ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 ควรพระราชทานสมรส

            หลี่จิ่งหนานวางกล่องไม้ในมือลงบนโต๊ะเปิดออก เผยให้เห็นสบู่สามก้อนที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่ภายใน

            “นี่คือ...” ไทเฮาที่ยังเยาว์เผยสีหน้าสงสัย

            สิ่งที่อยู่ตรงหน้าดูคล้ายขนมหวานมีสีสันชวนมองและเนื้อเนียน แต่กลับไม่มีกลิ่นอายของอาหารอย่างที่ควรจะเป็น

            “นี่คือสบู่ก้อนที่ปรับปรุงใหม่เหมาะสำหรับใช้ล้างหน้าและอาบน้ำ ไม่เพียงแต่จะล้างทำความสะอาดได้อย่างหมดจด แต่ยังช่วยบำรุงผิวอีกด้วย”ในดวงตาของหลี่จิ่งหนานฉายแววแห่งรอยยิ้มและความภาคภูมิใจ ราวกับว่าสบู่เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำขึ้นมาเอง

            เขายื่นสบู่น้ำผึ้งก้อนหนึ่งให้เจิ้งซูเหวิน“เสด็จแม่ลองใช้ก้อนนี้ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ฤดูร้อนใช้แล้วจะรู้สึกสดชื่นมาก”

            เจิ้งซูเหวินรับมาไว้ในมือเมื่อได้สัมผัสสบู่ทำมือทรงสี่เหลี่ยมเช่นนี้ ก็รู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก

            นางถือมันขึ้นมาสูดดมเบาๆก็ได้กลิ่นหอมหวานจางๆ ของน้ำผึ้ง นี่ใส่น้ำผึ้งเข้าไปจริงๆ หรือ?

            “ดูเผินๆ ก็นับว่าไม่เลว”แม้ยังไม่เคยใช้ แต่ในเมื่อเขาตั้งใจนำมามอบให้ จึงไม่อยากทำให้เขาเสียน้ำใจ

            หลี่จิ่งหนานกล่าวกับนางกำนัลที่คอยรับใช้ว่า“ไปเอาอ่างน้ำมาให้ข้าทีสิ”

            ผ่านไปไม่นานนางกำนัลก็ยกอ่างน้ำอันหนึ่งเข้ามา

            อ่างนี้เป็นอ่างไม้สนหอมประดับทองคำน้ำในอ่างเป็นน้ำจากน้ำพุภูเขาที่เย็นชื่น ทุกสิ่งทุกอย่างในวังหลวงล้วนเป็นของที่ดีที่สุดแม้แต่สิ่งเล็กน้อยก็ตาม

            หลี่จิ่งหนานนำสบู่ไปชุบน้ำถูเบาๆ จนเกิดฟองสีขาวนวลละเอียด แล้วสาธิตวิธีการใช้งานรอบหนึ่ง

            ความจริงแล้ววิธีใช้ก็ไม่ต่างจากสบู่ก้อนแบบเดิมเพียงแต่ฟองละเอียดกว่า อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกก็สวยงามน่าใช้ยิ่งนัก จึงทำให้ดูแตกต่างออกไป

            เจิ้งซูเหวินมองแล้วก็ชอบใจอารมณ์ของนางจึงดีขึ้นมาก

            หลี่จิ่งหนานเช็ดมือที่ล้างเสร็จแล้วจนสะอาดยื่นไปตรงหน้านาง “เสด็จแม่ดูสิ ขาวสะอาดขึ้นมากเลยใช่หรือไม่?”

            เจิ้งซูเหวินแย้มพระสรวล“ขาวที่ไหนกัน ออกไปเล่นซนข้างนอกจนดำเหมือนลิงเปื้อนโคลน! จะล้างอย่างไรก็ดำอยู่ดีนั่นแหละ!”

            หลี่จิ่งหนานหัวเราะตามความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างมารดาและบุตรชายก็หายไปในพริบตา

            หลังจากที่หลี่จิ่งหนานออกไปแล้วนางกำนัลก็เข้ามาปลอบใจ “ฝ่าบาทกตัญญู ทรงห่วงใยพระนางอยู่เสมอเพคะ”

            เจิ้งซูเหวินพยักหน้าช้าๆพร้อมกับรอยยิ้ม “ออกไปข้างนอกครั้งนี้ กลับมาก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก”

            ...

            หลังจากที่หลี่จิ่งหนานกลับมาอุปนิสัยก็อ่อนโยนขึ้นมาก ไม่เหมือนกับตอนขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ เจ้าอารมณ์และดื้อรั้น

            เวลาหารือราชกิจกับเหล่าเสนาบดีในการประชุมเช้าที่ท้องพระโรงเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีเหมือนเด็กเอาแต่ใจเหมือนครั้งก่อนแม้แต่ขันทีและนางกำนัลที่เคยถูกลงโทษในวังหลวงก็ลดลงไปมาก

            เจิ้งซูเหวินรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนักกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้คิดเสียว่า การที่หลี่จิ่งหนานได้ออกไปข้างนอกมาสักครา ทำให้ได้เปิดโลกทัศน์กว้างขวางมากขึ้นเมื่อคิดได้เช่นนี้ ความโกรธเคืองที่มีต่อหลี่จิ่งหนานที่แอบออกไปข้างนอกโดยพลการก็จางหายไปบ้าง

            เวลาผ่านไปอีกสองสามวันตอนที่การประชุมเช้ากำลังจะจบลง จู่ๆ หลี่จิ่งหนานก็บอกกับขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหลายว่าตนเองได้พบสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง จึงอยากเชิญเหล่าเสนาบดีมาร่วมชื่นชม

            เรื่องนี้เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแต่สถานที่ชมสมบัตินั้นกลับอยู่นอกเมืองเซิ่งจิง อยู่ในที่รกร้างว่างเปล่าแห่งหนึ่งทั้งยังเป็นในเวลากลางคืนอีกด้วย

            ไทเฮาที่เพิ่งวางใจไปหมาดๆกลับต้องหวั่นวิตกขึ้นมาอีกครั้ง

            นางไปหาหลี่จิ่งหนานถามถึงเจตนาของโอรส หลี่จิ่งหนานหัวเราะฮ่าฮ่าแล้วกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่ดีมากๆ

            เจิ้งซูเหวินรู้สึกงุนงง

            หลี่จิ่งหนานสั่งให้สำนักหอดูดาวหลวงเลือกฤกษ์งามยามดี

            ในค่ำคืนนั้น ท้องฟ้าปลอดโปร่งไม่มีลมไม่มีเมฆ

            พื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งนั้นกลับเต็มไปด้วยทหารรักษาพระองค์ยืนเรียงรายกันเป็นแถว ฮ่องเต้น้อยกับเหล่าเสนาบดีนั่งเรียงกันอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง

            เนื่องจากผู้ที่เดินทางมามีจำนวนมากแถมยังเป็นขุนนางระดับสูง จึงสร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง

            ชาวบ้านเหล่านั้นเกรงกลัวบารมีของทหารรักษาพระองค์จึงไม่กล้าเข้าไปใกล้ ได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ อยากรู้ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่

            ยิ่งดึกดื่น ท้องฟ้ายิ่งมืดมิดยุงก็ยิ่งชุกชุม เหล่าเสนาบดีบางคนชักจะทนไม่ไหว จึงเริ่มกระซิบกระซาบพูดคุยถึงการกระทำแปลกประหลาดของฮ่องเต้น้อย

            มีเพียงอัครมหาเสนาบดีจั่วและหนิงอ๋องที่ยังคงนั่งอย่างสงบนิ่งไม่แสดงอาการใดๆ

            ต่อมาขันทีน้อยของฮ่องเต้ก็มาแจ้งว่าการเคลื่อนไหวของสมบัติล้ำค่านี้ค่อนข้างใหญ่โต หากผู้ใดมีร่างกายไม่แข็งแรงเกรงว่าจะได้รับความตกใจเอาได้สามารถกลับไปก่อนได้เลย ฝ่าบาทจะไม่ถือโทษแต่อย่างใด

            เช่นนี้ยิ่งน่าแปลกขึ้นไปอีก

            ทุกคนมองหน้ากันไปมาถูกกระตุ้นให้อยากรู้อยากเห็นขึ้นไปอีก! แม้แต่เหล่าเสนาบดีที่เพิ่งบ่นเรื่องยุงก็ไม่อยากจากไปไหนแล้ว

            หลี่จิ่งหนานกล่าวว่า“ข้างหน้าคือภูเขาอวี้ชิง สมบัติล้ำค่าอยู่บนภูเขานั้น”

            ขณะนั้นเหล่าเสนาบดีมีสีหน้าแตกต่างกันไป

            ที่รกร้างว่างเปล่าผืนนี้ด้านหน้าเป็นหินทรายที่เพาะปลูกไม่ได้ ป่าไม้รกเรื้อ ส่วนภูเขาอวี้ชิงนั้นก็คล้ายเหมือนสตรีนอนเอนกายอยู่ใต้ผืนฟ้าเส้นโค้งเว้าของภูเขานั้นอ่อนช้อยเผยให้เห็นเป็นเงารางๆ ท่ามกลางความมืด

            ภูเขาอวี้ชิงนั้นอยู่ด้านหน้าจริงๆแต่คำว่า ‘ด้านหน้า’ นี้ จะไม่ดู...ไกลไปหน่อยหรือ?

            หรือว่าไม่ควรตั้งสถานที่พักชมที่ตีนเขาอวี้ชิง?

            หลี่จิ่งหนานกลับดูเหมือนว่าจะพอใจกับสีหน้าของทุกคนจึงหันไปกล่าวกับเสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ข้างๆ ว่า “เริ่มได้แล้ว”

            ขันทีน้อยเสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลงเดินไปด้านข้างพูดอะไรบางอย่างกับทหารองครักษ์ ไม่นานนักทหารองครักษ์ผู้นั้นก็จุดคบเพลิง แล้วจุดกระถางไฟบนแท่นสูงที่อยู่ด้านหน้า

            หลี่จิ่งหนานยิ้มแล้วเอ่ยเสียงดังว่า“ทุกท่านอย่าได้กะพริบตาเชียวนะ สมบัติล้ำค่านี้กำลังจะปรากฏออกมาแล้ว!”

            ไม่กี่วินาทีหลังจากที่พูดจบก็เห็นแสงไฟปรากฏขึ้นด้านหน้า!

            ตามมาด้วยเสียงดังสนั่น!

            ตูมๆ! ตูม! ตูมตูมตูมตูมตูม

            ภูเขาอวี้ชิงถูกฉาบไปด้วยแสงเพลิงราวกับแผ่นดินกำลังสั่นสะเทือน!

            นี่มันอะไรกัน?สายฟ้า? แผ่นดินไหว?!

            ทุกคนมีสีหน้าซีดเผือดมองภาพที่อยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว รู้สึกเหมือนกับว่ามีพลังมหาศาลกำลังบีบเคล้นภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นผุยผง!

            ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!

            เสียงระเบิดดังต่อเนื่องติดกันเกือบสามสิบครั้งราวกับภูเขาทั้งลูกถูกระเบิดจนทะลุ!

            หลังจากเสียงสงบลง ท่ามกลางความมืดมิดเส้นโค้งที่เคยงดงามนั้นกลับมีรอยแตกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น!

            ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนหากเป็นเวลากลางวัน หรือหากได้อยู่ใกล้กว่านี้ พวกเขามั่นใจว่าจะได้เห็นสภาพของภูเขาอวี้ชิงที่ถูกระเบิดจนดำไหม้เละเทะอย่างชัดเจน

            เงียบสนิท

            ถึงแม้เสียงระเบิดจะหยุดไปแล้วทุกคนก็ยังคงมองไปยังภูเขาที่อยู่ไกลๆ ด้วยความตกตะลึง

            ในตอนนั้นเอง หลี่จิ่งหนานก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง

            ในเสียงหัวเราะนั้นมีความเย็นชาและดุร้ายแฝงอยู่

            “ถึงกองทัพเหลียวจะเก่งกาจเพียงใดก็เป็นแค่ก้อนเนื้อและกลุ่มเลือด จะสู้ความแข็งแกร่งของหินผาได้หรือ?เมื่อมีอาวุธเทพเช่นนี้แล้ว แคว้นต้าฉีของเรายังต้องกลัวสิ่งใดอีก?!”

            จู่ๆ ประโยคสุดท้ายก็ถูกเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่สูงขึ้นอย่างกะทันหัน

            เหล่าเสนาบดีคุกเข่าลง“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ! ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี!”

            หลี่จิ่งหนานกวาดสายตาไปรอบๆมองข้ามสีหน้าแปลกประหลาดของเสด็จอาไป ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จากนั้นกล่าวอย่างสงบนิ่ง“ก่อนที่เสด็จพ่อจะสวรรคต พระองค์เคยตรัสอะไรบางอย่างกับข้า”

            เมื่อรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็หนักแน่นขึ้น เผยให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่โตเกินวัยไม่เหมาะกับวัยเยาว์

            “เสด็จพ่อตรัสว่า ภูเขาพานหลงมีอาวุธประจำชาติซ่อนอยู่หากไม่ได้ครอบครองก็ต้องทำลายเสีย ห้ามให้อาวุธนี้ตกไปอยู่ในมือของชาวเหลียวเด็ดขาด”หลี่จิ่งหนานหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “เจิ้นปฏิบัติตามพระราชโองการของเสด็จพ่อ ไปที่ภูเขาพานหลงเพื่อตามหาอาวุธชิ้นนี้กลับไม่พบสิ่งใด แต่ได้พบกับสตรีประหลาดผู้หนึ่ง สตรีผู้นี้ไม่มีพ่อไม่มีแม่ ไม่ใช่ชาวฉีและไม่ใช่ชาวเหลียว ปรากฏตัวขึ้นบนภูเขาโดยไร้ที่มา นางได้ปรับปรุงดาบกระบี่หอกง้าวของแคว้นต้าฉีของเราทั้งยังปรับปรุงธนูหน้าไม้ ตอนนี้ยังสร้างอาวุธเทพเช่นนี้ขึ้นมาได้อีก เห็นได้ชัดว่าสตรีนางนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถในการประดิษฐ์อาวุธหากสามารถรั้งนางไว้ในแคว้นต้าฉีได้ ต่อไปแคว้นต้าฉีต้องมีความเจริญอย่างแน่นอน ทุกท่านคิดว่าควรจะประทานอะไรให้เพื่อรั้งนางไว้?”

            เหล่าเสนาบดีต่างนิ่งเงียบ

            ทุกคนรู้ดีว่าหลี่จิ่งหนานกำลังเอาคืน...

            ครั้งที่แล้วที่ฟู่ถิงเย่ทูลขอพระราชทานรางวัลให้แก่หวาชิงเสวี่ยหลี่จิ่งหนานอยากจะประทานบรรดาศักดิ์ให้ แถมยังอยากให้นางเข้ารับตำแหน่งในกรมสรรพาวุธแต่กลับถูกเหล่าเสนาบดีคัดค้าน ฮ่องเต้จึงกริ้วและเสด็จออกจากท้องพระโรงไป

            ตั้งแต่สมัยโบราณมามีอย่างที่ไหนให้สตรีได้เข้ารับราชการ! แม้แต่เรื่องการมอบบรรดาศักดิ์ให้ ก็ยังดูเป็นเรื่องเหลวไหลเกินไปด้วย

            ฉะนั้นในตอนนี้...

            ทุกคนจึงพากันลังเลไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด

            เพราะเสียงระเบิดเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในใจไม่สามารถลบเลือนไปได้

            หากต้องการรั้งหวาชิงเสวี่ยไว้เพียงแค่เงินทองไข่มุกและอัญมณี เกรงว่าจะไม่เพียงพอ

            ความหมายของฮ่องเต้น้อยนั้นชัดเจนหวาชิงเสวี่ยไม่ใช่คนของแคว้นฉี และไม่ใช่คนของแคว้นเหลียว ดังนั้น...ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถซื้อตัวนางได้และยิ่งไปกว่านั้น แคว้นเหลียวในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอาแต่สู้รบกวาดล้างศัตรู มีรัฐใต้การปกครองคอยส่งบรรณาการให้ย่อมต้องร่ำรวยกว่าแคว้นต้าฉีแน่นอน

            แคว้นต้าฉี จะมีอะไรควรค่าให้หวาชิงเสวี่ยอยู่ต่อกันล่ะ?

            คนเหล่านี้ไม่ต้องการให้สตรีทำงานราชการเพราะตั้งแต่สมัยโบราณมาไม่เคยมีมาก่อน แต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้ผู้ใดมาแย่งชิงคนของตนไปเช่นกัน

            หลี่จิ่งหนานเห็นว่าไม่มีใครพูดอะไรจึงไม่ได้สนใจ สายตาของเขาจับจ้องไปยังหนิงอ๋องที่อยู่ด้านข้าง

            “เสด็จอา มีข้อเสนอใดหรือไม่?”

            หนิงอ๋อง หลี่เชียนเป็นน้องชายร่วมมารดาของอดีตฮ่องเต้ เป็นอาของหลี่จิ่งหนาน เขายังหนุ่มแน่น ทั้งยังมีใบหน้าคล้ายกับอดีตฮ่องเต้ถึงห้าส่วนมีคิ้วและดวงตาแจ่มใส ท่าทางสง่างาม มุมปากยกยิ้มน้อยๆ ทำให้รอยยิ้มของเขาดูอ่อนโยน

            “ผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้หากออกจากแคว้นต้าฉีไป ก็จะเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่แคว้นต้าฉีไม่อาจแก้ไขได้”หนิงอ๋องดวงตาดูโค้งลงเล็กน้อย แย้มยิ้มพลางหันไปมองอัครมหาเสนาบดีจั่ว โยนปัญหาไปให้คนอื่น“อัครมหาเสนาบดีจั่วมีประสบการณ์มากมาย ย่อมต้องมีแผนการที่สมบูรณ์แบบเป็นแน่”

            ตอนที่หลี่จิ่งหนานติดอยู่ในเมืองเหรินชิวหนิงอ๋องก็เป็นทายาทที่ถูกต้องตามลำดับราชวงศ์ จึงวางแผนจะแย่งชิงราชบัลลังก์ แต่แล้วแผนการนี้ก็ต้องล้มเหลวไปเนื่องจากหลี่จิ่งหนานถูกฟู่ถิงเย่พาตัวกลับมา

            เมื่อเทียบหนิงอ๋องกับฮ่องเต้ที่ยังเยาว์แล้วองค์ชายมีอำนาจที่หยั่งรากลึกมากกว่า หลี่จิ่งหนานไม่อาจโค่นล้มพระองค์ได้ ส่วนองค์ชายก็พลาดโอกาสที่จะโค่นล้มหลี่จิ่งหนานเช่นกันทั้งสองจึงรักษาสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะสงบแต่กลับแฝงไปด้วยความผิดปกติ

            อัครมหาเสนาบดีจั่วอายุห้าสิบกว่าปีเป็นชายชราผมขาว แต่กลับไม่ได้ดูใจดีเหมือนผู้เฒ่าทั่วไป เขามีใบหน้าเคร่งขรึม ไม่แสดงอารมณ์ใดๆดูเข้าถึงยาก

            เมื่อได้ยินคำพูดของหนิงอ๋องใบหน้าก็สงบนิ่งไม่แสดงสีหน้าใดๆ หันไปทำความเคารพหลี่จิ่งหนานพร้อมกล่าวว่า “กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าสิ่งที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนตรัสไว้นั้นถูกต้องแล้วผู้ที่มีพรสวรรค์น่าทึ่งเช่นนี้ หากตกไปอยู่ในมือของชาวเหลียว แคว้นต้าฉีก็จะไม่มีวันสงบสุข!”

            ดวงตาของหลี่จิ่งหนานสั่นไหวเล็กน้อยเอนกายเข้าไปถามว่า “ความหมายของท่านอัครมหาเสนาบดีคือ...”

            อัครมหาเสนาบดีจั่วกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า“ประทานสมรสพระราชทานให้แม่นางหวาพ่ะย่ะค่ะ! จากนั้นก็ประกาศให้ทั้งใต้หล้ารู้ว่า เมื่อแต่งงานเข้าแคว้นต้าฉีก็คือคนของแคว้นต้าฉีแล้ว ควรที่จะรับใช้แคว้นต้าฉี แม้ว่าชาวเหลียวอยากจะใช้เงินทองมาซื้อตัวนางไปก็ต้องเกรงใจกันบ้าง!”

            หลี่จิ่งหนานตกตะลึงไปในทันทีตกใจมากจนถึงกับไอออกมา!

            ตาแก่นี่ หน้าด้านขึ้นทุกวันแล้ว!

            ทว่าวิธีนี้กลับง่ายตรงไปตรงมาและมีเหตุผลสมควรทุกประการ!

            แต่นี่ไม่ใช่ความตั้งใจเดิมของเขาเสียหน่อย...

            ฮ่องเต้น้อยมุมปากกระตุกพยายามทำเป็นสงบนิ่ง แล้วถามว่า “ตามความเห็นของท่านอัครมหาเสนาบดี ควรหาตระกูลใดให้แม่นางหวา?”

            อัครมหาเสนาบดีจั่วมีท่าทางครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งก่อนจะตอบกลับว่า “หากต้องการขัดขวางความคิดชาวเหลียว บุคคลผู้นี้ต้องเป็นผู้ที่ไม่สามารถถูกชาวเหลียวชักจูงไปเป็นพวกได้ง่ายๆบุคคลที่ดีที่สุดจึงเป็น...เชื้อพระวงศ์พ่ะย่ะค่ะ”

            เมื่อเอ่ยจบ สายตาของเขาจับจ้องไปยังหนิงอ๋องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม!

            หลี่จิ่งหนานตกใจกับคำพูดของอัครมหาเสนาบดีเฒ่าจนอ้าปากกว้าง!

            หนิงอ๋องยิ้มเย็นชา“ไร้สาระ”

            อัครมหาเสนาบดีจั่วก็ไม่โกรธเคืองยังเอ่ยต่อไปว่า “แน่นอนว่าต้องเป็นไปตามความต้องการของแม่นางหวาด้วย การแต่งงานที่งดงามสมบูรณ์เท่านั้นถึงจะสร้างสัมพันธ์อันดีได้มิฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดความแค้นเคืองพ่ะย่ะค่ะ”

            เมื่อเอ่ยจบ สายตาของเขาก็มองไปทางหนิงอ๋องราวกับกำลังสงสัยว่าเสน่ห์ของหนิงอ๋องนั้นคงไม่มากพอที่จะทำให้แม่นางหวาพึงพอใจ!

            สีหน้าของหนิงอ๋องนั้นก็ยิ่งดูย่ำแย่มากขึ้น

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786