แสงแดดอุ่นจัดจ้าในยามสายทอดตัวลงบนถนนคอนกรีตภายนอกร้านหลบมุมคาเฟ่
นนท์ยืนมองหน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าของระบบที่ลอยเด่นอยู่กลางร้านด้วยแววตาครุ่นคิด
หน้าจอแสดงผลข้อความแจ้งเตือนสีแดงกะพริบถี่เป็จังหวะเงียบงัน
[พยากรณ์อากาศระบบมิติ: ตรวจพบคลื่นความเย็นเฉียบพลันจากดินแดนรกร้างจักรกล]
[ระดับความหนาวเย็น: วิกฤตภัยพิบัติ (อุณหภูมิคาดการณ์ติดลบเจ็ดสิบองศาเซลเซียส)]
[คำเตือน: ไอเย็นจัดจะแผ่ซ่านผ่านจุดเชื่อมต่อมิติในอีกยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้า]
นนท์ขยับแว่นทรงกลมบนดั้งจมูก แววตาสั่นไหวด้วยความกังวล
เขาตระหนักดีว่าความหนาวเย็นระดับนี้สามารถทำให้ไซบอร์กอย่างแบร็กซ์เกิดภาวะข้อต่อแช่แข็งจนขยับไม่ได้อีกครั้ง
และสำหรับผู้ร่อนเร่ไร้บ้านในมิติไซไฟขยะ มันอาจหมายถึงจุดจบของชีวิต
"พี่นนท์คะ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ"
เสียงใสราวกระดิ่งแก้วดังขึ้นจากบันไดไม้ทางขึ้นชั้นสาม
เอลวิน่าก้าวลงมาในชุดพนักงานเสิร์ฟสีพาสเทลตัวเก่ง ใบหน้าสะสวยล้อมรอบด้วยเส้นผมสีเงินประกาย
เธอเอียงคอเล็กน้อย หูเรียวยาวขยับไปมาอย่างสงสัยเมื่อเห็นนนท์ยืนเงียบ
"ระบบพยากรณ์ว่าจะมีพายุหนาวจัดพัดถล่มมิติของแบร็กซ์ครับ"
นนท์หันไปตอบพลางถอดผ้ากันเปื้อนลายแมวส้มออก
"ไอเย็นน่าจะรั่วไหลข้ามประตูมาด้วย พวกเราต้องเตรียมตัวรับมือครั้งใหญ่"
"หนาวจัดถึงขนาดส่งผลต่อร่างกายไซบอร์กเลยเหรอคะ"
เอลวิน่าเบิกตากว้างพลางยกมือทาบอกด้วยความใ
"ใช่ครับ และผมคิดว่าพายุรอบนี้อาจจะรุนแรงกว่าครั้งก่อน ๆ มาก"
นนท์สูดลมหายใจเข้าลึกพลางชี้มือไปที่ตู้เก็บวัตถุดิบหลังเคาน์เตอร์
"วัตถุดิบฤทธิ์ร้อนที่เรามีอยู่ตอนนี้ไม่น่าจะพอรับมือลูกค้าจำนวนมากได้"
"โดยเฉพาะสมุนไพรและพริกไทยดำที่ช่วยขับความหนาวเย็นในร่างกาย"
"เราต้องออกไปหาซื้อเพิ่มในปริมาณมากครับ"
เอลวิน่าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจทันที แววตาของเธอฉายแววมุ่งมั่น
"งั้นฉันไปด้วยค่ะพี่นนท์! ฉันช่วยยกของหนัก ๆ ได้สบายมากเลย"
นนท์ยิ้มบาง ๆ พลางมองร่างบางของเอลฟ์สาวที่ดูอย่างไรก็ไม่น่านำไปใช้งานหนัก
"ได้ครับ แต่คราวนี้เราจะออกไปข้างนอกตอนกลางวันกัน"
"คนจะเยอะกว่าตอนกลางคืนมาก คุณต้องแต่งตัวปิดบังตัวตนให้มิดชิดกว่าเดิมนะ"
นนท์เดินไปหยิบหมวกปีกกว้างบานใหญ่สีครีมที่เพิ่งซื้อมาใหม่ส่งให้เธอ
เอลวิน่ารับหมวกใบโตมาสวมลงบนศีรษะอย่างกระตือรือร้น
ปีกหมวกสีครีมบานกว้างช่วยพรางใบหูเรียวยาวและเส้นผมสีเงินประกายของเธอได้จนหมดสิ้น
เมื่อจัดแจงเสื้อคลุมแขนยาวให้เรียบร้อย ทั้งสองก็ก้าวออกจากประตูไม้หน้าร้านหลบมุมคาเฟ่
*กริ๊ง...*
เสียงกระดิ่งลมเหล็กเหนือประตูดังส่งท้ายราวคำอวยพร
ทันทีที่ก้าวพ้นซอยเปลี่ยวและมืดสลัวออกมาสู่ถนนสายหลักของเยาวราช
ความร้อนระอุของแดดยามสายและเสียงอึกทึกพลันพุ่งเข้าใส่ประสาทััทันที
เอลวิน่าสะดุ้งเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นจับปีกหมวกแน่นเพื่อบังแสงแดดจ้า
ดวงตาสีเขียวมรกตของเธอกวาดมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างปิดไม่มิด
รถตุ๊กตุ๊กสีน้ำเงินเหลืองแล่นฉิวผ่านหน้าส่งเสียงดังกระหึ่มพร้อมควันจาง ๆ
*บรื้น!*
"เอลฟ์ป่าอย่างฉันไม่เคยชินกับกลิ่นควันและเสียงล้อเหล็กวิ่งเร็วขนาดนี้เลยค่ะ"
เอลวิน่ากระซิบเบา ๆ พลางขยับตัวเข้ามาเดินเบียดชิดกับไหล่ของนนท์
"มันเรียกว่ารถตุ๊กตุ๊กครับ ไม่ใช่สัตว์อสูรเหล็กกล้าหรอกนะ"
นนท์หัวเราะเบา ๆ พลางเดินนำเธอเลี้ยวเข้าสู่ตรอกตลาดสดเก่าแก่
บรรยากาศสองข้างทางคลาคล่ำไปด้วยแผงลอยขายของสด ผัก และผลไม้สีสันสดใส
กลิ่นสมุนไพรจีนแห้ง กลิ่นเนื้อสัตว์ และกลิ่นใบชาชงร้อนลอยปนเปในอากาศ
ผู้คนสัญจรไปมาเบียดเสียดจนไหล่แทบชนไหล่
เอลวิน่าเดินเกาะชายเสื้อเชิ้ตของนนท์ไว้แน่นพลางมองซ้ายมองขวาไม่หยุด
"ผู้คนโลกนี้ขยันขันแข็งกันจังเลยนะคะ เดินสวนกันขวักไขว่ไปหมด"
"เพราะชีวิตต้องดิ้นรนครับ ทุกคนเลยต้องออกทำงานแต่เช้า"
นนท์อธิบายอย่างอ่อนโยนพลางหยุดยืนหน้าร้านขายเครื่องเทศและสมุนไพรจีนขนาดใหญ่
หน้าร้านมีกระสอบป่านบรรจุพริกไทยดำเม็ด พริกแห้ง และสมุนไพรแห้งหลากชนิดตั้งเรียงราย
กลิ่นฉุนร้อนแรงของพริกไทยดำโชยเตะจมูกทันทีที่ก้าวเข้าใกล้
*ฮัดเช้ย!*
เอลวิน่าจามออกมาเบา ๆ พลางยกมือปิดจมูก แก้มใสขึ้นสีระเรื่อ
"กลิ่นนี้... ร้อนแรงจนแสบจมูกเลยค่ะพี่นนท์"
"นี่แหละครับพริกไทยดำชั้นยอดของเยาวราช"
นนท์ยิ้มพลางเดินเข้าไปทักทายแม่ค้าวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
"สวัสดีครับป้า ผม้าซื้อพริกไทยดำเม็ดห้ากิโลกรัมครับ"
"แล้วก็ขอพริกไทยป่นกับสมุนไพรเครื่องตุ๋นยาจีนอย่างละสามชุดใหญ่ด้วยครับ"
แม่ค้าหันมามองนนท์ก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางหญิงสาวข้างกายที่สวมหมวกปีกกว้างบังหน้าตา
แม้หมวกจะปิดบังใบหน้าส่วนใหญ่ไว้ แต่ผิวพรรณขาวอมชมพูเนียนละเอียดก็ยังโดดเด่นสะดุดตา
"อุ๊ยตาย! พ่อหนุ่ม พาแม่บ้านคนสวยมาเดินตลาดเองเลยเหรอเนี่ย"
แม่ค้าเอ่ยทักน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว แววตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดู
"เอ่อ... ไม่ใช่ครับป้า เธอเป็พนักงานเสิร์ฟที่ร้านผมครับ"
นนท์รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ
ทว่าเอลวิน่ากลับไม่ได้ยินคำอธิบายเพราะมัวแต่ก้มมองดูสมุนไพรแห้งในกระสอบ
"พี่นนท์คะ! เมล็ดกลม ๆ สีน้ำตาลเข้มพวกนี้กลิ่นหอมคล้ายรากไม้ในป่าเอลฟ์เลยค่ะ"
เธอเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานพลางแตะแขนเสื้อนนท์อย่างสนิทสนม
แม่ค้ามองท่าทางออดอ้อนนั้นแล้วหัวเราะร่าอย่างรู้ทัน
"แหม ไม่ต้องมาเขินเลยพ่อหนุ่ม ป้าอาบน้ำร้อนมาก่อนดูออกหรอกจ้า"
"เรียกกันหวานหยดว่าพี่นนท์ขนาดนี้ แถมยังเกาะติดเป็ตังเม ข้าวใหม่ปลามันเลยนะ"
"มาหาซื้อพริกไทยกับสมุนไพรไปเปิดร้านอาหารของตัวเองล่ะสิ"
"คู่สร้างคู่สมจริงๆ เลยจ้ะ เมียฝรั่งสวยเหมือนตุ๊กตา ผิวพรรณดีไม่มีที่ติเลย"
คำว่า 'เมียฝรั่ง' และ 'สามีภรรยา' ทำให้นนท์ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง
"ไม่ใช่สามีภรรยาจริงๆ ครับป้า! พวกเราแค่..."
นนท์พยายามแก้ตัวสะดุดกุกกัก ขณะที่ใบหูแดงซ่านจนปิดไม่มิด
เอลวิน่าที่เพิ่งเข้าใจความหมายของคำทักทายหันมามองนนท์ตาแป๋ว
ถึงเธอจะใช้ระบบแปลภาษาอัตโนมัติของร้าน แต่คำว่า 'คู่รัก' และ 'สามีภรรยา' ก็แปลออกมาตรงตัว
แก้มใสใต้หมวกปีกกว้างพลันขึ้นสีแดงระเรื่อเข้มลามไปถึงใบหูเรียวยาวใต้หมวก
"อะ... เอลฟ์กับมนุษย์... เป็สามีภรรยากันได้ด้วยเหรอคะพี่นนท์"
เธอพึมพำเสียงแ่พลางก้มหน้าหลบตาต่ำ บิดนิ้วตัวเองด้วยความเขินอาย
"เอลวิน่า! อย่าไปคล้อยตามสิครับ"
นนท์หันมากระซิบแก้เขินเสียงเบา ก่อนจะรีบหันไปทางแม่ค้าที่ยิ้มกว้างอย่างสนุกสนาน
"ป้าครับ ชั่งของให้ผมเถอะครับ เดี๋ยวจะกลับไปเตรียมร้านไม่ทัน"
"จ้า ๆ ป้าไม่ล้อแล้วจ้ะ พ่อหนุ่มขี้เขินเอ๊ย"
แม่ค้าหัวเราะคิกคักพลางตักพริกไทยดำใส่ถุงชั่งน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
"เอาพริกไทยเกรดดีที่สุดไปเลยนะจ๊ะ ถือว่าป้าแถมสมุนไพรบำรุงกำลังให้ด้วย"
"ขอให้ร้านขายดี ๆ รักกันนาน ๆ นะลูกนะ"
นนท์รับถุงวัตถุดิบหนักอึ้งมาถือไว้พลางส่งยิ้มแห้ง ๆ จ่ายเงินไปทั้งหมด 2,000 บาท
เงินสดในกระเป๋าของเขาหักลบจนเหลือ 4,000 บาทถ้วนพอดี
ตลอดทางเดินกลับร้าน เอลวิน่าเดินเงียบกริบพลางดึงหมวกปีกกว้างลงมาปิดหน้าต่ำกว่าเดิม
แต่ทุกครั้งที่ไหล่ของทั้งสองคนเบียดชนกันท่ามกลางฝูงชน
หัวใจของชายหนุ่มกลับเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"พี่นนท์คะ..."
เอลวิน่าเอ่ยขึ้นเบา ๆ เมื่อเดินกลับเข้ามาในตรอกเปลี่ยวใกล้ตัวตึกแถวร้าน
"ครับเอลวิน่า?"
"คือ... ถ้าคนโลกนี้เข้าใจว่าเราเป็แบบนั้น... พี่นนท์จะรังเกียจไหมคะ"
ดวงตาสีเขียวมรกตช้อนขึ้นมองผ่านปีกหมวก แฝงความอ่อนหวานและคาดหวังจาง ๆ
นนท์หยุดเดินพลางหันมาสบตาใบหน้าสวยใสของเอลฟ์สาว
"ไม่เคยรังเกียจเลยครับ"
เขาส่งยิ้มอบอุ่นให้อย่างอ่อนโยน
"ผมต่างหากที่กลัวว่าคุณจะอึดอัดที่มีคนเข้าใจผิดแบบนั้น"
"ไม่เลยค่ะ! ฉัน... ฉันยินดีมากต่างหากค่ะ"
เอลวิน่าตอบเสียงใสพลางยิ้มกว้างออกมาทันทีจนแก้มบุ๋ม
ความขัดเขินเมื่อครู่พลันมลายหายไป เหลือเพียงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนระหว่างคนทั้งสอง
นนท์ใช้กุญแจทองเหลืองไขเปิดประตูไม้หน้าร้านก้าวเดินกลับเข้าไปในความคุ้นเคย
ไอแดดร้อนแรงฝั่งกรุงเทพฯ ถูกทิ้งไว้เื้ั เหลือเพียงภารกิจใหญ่ต้านหนาวที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น