แม่ลูกสวิงรัก

    แม่ลูกสวิงรัก บทที่ 78 ไม่มีวันปล่อยมือจากแม่

            แสงแดดยามเช้าทอดผ่านม่านหมอกบางเบาที่ลอยละล่องเหนือผิวน้ำใสสะอาดราวกับผืนแพรไหมบางเบาที่โอบล้อมหุบเขาสีเขียวชอุ่มไว้ด้วยอ้อมกอดของธรรมชาติเสียงนกป่าร้องประสานกันแผ่วเบา บ่งบอกถึงชีวิตชีวาที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบณ ป่าเขาลำเนาไพรแห่งนี้

            ผมเดินออกจากเต็นท์มาที่ริมน้ำอันเงียบสงบและเย็นฉ่ำมีหมอกบางๆ ปกคลุมไปทั่ว อากาศบริสุทธิ์ยามเช้าทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด ผมค่อย ๆย่อตัวลง ใช้สองมือวักน้ำเย็นเฉียบขึ้นมาล้างใบหน้าที่ร้อนผ่าวจากเหตุการณ์ดุเดือดกับแม่ที่เพิ่งผ่านมาน้ำเย็นช่วยให้ร่างกายกลับมาสงบลงอีกครั้ง ผมสูดหายใจลึก ๆหลับตาลงรับสัมผัสเย็นสบายของละอองน้ำ ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยสายตาแจ่มใส มองไปรอบ ๆอย่างผ่อนคลาย

            เมื่อผมเดินกลับมายังเต็นท์ของตัวเองก็เป็นเวลาเดียวกับเสียงซิปเต็นท์ค่อย ๆ ถูกรูดเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นร่างของแม่ผมที่กำลังค่อยๆ คลานออกมาจากด้านในรังรักที่เราเพิ่งละเลงกามกันเมื่อครู่

            แม่สวมเสื้อยืดเอวลอยเนื้อผ้าหนาสีขาวสะอาดตาชายเสื้อที่เลิกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นสะดือกลมกลึงขาวเนียนที่โผล่พ้นชายเสื้อออกมาอย่างน่ามองด้านล่างเป็นกางเกงวอร์มสีดำแถบด้านข้างสีขาวที่โอบรัดทุกส่วนโค้งของสะโพกและเรียวขางดงามเอาไว้อย่างชัดเจนเมื่อแม่ขยับตัวค่อย ๆ มุดลอดออกจากเต็นท์ช่วงเอวและสะโพกอันอวบอิ่มก็เผยให้เห็นความเซ็กซี่ที่แฝงอยู่ภายใต้ชุดลำลองอันเรียบง่ายนี้

            แม่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนที่จะยืดแขนขึ้นเหนือศีรษะเพื่อบิดขี้เกียจขยับร่างกายเพื่อคลายกล้ามเนื้อหลังจากการที่ถูกลูกชายจับเล่นท่าเมื่อคืนชายเสื้อยืดถูกยกขึ้นไปตามแรงยืดแขน เผยให้เห็นเอวขาวงามที่ไร้ไขมันส่วนเกินสะดือที่ลึกน่ารักปรากฏเด่นชัดอยู่ตรงกลางหน้าท้องขาวเนียนราวกับหิมะหน้าท้องที่แสนเรียบเนียนไร้ไขมันส่วนเกิน และลอนหน้าท้องจาง ๆที่แสดงถึงการดูแลรูปร่างอย่างดี ถูกแสงแดดยามเช้าสาดส่องให้เห็นชัดเจน

            แม่ยืดแขนจนสุดปลายนิ้วเรียวยาวสอดประสานกันไว้เหนือศีรษะ ลำตัวบิดโค้งไปทางซ้ายทีขวาทีเผยส่วนเว้าส่วนโค้งที่สมบูรณ์แบบของร่างกายสะโพกอวบอิ่มที่โค้งมนงดงามดันกางเกงจนแนบชิดกับผิวพรรณเรียบลื่นทุกจังหวะการขยับตัวและบิดร่างกายของแม่นั้นดูอ่อนช้อยแต่กลับเซ็กซี่น่าจับกดกับเตียงจนผมแทบละสายตาไม่ได้

            เมื่อบิดตัวเสร็จแม่จึงลดแขนลงมาปล่อยให้ชายเสื้อกลับลงมาเหมือนเดิม ปิดหน้าท้องงามที่ถูกโชว์ออกมาเพียงชั่วครู่แต่ภาพที่แสนจะเซ็กซี่เย้ายวนนั้นกลับติดอยู่ในสายตาของลูกชายที่มองอย่างไม่อาจถอนสายตาออกไปได้เลย

            ผมกำลังคิดจะเดินเข้าไปลวนลามแม่แต่จู่ ๆ กลับมีชายคนหนึ่งที่ผมจำได้ว่าเขาเป็นสมาชิกของอีกครอบครัวที่ร่วมทริปนี้ด้วยกันเขาเดินตรงมาที่แม่ก่อน โดยชายคนดังกล่าวดูอายุประมาณสามสิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่งแต่ก็ยังเตี้ยกว่าแม่ผมอีกฝ่ายมีใบหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลา ดูสุภาพและเป็นมิตร เอ่ยทักทายแม่ผมอย่างเกรงใจ

            "เอ่อ...ขอโทษนะครับ คุณใช่คุณกชกรที่เคยเป็นนางแบบนิตยสาร... เอ่อ นิตยสารนั่นหรือเปล่าครับ?"

            แม่ผมดูอึ้งไปเล็กน้อยใบหน้าสวยเผยสีหน้าประหลาดใจที่ถูกจดจำได้ในที่เช่นนี้แต่เธอก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพตามมารยาท

            "ใช่ค่ะ... ฉันเอง... ไม่ทราบว่าคุณคือ?"

            ชายคนนั้นมีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดดวงตาเป็นประกายราวกับได้พบเจอดาราที่เขาชื่นชอบมาตลอดชีวิต

            "ผมว่าแล้วเชียว! คุณดูสวยยิ่งกว่าเมื่อก่อนอีกนะครับ ผมเกือบจำไม่ได้จริงๆ... เอ่อ ขอสารภาพตามตรงว่าผมเป็นแฟนตัวยงของคุณกชกรเลยครับ มีทุกหัวนิตยสารที่คุณเคยถ่ายแบบไว้เก็บครบทุกเล่มเลยถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป... ขอถ่ายรูปไปอวดเพื่อนสักหน่อยได้ไหมครับ? เพื่อนร่วมรุ่นผมก็เป็นแฟนคลับของคุณกันทั้งนั้น"

            แม่ดูพยายามแสดงออกอย่างเรียบเฉยทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเขินอายหน่อย ๆ พยักหน้าตอบรับอีกฝ่ายอย่างมีมิตรไมตรี

            "ได้สิ... ยินดีค่ะ"

            ชายคนนั้นรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายเซลฟี่คู่กับแม่อย่างตื่นเต้นระหว่างที่ถ่ายภาพ ใบหน้าของเขายิ้มกว้างดูมีความสุขจนผมเริ่มจะรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจแม่ซึ่งหันมาสังเกตเห็นผมที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลพอดีจึงยิ้มให้ลูกชายด้วยแววตาอ่อนโยน

            "อ้าว เน มายืนอยู่ตรงนี้นานหรือยังลูก?"

            "เพิ่งมาครับแม่ เห็นแม่มีธุระเลยไม่อยากขัดจังหวะ"

            ผมพูดพลางเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับโอบเอวแม่ไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของอีกฝ่ายนั้นหันมองผมด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าแม่ผมมีลูกชายที่โตขนาดนี้แล้วแต่เขาก็รีบยิ้มให้ด้วยความเข้าใจ

            "แหม เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ นะครับ... แล้วคุณกชกรเคยคิดจะหวนคืนสู่วงการ มีผลงานใหม่ๆ ออกมาให้แฟน ๆ ได้หายคิดถึงบ้างไหมครับ?"

            แม่ส่ายหน้าด้วยแววตาพิลึกเหลือบตามองผมอย่างระมัดระวัง

            "คงไม่มีแล้วล่ะค่ะ ตอนนี้ก็วัยต้นเลขสี่แล้ว คงสู้สาว ๆสมัยนี้ไม่ไหวหรอก"

            ชายคนนั้นส่ายหน้าปฏิเสธอย่างจริงจังพร้อมกวาดสายตามองรูปร่างอันเซ็กซี่ของแม่อย่างมีความหมายลึกซึ้ง

            "ไม่จริงเลยครับ คุณกชกรดูสวย รุ่นเป๊ะปัง งามสง่ายิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีกสาว ๆ สมัยนี้ยังเทียบไม่ได้เลยนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าคุณกลับมารับงานอีกครั้ง จะต้องดังระเบิดในยุคนี้อย่างแน่นอน"

            แม่ยิ้มตอบรับคำชมอย่างสุภาพแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปมากกว่านั้นในขณะเดียวกัน ภรรยาของชายคนนั้นเดินตรงเข้ามาเรียกเขาแบบแสดงออกว่าหึงหวงหน่อย ๆทำให้เขาจำใจต้องโบกมือลาแม่ผมไปพร้อมกับรอยยิ้มเกรงใจ

            เมื่ออีกฝ่ายเดินจากไปผมจึงหันมาหาแม่พร้อมกับความสงสัย มือก็ขยำก้นงอนแม่แรง ๆ ไปด้วยความหวงแหน

            "ผู้ชายคนนั้นพูดถึงเรื่องอะไรน่ะแม่ นางแบบ? นิตยสารอะไรครับ?"

            “ก็แค่เรื่องในอดีตเป็นสิบปีแล้วน่ะไม่มีอะไรหรอก... ลูกไปหาพ่อก่อน เอ้อฝากชงกาแฟให้แม่แก้วหนึ่งด้วยนะ เดี๋ยวแม่ทำธุระเสร็จแล้วตามไป”

            แม่แกะมือที่กำลังซุกซนของผมออกเลี่ยงไม่ตอบคำถาม ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องน้ำ ทิ้งความสงสัยไว้ให้ลูกชายอย่างผมที่มองตามก้นงอนงามที่ส่ายไปส่ายมาของแม่

             

              กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟสดที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ โชยอวลไปทั่วอากาศยามเช้าอันสดใส ผมถือแก้วกาแฟสองใบไว้ในมือก่อนจะเดินมาที่โต๊ะไม้ยาวใต้เพิงครัวซึ่งมีแม่นั่งรออยู่ แสงแดดอ่อน ๆที่ลอดผ่านใบไม้โปรยแสงรำไรลงมาบนโต๊ะมองเห็นไอควันจากกาแฟที่ลอยขึ้นเบาบางคล้ายม่านหมอกจาง ๆ

            "กาแฟมาแล้วครับ"

            ผมพูดพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นก่อนจะยื่นแก้วกาแฟให้แม่ที่นั่งรอ

            "ขอบใจจ้ะ..."

            แม่รับแก้วกาแฟมาอย่างเงียบๆ สีหน้านิ่งเฉย ไม่ได้ยิ้มตอบหรือแสดงความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษเพียงแค่พยักหน้ารับสั้น ๆ เหมือนกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง สายตาแม่เหม่อมองไปทางพ่อที่กำลังยกกล้องถ่ายรูปเก็บภาพจากธรรมชาติอยู่ด้านนอกเพิง

            เส้นผมยาวสลวยที่ถูกมัดรวบอย่างเรียบง่ายของแม่เผยให้เห็นต้นคอขาวระหงซึ่งผมแอบเผลอมองอย่างหลงใหล ขณะที่ผมนั่งลงข้างแม่ ผมแอบยื่นมือไปวางบนขาอ่อนของแม่ใต้โต๊ะอย่างแนบเนียนแม่หันมามองด้วยสายตาปราม แต่ผมกลับยิ่งลูบไล้ขาแม่ผ่านกางเกงอย่างแผ่วเบา จนแม่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรเพื่อไม่ให้คนอื่นผิดสังเกต

            บอกตามตรงว่าผมไม่อยากให้แม่เอาแต่คิ้วขมวดคิดเรื่องอื่นจนละเลยลูกชายที่นั่งอยู่ตรงนี้

            ขณะที่สองแม่ลูกนั่งจิบกาแฟด้วยกันลุงป๋องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ถามขึ้น

            “เป็นไงบ้างเจ้าเน เมื่อคืนนอนหนาวกันไหม”

            “ก็หนาวอยู่นะครับลุง แต่ดีที่มีแม่ให้นอนกอด— อูยยยย”

            แม่เอื้อมมือมาหยิกขาผมแรงๆ จากใต้โต๊ะ คงกลัวว่าผมจะหลุดพูดออกไปมั้งว่าเมื่อคืนเรานอนห่มผ้าแอบบดเครื่องเพศใส่กันมันส์แค่ไหนแม้จะมีพ่อนอนอยู่ข้าง ๆ

            "นี่เจ้าเน... โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วนะโว้ย ยังจะนอนกอดแม่อยู่อีกเรอะฮ่าๆ ๆ"

            "ก็ผมมีแม่แค่คนเดียวนี่ครับลุงจะให้ไปนอนกอดใครได้อีกล่ะ"

            "โว้ย ไอ้เด็กขี้อ้อนนี่! เดี๋ยวพอมีเมียเมื่อไร แม่เอ็งคงได้น้อยใจตายเลย"

            ลุงป๋องส่ายหัวพูดพลางหัวเราะขำๆ

            "ไม่ต้องห่วงหรอกครับลุง ยังไงผมก็ให้แม่เป็นที่หนึ่งเสมออยู่ดี"

            ผมยิ้มตอบอย่างไม่เขินอายพร้อมกับหันไปมองแม่ที่กำลังทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็สะดุ้งอีกครั้งเมื่อใต้โต๊ะแม่กลับหยิกขาผมแรงกว่าเดิม

            ถึงบางครั้งผมจะรู้สึกผิดที่ชอบกวนโทสะแม่อย่างยั้งใจไม่อยู่ทว่าลึก ๆแล้วผมกลับรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูกเวลาที่แม่หัวร้อนแล้วตอบโต้ผมอย่างดุเดือดจนหลุดการควบคุมหรือแม้แต่ตอนที่แม่จ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดหินเนื้อจนผมแอบขนลุกซู่

            เพราะมันดีกว่าเป็นไหนๆ เมื่อเทียบกับเวลาแม่ไม่พอใจแล้วเอาแต่เงียบหรือทำสีหน้าเย็นชามองผมด้วยหางตาโดยไม่พูดอะไรเลยเหมือนแม่กำลังคิดว่าผมเป็นเด็กและน่ารำคาญ ผมจึงมักรู้สึกอึดอัดขัดใจไปหมดเวลาเห็นแม่อยู่ในรูปแบบที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก

            “แล้วพี่ทิพย์ไปไหนล่ะคะ ยังไม่ตื่นอีกเหรอ”

            แม่ผมวางแก้วกาแฟหลังจิบไปอึกใหญ่ก่อนหันไปถามลุงป๋องบ้าง

            “ทิพย์เขาตื่นแล้วนะ... แต่นั่นสิ ทำไมป่านนี้ยังไม่มากันอีก— นั่นพูดถึงก็มากันพอดีเลย”

            เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินน้าทิพย์กับพี่ปันเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ ทั้งคู่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อยเมื่อสังเกตจากสีหน้าลุงป๋องหันไปมองด้วยสายตาสงสัย

            "อ้าว ไปทำอะไรกันมาน่ะแม่ลูกคู่นี้ ดูเหนื่อย ๆ นะ"

            ลุงป๋องถามขึ้นอย่างแปลกใจขณะตักข้าวต้มใส่ปาก

            น้าทิพย์ชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะพยายามยิ้มกลบเกลื่อนอย่างรวดเร็ว

            "เอ่อ... ก็ไม่มีอะไรหรอก พอดีชวนปันทําสควอชคู่น่ะเพราะเมื่อคืนกินหนักไปหน่อยต้องเอาออกบ้างน่ะ"

            ลุงป๋องพยักหน้ารับรู้อืมๆ ก่อนจะบอกให้ทั้งคู่รีบไปหาอะไรกินรองท้องในครัวที่ไกด์ได้เตรียมอาหารเช้าง่าย ๆไว้ให้

            ผมมองพี่ปันที่เดินข้างน้าทิพย์เงียบๆ แล้วสังเกตเห็นแม่ลูกคู่นั้นแอบส่งสายตาแปลก ๆ ให้กัน

            บรรยากาศในยามเช้าหลังจากนั้นดำเนินไปอย่างผ่อนคลายหลังทานอาหารเช้าอันเรียบง่ายแต่แสนอร่อยจบลงไม่แน่ใจว่าอร่อยเพราะเสียพลังงานจากกิจกรรมเข้าจังหวะเมื่อคืนไปเยอะหรือเพราะมันอร่อยถูกปากจริง ๆ

            ทุกคนต่างก็ช่วยกันเก็บของเก็บแคมป์อย่างขะมักเขม้นเสียงพูดคุยหยอกล้อกันของเหล่าสมาชิกในกลุ่มดังก้องอยู่ท่ามกลางเสียงธรรมชาติของผืนป่า

            ผมกับพ่อแม่ต่างช่วยกันเก็บเต็นท์และอุปกรณ์ต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว ระหว่างนั้นผมยังหาโอกาสแอบเข้ามาโอบเอวแม่จากด้านหลังซุกหน้าลงบนไหล่ สูดดมกลิ่นหอมจากตัวแม่ ตูดก็เด้าเสยเบา ๆให้ลำควยรูดไปตามร่องก้นที่ปั้นมาอย่างดีของแม่อย่างจงใจ

            "นี่เน— เลิกทะลึ่งได้แล้ว เดี๋ยวคนอื่นเห็นเข้า... หัดมีความรอบคอบเสียบ้าง"

            แม่เอ็ดเสียงเข้มพลางมองไปที่พ่อซึ่งกำลังนั่งหันหลังพับเต็นท์อย่างขะมักเขม้นอยู่

            "ลูกขอกำลังใจนิดหน่อยเองนะแม่..."

            ผมกระซิบตอบอย่างออดอ้อนแต่แม่หันมาหรี่ตาจ้องเขม็งจนผมใจสั่นคลายอ้อมกอดและยกสองมือเป็นสัญญาณยอมแพ้เพราะรู้ว่าแม่เริ่มมีโทสะจริงจังกับความไม่ระมัดระวังของลูกชายผมรู้ดีว่าหากแม่เอาจริงขึ้นมา ก็สามารถจับผมทุ่มข้ามหัวไหล่ลงพื้นเอาได้ง่าย ๆ

            เมื่อเข็มนาฬิกาบ่งบอกเวลาเก้าโมงทุกคนก็พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่ ไกด์ช่วยกันพูดบรรยายถึงเส้นทางการล่องแก่งในวันสุดท้ายนี้ซึ่งจะเป็นช่วงของแม่น้ำว้าตอนกลางที่มีสายน้ำเชี่ยวกรากมากขึ้น

            เมื่อเริ่มล่องแก่งความตื่นเต้นก็เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ผมใช้พายควบคุมเรือยางอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับที่ไกด์คอยตะโกนบอกเส้นทางและวิธีหลบหลีกแก่งหินที่อันตรายน้ำที่เย็นสดชื่นกระเซ็นใส่หน้าทำให้ความง่วงงุนในช่วงเช้าให้เลือนหายไปทุกคนในเรือร่วมมือกันอย่างสามัคคี ทำให้การล่องแก่งผ่านไปอย่างราบรื่น

            เวลาผ่านไปจนถึงเที่ยงวันกลุ่มของพวกเราก็มาถึงจุดพักริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่อากาศที่เย็นสบายและเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอาหารกลางวันที่เตรียมมาอย่างดีถูกจัดวางลงบนผ้าปูพื้นทุกคนนั่งล้อมวงรับประทานอาหารพร้อมพูดคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะผมคอยตักอาหารให้แม่อย่างเอาอกเอาใจ ในขณะที่คอยสังเกตเห็นความใกล้ชิดของพี่ปันกับน้าทิพย์ที่แลดูแนบชิดกันเป็นพิเศษ

            หลังจากพักผ่อนจนอิ่มท้องเวลาประมาณบ่ายคล้อย การเดินทางล่องแก่งก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งระยะทางที่เหลืออีกประมาณ 30 กิโลเมตรนั้นท้าทายความสามารถของทุกคนเป็นอย่างมากคลื่นน้ำและแก่งหินที่รออยู่เบื้องหน้าทำให้ผมรู้สึกถึงอะดรีนาลีนที่พลุ่งพล่านอยู่ในตัวเกือบจะเท่ากับการได้แอบลักลอบเล่นชู้กับแม่ลับหลังพ่อเลยทีเดียว

            ผมพายเรืออย่างตั้งใจทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยสมาธิและความระมัดระวังเพื่อไม่ให้แม่เป็นอันตราย

            เสียงน้ำเชี่ยวกรากค่อยๆ เบาลง เมื่อเรือยางของคณะล่องแก่งเลี้ยวเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเดินทางแม่น้ำว้าในช่วงนี้สงบนิ่งลงกว่าเดิมเบื้องหน้าคือฝั่งดินสูงที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ปกคลุมเป็นแนวยาวไกด์ที่อยู่หัวเรือส่งสัญญาณให้ทุกคนเตรียมตัวขึ้นฝั่ง หลังจากใช้พลังงานไปมากกับการพายฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวทุกคนต่างก็แสดงออกถึงความอ่อนล้า แต่ก็ยังมีรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความรู้สึกสนุกสนาน

            เมื่อขึ้นฝั่งกันหมดเรียบร้อยก็มีรถแทรกเตอร์ต่อพ่วงจอดรอเตรียมรับส่งลูกทัวร์ออกจากป่า ทว่าการเดินทางในวันนี้ยังไม่สิ้นสุดครอบครัวและญาติ ๆ ของผมไปรวมตัวกับป้าวรรณที่รออยู่ในอำเภอแม่จริม ก่อนจะเดินทางต่อไปยังตำบลไชยสถานณ โฮมสเตย์ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ พักผ่อนในบรรยากาศอบอุ่นและเงียบสงบแบบชนบทท้องฟ้าที่เปิดโล่งทอดยาวเหนือทุ่งข้าวที่พลิ้วไหวตามสายลมอ่อน ๆราวกับคลื่นสีเขียวที่ทอดยาวไปไกลลิบ แสงเย็นสีทองอาบไล้ไปทั่วพื้นที่ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย จนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของธรรมชาติอันแผ่วเบา

            รถของเราจอดลงที่หน้าทางเข้าโฮมสเตย์กลางทุ่งนาที่ดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์แบบชนบทไทยหลังจากพ่อผมไปจัดการเช็คอินเข้าบ้านพักแบบโมเดิร์นเรียบร้อยแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปเก็บภาพความประทับใจจากสถานที่แห่งนี้

            ผมกับแม่เดินกุมมือกันไปตามทางเดินไม้ที่ถูกสร้างไว้ยกระดับเหนือทุ่งนาทางเดินไม้ทอดยาวเป็นเส้นสายเรียบง่ายแต่ลงตัว สองข้างทางรายล้อมด้วยต้นข้าวชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนสะพานที่ลอยอยู่เหนือผืนทะเลสีเขียวสดใส

            แม่หยุดเดินแล้วหยิบกล้องถ่ายรูปที่คล้องคอขึ้นมาบันทึกภาพความงดงามตรงหน้าผมมองแม่อย่างเงียบ ๆ สายลมอ่อนโยนพัดพาเส้นผมยาวสลวยให้ปลิวไสวเผยให้เห็นใบหน้าที่เรียบนิ่งแต่ก็งดงามอย่างชัดเจน

            ผมยืนอยู่ไม่ไกลจากแม่ที่กำลังตั้งใจถ่ายภาพธรรมชาติรอบตัวในมือแม่ถือกล้องถ่ายรูปราคาแพงที่ดูเข้ากันดีกับมือเรียวขาวสะอาดของแม่อย่างลงตัว

            ดวงตาของผมไม่อาจละสายตาจากแม่ได้เลยในเวลานี้เมื่อแม่สวมเสื้อครอปแขนกุดเอวลอยสีครีม ที่รัดรูปเน้นให้เห็นถึงส่วนเว้าส่วนโค้งบนเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบของแม่อย่างเด่นชัดเผยให้เห็นสะดือกลมกลึงและหน้าท้องแบนราบที่ดูน่าละเลงลิ้นเป็นอย่างยิ่ง

            ขณะที่ท่อนล่างแม่สวมกางเกงจ๊อกกิ้งขายาวสีเทาอ่อนที่มีเชือกผูกเป็นโบว์เล็กๆ ตรงช่วงเอวดูสบาย ๆ แต่ก็ยังเน้นให้เห็นถึงสะโพกโค้งมนและขาเรียวสวยได้อย่างเด่นชัดทุกครั้งที่แม่ขยับตัวเพื่อถ่ายภาพตามมุมต่าง ๆเนื้อผ้าของกางเกงก็แนบชิดไปกับเรียวขางามจนแทบจะเห็นรูปทรงของกล้ามเนื้ออันเรียวกระชับสายลมเบา ๆ พัดพาเส้นผมยาวสลวยให้ปลิวไสวอย่างอ่อนโยน ทุกอิริยาบถดูเซ็กซี่ งดงามและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดอารมณ์ทางเพศของลูกชายอย่างผมมากขึ้นทุกวินาที

            "สวยจริง ๆ เลยนะ ธรรมชาติแบบนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ ในเมืองหลวงเลย"

            แม่พูดพลางถ่ายรูปไปรอบๆ

            "ไม่จริงอะ เนขอเถียงขาดใจเลย ...ไม่ว่ายังไงแม่ก็สวยกว่าวิวทั้งหมดที่ผ่านมาเยอะ"

            ผมเข้าไปโอบกอดแม่จากด้านหลังไล่ริมฝีปากจูบลำคอเนียนระหงอย่างหลงใหล แอบเห็นใบหน้าด้านข้างของแม่ที่แสร้งทำเรียบเฉยแม้จะขึ้นสีระเรื่อขณะเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างกังวลว่าจะมีใครผ่านมาเห็นเข้า ก่อนจะตีมือผมเบา ๆ เป็นการเตือน

            "...เผลอไม่ได้เลยนะ"

            "ไม่มีใครเห็นหรอกแม่ มุมนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้นแหละ"

            ผมมองแม่ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรักและความต้องการอันลึกซึ้งที่ไม่อาจเก็บซ่อนไว้ในใจยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ความรู้สึกของผมที่มีต่อแม่ก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นทุกทีมันไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการทางกายเท่านั้นราวกับว่าโลกนี้มีแค่เราสองคนที่ผูกพันกันด้วยสายสัมพันธ์อันเร่าร้อนและผิดประเวณีที่สังคมไม่มีทางเข้าใจว่าการที่แม่ลูกได้ร่วมเรียงเคียงหมอน นอนเล่นชู้บดเบียดสอดใส่เครื่องเพศของลูกชายเข้าไปในเครื่องเพศของแม่มันแฝงไว้ด้วยกามอารมณ์อันลึกซึ้งมากกว่าคู่รักปกติทั่วไปมากแค่ไหน

            แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มเลือนรางปล่อยให้ความมืดคืบคลานเข้าปกคลุมทั่วบริเวณอย่างเชื่องช้าเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวเร็ว ผมกอดแม่ไว้แน่นด้วยสองแขนอันแข็งแรงโอบกอดเอวบางที่ให้สัมผัสอันเย้ายวนใจ

            “แม่...”

            ผมกระซิบเสียงแหบพร่าขยับตัวชิดแผ่นหลังของแม่จนแนบสนิท รู้สึกถึงอาการขนลุกเกรียวจากร่างกายของแม่ผ่านเนื้อผ้ามือข้างหนึ่งลูบไล้สะดือสุดเซ็กซี่ ส่วนอีกมือค่อย ๆ ใช้จับใบหน้าของแม่ให้หันมาสบตากันดวงตาของแม่สั่นไหว มีประกายของความลังเล แต่ลึก ๆภายในกลับเปี่ยมล้นด้วยความต้องการไม่ต่างกัน

            “เนขอนะ...”

            ผมเอ่ยเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่นและเต็มไปด้วยความปรารถนา

            “...”

            แม่เงียบไปครู่หนึ่งสายตายังคงสบตากับผมอย่างลึกซึ้งราวกับจะค้นหาคำตอบในนั้น แต่ไม่มีคำพูดใด ๆหลุดออกจากริมฝีปากอันอ่อนนุ่มของแม่เลยแม้แต่คำเดียว

            ชั่วขณะต่อมาใบหน้าของเราทั้งคู่ก็ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหากันช้า ๆราวกับถูกแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ พอริมฝีปากของเราสัมผัสกันความรู้สึกร้อนผ่าวก็พลุ่งพล่านไปทั่วร่างกาย จูบแรกนั้นอ่อนโยนแต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมามันกลับแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงและดูดดื่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ผมประกบริมฝีปากแนบสนิทกับปากของแม่ลิ้นของผมรุกล้ำเข้าไปสำรวจภายในอย่างหิวกระหายลิ้นของแม่ตอบสนองกลับมาอย่างไม่ขัดขืนแต่ยิ่งทำให้ผมทวีความต้องการมากขึ้นเป็นเท่าตัว สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ขาดช่วงของแม่เมื่อมือของผมล้วงเข้าไปในกางเกง ปลายนิ้วซุกซนบี้ลงไปยังเม็ดบอบบางที่กำลังสั่นระริกของแม่อย่างเผลอไผล

            เสียงลมหายใจอันหนักหน่วงครางอืมๆๆๆๆ ของเราทั้งคู่ดังก้องท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบจูบของเราทวีความเข้มข้นและดุดันยิ่งขึ้นลิ้นของเราพันกันไปมาราวกับจะไม่มีวันแยกจากกัน ผมขบเม้มดูดกับลิ้นของแม่เบา ๆก่อนจะดูดดึงมันเข้ามาอย่างอ้อยอิ่ง ทำให้แม่ครางแผ่ว ๆ ในลำคอ ร่างระหงสั่นเทิ้มด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจซ่อนเร้นเมื่อแม่เด้งเอวเป็นจังหวะสู้นิ้วของผม ที่เริ่มแยงเข้าแยงออกหีแม่รัว ๆๆๆ ใต้กางเกงจ๊อกกิ้งของแม่

            พึ่บ พึ่บ พึ่บพึ่บ ๆๆๆๆๆ

            ผมแอ่นก้นบดแท่งเอ็นที่กำลังแข็งผงาดเป็นลำเข้ากับก้นงามสุดลามกของแม่ไปพร้อมกันแสดงถึงความเรียกร้องต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับแม่

            “อืมๆๆๆ ...อื้อๆๆๆ”

            ผมรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัวของแม่ผ่านสัมผัสอันแนบชิดนี้จูบของเรายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องดิบเถื่อน ลิ้นของผมเคลื่อนไหวกวัดเกี่ยวสลับกับดุนๆ สำรวจลึกลงไปทุกซอกทุกมุมในโพรงปากอันหวานล้ำของแม่อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย

            เราสองแม่ลูกยืนดูดปากแลกลิ้นพลัดเปลี่ยนน้ำลายกันอยู่นานมากจนแม่ทุบเอวผมเบา ๆ เป็นการเตือนสติ

            “อื้ออออ... เน... มากไปแล้วนะ...”

            เมื่อริมฝีปากของเราแยกออกจากกันช้าๆ ต่างฝ่ายต่างหายใจหอบถี่ สบตากันอย่างลึกซึ้งด้วยความรู้สึกที่ไม่มีคำพูดใด ๆสามารถบรรยายได้

            “ดูสิ... เนแหย่แปบเดียวเองนะ หีแม่ก็แฉะขนาดนี้แล้ว...สงสัยคืนนี้ต้องจัดให้หลาย ๆ น้ำ”

            ผมชูนิ้วชี้และนิ้วกลางที่เพิ่งผ่านการชำแรกเข้าไปในหีแม่ขึ้นมาสดๆ ร้อน ๆ มันทั้งเปียกเยิ้มเต็มไปด้วยเมือกเหนียว ๆก่อนที่ผมจะเอาเข้าปากดูดกลืนมันเหมือนเป็นน้ำหวานอันโอชะที่ชีวิตนี้ไม่อาจขาดได้

            “ลามก!”

            แม่สะบัดไหล่จนหลุดออกจากอ้อมกอดของลูกชายแล้วหันมาทุบอกผมอัก ๆ ก่อนจะเดินหนีกลับไปทางบ้านพักของเราแต่ผมก็วิ่งตามไปคว้ามือแม่อย่างออดอ้อน เราสองคนเดินต่อไปตามทางเดินไม้ที่ทอดยาวมือที่ประสานกุมกันแน่นบอกถึงความรู้สึกรักใคร่ที่มีให้แก่กัน ผมรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเราเป็นเรื่องต้องห้ามที่ไม่อาจเปิดเผยให้ใครรับรู้ได้แต่ลึกลงไปในใจ ผมกลับรู้สึกเสียวกระสันและมีความเงี่ยนเพิ่มทุกครั้งที่ได้ทำอะไรห่ามๆ กับแม่นอกสถานที่แบบนี้

            ระหว่างที่เงาของเราเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินยาวนั้นผมก็บีบมือแม่เบา ๆ แล้ว บอกแม่ด้วยน้ำเสียงมั่นคง จิตใจไม่มีแกว่งเอียง

            " ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนจะไม่มีวันปล่อยมือจากแม่เด็ดขาด"

            แม่ไม่ได้ตอบอะไรเพียงหันมามองผมอย่างแปลกใจ ที่จู่ ๆ ผมก็โพล่งขึ้นมาเราสองคนสบตากันเนิ่นนานก่อนที่แสงอาทิตย์จะเริ่มคล้อยต่ำลงขอบฟ้าสีส้มอมทองอันแสนโรแมนติกห่อหุ้มทุ่งนาผืนนี้ไว้ด้วยความอบอุ่นราวกับจะบอกว่าณ ที่แห่งนี้มีเพียงเราสองคนในโลกใบเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจพรากเราไปจากกันได้

    คล้ายกับเรื่องแม่ลูกสวิงรัก ที่คุณอ่าน