว ในมือถือดอกยู่เหยียนช่อใหญ่ไว้