บทที่ 38
ความลับของด่านทดสอบที่หนึ่ง
หลังจากเอวาหายไป อัศวินเคราเงิน ถามขึ้นด้วยความสงสัย “นายน้อย เป็นศัตรูกับโมฮานเพื่อช่วยหญิงสาวที่ถูกตระกูลโบมอนทอดทิ้ง คุ้มกันด้วยหรือ?”
“คุ้มไม่คุ้ม บทสรุปจะบอกทุกอย่าง” พูดจบเขาเหลือบสายตามองไปยังนักรบโรห์การ์ ก่อนจะเน้นย้ำกับอีกฝ่าย “จับตาดูเขาไว้ให้ดี”
“ขอรับ นายน้อย”
จากนั้นเวิลด์ ได้นำขนนกออกมา ร่างของเขาหายเข้าไปในสุสานเป็นคนสุดท้าย
ทันทีที่เวิลด์เข้าสู่สุสาน เสียงประกาศแจ้งเตือนผู้ท้าชิงทั้งห้าก็ดังขึ้นพร้อมกัน
[เวลานี้มีผู้ท้าชิงถึงจำนวนที่กำหนดแล้ว หากผู้ท้าชิงไม่สามารถเอาชีวิตรอดไปได้เวทย์เคลื่อนย้ายจะดูดซับมานาชีวิตของทุกคนและทำการเทเลพอร์ตสุสานอีกครั้งหนึ่ง]
เอวาลองกวาดสายตามองหาต้นตอของเสียง แต่เธอก็ไม่พบอะไร
“จำนวนผู้ท้าชิงจำกัดทั้งหมดห้าคน นอกจากโมฮาน นานาที่เข้ามาก่อน คนสุดท้ายคงจะเป็นอีนิกม่า เวิลด์ หมายความว่าก่อนหน้านั้นยังมีอีกสองคนสินะและเป็นสองคนที่ไม่มีข้อมูลอีกด้วย”
เอวาเดินมาถึงหน้าถ้ำขนาดกลาง มองเข้าไปด้านในพบแต่ความมืด ไม่รู้เลยว่าสิ่งใดกำลังรออยู่ด้านใน หากจิตไม่แข็งพอคงจะไม่สามารถก้าวเข้าสู่ความมืดที่มีความกว้างไม่ถึงสองเมตรได้แน่ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมตะลุยด่านทดสอบแรกของเรียลเวอร์ซัส
เพียงแค่ก้าวแรก จิตใจของเอวารู้สึกถึงความหนักอึ้ง เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าปรับสภาพมานาในร่างไม่ให้ต่อต้านต่อกระแสเวทย์ที่อยู่รอบตัวและความมืดที่ไม่ปกติ
เอวาลองเคลื่อนมานาไปที่ดวงตาก็ไม่สามารถมองผ่านความมืดได้ ส่วนเลนส์พลังงานเวลานี้ก็ไม่สามารถใช้การได้เหมือนกัน
เอวาคิดที่จะจุดไฟ ใช้แสงนำทาง แต่เสียงของนกฮูกตัวน้อยดังขึ้นเตือนสติ
“อย่าเด็ดขาด กับดักในที่นี่ตอบสนองต่อพลังความร้อน” จากนั้นมันก็บินออกมาจากแขนเสื้อของเอวา แสงสีชมพูของคริสตัลเปล่งออกจากร่างกายพอให้เห็นเส้นทางอยู่รำไร
เนื่องจากมีนกฮูกน้อยนำทางประกอบกับแสงสว่างจากตัว ทำให้เอวาสามารถเดินอยู่บนเส้นทางที่สลับซับซ้อนได้เป็นปกติ “คุณนกฮูก ความสามารถของคุณมีประโยชน์มากจริงๆ”
“แน่ละสิ ไม่อย่างนั้นนักล่าดันเจี้ยนและพวกคนล่าสุสานจะบูชาข้าเสมือนเทพเจ้าหรือ?”
เอวายิ้มให้กับคำโอ้อวดของอีกฝ่ายและก้าวเดินไปอย่างมั่นคงตามหลังเจ้านกฮูกตัวน้อยไป เธอเข้าใจดีว่าตัวเองโชคดีที่มีดวงตาแห่งผู้พเนจร ไม่เช่นนั้น ความยากลำบากของเส้นทางคือความมืดที่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ไม่สามารถมองผ่านได้ หากยอมแพ้ต่อความมืดใช้แสงสว่างนำทาง ก็จะถูกโจมตีจากกับดักที่ซ่อนไว้ อีกทั้งเส้นทางที่กำลังเดินอยู่นั้น มีความสลับซับซ้อนคล้ายคลึงกับเขาวงกต การจะคลำทางออกไปจากความมืดนี้บางทีอาจต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว
เวลาผ่านไป ไม่ถึงสองชั่วโมง เอวาก็สามารถออกมาจากถ้ำและพบกับแสงสว่างอีกครั้ง พร้อมกันนั้นเสียงประกาศ ดังขึ้น
[ยินดีด้วย...คุณผ่านบททดสอบแรก หากต้องการไปยังบททดสอบที่สองให้ใช้พอร์ทัลตรงหน้า] สิ้นเสียงประกาศ เสาหินขนาดใหญ่ผุดขึ้นจากพื้นดิน
เอวาจ้องมองเสาเวทย์เคลื่อนย้ายและนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เจ้านกฮูกเห็นอีกฝ่ายไม่ขยับไปไหนจึงได้พูดขึ้น “จะไม่ไปด่านทดสอบที่สองหรือไง...หรือว่าเป็นเพราะข้าพาเจ้าผ่านบททดสอบเร็วไปหน่อยจึงเกิดความชะล่าใจขึ้นมา”
“พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังเวทย์ ครั้งแรกที่สัมผัส มันสามารถดึงดูดมานาในร่างของฉัน จนก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับรู้สึกผ่อนคลายและเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่ว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะสมแก่การขัดเกลามานาในร่างกายให้บริสุทธิ์และดูดซับเข้ามาในร่างเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งหรอกหรือ?”
นกฮูกน้อยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “เป็นอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ สถานที่แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยพลังเวทย์เป็นจำนวนมาก กระแสมานาเข้มข้นขนาดนี้คงจะมีแต่ในสุสานของเรียลเวอร์ซัสเท่านั้น แม้แต่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของพาราดินแห่งเทมพลาร์ก็ยังไม่อาจนำมาเทียบได้ แต่เดี๋ยวนะ!!! เหมือนข้าจะนึกอะไรออกแล้ว เรียลเวอร์ซัสเป็นที่รู้จักกันในนามผู้ใช้ดาบเวทย์ เขาสามารถใช้ได้ทั้งออร่าและเวทมนตร์ ความลับนั้นอาจเกิดจากการกลั้นมานาในร่างกายให้บริสุทธิ์จนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและมันยิ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขที่จำกัดให้ผู้ท้าทายสุสานอยู่ในขอบเขตไดรฟ์ระดับเงินอีกด้วย”
เอวาพูดสอดประสาน “ใช่แล้ว อาจารย์เคยบอกไว้ว่า มานาของนักสู้ระดับทองจะถูกเจือปนด้วยกระแสพลังแห่งธาตุ เพราะเหตุนี้หรือไม่ เงื่อนไขการเข้าสุสานจึงจำกัดไว้เฉพาะคนที่อยู่ในระดับเงินเท่านั้น”
“ใช่หรือไม่ใช่ ลองดูก็รู้เอง...แต่ว่าการกลั้นมานาในร่างกายให้บริสุทธิ์อย่างไรก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อเจ้าในอนาคตอย่างมหาศาล ถึงลองแล้วผิดก็ยังได้ประโยชน์อยู่ดี”
เอวาพยักหน้าขึ้นลง พร้อมกับนั่งลงกับพื้น “ฉันจะลองดู”
“ข้าพาเจ้าออกมาจากบททดสอบแรกเร็วกว่าคนทั่วไปประมาณสามถึงห้าวัน หากนับความเร็วของพวกที่เข้ามาก่อนหน้านั้น ไม่เร็วไม่ช้าเกินไปเจ้ามีเวลาประมาณห้าถึงเจ็ดวัน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคนที่รั้งท้ายสุด”
ไม่ผิดไปจากที่เอวาคาดการณ์เอาไว้เลย สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นจากการรวบรวมอาร์ติแฟกต์ระดับสูงจำนวนมากมาสร้างเป็นสุสาน อีกทั้งยังได้รับการบ่มเพาะด้วยกระแสมานานมาหลายร้อยปี ความหนาแน่นของมานาจึงมีมากกว่าโลกภายนอกถึงหนึ่งร้อยเท่า แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าหรือถ้ำที่เอวาเดินผ่านมา พวกมันไม่ได้เกิดจากธรรมชาติแต่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มก้อนมานาจนกลายเป็นรูปร่างเสมือนธรรมชาติที่งดงาม