ร้านหลบมุมคาเฟ่: เปิดร้านอาหารเชื่อมต่างโลกกลางกรุงเทพฯ

    ตอนที่ 16: ตลาดเยาวราชหนหลังและความเข้าใจผิดตลกๆ

    แสงแดดอุ่นจัดจ้าในยามสายทอดตัวลงบนถนนคอนกรีตภายนอกร้านหลบมุมคาเฟ่

     

    นนท์ยืนมองหน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าของระบบที่ลอยเด่นอยู่กลางร้านด้วยแววตาครุ่นคิด

     

    หน้าจอแสดงผลข้อความแจ้งเตือนสีแดงกะพริบถี่เป็๲จังหวะเงียบงัน

     

    [พยากรณ์อากาศระบบมิติ: ตรวจพบคลื่นความเย็นเฉียบพลันจากดินแดนรกร้างจักรกล]

     

    [ระดับความหนาวเย็น: วิกฤตภัยพิบัติ (อุณหภูมิคาดการณ์ติดลบเจ็ดสิบองศาเซลเซียส)]

     

    [คำเตือน: ไอเย็นจัดจะแผ่ซ่านผ่านจุดเชื่อมต่อมิติในอีกยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างหน้า]

     

    นนท์ขยับแว่นทรงกลมบนดั้งจมูก แววตาสั่นไหวด้วยความกังวล

     

    เขาตระหนักดีว่าความหนาวเย็นระดับนี้สามารถทำให้ไซบอร์กอย่างแบร็กซ์เกิดภาวะข้อต่อแช่แข็งจนขยับไม่ได้อีกครั้ง

     

    และสำหรับผู้ร่อนเร่ไร้บ้านในมิติไซไฟขยะ มันอาจหมายถึงจุดจบของชีวิต

     

    "พี่นนท์คะ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ"

     

    เสียงใสราวกระดิ่งแก้วดังขึ้นจากบันไดไม้ทางขึ้นชั้นสาม

     

    เอลวิน่าก้าวลงมาในชุดพนักงานเสิร์ฟสีพาสเทลตัวเก่ง ใบหน้าสะสวยล้อมรอบด้วยเส้นผมสีเงินประกาย

     

    เธอเอียงคอเล็กน้อย หูเรียวยาวขยับไปมาอย่างสงสัยเมื่อเห็นนนท์ยืนเงียบ

     

    "ระบบพยากรณ์ว่าจะมีพายุหนาวจัดพัดถล่มมิติของแบร็กซ์ครับ"

     

    นนท์หันไปตอบพลางถอดผ้ากันเปื้อนลายแมวส้มออก

     

    "ไอเย็นน่าจะรั่วไหลข้ามประตูมาด้วย พวกเราต้องเตรียมตัวรับมือครั้งใหญ่"

     

    "หนาวจัดถึงขนาดส่งผลต่อร่างกายไซบอร์กเลยเหรอคะ"

     

    เอลวิน่าเบิกตากว้างพลางยกมือทาบอกด้วยความ๻๠ใ๽

     

    "ใช่ครับ และผมคิดว่าพายุรอบนี้อาจจะรุนแรงกว่าครั้งก่อน ๆ มาก"

     

    นนท์สูดลมหายใจเข้าลึกพลางชี้มือไปที่ตู้เก็บวัตถุดิบหลังเคาน์เตอร์

     

    "วัตถุดิบฤทธิ์ร้อนที่เรามีอยู่ตอนนี้ไม่น่าจะพอรับมือลูกค้าจำนวนมากได้"

     

    "โดยเฉพาะสมุนไพรและพริกไทยดำที่ช่วยขับความหนาวเย็นในร่างกาย"

     

    "เราต้องออกไปหาซื้อเพิ่มในปริมาณมากครับ"

     

    เอลวิน่าพยักหน้ารับอย่างเข้าใจทันที แววตาของเธอฉายแววมุ่งมั่น

     

    "งั้นฉันไปด้วยค่ะพี่นนท์! ฉันช่วยยกของหนัก ๆ ได้สบายมากเลย"

     

    นนท์ยิ้มบาง ๆ พลางมองร่างบางของเอลฟ์สาวที่ดูอย่างไรก็ไม่น่านำไปใช้งานหนัก

     

    "ได้ครับ แต่คราวนี้เราจะออกไปข้างนอกตอนกลางวันกัน"

     

    "คนจะเยอะกว่าตอนกลางคืนมาก คุณต้องแต่งตัวปิดบังตัวตนให้มิดชิดกว่าเดิมนะ"

     

    นนท์เดินไปหยิบหมวกปีกกว้างบานใหญ่สีครีมที่เพิ่งซื้อมาใหม่ส่งให้เธอ

     

    เอลวิน่ารับหมวกใบโตมาสวมลงบนศีรษะอย่างกระตือรือร้น

     

    ปีกหมวกสีครีมบานกว้างช่วยพรางใบหูเรียวยาวและเส้นผมสีเงินประกายของเธอได้จนหมดสิ้น

     

    เมื่อจัดแจงเสื้อคลุมแขนยาวให้เรียบร้อย ทั้งสองก็ก้าวออกจากประตูไม้หน้าร้านหลบมุมคาเฟ่

     

    *กริ๊ง...*

     

    เสียงกระดิ่งลมเหล็กเหนือประตูดังส่งท้ายราวคำอวยพร

     

    ทันทีที่ก้าวพ้นซอยเปลี่ยวและมืดสลัวออกมาสู่ถนนสายหลักของเยาวราช

     

    ความร้อนระอุของแดดยามสายและเสียงอึกทึกพลันพุ่งเข้าใส่ประสาท๼ั๬๶ั๼ทันที

     

    เอลวิน่าสะดุ้งเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นจับปีกหมวกแน่นเพื่อบังแสงแดดจ้า

     

    ดวงตาสีเขียวมรกตของเธอกวาดมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจอย่างปิดไม่มิด

     

    รถตุ๊กตุ๊กสีน้ำเงินเหลืองแล่นฉิวผ่านหน้าส่งเสียงดังกระหึ่มพร้อมควันจาง ๆ

     

    *บรื้น!*

     

    "เอลฟ์ป่าอย่างฉันไม่เคยชินกับกลิ่นควันและเสียงล้อเหล็กวิ่งเร็วขนาดนี้เลยค่ะ"

     

    เอลวิน่ากระซิบเบา ๆ พลางขยับตัวเข้ามาเดินเบียดชิดกับไหล่ของนนท์

     

    "มันเรียกว่ารถตุ๊กตุ๊กครับ ไม่ใช่สัตว์อสูรเหล็กกล้าหรอกนะ"

     

    นนท์หัวเราะเบา ๆ พลางเดินนำเธอเลี้ยวเข้าสู่ตรอกตลาดสดเก่าแก่

     

    บรรยากาศสองข้างทางคลาคล่ำไปด้วยแผงลอยขายของสด ผัก และผลไม้สีสันสดใส

     

    กลิ่นสมุนไพรจีนแห้ง กลิ่นเนื้อสัตว์ และกลิ่นใบชาชงร้อนลอยปนเปในอากาศ

     

    ผู้คนสัญจรไปมาเบียดเสียดจนไหล่แทบชนไหล่

     

    เอลวิน่าเดินเกาะชายเสื้อเชิ้ตของนนท์ไว้แน่นพลางมองซ้ายมองขวาไม่หยุด

     

    "ผู้คนโลกนี้ขยันขันแข็งกันจังเลยนะคะ เดินสวนกันขวักไขว่ไปหมด"

     

    "เพราะชีวิตต้องดิ้นรนครับ ทุกคนเลยต้องออกทำงานแต่เช้า"

     

    นนท์อธิบายอย่างอ่อนโยนพลางหยุดยืนหน้าร้านขายเครื่องเทศและสมุนไพรจีนขนาดใหญ่

     

    หน้าร้านมีกระสอบป่านบรรจุพริกไทยดำเม็ด พริกแห้ง และสมุนไพรแห้งหลากชนิดตั้งเรียงราย

     

    กลิ่นฉุนร้อนแรงของพริกไทยดำโชยเตะจมูกทันทีที่ก้าวเข้าใกล้

     

    *ฮัดเช้ย!*

     

    เอลวิน่าจามออกมาเบา ๆ พลางยกมือปิดจมูก แก้มใสขึ้นสีระเรื่อ

     

    "กลิ่นนี้... ร้อนแรงจนแสบจมูกเลยค่ะพี่นนท์"

     

    "นี่แหละครับพริกไทยดำชั้นยอดของเยาวราช"

     

    นนท์ยิ้มพลางเดินเข้าไปทักทายแม่ค้าวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์

     

    "สวัสดีครับป้า ผม๻้๵๹๠า๱ซื้อพริกไทยดำเม็ดห้ากิโลกรัมครับ"

     

    "แล้วก็ขอพริกไทยป่นกับสมุนไพรเครื่องตุ๋นยาจีนอย่างละสามชุดใหญ่ด้วยครับ"

     

    แม่ค้าหันมามองนนท์ก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางหญิงสาวข้างกายที่สวมหมวกปีกกว้างบังหน้าตา

     

    แม้หมวกจะปิดบังใบหน้าส่วนใหญ่ไว้ แต่ผิวพรรณขาวอมชมพูเนียนละเอียดก็ยังโดดเด่นสะดุดตา

     

    "อุ๊ยตาย! พ่อหนุ่ม พาแม่บ้านคนสวยมาเดินตลาดเองเลยเหรอเนี่ย"

     

    แม่ค้าเอ่ยทักน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว แววตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดู

     

    "เอ่อ... ไม่ใช่ครับป้า เธอเป็๲พนักงานเสิร์ฟที่ร้านผมครับ"

     

    นนท์รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ

     

    ทว่าเอลวิน่ากลับไม่ได้ยินคำอธิบายเพราะมัวแต่ก้มมองดูสมุนไพรแห้งในกระสอบ

     

    "พี่นนท์คะ! เมล็ดกลม ๆ สีน้ำตาลเข้มพวกนี้กลิ่นหอมคล้ายรากไม้ในป่าเอลฟ์เลยค่ะ"

     

    เธอเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานพลางแตะแขนเสื้อนนท์อย่างสนิทสนม

     

    แม่ค้ามองท่าทางออดอ้อนนั้นแล้วหัวเราะร่าอย่างรู้ทัน

     

    "แหม ไม่ต้องมาเขินเลยพ่อหนุ่ม ป้าอาบน้ำร้อนมาก่อนดูออกหรอกจ้า"

     

    "เรียกกันหวานหยดว่าพี่นนท์ขนาดนี้ แถมยังเกาะติดเป็๲ตังเม ข้าวใหม่ปลามันเลยนะ"

     

    "มาหาซื้อพริกไทยกับสมุนไพรไปเปิดร้านอาหารของตัวเองล่ะสิ"

     

    "คู่สร้างคู่สมจริงๆ เลยจ้ะ เมียฝรั่งสวยเหมือนตุ๊กตา ผิวพรรณดีไม่มีที่ติเลย"

     

    คำว่า 'เมียฝรั่ง' และ 'สามีภรรยา' ทำให้นนท์ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง

     

    "ไม่ใช่สามีภรรยาจริงๆ ครับป้า! พวกเราแค่..."

     

    นนท์พยายามแก้ตัวสะดุดกุกกัก ขณะที่ใบหูแดงซ่านจนปิดไม่มิด

     

    เอลวิน่าที่เพิ่งเข้าใจความหมายของคำทักทายหันมามองนนท์ตาแป๋ว

     

    ถึงเธอจะใช้ระบบแปลภาษาอัตโนมัติของร้าน แต่คำว่า 'คู่รัก' และ 'สามีภรรยา' ก็แปลออกมาตรงตัว

     

    แก้มใสใต้หมวกปีกกว้างพลันขึ้นสีแดงระเรื่อเข้มลามไปถึงใบหูเรียวยาวใต้หมวก

     

    "อะ... เอลฟ์กับมนุษย์... เป็๲สามีภรรยากันได้ด้วยเหรอคะพี่นนท์"

     

    เธอพึมพำเสียงแ๶่๥พลางก้มหน้าหลบตาต่ำ บิดนิ้วตัวเองด้วยความเขินอาย

     

    "เอลวิน่า! อย่าไปคล้อยตามสิครับ"

     

    นนท์หันมากระซิบแก้เขินเสียงเบา ก่อนจะรีบหันไปทางแม่ค้าที่ยิ้มกว้างอย่างสนุกสนาน

     

    "ป้าครับ ชั่งของให้ผมเถอะครับ เดี๋ยวจะกลับไปเตรียมร้านไม่ทัน"

     

    "จ้า ๆ ป้าไม่ล้อแล้วจ้ะ พ่อหนุ่มขี้เขินเอ๊ย"

     

    แม่ค้าหัวเราะคิกคักพลางตักพริกไทยดำใส่ถุงชั่งน้ำหนักอย่างรวดเร็ว

     

    "เอาพริกไทยเกรดดีที่สุดไปเลยนะจ๊ะ ถือว่าป้าแถมสมุนไพรบำรุงกำลังให้ด้วย"

     

    "ขอให้ร้านขายดี ๆ รักกันนาน ๆ นะลูกนะ"

     

    นนท์รับถุงวัตถุดิบหนักอึ้งมาถือไว้พลางส่งยิ้มแห้ง ๆ จ่ายเงินไปทั้งหมด 2,000 บาท

     

    เงินสดในกระเป๋าของเขาหักลบจนเหลือ 4,000 บาทถ้วนพอดี

     

    ตลอดทางเดินกลับร้าน เอลวิน่าเดินเงียบกริบพลางดึงหมวกปีกกว้างลงมาปิดหน้าต่ำกว่าเดิม

     

    แต่ทุกครั้งที่ไหล่ของทั้งสองคนเบียดชนกันท่ามกลางฝูงชน

     

    หัวใจของชายหนุ่มกลับเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็๲มาก่อน

     

    "พี่นนท์คะ..."

     

    เอลวิน่าเอ่ยขึ้นเบา ๆ เมื่อเดินกลับเข้ามาในตรอกเปลี่ยวใกล้ตัวตึกแถวร้าน

     

    "ครับเอลวิน่า?"

     

    "คือ... ถ้าคนโลกนี้เข้าใจว่าเราเป็๲แบบนั้น... พี่นนท์จะรังเกียจไหมคะ"

     

    ดวงตาสีเขียวมรกตช้อนขึ้นมองผ่านปีกหมวก แฝงความอ่อนหวานและคาดหวังจาง ๆ

     

    นนท์หยุดเดินพลางหันมาสบตาใบหน้าสวยใสของเอลฟ์สาว

     

    "ไม่เคยรังเกียจเลยครับ"

     

    เขาส่งยิ้มอบอุ่นให้อย่างอ่อนโยน

     

    "ผมต่างหากที่กลัวว่าคุณจะอึดอัดที่มีคนเข้าใจผิดแบบนั้น"

     

    "ไม่เลยค่ะ! ฉัน... ฉันยินดีมากต่างหากค่ะ"

     

    เอลวิน่าตอบเสียงใสพลางยิ้มกว้างออกมาทันทีจนแก้มบุ๋ม

     

    ความขัดเขินเมื่อครู่พลันมลายหายไป เหลือเพียงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนระหว่างคนทั้งสอง

     

    นนท์ใช้กุญแจทองเหลืองไขเปิดประตูไม้หน้าร้านก้าวเดินกลับเข้าไปในความคุ้นเคย

     

    ไอแดดร้อนแรงฝั่งกรุงเทพฯ ถูกทิ้งไว้เ๤ื้๵๹๮๣ั๹ เหลือเพียงภารกิจใหญ่ต้านหนาวที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น