กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนมหัศจรรย์นาม “เนเวอร์แลนด์” เมืองแห่งความสุขที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะได้ยินเสียงหัวเราะของทุกคน แต่คงไม่ใช่วันนี้ เพราะว่าความโศกเศร้านั้นได้มาเยือนถึงตัวเ้าของแห่งเสียงหัวเราะนั้นเข้าเสียแล้ว“ทิงค์!!!!!ไม่!!!!!” เสียงอันแหบแห้งของเขาที่กำลังร้องะโให้กับร่างน้อยๆที่นอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของเขานั้นเรียกน้ำตาให้กับเด็กคนอื่นๆในเนเวอร์แลนด์เป็อย่างดี ทุกคนมองหน้าและท่าทางของปีเตอร์ เด็กชายที่บินได้นั้นอย่างสงสารด้วยหัวใจที่หวาดหวั่นเล็กน้อย “ทำไม....ทำไมเธอถึงต้องจากฉันไปด้วย...ทิงค์!!!!” ปีเตอร์ยังคงะโเสียงดังก่อนที่ร่างสว่างของหญิงชรานางหนึ่งจะเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉย“มันถึงเวลาแล้วปีเตอร์ ถึงเวลาของการเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว” เธอกล่าวพลางมองดวงตาสีฟ้าของปีเตอร์แพนที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าโศก..“ถึงเวลาที่ลูกจะต้องทำตัวเป็ผู้ใหญ่ได้แล้วนะ เอ็มม่า” เสียงดุของพ่อทำให้ร่างของหญิงสาวตัวเล็กนั้นถึงกับชะงักไปก่อนที่จะทำหน้านิ่วคิ้วขมวด“ทำตัวเป็ผู้ใหญ่?แต่หนูยังเด็กอยู่เลยนะคะพ่อ” เธอกล่าวตอบพลางทำท่าทางโอดครวญ“ปีนี้ลูกก็อายุสิบห้าแล้ว ไม่เด็กแล้วนะเอ็มม่า ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปลูกจะต้องนอนแยกห้องจากพวกน้องๆ โอเคมั้ย?” คนเป็พ่อกล่าวพลางมองหน้าของลูกสาวหวังว่าเธอจะตอบรับอย่างเด็กหญิงทั่วไปที่เชื่อฟังพ่อของตน แต่....“ไม่!!หนูไม่แยก!!” แต่หญิงสาวกลับะโขึ้นมาก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปจากพ่อที่ยืนมองลูกสาวของตัวเองด้วยท่าทางอึ้งๆอยู่คนเดียว“อ..เอ็มม่า!!!! ทำไมถึงได้ดื้อแบบนี้นะ!!กลับมาด้วยนี้เลยนะ!!” เขาะโพลางวิ่งไล่ตามร่างเล็กของลูกสาวไปแต่ก็หาเจอไม่ เพราะว่าความสามารถพิเศษของเอ็มม่าอย่างหนึ่งที่พ่อเธอเองก็ยังไม่รู้ก็คือ เธอเล่นซ่อนหาเก่งที่สุด “โธ่เอ้ย...หายไปไหนนะ อย่าให้จับได้นะ พ่อจะบ่นให้หูเปียกหูแฉะเลยคอยดู” เขากล่าวก่อนที่จะยอมแพ้แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยอารมณ์บูดเล็กน้อย“ฮิๆ พ่อไม่รู้อะไรซะแล้วว่าเอ็มม่าน่ะเล่นซ่อนหาเก่งขนาดไหน” เธอกล่าวพลางยิ้มร่าอย่างมีความสุข“นี่ๆได้ยินข่าวเื่ทิงค์เกอร์เบลหรือเปล่า?” เสียงเล็กๆนั้นเรียกความสนใจของเอ็มม่าไปทันที เอ็มม่าหันไปมองทางต้นเสียงก่อนที่จะไปเห็นเหล่าแมลงตัวเล็กๆที่มีร่างกายแบบมนุษย์แบบสมบูรณ์แต่แค่มีปีกแบบแมลงงอกออกมา เธอมองตาค้างก่อนที่จะค่อยๆคลานเข่าเข้าไปหาสิ่งนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยความตื่นเต้น“ที่ว่าเธอตายเพราะลิขิตจันทรานั่นน่ะเหรอ?” เสียงเล็กอีกเสียงหนึ่งถามต่อก่อนที่สายตาของเธอจะสบเข้ากับดวงตาของเด็กหญิงที่กำลังจ้องมองพวกเธอด้วยใบหน้าที่สุดแสนจะตื่นเต้น“ว้าว!!!” เอ็มม่าส่งเสียงอุทานแล้วกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบเหล่าสิ่งแปลกประหลาดทั้งสองนั้น“ไม่นะ!!!” หนึ่งในแมลงประหลาดนั้นกล่าวขึ้นก่อนที่จะเผลอปล่อยผงบางอย่างเข้าใส่ร่างของเอ็มม่าเข้าอย่างจังและนั่นทำให้เอ็มม่าสลบไปในที่สุด“พรึ่บ!!!”“นี่เธอทำอะไรลงไป?นั่นมันผงพิกซี่สำหรับทิงค์เกอร์เบลคนใหม่นะ” หนึ่งในนั้นกล่าวถามเพื่อนของเธอด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก“ก็ฉันในี่นา ก็เด็กคนนี้จะฆ่าพวกเรานี่” เธอกล่าวพลางทำสีหน้าบูดเบี้ยว“แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ?จะเอาเด็กคนนี้ไปให้ปีเตอร์แล้วบอกว่าเป็ทิงค์เกอร์เบลคนใหม่เลยดีมั้ย?” เธอถามพลางทำสีหน้าภูมิใจกับความคิดตัวเองอย่างมาก“อย่าโง่น่า คนที่จะเป็ทิงค์เกอร์เบลได้น่ะจะต้องได้รับเลือกจากผงพิกซี่วิเศษนั่นเท่านั้น ถ้าหากไม่ใช่เดี๋ยวอีกไม่นานประกายระยิบระยับนั่นก็จะหลุดหายไปเองนั่นแหละแล้วอีกอย่างหนึ่งนะ เด็กคนนี้ยังอายุไม่ถึงสิบแปดปี มันผิดกฎจำไม่ได้หรือไง?” เธอกล่าวถามพลางทำท่าเครียดใส่เพื่อนของตน“อ่อ...ฉันลืมน่ะ ก็ฉันเป็นางฟ้าแห่งการลบความทรงจำนี่นา” เธอกล่าวพลางยิ้มแหย“เป็นางฟ้าแห่งการลบความทรงจำก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะต้องลืมเื่พวกนี้ไปด้วยนะ กลับกันเถอะแล้วบอกปีเตอร์ไปว่าผงพิกซี่ถูกโจรขโมยไป” เธอกล่าวแล้วกำลังจะสยายปีกบินออกไป“เอ๋?ถ้าทำอย่างนั้นแล้วตำแหน่งทิงค์เกอร์เบลล่ะ?ปีเตอร์แพนจะขาดทิงค์เกอร์เบลไม่ได้นะ” เธอกล่าวพลางทำท่าทางวิตกกังวล“ก็ไม่เห็นจะเป็อะไรเลยนี่ ถึงจะไม่มีทิงค์เกอร์เบลปีเตอร์ก็ยังมีพวกเราอยู่ แค่แฟรี่ตัวเล็กๆตนเดียวหายไปมันคงไม่เป็อะไรมากหรอก” เธอกล่าวก่อนที่จะบินไปโดยไม่รอเพื่อนของตัวเองเลย“มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้นะ” เธอกล่าวก่อนที่จะหันกลับมามองร่างของเด็กสาวแล้วเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆก่อนที่จะตัดสินใจทาบมือของตัวเองลงไปบนศีรษะของเอ็มม่าเบาๆ“อย่าเป็อะไรนะเด็กน้อย ขอให้ปลอดภัย ขอให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรงและในอนาคตขอให้เธอได้เจอกับคู่แท้ของเธอด้วยนะจ๊ะ” เธอกล่าวให้พรก่อนที่จะบินแล้วหายตัวไปโดยที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าพรประกาศิตที่เธอมอบให้กับเอ็มม่านั้นมันกำลังจะมาสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกเนเวอร์แลนด์สามปีต่อมา“เอาล่ะจ้ะเด็กๆมานั่งตรงนี้กันก่อนนะจ๊ะแล้วเดี๋ยวพี่จะอ่านนิทานให้ฟัง” เสียงใสกับใบหน้าสวยนั้นพูดขึ้นทำให้เด็กๆทุกคนทีกำลังนั่งเล่นกันอยู่นั้นถึงกับหูผึ่งกันทันทีเมื่อได้ยืนคำว่านิทาน เด็กๆรีบวิ่งมานั่งกันอย่างเป็ระเบียบพลางมองหน้าของเธอด้วยดวงตาแสนจะสดใส“แล้วนี่พี่เอ็มม่าไปไหนแล้วล่ะฮะ?ถ้าไม่มีพี่เอ็มม่าการเล่านิทานก็ไม่สนุกน่ะสิ” เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นพลางมองไปรอบๆเพื่อหาหญิงสาวที่เขาพูดถึง“วันนี้พี่เอ็มม่าไม่ค่อยสบายน่ะจ้ะ เลยไม่ได้มา ไม่เป็ไรเนอะ เราเล่ากันแค่นี้ก็ได้เนอะ?” เธอกล่าวพลางยิ้มอ่อนออกมา“น่าเสียดายจัง พี่เอ็มม่าร้องเพลงกับเล่านิทานเื่ปีเตอร์ แพน สนุกเสียด้วยสิ” เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นมาพลางทำสีหน้าบูดเบี้ยว“ไม่เป็ไรนะจ๊ะ เดี๋ยวคราวหน้าพวกหนูจะได้ฟังนิทานจากพี่เอ็มม่าแน่นอนจ้ะ แต่ว่าตอนนี้..เรามาฟังนิทานเื่ใหม่กันดีกว่าเนอะ?” เธอกล่าวพลางหยิบหนังสือนิทานเล่มใหม่ขึ้นมาทำให้เด็กๆยิ้มร่าขึ้นมาได้เล็กน้อย ส่วนทางด้านเอ็มม่านั้น...“หนูบอกพ่อแล้วไงว่ามันยังไม่ถึงเวลา หนูเพิ่งจะอายุ18เองนะคะ จะให้แต่งงานตอนนี้เนี่ยนะ ไม่เร็วไปหน่อยหรือไงคะ?” เอ็มม่าพูดพลางมองหน้าพ่อของเธอที่แก่ลงไปมากเลยทีเดียว“เอ็มม่า นี่ลูกไม่รู้สถานการณ์ทางการเงินของบ้านเราเลยหรือไง?เราไม่เหลืออะไรแล้ว เข้าใจมั้ย? ไม่เหลืออะไรเลย ถ้าลูกไม่แต่งกับคุณชายอิริคคนนี้เราจะต้องอดตาย ต้องไปเดินขอเศษอาหารคนกินที่ข้างถนน ลูก้าอย่างนั้นงั้นเหรอ?” คนเป็พ่อถามพลางมองตาของเอ็มม่าด้วยความดุดัน“ค่ะ ถ้ามันจะทำให้พ่อรู้จักคำว่าสิทธิส่วนบุคคลขึ้นมาบ้าง” เอ็มม่าบอกก่อนที่จะเดินผ่านร่างของคนเป็พ่อไปทันที“เอ็มม่า!!!ลูกไม่คิดว่าแม่เขาจะเสียใจเลยใช่มั้ยที่ลูกไม่เชื่อฟังพ่อแบบนี้?” เขาพูดขึ้นทำให้ร่างของเอ็มม่าหยุดชะงักไป เธอกำหมัดแน่นก่อนที่จะหันหลังกลับมามองหน้าพ่อของตัวเองด้วยใบหน้าที่ยากจะคุมอารมณ์ไว้ได้“เื่ของหนูมันเล็กไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเื่ของพ่อ” เธอกล่าวก่อนที่จะเดินจากไปโดยไม่คิดที่จะหันหลังกลับไปมองคนเป็พ่อเลยแม้แต่น้อย“เหอะ!แต่งงานงั้นเหรอ?ฉันยังไม่ทันจะได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นให้เต็มที่เลย จะบ้าหรือไง?แล้วไอ้คุณชายบ้าอะไรนั่นมันเป็คนยังไงฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำจะไปแต่งได้ยังไง ให้เป็เพื่อนยังยากเลย พ่อนะพ่อ ให้ทำอะไรก็ไม่รู้ไม่เคยเห็นใจกันบ้างเลย” เธอพูดพลางเตะก้อนหินก้อนดินไปมาด้วยความโมโห“ถ้าจะอดตายก็อดตายกันไปทั้งคู่นี่แหละ ดีกว่าต้องขายตัวไปให้ไอ้พวกคนรวยบ้าๆนั่น” เธอพูดพลางกำหมัดแน่น“อ๊ะ?เอ็มม่า?มาแล้วเหรอจ๊ะ?” เสียงใสของหญิงสาวคนหนึ่งทำให้เอ็มม่าเลิกคิ้วขมวดก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปหาร่างของหญิงสาวคนนั้นด้วยรอยยิ้ม“พี่โรส!!” เธอกล่าวพลางกอดรัดร่างของหญิงสาวคนนั้นแน่น“ทำไมกลับมาเร็วจัง ไหนบอกว่าวันนี้มีนัดคุยเื่สำคัญกับพ่อไม่ใช่เหรอ?” เธอคนนั้นถามพลางมองหน้าของเอ็มม่า“เฮ้อ...อย่าไปพูดถึงมันเลยพี่ พูดแล้วยังโมโหไม่หายเลย พ่ออะไรจะขายลูกตัวเองแลกเงิน” เอ็มม่ากล่าวพลางทำหน้ามุ่ย“เอาน่าๆอย่ามัวแต่อารมณ์เสียเลย เด็กๆรอเธออ่านนิทานให้ฟังอยู่นะ” โรสกล่าวพลางยิ้มแย้ม“งั้นเหรอคะ?งั้นจะรออะไรล่ะคะ เราไปกันเถอะค่ะ หนูอยากจะเล่านิทานกับร้องเพลงให้พวกเขาฟังแล้ว” เธอกล่าวพลางยิ้มก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปในสถานเด็กสงเคราะห์แล้วทันใดนั้นเองประกายระยิบระยับอะไรบางอย่างมันก็ส่องประกายออกมาจากจากตัวเธอ โรสเบิกตากว้างก่อนที่จะขยี้ตาของตัวเองเบาๆแล้วพูดขึ้น“สงสัยพักนี้จะเหนื่อยมากเกินไปหน่อย เห็นภาพหลอนเสียได้”
กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนมหัศจรรย์นาม “เนเวอร์แลนด์”เมืองแห่งความสุขที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะได้ยินเสียงหัวเราะของทุกคน แต่คงไม่ใช่วันนี้เพราะว่าความโศกเศร้านั้นได้มาเยือนถึงตัวเ้าของแห่งเสียงหัวเราะนั้นเข้าเสียแล้ว
“ทิงค์!!!!!ไม่!!!!!”เสียงอันแหบแห้งของเขาที่กำลังร้องะโให้กับร่างน้อยๆที่นอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของเขานั้นเรียกน้ำตาให้กับเด็กคนอื่นๆในเนเวอร์แลนด์เป็อย่างดีทุกคนมองหน้าและท่าทางของปีเตอร์ เด็กชายที่บินได้นั้นอย่างสงสารด้วยหัวใจที่หวาดหวั่นเล็กน้อย
“ทำไม....ทำไมเธอถึงต้องจากฉันไปด้วย...ทิงค์!!!!”ปีเตอร์ยังคงะโเสียงดังก่อนที่ร่างสว่างของหญิงชรานางหนึ่งจะเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉย
“มันถึงเวลาแล้วปีเตอร์ถึงเวลาของการเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว”เธอกล่าวพลางมองดวงตาสีฟ้าของปีเตอร์แพนที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าโศก
.
.
“ถึงเวลาที่ลูกจะต้องทำตัวเป็ผู้ใหญ่ได้แล้วนะเอ็มม่า”เสียงดุของพ่อทำให้ร่างของหญิงสาวตัวเล็กนั้นถึงกับชะงักไปก่อนที่จะทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ทำตัวเป็ผู้ใหญ่?แต่หนูยังเด็กอยู่เลยนะคะพ่อ”เธอกล่าวตอบพลางทำท่าทางโอดครวญ
“ปีนี้ลูกก็อายุสิบห้าแล้วไม่เด็กแล้วนะเอ็มม่า ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปลูกจะต้องนอนแยกห้องจากพวกน้องๆโอเคมั้ย?” คนเป็พ่อกล่าวพลางมองหน้าของลูกสาวหวังว่าเธอจะตอบรับอย่างเด็กหญิงทั่วไปที่เชื่อฟังพ่อของตนแต่....
“ไม่!!หนูไม่แยก!!”แต่หญิงสาวกลับะโขึ้นมาก่อนที่จะรีบวิ่งหนีไปจากพ่อที่ยืนมองลูกสาวของตัวเองด้วยท่าทางอึ้งๆอยู่คนเดียว
“อ..เอ็มม่า!!!!ทำไมถึงได้ดื้อแบบนี้นะ!!กลับมาด้วยนี้เลยนะ!!”เขาะโพลางวิ่งไล่ตามร่างเล็กของลูกสาวไปแต่ก็หาเจอไม่เพราะว่าความสามารถพิเศษของเอ็มม่าอย่างหนึ่งที่พ่อเธอเองก็ยังไม่รู้ก็คือเธอเล่นซ่อนหาเก่งที่สุด
“โธ่เอ้ย...หายไปไหนนะอย่าให้จับได้นะ พ่อจะบ่นให้หูเปียกหูแฉะเลยคอยดู”เขากล่าวก่อนที่จะยอมแพ้แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยอารมณ์บูดเล็กน้อย
“ฮิๆ พ่อไม่รู้อะไรซะแล้วว่าเอ็มม่าน่ะเล่นซ่อนหาเก่งขนาดไหน”เธอกล่าวพลางยิ้มร่าอย่างมีความสุข
“นี่ๆได้ยินข่าวเื่ทิงค์เกอร์เบลหรือเปล่า?”เสียงเล็กๆนั้นเรียกความสนใจของเอ็มม่าไปทันที เอ็มม่าหันไปมองทางต้นเสียงก่อนที่จะไปเห็นเหล่าแมลงตัวเล็กๆที่มีร่างกายแบบมนุษย์แบบสมบูรณ์แต่แค่มีปีกแบบแมลงงอกออกมาเธอมองตาค้างก่อนที่จะค่อยๆคลานเข่าเข้าไปหาสิ่งนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยความตื่นเต้น
“ที่ว่าเธอตายเพราะลิขิตจันทรานั่นน่ะเหรอ?”เสียงเล็กอีกเสียงหนึ่งถามต่อก่อนที่สายตาของเธอจะสบเข้ากับดวงตาของเด็กหญิงที่กำลังจ้องมองพวกเธอด้วยใบหน้าที่สุดแสนจะตื่นเต้น
“ว้าว!!!” เอ็มม่าส่งเสียงอุทานแล้วกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบเหล่าสิ่งแปลกประหลาดทั้งสองนั้น
“ไม่นะ!!!” หนึ่งในแมลงประหลาดนั้นกล่าวขึ้นก่อนที่จะเผลอปล่อยผงบางอย่างเข้าใส่ร่างของเอ็มม่าเข้าอย่างจังและนั่นทำให้เอ็มม่าสลบไปในที่สุด
“พรึ่บ!!!”
“นี่เธอทำอะไรลงไป?นั่นมันผงพิกซี่สำหรับทิงค์เกอร์เบลคนใหม่นะ”หนึ่งในนั้นกล่าวถามเพื่อนของเธอด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“ก็ฉันในี่นาก็เด็กคนนี้จะฆ่าพวกเรานี่” เธอกล่าวพลางทำสีหน้าบูดเบี้ยว
“แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ?จะเอาเด็กคนนี้ไปให้ปีเตอร์แล้วบอกว่าเป็ทิงค์เกอร์เบลคนใหม่เลยดีมั้ย?”เธอถามพลางทำสีหน้าภูมิใจกับความคิดตัวเองอย่างมาก
“อย่าโง่น่าคนที่จะเป็ทิงค์เกอร์เบลได้น่ะจะต้องได้รับเลือกจากผงพิกซี่วิเศษนั่นเท่านั้นถ้าหากไม่ใช่เดี๋ยวอีกไม่นานประกายระยิบระยับนั่นก็จะหลุดหายไปเองนั่นแหละแล้วอีกอย่างหนึ่งนะเด็กคนนี้ยังอายุไม่ถึงสิบแปดปี มันผิดกฎจำไม่ได้หรือไง?”เธอกล่าวถามพลางทำท่าเครียดใส่เพื่อนของตน
“อ่อ...ฉันลืมน่ะก็ฉันเป็นางฟ้าแห่งการลบความทรงจำนี่นา” เธอกล่าวพลางยิ้มแหย
“เป็นางฟ้าแห่งการลบความทรงจำก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะต้องลืมเื่พวกนี้ไปด้วยนะกลับกันเถอะแล้วบอกปีเตอร์ไปว่าผงพิกซี่ถูกโจรขโมยไป”เธอกล่าวแล้วกำลังจะสยายปีกบินออกไป
“เอ๋?ถ้าทำอย่างนั้นแล้วตำแหน่งทิงค์เกอร์เบลล่ะ?ปีเตอร์แพนจะขาดทิงค์เกอร์เบลไม่ได้นะ”เธอกล่าวพลางทำท่าทางวิตกกังวล
“ก็ไม่เห็นจะเป็อะไรเลยนี่ถึงจะไม่มีทิงค์เกอร์เบลปีเตอร์ก็ยังมีพวกเราอยู่ แค่แฟรี่ตัวเล็กๆตนเดียวหายไปมันคงไม่เป็อะไรมากหรอก”เธอกล่าวก่อนที่จะบินไปโดยไม่รอเพื่อนของตัวเองเลย
“มันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้นะ”เธอกล่าวก่อนที่จะหันกลับมามองร่างของเด็กสาวแล้วเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆก่อนที่จะตัดสินใจทาบมือของตัวเองลงไปบนศีรษะของเอ็มม่าเบาๆ
“อย่าเป็อะไรนะเด็กน้อยขอให้ปลอดภัย ขอให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรงและในอนาคตขอให้เธอได้เจอกับคู่แท้ของเธอด้วยนะจ๊ะ”เธอกล่าวให้พรก่อนที่จะบินแล้วหายตัวไปโดยที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าพรประกาศิตที่เธอมอบให้กับเอ็มม่านั้นมันกำลังจะมาสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกเนเวอร์แลนด์
สามปีต่อมา
“เอาล่ะจ้ะเด็กๆมานั่งตรงนี้กันก่อนนะจ๊ะแล้วเดี๋ยวพี่จะอ่านนิทานให้ฟัง”เสียงใสกับใบหน้าสวยนั้นพูดขึ้นทำให้เด็กๆทุกคนทีกำลังนั่งเล่นกันอยู่นั้นถึงกับหูผึ่งกันทันทีเมื่อได้ยืนคำว่านิทานเด็กๆรีบวิ่งมานั่งกันอย่างเป็ระเบียบพลางมองหน้าของเธอด้วยดวงตาแสนจะสดใส
“แล้วนี่พี่เอ็มม่าไปไหนแล้วล่ะฮะ?ถ้าไม่มีพี่เอ็มม่าการเล่านิทานก็ไม่สนุกน่ะสิ”เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นพลางมองไปรอบๆเพื่อหาหญิงสาวที่เขาพูดถึง
“วันนี้พี่เอ็มม่าไม่ค่อยสบายน่ะจ้ะเลยไม่ได้มา ไม่เป็ไรเนอะ เราเล่ากันแค่นี้ก็ได้เนอะ?” เธอกล่าวพลางยิ้มอ่อนออกมา
“น่าเสียดายจังพี่เอ็มม่าร้องเพลงกับเล่านิทานเื่ปีเตอร์ แพน สนุกเสียด้วยสิ” เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นมาพลางทำสีหน้าบูดเบี้ยว
“ไม่เป็ไรนะจ๊ะเดี๋ยวคราวหน้าพวกหนูจะได้ฟังนิทานจากพี่เอ็มม่าแน่นอนจ้ะแต่ว่าตอนนี้..เรามาฟังนิทานเื่ใหม่กันดีกว่าเนอะ?”เธอกล่าวพลางหยิบหนังสือนิทานเล่มใหม่ขึ้นมาทำให้เด็กๆยิ้มร่าขึ้นมาได้เล็กน้อยส่วนทางด้านเอ็มม่านั้น...
“หนูบอกพ่อแล้วไงว่ามันยังไม่ถึงเวลาหนูเพิ่งจะอายุ18เองนะคะจะให้แต่งงานตอนนี้เนี่ยนะ ไม่เร็วไปหน่อยหรือไงคะ?”เอ็มม่าพูดพลางมองหน้าพ่อของเธอที่แก่ลงไปมากเลยทีเดียว
“เอ็มม่านี่ลูกไม่รู้สถานการณ์ทางการเงินของบ้านเราเลยหรือไง?เราไม่เหลืออะไรแล้ว เข้าใจมั้ย?ไม่เหลืออะไรเลย ถ้าลูกไม่แต่งกับคุณชายอิริคคนนี้เราจะต้องอดตายต้องไปเดินขอเศษอาหารคนกินที่ข้างถนน ลูก้าอย่างนั้นงั้นเหรอ?”คนเป็พ่อถามพลางมองตาของเอ็มม่าด้วยความดุดัน
“ค่ะถ้ามันจะทำให้พ่อรู้จักคำว่าสิทธิส่วนบุคคลขึ้นมาบ้าง” เอ็มม่าบอกก่อนที่จะเดินผ่านร่างของคนเป็พ่อไปทันที
“เอ็มม่า!!!ลูกไม่คิดว่าแม่เขาจะเสียใจเลยใช่มั้ยที่ลูกไม่เชื่อฟังพ่อแบบนี้?”เขาพูดขึ้นทำให้ร่างของเอ็มม่าหยุดชะงักไปเธอกำหมัดแน่นก่อนที่จะหันหลังกลับมามองหน้าพ่อของตัวเองด้วยใบหน้าที่ยากจะคุมอารมณ์ไว้ได้
“เื่ของหนูมันเล็กไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเื่ของพ่อ”เธอกล่าวก่อนที่จะเดินจากไปโดยไม่คิดที่จะหันหลังกลับไปมองคนเป็พ่อเลยแม้แต่น้อย
“เหอะ!แต่งงานงั้นเหรอ?ฉันยังไม่ทันจะได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นให้เต็มที่เลยจะบ้าหรือไง?แล้วไอ้คุณชายบ้าอะไรนั่นมันเป็คนยังไงฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำจะไปแต่งได้ยังไงให้เป็เพื่อนยังยากเลย พ่อนะพ่อ ให้ทำอะไรก็ไม่รู้ไม่เคยเห็นใจกันบ้างเลย”เธอพูดพลางเตะก้อนหินก้อนดินไปมาด้วยความโมโห
“ถ้าจะอดตายก็อดตายกันไปทั้งคู่นี่แหละดีกว่าต้องขายตัวไปให้ไอ้พวกคนรวยบ้าๆนั่น” เธอพูดพลางกำหมัดแน่น
“อ๊ะ?เอ็มม่า?มาแล้วเหรอจ๊ะ?”เสียงใสของหญิงสาวคนหนึ่งทำให้เอ็มม่าเลิกคิ้วขมวดก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปหาร่างของหญิงสาวคนนั้นด้วยรอยยิ้ม
“พี่โรส!!”เธอกล่าวพลางกอดรัดร่างของหญิงสาวคนนั้นแน่น
“ทำไมกลับมาเร็วจังไหนบอกว่าวันนี้มีนัดคุยเื่สำคัญกับพ่อไม่ใช่เหรอ?” เธอคนนั้นถามพลางมองหน้าของเอ็มม่า
“เฮ้อ...อย่าไปพูดถึงมันเลยพี่พูดแล้วยังโมโหไม่หายเลย พ่ออะไรจะขายลูกตัวเองแลกเงิน”เอ็มม่ากล่าวพลางทำหน้ามุ่ย
“เอาน่าๆอย่ามัวแต่อารมณ์เสียเลยเด็กๆรอเธออ่านนิทานให้ฟังอยู่นะ” โรสกล่าวพลางยิ้มแย้ม
“งั้นเหรอคะ?งั้นจะรออะไรล่ะคะเราไปกันเถอะค่ะ หนูอยากจะเล่านิทานกับร้องเพลงให้พวกเขาฟังแล้ว”เธอกล่าวพลางยิ้มก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปในสถานเด็กสงเคราะห์แล้วทันใดนั้นเองประกายระยิบระยับอะไรบางอย่างมันก็ส่องประกายออกมาจากจากตัวเธอโรสเบิกตากว้างก่อนที่จะขยี้ตาของตัวเองเบาๆแล้วพูดขึ้น
“สงสัยพักนี้จะเหนื่อยมากเกินไปหน่อยเห็นภาพหลอนเสียได้”