คิดได้แล้วนางก็เริ่มเอาจริงเอาจังกับการปลูกผักมากขึ้นทันที เท่าที่นางเคยศึกษามาอันดับแรกนางจะต้องพลิกหน้าดินตากแดดเพื่อฆ่าแบคทีเรียในดิน และปล่อยให้ดินปรับสภาพให้เป็กลางโดยใช้ระยะเวลา 3-7 วัน หลังจากทำการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวไปแล้ว หากต้องพลิกหน้าดินครั้งใหม่ อาจต้องตากแดดนาน 10-15 วันเลยด้วยซ้ำ
แต่ครั้งนี้นางคิดจะตากดินเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น วันนี้เป็วันที่สองหลังจากที่ท่านปู่มาช่วยพลิกหน้าดินทำแปลงผักให้ เช่นนั้นวันนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะเริ่มลงมือปลูกผัก ต้องตากดินอีกหนึ่งวัน แล้ววันต่อไปจึงจะเริ่มทำการเพาะปลูก
“เอาล่ะ วันนี้พวกเ้าต้องพลิกหน้าดินกันอีกรอบ เพื่อให้ดินด้านล่างได้โดนแดดด้วย เวลาพบดินที่แข็งตัวเป็ก้อนใหญ่ก็ต้องสับให้มันเล็กลง พอกลับดินจนทั่วแล้วก็เสร็จงานวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยมากลับดินอีกรอบถึงจะเริ่มเพาะปลูกได้”
นางสั่งให้สองพี่น้องพลิกหน้าดินกันเอง นี่เป็งานที่พวกเขาทำไหวอย่างแน่นอน จางเฟยเทียนนั้นพอได้กินอาหารมากขึ้น ก็มีพลังงานเยอะ ให้เขาทำงานหนักเสียบ้างจะได้ไม่ไปเที่ยววิ่งเล่นซุกซนไปทั่ว
จางเฟยอีกลับเข้ามาทำความสะอาดอีกสามห้องที่เหลือ นางหยิบไม้กวาดหยากไย่มาจากบ้านในมิติ ออกมาปัดหยากไย่และปัดฝุ่นที่จะตัวอยู่ที่ผนัง ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูพื้นทุกซอกทุกมุม ไม่เว้นแม้แต่ขาเตียงจนสะอาดหมดจด แล้วเก็บผ้าปูและผ้าห่มเก่าที่นำมาจากบ้านท่านปู่ออกมาตากแดด
ขณะที่นางกำลังจัดการกางผ้าออกตากบนราวไม้ที่ท่านลุงรองจางต้าหลางทำไว้ให้ใหม่สำหรับตากผ้า สายตาของนางก็วาดผ่านไปเห็นกระท่อมที่มีเสียงร้องของเด็กแว่วออกมา นางรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาทันทีว่านางจะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นอยู่เช่นนี้ไม่ได้ แม้ว่าพวกเขาจะเป็เพียงส่วนหนึ่งของนิยายที่นางไม่ควรไปวุ่นวายแก้ไขกับการอยู่การตายของผู้ใด ไม่เช่นนั้นเนื้อเื่มันอาจจะยุ่งเหยิงไปหมด
แต่จิตสำนึกมันเตือนนางว่านั่นก็คือคนที่มีลมหายใจจริงๆ เหมือนกันกับนาง เหมือนกับน้องชายทั้งสองของนาง ที่เจ็บเป็ หิวเป็ จึงตัดสินใจว่า่เย็นรอให้ท่านลุงใหญ่กลับมาจากนา นางจะขอให้เขาช่วยพาไปที่กระท่อมนั่นสักครั้ง
………
ผ้าห่มเก่าที่นางเอาไปตากแดดนั้น นางไม่ได้คิดจะเอากลับมาใช้ แต่จะทิ้งไปก็เสียดาย จึงเอาออกมาตากเพื่อไล่ความชื้นแล้วเอาไปเก็บไว้ในห้องว่างห้องหนึ่งที่เหลืออยู่
จากนั้นนางก็นำผ้าบุนวมสีเข้มจากมิติออกมาสามผืนมาทำเป็ผ้าปูรองนอน หมอนและผ้าห่มเนื้อหนาอบอุ่นอีกสามผืน จัดการปูเตียงนอนทั้งสามห้องอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จก็ได้เวลาอาหารกลางวัน เตาไฟที่เพิ่งก่อใหม่ ยังไม่สามารถใช้งานได้ นางจึงจำต้องพึ่งพาซาลาเปาไปก่อน หลายวันมานี้นางให้เด็กทั้งสองคนกินซาลาเปาครั้งละหนึ่งลูกพวกเขาก็อิ่มแปล้กันจนแทบจะกินอะไรเพิ่มไปไม่ไหว เวลานี้ได้รับอาหารสามมื้อมาตลอดกระเพาะของพวกเขาน่าจะรับอาหารได้มากขึ้นแล้ว นางจึงนำซาลาเปาออกมาสามลูกและนมสดสามแก้วออกมาเตรียมไว้ คิดไปคิดมาก็เอาแอปเปิลอีกหนึ่งลูกมาผ่าแบ่งเป็สามชิ้นเพิ่มเข้าไปอีกด้วย
“น้องรองน้องเล็ก ล้างมือมากินอาหารกันก่อน เดี๋ยวค่อยไปทำงานกันต่อ” จางเฟยอีะโเรียกเด็ก ๆ เสียงดังออกจากในครัว
“เสร็จพอดีเลยขอรับพี่ใหญ่ เฟยเทียนใช้จอบเก่งมากเลย ช่วยข้าได้มากเลยทีเดียว” จางเฟยหรงที่เพิ่งทำงานเสร็จเรียบร้อยกำลังพาน้องชายเดินเข้ามาล้างมือที่บ่อน้ำหลังบ้านพอดีร้องตอบกลับมา
และก็เป็อย่างที่จางเฟยอีคาดเดาเอาไว้ เด็กชายทั้งสองคนสามารถกินอาหารที่นางเตรียมไว้ให้ทั้งหมดไปได้อย่างง่ายดาย แต่นางก็ยังไม่กล้าเพิ่มอาหารให้พวกเขามากไปกว่านี้ เกรงว่าพวกเขาจะปวดท้องขึ้นมาเสียก่อน
เด็กชายสองคนหลังจากกินอิ่มก็เดินสำรวจไปทั่วบ้าน มองเห็นห้องนอนส่วนตัวของตนที่มีหมอนใบใหญ่นุ่มนิ่ม ผ้าปูหนานุ่มอบอุ่น ผ้าห่มที่หอมสะอาด ทั้งห้องดูใหม่เอี่ยมอ่อง ต่างจากห้องพักเก่าที่พวกเขาเคยอยู่รวมกันราวฟ้ากับดิน ต่างก็ะโโลดเต้นด้วยความดีใจ แต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าขึ้นไปนอนเล่นบนผ้าใหม่เ่าั้เกรงว่าจะทำพวกมันสกปรก
“ขอบคุณพี่ใหญ่” เด็กทั้งสองวิ่งมาขอบคุณจางเฟยอีด้วยรอยยิ้มสดใสเป็อย่างยิ่ง
“ยังมีอีกนะ พี่ใหญ่เตรียมผ้าสำหรับตัดชุดใหม่ไว้ให้พวกเราคนละชุดอีกด้วย” นางเดินไปหยิบผ้าสี่พับที่เตรียมจะเอาไปให้ท่านป้าสะใภ้ช่วยเย็บให้ออกมา
“ไป..วันนี้ทำงานเพียงเท่านี้ก่อน ไปบ้านท่านปู่กัน”
มาถึงบ้านใหญ่สกุลจาง เวลานี้จางจื่อเหมยยังคงไม่ได้รับอนุญาตให้ไปทำงานในไร่นา จึงยังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน จางเฟยอีนั่งคุยเล่นกับจางจื่อเหมยอยู่ชั่วครู่ก็เห็นป้าสะใภ้ใหญ่ ที่กลับมาจากที่นาก่อนใครเพื่อมาเตรียมอาหารให้ทุกคน
“ป้าสะใภ้ใหญ่” นางเดินไปกอดแขนหลี่ชุนเถาอย่างออดอ้อน
“อะไรกันเล่านี่ มีเื่อะไรเหตุใดถึงมาประจบคนแก่อย่างข้ากันได้เล่าหลานสาว” นางหลี่ซื่อถามเสียงดุ แต่น้ำเสียงเจือการเย้าแหย่ไว้หลายส่วน
“ก็มีจริงๆ เ้าค่ะ เื่แรกข้าซื้อผ้ามาตัดชุดสำหรับเราสามพี่น้อง แต่ข้าคงจะเย็บเองไม่สำเร็จได้ง่ายแน่ๆ ข้าเลยจะมาขอให้ท่านป้าช่วย แต่ข้าขอจ่ายค่าแรงบ้างนะเ้าคะ ต่อไปข้าต้องอาศัยท่านป้าเย็บเสื้อผ้าให้อีกหลายครั้งหากท่านป้าไม่ยอมรับค่าแรงไว้ ข้าก็จำต้องไปจ้างผู้อื่นแล้ว” จางเฟยอีกล่าวเสียงใส
“เด็กดี เ้าไม่คิดโกรธเคืองป้าบ้างเลยหรือไร ยิ่งเ้าดีกับข้า ข้าก็ยิ่งละอายใจนัก เสื้อผ้าพวกนี้ข้ากับพี่จื่อเหมยของเ้าช่วยกันทำได้ เสร็จแล้วข้าจะให้จื่อเหมยเอาไปให้ก็แล้วกัน ค่าแรงอะไรก็แล้วแต่เ้าเลยข้าไม่เรียกร้องหรอก” นางหลี่ซื่อกล่าวพลางลูบศีรษะเด็กสาวไปพลาง
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านป้าสะใภ้ ส่วนอีกเื่หนึ่งคือ…..” นางเล่าเื่ที่นางได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กตอนกลางคืนให้นางหลี่ซื่อฟังอย่างละเอียด
“ดีแล้วที่เ้ารอท่านลุงของเ้าก่อน นายพรานผู้นั้นชาวบ้านเล่ากันไปทั่วว่าเขาดุร้าย และไม่ชอบให้ใครเข้าไปใกล้บ้านของเขาเลย เดี๋ยวเ้ากับจื่อเหมยช่วยกันทำอาหารแทนข้า ข้าจะไปตามลุงใหญ่กับลุงรองของเ้าให้กลับมาเร็วหน่อยก็แล้วกัน”
จางเฟยอีและจางจื่อเหมยเตรียมอาหารเสร็จ ท่านลุงใหญ่กับท่านลุงรองก็เดินกลับเข้าเรือนมาพอดี ทั้งสองตกลงกันมาระหว่างทางแล้ว ว่าจะไปที่กระท่อมท้ายหมู่บ้านทางนั้นก่อนค่อยกลับมากินข้าว เพราะเกรงว่าจะค่ำมืดเสียก่อน
จางเฟยอีขอติดตามไปด้วย โดยอ้างว่าท่านลุงทั้งสองอย่างไรก็เป็บุรุษ หากพบนายพรานอยู่ที่บ้าน มีนางที่เป็สตรีไปด้วยเพื่อขอเยี่ยมเยียนกันในฐานะเพื่อนบ้านจะดูดีกว่า แต่หากนายพรานผู้นั้นไม่อยู่ หากเด็กๆ เห็นเขาสองคน เด็ก ๆ ก็อาจกลัวพวกเขาก็ได้
……….
เมื่อเข้ามาถึงประตูหน้าบ้าน จางต้าฉวนะโเรียกอยู่หลายคำกลับไม่มีใครขานรับ หรือโผล่หน้าออกมาจากตัวเรือน แต่มีเสียงดังกุกกักเหมือนคนอยู่ด้านใน พวกเขาทั้งสองคนจึงปรึกษากันว่าจะเข้าไปดูข้างในกันเลย
“พวกเราจะเข้าไปแล้วนะ พวกเรามาดี เพียงแค่จะมาเยี่ยมเด็กๆ หน่อยเท่านั้น” จางต้าหลางยกเท้าถีบประตูไปพูดไปโดยที่ไม่รู้ตัวสักนิดว่าคำพูดกับการกระทำมันสวนทางกันโดยสิ้นเชิง
ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นเหม็นอับ กลิ่นของเน่าเสีย และกลิ่นของขับถ่ายจากมนุษย์ตลบอบอวลพุ่งออกมาจากภายในกระท่อมหลังเล็ก เข้ามาปะทะใบหน้าพวกเขาอย่างรุนแรง จนทุกคนต้องเอามือมาปิดจมูกไว้
เมื่อปรับลมหายใจได้แล้ว คนทั้งสามก็ก้าวเท้าเข้าไปในตัวเรือน ภาพที่พวกเขาเห็นในเวลานี้ก็คือ มีเด็กชายอายุราว 5-6 ปี ยืนขวางประตูห้องพักห้องหนึ่งเอาไว้ ในมือเล็กของเขาจับท่อนไม้ท่อนหนึ่งเอาไว้แน่น ผมเผ้ายุ่งเหยิงเนื้อตัวสกปรกมอมแมมเป็อย่างมาก ใบหน้าที่ซูบผอมเล็ก ๆ นั้น มีสีหน้าทั้งหวาดกลัว ทั้งดุดันผสมปนเปกันไป