“ถ้าทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นศูนย์ได้ก็ดีน่ะสิถ้ากลับไปเริ่มต้นใหม่ได้ก็คงจะดีนะ ฉันจะได้...”
มันนานแค่ไหนแล้วนะ ตั้งแต่วันที่ได้พบกับหมอนั่นในครั้งนั้น
ก่อนหน้านั้น... เขาต้องทนทรมานกับการอยู่คนเดียวมานานแค่ไหนกันนะ
จำไม่ได้เลย จำไม่ได้จริงๆ... เพราะตั้งแต่มีหมอนั่นอยู่ด้วยเขาก็จำเรื่องร้ายๆพวกนั้นไม่ได้เลย
โดดเดี่ยว...
เด็กหนุ่มเคยชินกับการอยู่คนเดียวมาตามลำพัง เพราะเขารู้ว่าตัวเองไม่เหมือนใครมาตั้งแต่ที่เขาจำความได้ทั้งเขา ทั้งพี่ ต่างก็มีสาเหตุที่ทำให้ต้องมาอยู่บนโลกที่แปลกประหลาดใบนี้โลกที่ไม่ใช่โลกที่พวกเขาเคยอยู่ เขากับพี่เหมือนคนแปลกหน้า แม้จะมีพ่อแม่คนเดียวกันแต่ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้น... พวกเขาไม่ใช่คนที่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย
เขาเคยพบกับพี่ครั้งแรกเมื่อตอนที่อยู่เอิร์ธซันในวันเกิดครบรอบสิบแปดปีของเขา วันที่เขาสืบรัชทายาทพี่มาปรากฏตัวอยู่ที่ดาวของเขาพร้อมกับเด็กสาวรัชทายาทแห่งเอิร์ธมูนคู่หมั้นของพี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาได้เห็นพี่ก่อนที่สงครามวันสิ้นโลกจะพรากชีวิตของพวกเขาไป
เขามาเกิดใหม่บนโลกใบนี้ พร้อมกับรัชทายาทแห่งเอิร์ธสตาร์คนแปลกหน้าที่เขาเคยพบในวันสืบรัชทายาทของเขานั้นตอนนี้กลับมาเกิดเป็นพี่ชายของเขาพี่เกิดก่อนเขาแค่ไม่กี่ปี ช่วงที่พี่อายุเท่าเขาพี่ก็จำเรื่องราวทุกอย่างในอดีตได้ พี่ชอบทำตัวแปลกแยก เพราะพี่คิดเสมอว่าพี่ไม่ใช่คนในครอบครัว บ้านเขาพ่อแม่เขา ทุกคนเป็นคนของเอิร์ธซันมีแค่พี่คนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนของเอิร์ธสตาร์ ถึงพ่อกับแม่จะเป็นคนให้กำเนิดพี่แต่พี่ไม่เคยเรียกพ่อกับแม่ว่า ‘พ่อกับแม่’ เลยสักครั้ง
ห่างเหิน...
พี่เว้นระยะห่างกับครอบครัวมากเสียจนพ่อกับแม่ลำบากใจแม้จะให้ความรักแก่พี่มากแค่ไหนพี่ก็คิดว่าตัวเองเป็นแค่คนนอกสำหรับครอบครัวของเขาเท่านั้น
ถึงพี่จะทำตัวแปลกแยกจากครอบครัว แต่กับเขา...พี่ทำเหมือนกับเขาเป็นน้อง เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกพี่ว่า ‘พี่’ ได้อย่างสนิทใจ พี่ใช้เวลาอยู่กับเขามากกว่าพ่อกับแม่สอนเขาและคอยดูแลเขาทุกอย่าง พี่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขา
แต่พอปู่มาหา... พี่ก็จากเขาไป
เขารู้ว่าพี่เจอที่ที่เป็นของพี่แล้วจริงๆ ปู่กับย่าของเขาเป็นคนของเอิร์ธสตาร์เคยเป็นพ่อแม่ของพี่เมื่อในอดีต ตั้งแต่ที่ได้พบกับปู่ พี่ก็อยู่กับเขาน้อยลง ใช้เวลากับครอบครัวน้อยลงพวกเขาไม่เคยกินข้าวพร้อมหน้ากันเลยนับตั้งแต่นั้น เขาไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนกับพี่อีกเลยถึงตัวของพี่จะอยู่กับเขาแต่เขาเชื่อแล้วว่าใจของพี่นั้นไม่ได้อยู่กับครอบครัวอีกต่อไป
พี่ชอบขลุกตัวอยู่ที่ศาลเจ้า ทำตัวมีความลับกับเขาและพูดกับเขาน้อยลงทุกวันจนกระทั่งเขาขึ้นอนุบาลสอง พวกเขาสองพี่น้องไม่เคยได้พูดกันอีกเลย
เขากลายเป็นเด็กเกเรไปไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เขาโมโหง่ายและเอาแต่อาละวาดกว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็กลายเป็นคนที่ใครในห้องไม่กล้าคบไปแล้วเขามีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนในห้องแทบทุกอาทิตย์ โดนพ่อกับแม่ทำโทษเอาก็หลายครั้งแต่ถึงอย่างนั้นคนที่เขาอยากให้หันมาสนใจนั้นกลับไม่แม้แต่จะรับรู้เรื่องราวของเขาเลยแม้แต่น้อย
พอคิดอย่างนั้น... เขาก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
ทุกอย่างเลวร้ายขึ้นเขาก่อเรื่องจนเกือบจะต้องย้ายโรงเรียนแต่พ่อก็เข้ามาช่วยไว้ นั่นทำให้เขาเย็นลงหน่อยแต่เรื่องแย่ๆที่เขาทำจนติดเป็นนิสัย จะแก้ยังไงก็ไม่หายเขาเคยพยายามห้ามตัวเองไม่ให้ทำร้ายใคร แต่พอนึกถึงเรื่องของพี่ทีไรทุกอย่างมันต้องจบลงที่ห้องพักครูทุกที ลงท้ายแล้วเขาก็โดนพ่อทำโทษทุกคนเริ่มเหนื่อยกับการกระทำของเขา แต่พี่กลับไม่ใส่ใจ
ครั้งหรือสองครั้งที่ปู่แวะมาหาเขาที่บ้าน ถามไถ่เรื่องราวของเขาเหมือนจะรู้ว่าตัวเองแย่งเอาพี่ไปจากเขาปู่ก็ทำเรื่องงี่เง่าด้วยการหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนเขาให้เขามีคู่หมั้นตั้งแต่อยู่อนุบาลสอง เขาหมั้นกับเด็กอนุบาลหนึ่ง! สองอาทิตย์หลังจากที่มีคนในโรงเรียนรู้เรื่องนี้เขาก็โดนสั่งพักการเรียนทันทีเพราะเผลอไปมีเรื่องกับพวกที่เอาเรื่องที่เขามีคู่หมั้นไปล้อ เขาไม่อายหรอก สะใจด้วยซ้ำเวลาที่ได้ลงมือทำร้ายพวกมันเหมือนจะช่วยให้หัวเขาโล่งๆชอบกล
รู้ตัวอีกที... ข้างตัวเขาก็ไม่เหลือใครอีกแล้ว
เขาชินซะแล้วกับการอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้
ปลายเทอมสองเขาถูกสั่งให้ย้ายห้องเผื่อจะทำให้เรื่องทุกอย่างดีขึ้นมาบ้างมันก็ดีอยู่หรอกตรงที่ห้องใหม่นี้ไม่มีใครกล้ามากวนใจเขาเพราะรู้ประวัติของเขาดีแต่ก็นั่นแหละ... ถึงตอนนี้จะกลับไปเริ่มใหม่ก็ไม่ทันแล้ว เขาไม่เหลือใครแล้ว ไม่มีใครอยากอยู่เคียงข้างเขาอีกต่อไปแล้ว
เขาคิดแบบนั้นจริงๆ
จนกระทั่งวันหนึ่งในหน้าฝน พ่อลากเขาออกไปช่วยจ่ายตลาดในตอนเช้าระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน เขาก็ได้รู้จักกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่อายุไล่เลี่ยกันหมอนั่นติดแหง็กอยู่ที่ร้านหนังสือในวันที่ฝนพรำ ภาพของเด็กหนุ่มร่างสูงผิวขาวซีดยืนเกาะกระจกหน้าต่างมองดูหุ่นยนต์ตัวโปรดถูกรถทับอยู่กลางถนนจนป่นเป็นซากแล้วเจ้าตัวก็น้ำตาไหลพรากเป็นภาพที่เขาไม่มีวันลืม(เพราะสามารถเอามาใช้ล้อมันได้จนถึงตอนนี้)หมอนั่นหันมามองเขาที่ถือวิสาสะยืนจ้องมอง(อย่างงงๆว่าทำไมมันถึงไม่วิ่งไปเก็บมาก่อนจะถูกรถทับล่ะวะ)ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบหันหน้าหนีไปอย่างรวดเร็วเขาเห็นแบบนั้นแล้วก็อึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะคิดได้ว่าบางทีหมอนี่อาจจะไม่ชอบฝนก็ได้ดังนั้นเขาเลยอุตส่าห์วิ่งออกจากร่มไปหอบเศษหุ่นยนต์ตัวโปรดของหมอนั่นไปให้มันถึงในร้านหนังสือ
‘นายเอาเศษขยะพวกนี้มาให้ฉันทำไม’
สาบานได้ว่าถ้าพ่อไม่ห้ามเขาคงกระทืบปากมันไปแล้ว
‘นายชอบมันไม่ใช่เรอะ!’
‘ซื้อเอาใหม่ก็ได้ของแบบนี้’
‘ในโลกนี้มีของบางอย่างที่ซื้อด้วยเงินไม่ได้’เขาบอกก่อนจะยัดหุ่นยนต์ที่เหลือแต่ซากส่งไปให้หมอนั่นแล้วก็เดินกลับบ้านไปกับพ่อแต่พอไปถึงหน้าบ้านกลับพบว่าหมอนั่นเดินตากฝนตามเขามาที่จริงเขาก็แอบประหลาดใจอยู่หน่อยๆแต่ถ้าหมอนั่นไม่ดันเป็นลมล้มพับจนถูกหามเข้าโรงพยาบาลไปซะก่อนล่ะก็บางทีเขาอาจจะได้ถามชื่อมันแล้วพาเข้าบ้านไปหาโกโก้อุ่นๆกินด้วยกันสักแก้วก่อนค่อยพามันหาทางกลับบ้านก็ได้ไม่ใช่พอไปถึงโรงพยาบาลแล้วถึงได้รู้ว่ามันเป็นคุณชายจากตระกูลฮิวาตาริที่กำลังหลงทางหาทางกลับบ้านไม่ได้
ให้ตาย... เป็นการพบกันที่น่าประทับใจเสียจริง!
ตั้งแต่นั้นมาการย้ายห้องเรียนใหม่ก็ทำให้โลกของเขาสว่างสดใสขึ้นเขาได้เพื่อนคนแรกในชีวิตเป็นคุณชายจากตระกูลฮิวาตาริเขารู้ว่าหมอนี่ร่างกายไม่แข็งแรงตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรกเป็นทั้งความดันต่ำและโลหิตจางแถมยังมีอาการวิงเวียนหน้ามืดเป็นลมทุกครั้งที่โดนฝนเพราะฉะนั้นช่วงหน้าฝนถ้าเห็นหมอนี่หายหน้าไปจากห้องเป็นอาทิตย์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกมิน่าล่ะ... ทั้งๆที่อยู่ห้องเดียวกันแท้ๆแต่เขากลับไม่เคยเห็นหน้ามันมาก่อนเลย
นอกจากโทวะ เขายังได้เพื่อนสนิทอีกคนเป็นเด็กผู้หญิงคนแรก (นอกจากคู่หมั้นเขา) ที่ยอมพูดกับเขาด้วยเธอเป็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักที่ท่าทางสนิทสนมกับโทวะเขามักจะเห็นเธออยู่ที่ศาลเจ้าบ่อยครั้งจนมารู้เอาในตอนหลังจากโทวะว่าเธอเป็นเด็กกำพร้าและถูกผู้ดูแลศาลเจ้ารับไว้เป็นบุตรบุญธรรม
พวกเขาสามคน--นานๆทีจะมีคู่หมั้นของเขาร่วมอยู่ด้วย สนิทสนมกันมากขึ้นในช่วงปลายเทอมในกลุ่มของพวกเขามีแต่เด็กประหลาด ตั้งแต่เด็กเกเรอย่างเขาคุณชายจากตระกูลดังที่เวลาปกติก็ขยันเอาการเอางาน (มาโยนให้เขาทำทั้งๆที่ตัวเองรับงานมาแท้ๆ) แต่พอเข้าหน้าฝนจะกลายเป็นไอ้คุณชายจอมเฉื่อยที่ขี้เกียจกระทั่งขยับก้นลุกไปเข้าห้องน้ำ เด็กผู้หญิงไร้ญาติขาดมิตรที่ทำตัวสนิทสนมกับเด็กมีปัญหาอย่างพวกเขาและเด็กสาวแก่แดดรุ่นน้องพวกเขาหนึ่งปีที่มีศักดิ์เป็นคู่หมั้นของเขาเอง
พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลาตั้งแต่ที่ได้รู้จักกัน นิสัยแย่ๆของเขาก็เริ่มลดน้องลงอาจจะเป็นเพราะเขาไม่ต้องลำบากไปวุ่นวายกับพวกเพื่อนร่วมห้องที่ชอบมาหาเรื่องกับเขา(ลำพังแค่เขามีเรื่องกับโทวะก็หนักหนาสาหัสปวดกะบาลพออยู่แล้วไม่มีเวลาไปทะเลาะกับคนอื่นหรอก) หรือไม่ก็บางที... อาจจะเพราะว่ามี ‘เธอ’ อยู่ด้วยก็ได้
‘เธอ’ คนนั้นเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เธอขาดเรียนมากพอๆกับโทวะหรือบางทีเขาอาจจะใช้เวลาส่วนใหญ่ทะเลาะกับโทวะจนไม่ทันได้สักเกตเห็นเธอ
วันหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกซากุระในศาลเจ้าบานสะพรั่งขณะที่เขาปลีกตัวออกจากบ้านเพื่อหลบหนีการตามล่าของปู่เขาก็หลงเข้าไปในศาลเจ้าข้างบ้านถึงมันจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่เขาอยากจะไปเพราะเขารู้ว่าพี่ชอบไปอยู่ที่นั่นแต่เขาก็ห้ามตัวเองไม่ได้ เขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เป็นเสียงร้องเพลงที่ไพเราะและกังวานใสมันพาเขาไปยังลานกว้างหลังศาลเจ้า แล้วในที่สุด เขาก็เห็นเธอ
เธอเป็นเด็กสาวร่างเล็กในชุดกิโมโนสีม่วงอ่อนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนที่แผ่กระจายเต็มแผ่นหลังนั้นพลิ้วไหวไปตามกระแสลมที่พัดอยู่รอบตัวอย่างงดงามเขายืนอยู่บนกิ่งต้นซากุระ จ้องมองร่างเล็กๆนั่นอย่างหลงใหลต้องใช้ความกล้ามากทีเดียวกว่าเขาจะสามารถพาตัวเองเข้าไปคุยกับเธอได้แล้วในที่สุดเมื่อเขาสบตาเธอ ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป
เขารู้ว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์รู้ตัวมานานแล้วก่อนที่จะได้พบเธอเสียอีกดังนั้นเรื่องทีเขาแปลกใจจึงไม่ใช่เรื่องที่เธอรู้ว่าเขาเป็นผู้พิทักษ์แต่เป็นท่าทีที่เธอแสดงออกต่อสิ่งที่เขาเป็นต่างหาก
เธอเกลียดชังเขา นัยน์ตาสีม่วงแสนเศร้านั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวสีเลือดเช่นเดียวกับนัยน์ตาของเขาเขาไม่เคยเห็นคนที่มีนัยน์ตาสีเดียวกับเขามาก่อนท่าทีของเธอเมื่อตอนที่นัยน์ตาเปลี่ยนสีมีบางอย่างเปลี่ยนไปเธอไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอในตอนนั้นจนกระทั่งพี่เข้ามาขวาง หยุดเธอไว้ และพาตัวเขาออกไปจากศาลเจ้า
เขาถูกพี่ห้ามพบกับเธออย่างเด็ดขาดแต่เรื่องอะไรที่เขาจะต้องทำตามคำสั่งของคนที่ทิ้งเขาไปกันด้วยเล่าเขาเองก็เป็นผู้พิทักษ์เหมือนอย่างที่พี่เป็น ทำไมเขาจะเข้าใกล้เธอไม่ได้แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้เธอมีท่าทีเปลี่ยนไปทันทีที่สบตากับเขาแต่ทำไมเขาถึงจะไม่มีสิทธิพบกับเธอ ทำไม...
พี่ไม่ได้อธิบายเหตุผลให้เขาฟังปู่กับย่าที่อยู่ด้วยกันในวันที่เกิดเรื่องวันนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรทั้งสองคนสบตากันสีหน้าเครียด พ่อกับแม่เองก็ดูกังวลใจแม้แต่พี่เองก็ดูเหมือนจะมีปัญหาอะไรบางอย่างมารุมเร้าเพราะเรื่องที่เขาได้พบกับเธองั้นเหรอ ทำไมไม่มีใครสนใจบางเล่าว่าเขาจะรู้สึกยังไงเขาเองก็เป็นผู้พิทักษ์นะ เขาก็เป็นผู้พิทักษ์เหมือนกันนะ!
ผ่านไปหลายอาทิตย์ เขาไม่ได้พบเธออีกเลยพ่อกับแม่ก็เหมือนจะพยายามคอยกันไม่ให้เขาเข้าใกล้ศาลเจ้าแต่เขายังคงได้ยินเสียงเธอลอยผ่านกำแพงเข้ามาในสวนหลังบ้านเป็นเสียงที่ไพเราะกังวานใส เธอกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าพี่ไปที่ศาลเจ้าบ่อยๆทำไมพี่ไปที่นั่นเพื่ออยู่เคียงข้างเธอ ขณะที่เขาต้องนั่งพิงกำแพงศาลเจ้าเฝ้าแต่ฟังเสียงของเธอที่ลอยแผ่วผ่านมากับสายลม
พอโรงเรียนเปิดเทอมเขาก็สังเกตเห็นเธอนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้องเรียน เธอนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวซ่อนนัยน์ตาสีสวยไว้ภายใต้เรือนผมที่ตกลงมาปรกบัง เธอไม่มีเพื่อนเกือบทุกคนให้ห้องมองเธอเหมือนเป็นคนประหลาดและคอยล้อเธอว่าเธอเป็น ‘เด็กไม่มีพ่อ’ เขาไม่สนใจสภาพครอบครัวของเธอหรอกว่าจะเป็นยังไงที่เขาสนใจคือตัวเธอผู้แสนโดดเดี่ยวคนนี้ต่างหาก
เขาใกล้เธอไม่ได้
เด็กหนุ่มรู้ตัวเองดี ไม่ใช่เพราะคำสั่งของพี่หรือปู่แต่เป็นเพราะเขากลัวว่าเขาเองอาจจะทำให้เธอต้องทุกข์ทรมานเพราะเขาเขาอาจจะหลบหนีจากเธอไปเลยก็ได้ ย้ายโรงเรียน เปลี่ยนห้องใหม่ทำยังไงก็ได้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอหน้าเธอ แต่เขาก็ทำไม่ได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไรเขารู้แต่เพียงว่าเขาอยากจะคอยอยู่ดูแลเธอในมุมที่เธอไม่เห็นเขา แค่นั้นก็พอแล้ว
แล้วเขาก็สาบานว่าต้องปกป้องเธอให้ได้เด็กสาวโดดเดี่ยวและขี้เหงา ตลอดเวลาที่อยู่ที่ห้องนี้เขาจะปกป้องเธอจากทุกคนที่พยายามจะเข้ามาทำร้ายแม้จะต้องเจ็บปวดใจทุกครั้งที่เห็นว่าพอเธอออกจากห้องไปก็จะมีใครคอยดูแลเธออยู่อีกคน
ใช่... เขารู้ว่าพี่คอยดูแลเธออยู่เสมอแต่พี่ไม่สามารถอยู่ข้างเธอตลอดเวลาเรียนได้เพราะพี่อายุมากกว่าพวกเขา ดังนั้นช่วงเวลาที่กำลังเรียนอยู่นี้แหละที่เป็นช่วงเวลาเดียวที่เขาจะอยู่ข้างๆเธอได้แค่ในเวลาแบบนี้เท่านั้นเอง
พอมีเขาอยู่ เธอดูจะร่าเริงขึ้น แม้เขาจะต้องพยายามอย่างหนักเพื่อไม่ให้ตัวเองสบตาเธอและไม่ให้พี่รู้แต่เขาก็มีความสุขกับสิ่งที่เขาทำทุกคนไม่กล้าแกล้งเธอและเริ่มไม่มีใครหาเรื่องเขา พวกเขาเอาแต่ล้อเขากับเธอว่าเป็น‘คู่ประหลาด’ แต่เขาไม่สนใจเรื่องไร้สาระพวกนั้นหรอก ตราบใดที่เธอปลอดภัย เขาก็ดีใจแล้ว
‘นายไม่ควรจะเข้าใกล้เธออีก’ โทวะเตือนเขาด้วยสีหน้าลำบากใจ นานาโกะนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหลังกำลังทำการบ้านอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่มาโมรุรู้ว่าเธอกำลังแอบฟังเขาอยู่
‘มันเรื่องของฉัน’ เขาบอกโทวะไปอย่างนั้น ‘แค่ไม่สบตาเธอก็พอแล้วนี่จริงไหม?’
โทวะทำท่าจะค้านแต่เขาไม่อยู่รอฟังคำอธิบายของมันหรอก ทำไมทุกคนถึงคิดจะขัดขวางในสิ่งที่เขาทำทำไมถึงไม่มีใครที่เข้าใจเขาและสนับสนุนให้เขาทำ คนพวกนั้นห่วงอะไรอยู่กันแน่
‘มาโมรุ’เสียงใสๆของเธอเอ่ยเรียวเขาก่อนนิ้วมือเรียวยาวจะกระตุกชายเสื้อเขาเบาๆเด็กสาวก้มมองปลายเท้าก่อนจะยื่นสิ่งหนึ่งให้เขา
‘เสร็จแล้ว’
ภาพระบายสีที่อาจารย์ให้เป็นการบ้านถูกยื่นมาให้เขาเด็กหนุ่มรับไว้และยิ้มให้เธอ พร้อมกับถามเธอว่าเธอวาดภาพอะไร
‘หอคอย’เด็กสาวตอบเสียงใส ‘มีฉัน... มีแอล...’
เธอชี้ไปที่จุดดำๆสองจุดที่อยู่หน้าแท่งทรงกระบอกสีเทาสูงใหญ่ที่เขาคิดว่ามันคงเป็นหอคอยที่เธอพูดถึงรอบตัวเด็กสาวเต็มไปด้วยสีสันสดใสที่ลากฉวัดเฉวียนไปมามองดูไม่เป็นรูปร่าง
‘นั่นสวนดอกไม้’ เธอบอก ‘ของฉันกับแอล’
นัยน์ตาสีแดงสดของเขาอ่อนแสงลงเด็กหนุ่มเดินจากเธอไป วางชิ้นงานของเขากับเธอไว้ที่ตะกร้าส่งงานหน้าห้องหัวใจของเขาบีบรัดตัวจนเขาแทบหายใจไม่ออก เขาเดินออกไปจากห้องพยายามจะไม่สบตาโทวะที่จ้องมองมาอย่างกังวลใจ
บางทีเขาอาจะเป็นพวกดันทุรังอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่มีวันจะได้ เขาอยากยืนอยู่ข้างเธอทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองไม่มีวันทำได้เขาอยากให้เธอเรียกหาแต่เขาแม้จะรู้ดีว่ามีใครอยู่ในใจของเธอบาทีเขาอาจจะเป็นพวกที่ชอบความเจ็บปวด แต่เขาก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ข้างเธอได้ยินเธอเรียกชื่อเขา แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะรู้ว่าสักวันเธอต้องจากเขาไป
เหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เขาคาดคิดเขาออกไปจากห้องแค่ไม่กี่นาทีเพราะถูกโทวะใช้ให้ไปส่งงานให้อาจารย์พอกลับมาที่ห้องอีกครั้ง ห้องก็มีสภาพเละเทะซะยิ่งกว่าที่มันเคยเป็นโทวะกับนานาโกะอยู่ใจกลางห้อง สองคนนั้นมีบาดแผลฟกช้ำทั่วร่างขณะที่พยายามปกป้องใครสักคนที่อยู่ด้านหลังโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด มาโมรุปราดเข้าไปในห้องทันใด ไม่มีใครเกรงกลัวเขาอีกแล้วทุกคนในห้องพยายามหยิบฉวยทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวโยนเข้าใส่เด็กสาวที่ร้องไห้จ้าอยู่หลังโทวะกับนานาโกะเธอยกมือกุมหัวแน่น กรีดร้องเสียงดังลั่น น้ำตาไหลอาบเสื้อผ้าของเธอจนชื้นแปรงลบกระดาน โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบอล ดินสอสีทุกอย่างถูกเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศ โดนทั้งเธอทั้งโทวะและนานาโกะ
‘ออกไป! ยัยปีศาจ! ออกไปให้พ้นจากที่นี่นะ!’
เพื่อนร่วมห้องข้างตัวเขาคว้ากล่องดินสอขึ้นมาได้ก่อนจะเขวี้ยงไปโดนศรีษะของเด็กสาวอย่างจังเธอร้องลั่น เนื้อตัวมีแต่รอยแผลฟกช้ำ
‘แกนั่นแหละออกไป!’
มาโมรุตะโกนร้องอย่างเดือดจัดเหวี่ยงร่างเล็กๆของเพื่อนร่วมห้องจนลอยไปกระแทกโต๊ะเก้าอี้ที่วางเกะกะอยู่รอบตัวแต่ไม่มีใครกรีดร้อง ไม่มีใครสนใจว่าเขากำลังทำอะไรทุกคนในห้องต่างพยายามขว้างข้าวของทุกอย่างใส่คนข้างหน้า
‘ทำบ้าอะไรกันวะ!’
มาโมรุตะคอก วิ่งเข้าไปบังโทวะกับนานาโกะไว้เก้าอี้ตัวหนึ่งลอยหวืดเข้ามาใกล้เขาปลายขามันฉียดเข้าใกล้หน้าผากจนเกิดเป็นแผลถลอก
‘ออกมานะ มาโมรุ! พวกเราจะไล่ยัยนี่ มันเป็นปีศาจ!’เด็กหนุ่มที่อยู่ใกล้ตัวเขาที่สุดร้องตะโกน ในมือถือกล่องดินสอสีกล่องใหญ่ไว้ ‘เอาแต่ตะโกนว่าเมตาเรียๆแล้วก็กรีดร้องดังลั่นแถมยังทำเสียงต่ำๆตาแดงๆด้วย’
นัยน์ตาของมาโมรุเบิกกว้างก่อนที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนดินสอสีก็พุ่งผ่านใบหน้าเขาไปมันพุ่งเข้าชนใบหน้าของเด็กสาวข้างหลังเขา ไม่มีเสียงกรีดร้อง ทุกคนในห้องเงียบสนิทข้าวของถือค้างอยู่ในมือเมื่อเห็นเด็กสาวยืนขึ้น
‘ตายซะ...’เธอพูดเสียงต่ำ ใบหน้าอาบไปด้วยคราบน้ำตา เรือนผมสีน้ำตาลทองยุ่งเหยิง ‘ไปตายซะ!’
แล้วเขาก็จำอะไรไม่ได้อีกพักใหญ่
ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ที่โรงพยาบาล พ่อกับแม่อยู่ข้างเตียงเขากุมมือเขาไว้และร่ำไห้ เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่มีใครเล่าอะไรให้เขาฟังพ่อบอกเขาแค่ว่าเด็กสาวคนนั้นปลอดภัยและไม่มีใครในห้องที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เขาถามหาพี่ เขาอยากขอโทษพี่คราวนี้เขาจะสาบานกับพี่แล้วว่าเขาจะไม่เข้าใกล้เธออีกต่อไปเขาจะไม่ทำให้เธอต้องทุกข์ทรมานอีกแล้ว
‘มาซารุไปดูแลเธออยู่’ พ่อบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ‘พ่อรู้ว่าลูกอยากปกป้องเธอมาโมรุ แต่การไม่เข้าใกล้เธอนี่แหละคือการปกป้องเธอที่ดีที่สุด’
ฝ่ามือหยาบวางทาบลงบนศีรษะของเขาเบาๆเสียงแม่สะอื้นไห้ดังอยู่ข้างเขา
พ่อนั่งลงข้างเตียงก่อนจะก้มตัวลงโอบกอดเขาไว้
‘พักผ่อนเถอะ มาโมรุจากนี้ไปโทวะจะช่วยดูแลเธอเอง’
น้ำตาของเขาไหลออกมาเป็นสายอย่างควบคุมไม่ได้เลย
โรงเรียนปิดเทอมแล้วจากนี้ไปพวกเขาก็จะขึ้นชั้นประถม ตลอดเวลาที่ผ่านมาโทวะแทบจะไม่ต้องคอยดูแลเธอเลยไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หรือทำร้ายเธออีกต่อไป ไม่มีใครพูดกับเธอทุกคนหวาดกลัวเธอมากกว่าจะเห็นเธอเป็นแค่ตัวประหลาดหรือเด็กไม่มีพ่อ แล้วเธอก็ต้องกลับไปโดดเดี่ยวอีกครั้งโดยที่เขาเองช่วยอะไรไม่ได้เพราะเขาสัญญากับพ่อแล้วว่าเขาจะไม่เข้าใกล้เธออีก เพื่อไม่ให้เธอเจ็บปวดเหมือนอย่างในวันนั้นเขาเลือกที่จะหันหลังให้เธอแล้วเดินจากไปแม้เธอจะตะโกนเรียกชื่อเขาสุดเสียงเขาไม่กล้าหันกลับไปเผชิญกับใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตานั่น เพราะลำพังแค่เสียงร้องเรียกของเธอกับเสียงสะอื้นไห้ก็ทำให้เขาทรมานเจียนตายแล้วเขาไม่อยากให้เธอต้องทำร้ายใครเพราะเขาอีกต่อไปแล้ว
แล้วเธอก็ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังขนาดอาจารย์ยังไม่กล้าเข้าใกล้เธอ เธอมาเรียนไม่บ่อยนักทุกครั้งที่มาเธอจะนั่งอยู่มุมห้องโต๊ะเก้าอี้ของเธออยู่ชิดผนังและแทบจะกลืนหายเข้าไปในซอกตู้เก็บไว้กวาดและตู้เอกสารไม่มีใครสนใจเธอ ทุกคนทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนแล้วเธอก็ผ่านพ้นความทรมานนี้ไปเมื่อการเรียนสิ้นสุดลง
มันควรจะเป็นอย่างนั้นปิดเทอมไปได้ไม่เท่าไหร่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวพวกเขาก็เปลี่ยนไป นั่นอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายของเธอเด็กสาวที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังท่ามกลางสนามเด็กเล่นเวิ้งว้าง หิมะที่ตกลงมาอย่างไร้สุ้มเสียงในช่วงปิดเทอมมันไม่ใช่หิมะตามธรรมชาติ เขาเองไม่ได้สังเกตเรื่องนั้นเลยเพราะมัวสนใจแต่เธอ
มีเด็กหนุ่มแปลกหน้าสองคนอยู่ใกล้ตัวเธอมาโมรุไม่เคยเห็นเธอดูหวาดกลัวและอารมณ์รุนแรงได้มากขนาดนี้มาก่อนสองคนนั่นทำอะไรสักอย่างในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นแล้วเขาก็ตระหนักได้ว่าทั้งคู่ไม่ใช่ผู้พิทักษ์เพราะคนที่ลงมือโจมตีสองคนนั้นคือพี่ชายของเขาเอง
พี่คอยปกป้องเธออีกแล้วขณะที่เขาทำอะไรไม่ได้พี่เปลี่ยนร่างเป็นผู้พิทักษ์และคอยปกป้องเธอจากคนที่เข้ามาทำร้ายส่วนเขาได้แต่ยืนอยู่ห่างๆ เฝ้ามองดูการต่อสู้อันแสนดุเดือดนั่นพร้อมกับประณามตัวเองที่ไร้ความสามารถ
แต่เขาจะไม่ยืนอยู่ข้างหลังไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเขาสาบานว่าเขาจะไม่หลบหนีอีกต่อไปเขาผิดคำสัญญาที่ให้ไว้แก่พ่อ เขาวิ่งเข้าไปหาเธอ
ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาของเขาเรืองแสงจ้าทันทีที่สบกับนัยน์ตาของเธอร่างกายของเขาปวดร้าวราวกับถูกไฟเผาพลาญ เขาเริ่มมองไม่เห็นภาพตรงหน้าเห็นเพียงแต่เงาดำกับร่างของหญิงสูงวัยเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงอ่อนเช่นเดียวกับเธอยืนอยู่ตรงหน้าเขาเสียงสาปแช่งของเธอดังอยู่ในโสตประสาทพร้อมกับเสียงทุ้มต่ำของเด็กสาวที่เขามักจะได้ยินประจำเวลาที่เธออาละวาด
มาโมรุรู้สึกได้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในตัวเด็กสาวมันขานรับกับนัยน์ตาสีแดงสดของเขา ตัวตนที่ถูกเก็บซ่อนไว้เริ่มกลืนกินสติของเขาแต่เขาไม่อาจปล่อยให้ใครอีกคนได้ทำแบบนั้นอีกต่อไป ไม่อย่างนั้นแล้วเขาก็จะกลายเป็นเพียงผู้แพ้ไปตลอดกาล
เขาพยายามเรียกสติของตัวเองพยายามเรียกชื่อเธอให้เธอรู้สึกตัวเขาพอจะรู้แล้วว่าทำไมเธอถึงอาละวาดเวลาที่ได้สบตาเขาเธอกำลังถูกอะไรบางอย่างในร่างกลืนกินถ้าเพียงแต่เธอจะมีพลังใจมากพอที่จะสามารถควบคุมมันได้ นั่นก็จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาปัญหาเดียวในตอนนี้คือเธอมีพลังใจน้อยเกินไปเธออ่อนแอและไม่สามารถควบคุมตัวเองได้จนปล่อยให้ใครอีกคนคอยควบคุมตัวเธอแทน
ความเจ็บปวดทรมานเล่นงานเขาจนสติเลือนพร่าเขาไม่เหลือเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้อะไรก็ตามที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว เขากำลังจะสลบและเธอคนนั้นก็เริ่มอาละวาดอีกครั้ง มันเลวร้ายกว่าครั้งไหนๆ เธอทำร้ายเขาซ้ำยังทำร้ายโทวะที่เข้ามาห้ามด้วย
แล้วก็กลายเป็นพี่ที่เข้ามาช่วยเธอแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆสีหน้าของพี่ดูเศร้าราวกับเหน็ดเหนื่อยกับปัญหานี้เต็มทน พี่ช่วยเธอไว้ได้ส่วนเขาก็ได้สติกลับคืนมาอีกครั้งขณะที่ต้องทนเห็นพี่คอยปกป้องเธอต่อหน้าเขา
เรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วมันไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เขาต้องเผชิญหลังเกิดเรื่อง เขาไม่ถูกพ่อกับปู่ต่อว่าไม่ถูกพี่ด่าและทำท่าทีเฉยชาใส่ ตรงข้าม... พี่ดูเหมือนกำลังจะร้องไห้ เขาไม่เคยเห็นพี่แสดงความอ่อนแอแบบนี้มาก่อนเลยยกเว้นตอนที่พี่ช่วยเธอไว้ในครั้งสุดท้าย
‘พอแล้ว...ผมอยากให้มันจบลงได้แล้ว จากนี้ไปผมจะดูแลเธอเอง!’
เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นโทวะตะโกนอย่างเดือดจัดหมอนั่นพรวดพราวเข้ามาในห้องพักฟื้นของเขา มีผ้าพันแผลพันอยู่รอบตัว มือข้างหนึ่งถือไม้เท้านานาโกะวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามามองดูเขาอย่างหวาดวิตกก่อนจะไล่สายตามองคนในห้องที่อยู่รอบตัวเขา พ่อ แม่ พี่เขาและปู่ สีหน้าของเธอซีดลงเรื่อยๆ
‘จะเอาอย่างนั้นหรือ? ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์’
‘อย่าเรียกผมด้วยชื่อนั่น!’ โทวะชี้ไม้เท้าใส่ปู่เขาอย่างโมโห ‘ผมจะดูแลเธอเองผมทนเห็นมาโมรุต้องทรมานมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว!’
‘แต่โทวะจัง...’
‘นี่เป็นทางที่ดีที่สุดแล้ว’ พ่อเอ่ยเสียงแผ่วก่อนจะเงยหน้าสบตามองโทวะท่าทีของหมอนั่นอ่อนลงไปในทันตา
‘เธอจะทำมันจริงๆหรือเปล่า?’
‘ผมจะทำ!’โทวะตอบเสียงหนักแน่น ‘แค่ช่วยอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้ผมได้รู้เท่านั้น’
พวกผู้ใหญ่ในห้องสบตากัน พวกเขามองดูโทวะนัยน์ตาสีมรกตของหมอนั่นจ้องมองพ่อเขาอย่างแน่วแน่
แล้วพ่อก็เอ่ย ‘ทาเคมูระ มินาโยะ เธอเป็นเดวิลพาราไซต์’
‘มันคือ--’
พ่อยกมือขึ้นห้ามคำถามของโทวะ ‘เธอจะได้ยินเสียงที่อยู่ในหัวของตัวเองเวลาที่เธออยู่ตามลำพังและมันจะยิ่งมีผลร้ายแรงมากขึ้นเมื่อสบตากับมาโมรุแต่ฉันคิดว่าถ้าเป็นเธอคงไม่เป็นอะไร’
‘ทำไมถึงเป็นเฉพาะกับมาโมรุ?’ โทวะถามในสิ่งที่เขาค้างคาใจ
นั่นสิ... ทำไม?
‘เป็นเรื่องในอดีตตอนที่อยู่ที่เอิร์ธซันน่ะแต่ฉันอธิบายอะไรมากไม่ได้เพราะมาโมรุไม่มีความทรงจำส่วนนั้นเอาเป็นว่าถ้าเด็กคนนั้นอยู่กับเธอคงจะไม่เป็นอะไร มาซารุปิดผนึกอาการนั่นไปแล้วเธอกับมาโมรุจะคอยช่วยดูแลเด็กคนนั้นก็ได้เพียงแต่ระวังอย่าให้เธอสบตากับมาโมรุก็พอ เพราะเรายังไม่แน่ใจนักว่ามาซารุจะสามารถปิดผนึกอาการของเธอได้อย่างสมบูรณ์แค่ไหน’
โทวะพยักหน้ารับ ไม่สาวความใดๆต่อ
‘งั้นก็เท่านี้สินะ’ ปู่เปรยขึ้นเบาๆอย่างโล่งใจ ‘อย่าลืมเรื่องที่เราตกลงกันไว้ล่ะจุน’
ปู่หันมาสบตากับพ่อแล้วก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับพี่ สีหน้าของพ่อดูไม่มีความสุขเลย
นั่นอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีเขาสามารถเข้าใกล้เธอได้แม้จะต้องคอยระวังไม่ให้สบตากับเธอแต่มันก็เป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่าเธอดูร่าเริงขึ้นมากจนไม่เหลือภาพของเด็กสาวโดดเดี่ยวอีกต่อไปพ่อบอกว่าความทรงจำตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาของเธอหายไปหมด นั่นหมายความว่าเธอลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร ถึงจะปวดใจ แต่เขาก็คิดว่าเขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุดมาแล้ว
เขากับโทวะคอยอยู่ข้างเธอแม้เขาจะช่วยอะไรไม่ได้มากแต่การที่ได้เห็นเธอยิ้มและหัวเราะแค่นั้นเขาก็มีความสุขมากแล้ว พวกเขาใช้ชีวิตช่วงปิดเทอมร่วมกับเธอไปเดินเล่มริมชายหาด ร่วมงานเทศกาล และจัดงานเลี้ยงเล็กๆที่บ้านของเขาเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากที่สุดในชีวิตตั้งแต่ที่เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา โลกของเขาก็ดูสดใสขึ้นมาทันตาโดยที่เขาไม่สังเกตเลยว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะหายไปจากชีวิตเขา
เพราะใช้เวลาอยู่ร่วมกับเธอเขาเลยไม่ทันสังเกตว่าพี่ดูเงียบขรึมขึ้นและอยู่บ้านน้อยลงทุกวันพี่ไปขลุกตัวที่ศาลเจ้าบ่อยกว่าเมื่อก่อนนานาโกะเองก็ไม่ค่อยได้มารวมกลุ่มกับพวกเขา ส่วนมิกิเขาไม่ได้พบเธออีกเลยนับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
เขามารู้ความจริงทุกอย่างตอนใกล้จะเปิดเทอมเขาได้ยินเสียงพี่ทะเลาะกับมิกิดังมาจากห้องรับแขกในบ้านได้ยินเสียงพ่อร้องห้ามและเสียงแม่ที่ร้องตวาดพี่ เขายืนอยู่เชิงบันไดรับฟังเรื่องราวทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสมองว่าแท้จริงแล้วคนที่ทำให้มินาโยะต้องอาละวาดอย่างหนักเป็นเพราะมิกิ มิกิพาคนแปลกหน้าสองคนมาหามินาโยะสองคนนั้นเป็นนักรบอเวจี เขาคิดมาตลอดว่ามิกิอยู่ข้างเขาแต่มันตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มิกิกลายเป็นคนของอีกฝ่าย สติสัมปชัญญะของเขาขาดผึงเขาวิ่งลงไปที่ห้องรับแขก ร้องตะโกนด่าว่าเธอโดยไม่สนใจเลยว่าเธอจะรู้สึกยังไงเขาเกลียดและโมโหเธอมากกว่าที่พี่รู้สึกกับเธอหลายร้อยเท่าเขาดุด่าว่าเธอโดยไม่สนใจเลยว่าเธอเป็นคู่หมั้นของเขา
‘ฉันช่วยโมโมจัง!’ เธอร้องตะโกนกลับมา ความโมโหกลบความกลัวจนมิด ‘ฉันทำทุกอย่างเพื่อมาโมจัง!ต่อให้รู้ว่าต้องถูกมาโมจังเกลียดฉันก็จะทำ!ขอให้รู้เอาไว้ว่าฉันอยู่ข้างเธอเสมอแม้ว่าเธอจะไม่สนใจฉันเลย!’
แล้วเธอก็หายไปจากชีวิตเขาไม่นานต่อจากนั้นพี่ก็จากไปอีกคน เป็นการเริ่มต้นชีวิตประถมที่ไม่สวยเท่าไหร่ และนั่นก็กลายเป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเขาที่เขาอยากจะลืมมันไปตลอดกาล