รินลดาเซ็นชื่อในหมายเรียกพยานด้วยมือที่นิ่งมาก
หลังจากนั้น เธออาเจียนในห้องน้ำศาล
น้ำในอ่างล้างมือเย็นจนปลายนิ้วชา
เธอเปิดก๊อกทิ้งไว้ นานพอให้เสียงน้ำกลบเสียงหายใจของตัวเอง
กระจกตรงหน้าเป็กระจกเก่าที่มีคราบน้ำฝังอยู่ตามขอบ มันสะท้อนผู้หญิงวัยยี่สิบแปดคนหนึ่งในเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ กระโปรงสีดำ รองเท้าคู่สุภาพ และใบหน้าที่พยายามดูเหมือนคนยังควบคุมชีวิตตัวเองได้
บนกระดาษในมือมีตราศาล
มีชื่อเธอ
มีคำว่า พยาน
คำหนึ่งคำที่เบากว่ากระดาษ
แต่หนักพอจะทำให้เธอต้องจับขอบอ่างไว้
รินลดาก้มมองลายเซ็นตัวเอง
มันสวย
นิ่ง
เหมือนเ้าของมือไม่ได้เพิ่งนั่งฟังเ้าหน้าที่อธิบายว่าเธอต้องมาศาลวันไหน ต้องเตรียมเอกสารอะไร และต้องพูดความจริงตามที่รู้เห็น
ความจริงตามที่รู้เห็น
ประโยคนั้นฟังสะอาดมากในห้องราชการ
สะอาดจนคนพูดเหมือนไม่รู้ว่าความจริงบางอย่างมีกลิ่นปูนเปียก เหล็กสนิม และเืจาง ๆ ติดอยู่
เธอปิดก๊อก
ห้องน้ำเงียบลงทันที
ในความเงียบ เธอได้ยินเสียงของหัวหน้าตัวเองชัดขึ้น
รินคิดให้ดีนะ
เื่นี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเราโดยตรง
---
สามเดือนก่อน รินลดาเป็เพียงพนักงานบัญชีของบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดกลาง
งานของเธอไม่ใช่งานใหญ่
เธอตรวจใบเสร็จ
ไล่ยอดโอน
จัดแฟ้มเอกสาร
แก้ตัวเลขผิดช่อง
และทำให้จำนวนเงินบนกระดาษดูเรียบร้อยพอที่คนอื่นจะเซ็นผ่านได้
เธอไม่ได้เป็คนตัดสินใจว่าเหล็กเส้นล็อตไหนจะถูกซื้อ
ไม่ได้เป็คนสั่งให้เปลี่ยนวัสดุ
ไม่ได้เป็คนอนุมัติให้ลดต้นทุน
ไม่ได้อยู่ที่ไซต์งานวันที่นั่งร้านถล่ม
เธอบอกตัวเองแบบนั้นซ้ำ ๆ จนประโยคนี้นุ่มขึ้น
เหมือนหมอนที่ใช้รองหัวตอนนอนไม่หลับ
ไม่เกี่ยวกับฉัน
เธอไม่รู้จักคนงานที่าเ็
เธอไม่เคยเห็นหน้าเขา
รู้เพียงชื่อจากเอกสารเบิกค่ารักษาพยาบาล
นายสมชาย วงศ์แก้ว
อายุห้าสิบสอง
ค่าเย็บแผล
ค่าดามกระดูก
ค่าห้องฉุกเฉิน
ตัวเลขทุกตัวอยู่ในช่องของมัน
เรียบร้อย
เป็ระเบียบ
จนเธอเกือบไม่เห็นว่าใบสั่งซื้อเหล็กล็อตเดียวกันมีสองชุด
ชุดหนึ่งใช้ยื่นตรวจ
อีกชุดหนึ่งใช้จ่ายเงินจริง
ยอดต่างกันพอจะซื้อความเงียบของใครบางคนได้หลายเดือน
รินลดาเห็นมันตอนสองทุ่มครึ่ง
ในออฟฟิศที่เหลือไฟเปิดอยู่เพียงครึ่งชั้น
เธอนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานมาก
เมาส์อยู่ในมือ
หน้าจอแสดงไฟล์สองไฟล์ที่ชื่อคล้ายกันเกินไป
เธอเปิด
ปิด
เปิดอีกครั้ง
แล้วถ่ายสำเนาเก็บไว้ในแฟลชไดรฟ์เล็ก ๆ ที่ต่อมากลายเป็ของหนักที่สุดในกระเป๋า
วันรุ่งขึ้นเธอบอกหัวหน้า
หัวหน้าเงียบไปเพียงสองวินาที
แล้วปิดประตูห้อง
"รินเข้าใจผิด"
เขาพูดโดยไม่ดูเอกสารครบทุกหน้า
"แต่มันเป็คนละยอดกันค่ะ"
"เอกสารไซต์งานกับเอกสารบัญชีมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว"
"แต่วัสดุคนละเกรด"
หัวหน้าเงยหน้าขึ้น
สายตาเขาไม่ได้โกรธ
นั่นแย่กว่า
เขามองเธอเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังอธิบายให้เด็กหยุดจับของมีคม
"รินทำงานที่นี่มากี่ปีแล้ว"
"สี่ปีค่ะ"
"บริษัทเคยดูแลรินไม่ดีเหรอ"
เธอเงียบ
"แม่รินยังอยู่ต่างจังหวัดใช่ไหม"
คำถามนั้นเข้ามาในห้องช้า ๆ
ไม่ดัง
แต่ทำให้อากาศเย็นลง
"ค่ะ"
"คนเราต้องคิดหลายด้านครับ" หัวหน้าพูด "ความจริงบางอย่าง ถ้าพูดออกไปแล้วไม่ได้ช่วยใคร แต่มันทำให้ชีวิตเราพัง ก็ต้องถามตัวเองว่าคุ้มไหม"
รินลดากำแฟ้มเอกสารแน่นขึ้น
"แต่คนงานาเ็"
"บริษัทจ่ายค่ารักษาแล้ว"
"เขาเกือบตาย"
"แต่เขาไม่ตาย"
ประโยคนั้นทำให้เธอมองหัวหน้าตัวเองเหมือนเพิ่งเห็นหน้าเขาชัดเป็ครั้งแรก
เขาถอนหายใจ
"ผมไม่ได้สั่งให้รินโกหกนะ"
เขาพูดเบาลง
"ผมแค่บอกว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวกับรินโดยตรง"
ไม่เกี่ยวกับรินโดยตรง
ประโยคนั้นตามเธอกลับบ้าน
นั่งอยู่ปลายเตียง
เข้าไปอยู่ในลิ้นชักที่เก็บแฟลชไดรฟ์
และนอนข้าง ๆ เธอทุกคืน
---
หมายเรียกพยานมาถึงหลังจากนั้นสองเดือน
ไม่ใช่เพราะเธอแจ้งความ
ไม่ใช่เพราะเธอกล้าพอ
แต่เพราะเอกสารบางส่วนหลุดไปถึงทนายของคนงาน
เธอไม่รู้ว่าใครส่ง
ไม่รู้ว่าแฟลชไดรฟ์ของตัวเองเกี่ยวข้องไหม
ไม่รู้ว่าไฟล์ที่เธอเคยเปิดในเครื่องบริษัทถูกตามรอยหรือเปล่า
เธอรู้เพียงว่า ชื่อของเธออยู่ในรายชื่อพยาน
และหลังจากนั้น ทุกคนในออฟฟิศก็เริ่มพูดกับเธอเบาลง
เบาจนเจ็บ
เพื่อนร่วมงานบางคนไม่กินข้าวกับเธอ
บางคนส่งข้อความมาว่า "สู้ ๆ นะ" แล้วลบทิ้งก่อนเธอจะตอบ
หัวหน้าเรียกเธอเข้าห้องอีกครั้ง
คราวนี้เขาไม่ปิดประตู
เขาแค่พูดให้เบาพอที่คนข้างนอกไม่ได้ยินทั้งหมด
"ถ้ารินพูดเกินกว่าที่จำเป็ บริษัทก็ต้องปกป้องตัวเอง"
"หนูต้องพูดความจริง"
"ความจริงมีหลายแบบ"
"แต่เอกสารมีแบบเดียวค่ะ"
หัวหน้ามองเธอ
ครั้งนี้เขาโกรธแล้ว
"รินคิดว่าศาลจะปกป้องรินไปตลอดชีวิตเหรอ"
เธอไม่ตอบ
"คิดว่าออกจากที่นี่แล้วหางานง่ายเหรอ"
เธอมองแฟ้มบนโต๊ะ
"คิดว่าแม่รินรับได้เหรอ ถ้าลูกสาวตกงานเพราะเื่ที่ตัวเองไม่ได้ทำ"
รินลดารู้สึกเหมือนมีใครยื่นมือเข้ามาบีบคอ
ไม่แรงพอให้ขาดอากาศ
แต่แรงพอให้ทุกคำตอบติดอยู่ในลำคอ
คืนนั้นเธอโทรหาแม่
แม่ถามว่าเสียงเธอไม่ดี เป็อะไรหรือเปล่า
เธอตอบว่า งานเยอะ
แม่บอกให้กินข้าว
เธอบอกว่ากินแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้แตะอะไรั้แ่กลางวัน
หลังวางสาย เธอนั่งมองแฟลชไดรฟ์ในมือ
มันเล็กมาก
เล็กกว่านิ้วโป้ง
แต่มีน้ำหนักเท่าชีวิตที่เธอไม่กล้ายอมรับว่าเกี่ยวข้องกับตัวเอง
---
คืนก่อนขึ้นศาล ฝนตกหนัก
รินลดาออกจากห้องเช่าโดยไม่รู้จะไปไหน
เธอพกร่ม แต่ไม่ได้กางทันที
ปล่อยให้ฝนตกใส่ผมและไหลลงมาตามต้นคอ
เธออยากให้ร่างกายรู้สึกอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ความกลัว
ถนนหน้าหอพักมีน้ำขัง
แสงไฟรถแท็กซี่สะท้อนบนพื้นเป็เส้นสั่น ๆ
เธอเดินผ่านร้านสะดวกซื้อ
ผ่านร้านขายยา
ผ่านป้ายรถเมล์ที่ไม่มีใครยืนอยู่
ในกระเป๋า แฟลชไดรฟ์กระแทกกับกุญแจห้องเป็เสียงเล็ก ๆ
กริ๊ก
กริ๊ก
เหมือนของสองชิ้นกำลังเถียงกันว่าอันไหนเปิดประตูไหนได้มากกว่ากัน
รินลดาหยุดใต้สะพานลอย
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
ค้นคำว่า "ไม่ไปศาลได้ไหม"
เธอลบก่อนกดค้นหา
ค้นใหม่ว่า "พยานจำไม่ได้ได้ไหม"
ลบอีก
สุดท้ายพิมพ์ว่า "ถ้าพูดความจริงแล้วตกงาน"
หน้าจอแสดงผลลัพธ์จำนวนมาก
ไม่มีผลลัพธ์ไหนบอกว่าแม่ของเธอจะเป็ยังไง
ไม่มีผลลัพธ์ไหนบอกว่าเธอจะยังเป็ตัวเองได้ไหมหลังจากพูดจบ
ฝนซัดแรงขึ้น
เธอเก็บโทรศัพท์
แล้วเดินต่อไปทางตรอกเล็ก ๆ ที่เธอไม่เคยสังเกต
ป้ายไม้ใต้หลอดไฟเก่าเขียนว่า
รับฝากของ
รินลดาหัวเราะออกมาเบา ๆ
ในคืนที่เธออยากฝากทั้งชีวิตไว้ที่ไหนสักแห่ง เมืองดันมีร้านรับฝากของจริง ๆ
เธอเดินเข้าไป
ตรอกแคบและยาวกว่าที่ควร
เสียงฝนด้านหลังเบาลงเร็วเกินไป
พื้นหินแห้งทั้งที่ฝนตกอยู่ตรงปากตรอก
ปลายตรอกมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ชายคา
เขาถือสมุดปกเก่าแนบอก
"ร้านยังเปิดไหมคะ"
ชายคนนั้นมองเธออย่างสุภาพ
"เปิดครับ ถ้าของที่คุณอยากฝากหนักพอ"
รินลดากอดกระเป๋าแน่นขึ้น
"ฉันไม่ได้มีของอะไร"
"บางคนก็พูดแบบนั้นตอนถือมันมาถึงหน้าร้านครับ"
เธอถอยครึ่งก้าว
"คุณเป็ใคร"
"ภาคินครับ"
"ที่นี่ที่ไหน"
"นครรอยต่อ"
คำตอบของเขาเรียบมาก
รินลดาควรกลัวมากกว่าเดิม
แต่ความกลัวของเธอเต็มไปหมดแล้ว จนไม่มีที่ว่างให้ความกลัวแบบใหม่
ภาคินมองกระเป๋าของเธอ
"คุณ้าหลบพรุ่งนี้" เขาถาม "หรือยืมตัวเองจากพรุ่งนี้มาอยู่กับคุณสักครู่"
รินลดานิ่ง
"ฉันไม่เข้าใจ"
"คนส่วนใหญ่ที่มาที่ร้านนี้เข้าใจหลังจากถามตัวเองว่า สิ่งที่ขาดอยู่คืนนี้คือเวลา หรือความกล้า"
เธออยากตอบว่าเงิน
งาน
ทนาย
คนที่จะรับผิดชอบแทน
แต่คำตอบที่ติดอยู่ในอกกลับเป็คำเดียว
ความกล้า
ภาคินเปิดประตูให้
เสียงกระดิ่งดังเหมือนเหรียญตกลงบนผ้าหนา
---
ร้านรับฝากของไม่เหมือนร้านฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟ
ไม่มีชั้นเหล็ก
ไม่มีป้ายเบอร์
ไม่มีพนักงานยื่นตั๋วให้ด้วยใบหน้าเบื่อโลก
ในร้านมีตู้ไม้เรียงเต็มผนัง แต่ละช่องติดป้ายเล็ก ๆ ด้วยลายมือ
ความใจเย็น
ความหวัง
ความกล้า
ความเชื่อว่าพรุ่งนี้จะมาถึง
บางช่องมีขวดแก้ว บางช่องว่าง และบางช่องเหลือเพียงเงาจาง ๆ เหมือนมีคนเคยฝากของไว้ แล้วมารับคืนไปนานแล้ว
หลังเคาน์เตอร์มีชายชราตัวผอมในเสื้อกั๊กสีเทา
เขาสวมแว่นกลม
มือกำลังเช็ดกุญแจดอกหนึ่ง
"คืนนี้จะฝาก หรือจะถอนครับ"
รินลดาหันมองภาคิน
เขายืนอยู่ใกล้ประตู ไม่ได้อธิบายแทน
"ฉันไม่มีอะไรให้ฝาก"
ชายชรายิ้มบาง ๆ
"งั้นอาจมีบางอย่างอยากถอน"
"ถอนอะไรคะ"
"ความกล้าที่คุณยังไม่มีในคืนนี้ แต่ตัวคุณพรุ่งนี้อาจมีเหลืออยู่บ้าง"
รินลดารู้สึกเย็นวาบ
"พรุ่งนี้ฉันอาจไม่มีเหลือเลยก็ได้"
"เป็ไปได้ครับ"
คำตอบนั้นตรงเกินไป
ร้านในนครนี้ไม่มีใครชอบโกหกให้คนสบายใจหรืออย่างไร
ชายชราวางกุญแจลง
"ร้านนี้รับฝากสิ่งที่คนมักคิดว่าเป็ของตัวเองคนเดียว แต่จริง ๆ แล้วเปลี่ยนไปตามเวลา ความกล้าก็เช่นกัน บางคืนคุณไม่มี บางเช้าคุณมีพอลุกจากเตียง บางชั่วโมงคุณมีพอพูดประโยคหนึ่ง"
"แล้วฉันยืมได้เหรอ"
"จากตัวคุณเอง"
"จากอนาคต?"
"จากตัวคุณหลังจากทำสิ่งที่กำลังกลัวเสร็จแล้ว"
รินลดาหัวเราะ
เสียงนั้นสั้นและเปราะ
"ถ้าฉันทำไม่สำเร็จล่ะ"
"คุณก็จะยืมจากคนที่ไม่มีอะไรให้ยืม"
เธอเงียบ
ภาคินพูดขึ้นเบา ๆ
"ร้านนี้ไม่รับประกันผลลัพธ์ครับ"
"แล้วรับประกันอะไร"
ชายชราตอบแทน
"รับประกันว่าระหว่างเวลาที่ถอนมา คุณจะโกหกตัวเองยากขึ้น"
รินลดามองตู้ที่เขียนว่า ความกล้า
ข้างในมีขวดแก้วเล็ก ๆ หลายใบ
บางใบมีแสงสีอุ่น
บางใบมีแค่ไอฝ้าจาง ๆ
"ฉัน้าแค่หนึ่งชั่วโมง"
"ใช้ทำอะไรครับ"
เธอกลืน
"พูดความจริงในศาล"
ชายชราไม่ถามว่าความจริงอะไร
เขาเพียงหยิบสมุดเล่มบางออกมาจากใต้เคาน์เตอร์
"หนึ่งชั่วโมงพอสำหรับการพูด แต่ไม่พอสำหรับการหนีผลของมันนะครับ"
"ฉันรู้"
เธอพูดเร็วไป
เร็วพอให้รู้ว่าเธอยังไม่รู้จริง
ชายชรามองเธอผ่านแว่น
"ราคาคือประโยคหนึ่งประโยค"
รินลดาหลับตา
เธอรู้ก่อนเขาพูด
เหมือนประโยคนั้นเดินทางมากับเธอั้แ่ห้องน้ำศาล
"ไม่เกี่ยวกับฉัน"
ชายชราพยักหน้า
"หลังจากคืนนี้ คุณจะใช้ประโยคนี้เป็ที่หลบไม่ได้อีก"
รินลดากำสายกระเป๋า
"แต่มันก็จริงบางส่วน"
"ครับ"
"ฉันไม่ได้สั่งซื้อวัสดุ"
"ครับ"
"ฉันไม่ได้ทำให้นั่งร้านถล่ม"
"ครับ"
"ฉันไม่ได้ทำให้เขาาเ็"
"ครับ"
"แล้วทำไมต้องเป็ฉัน"
คำถามนั้นออกมาแรงกว่าที่เธอคิด
ชายชราไม่ได้ตอบทันที
ภาคินเองก็เงียบ
ในร้านมีเสียงหยดน้ำจากร่มของเธอตกลงบนถาดโลหะหน้าประตู
ติ๋ง
ติ๋ง
ติ๋ง
สุดท้ายภาคินถามว่า
"ถ้าไม่ใช่คุณ เพราะคุณไม่ได้ทำให้เขาาเ็ แล้วถ้าเป็คนที่เห็นเอกสารแต่เลือกเงียบ คนนั้นเกี่ยวไหมครับ"
รินลดาหันไปมองเขา
ไม่มีความตำหนิในเสียงของภาคิน
มีเพียงคำถาม
นั่นทำให้มันโหดกว่าเดิม
เธอเห็นหน้าของนายสมชายจากสำเนาบัตรประชาชนในแฟ้มค่ารักษา
รูปถ่ายขนาดเล็ก
ผู้ชายวัยกลางคน ใส่เสื้อเชิ้ตสีซีด มองกล้องแบบคนไม่ชินกับการถ่ายรูปทางการ
เขามีลูกไหม
เขากลับไปทำงานได้หรือยัง
เขารู้ไหมว่ามีเอกสารสองชุด
เขารู้ไหมว่าเธอรู้
รินลดาวางกระเป๋าลงบนเคาน์เตอร์
"ถ้าจ่ายแล้ว ฉันจะไม่กลัวเหรอ"
"กลัวครับ" ชายชราตอบ "แต่ความกล้าจะอยู่ด้วย"
"แล้วหลังครบหนึ่งชั่วโมง"
"ความกลัวจะยังรออยู่"
"ฟังดูไม่คุ้มเลย"
ชายชรายิ้ม
"หลายอย่างในนครนี้ไม่คุ้ม ถ้าวัดด้วยความปลอดภัยอย่างเดียว"
---
ชายชรานำเธอไปยังตู้ไม้ช่องหนึ่ง
ป้ายเขียนว่า
ความกล้าที่ยืมจากตัวเอง
เขาหยิบขวดแก้วเปล่าออกมา
"คิดถึงตัวคุณหลังจากพรุ่งนี้ผ่านไปแล้ว"
"ถ้าฉันไม่มีตัวเองหลังจากพรุ่งนี้ล่ะ"
"งั้นคิดถึงตัวคุณที่ยังต้องหายใจ แม้เื่พรุ่งนี้จะไม่จบสวย"
รินลดาหลับตา
ภาพแรกที่ขึ้นมาไม่ใช่ศาล
ไม่ใช่หัวหน้า
ไม่ใช่แฟลชไดรฟ์
แต่เป็แม่ของเธอนั่งแกะเมล็ดถั่วอยู่หน้าบ้านต่างจังหวัด
แม่ชอบทำงานเล็ก ๆ ที่ใช้มือ
ปอกกระเทียม
แกะถั่ว
พับถุงพลาสติกเก็บไว้ใช้ซ้ำ
มือแม่มีเส้นเืปูดและเล็บสั้น
รินลดากลัวมือคู่นั้นต้องรับผลของการตัดสินใจเธอ
กลัวแม่ต้องตอบคำถามเพื่อนบ้าน
กลัวแม่ต้องยืมเงินญาติถ้าเธอตกงาน
กลัวแม่พูดว่า ทำไมไม่ปล่อยผ่านไป
แต่ในภาพเดียวกัน เธอนึกถึงวันหนึ่งตอนเด็ก
มีคนขายของทอนเงินเกิน แม่เดินกลับไปคืน ทั้งที่ฝนตั้งเค้าและบ้านอยู่ไกล
เธอเคยถามว่า ทำไมต้องลำบาก
แม่ตอบว่า ถ้าเรารู้แล้วทำเป็ไม่รู้ มันจะตามเรากลับบ้าน
ตอนนั้นเธอยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ
คืนนี้ เธอเข้าใจมากเกินไป
ขวดแก้วในมือชายชราเริ่มมีไอฝ้าสีอุ่น
ไม่สว่างมาก
ไม่เหมือนไฟ
เหมือนลมหายใจของคนที่ยังยืนอยู่ได้
ชายชราปิดจุกขวด
"หนึ่งชั่วโมง"
เขาวางขวดบนเคาน์เตอร์
"เริ่มนับเมื่อคุณเลือกเปิดเอง"
รินลดามองขวด
"ฉันต้องเขียนราคาไหม"
ชายชราส่งกระดาษให้
บนกระดาษมีบรรทัดเดียว
เธอเขียนว่า
ไม่เกี่ยวกับฉัน
หมึกซึมลงกระดาษ
แล้วตัวอักษรค่อย ๆ หลุดออกจากเส้นบรรทัด
เหมือนประโยคที่ไม่มีที่ยืนอีกต่อไป
มันจาง
แล้วหาย
รินลดารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าเอียงเล็กน้อย
ไม่มากพอให้ล้ม
แต่พอให้รู้ว่าโลกไม่ได้วางอยู่มุมเดิม
---
เช้าวันขึ้นศาล ท้องฟ้าหลังฝนเป็สีเทาอ่อน
รินลดานั่งแท็กซี่โดยวางกระเป๋าบนตัก
ในกระเป๋ามีแฟลชไดรฟ์
เอกสารสำเนา
และขวดแก้วเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครนอกจากเธอดูเหมือนจะเห็น
เธอยังกลัว
กลัวมาก
มือเธอเย็น
ท้องบิดเป็ปม
ทุกครั้งที่รถติดไฟแดง เธอคิดว่าจะเปิดประตูหนีลงไป
โทรศัพท์สั่น
ข้อความจากหัวหน้า
คิดดี ๆ ก่อนพูดนะริน
เธอมองข้อความนั้น
นิ้วเลื่อนไปเหนือปุ่มลบ
แต่ไม่ลบ
เธอถ่ายหน้าจอเก็บไว้
นี่ไม่ใช่ความกล้า
แค่เป็ครั้งแรกที่เธอไม่ช่วยใครทำให้หลักฐานหายไปง่ายขึ้น
หน้าศาลมีคนเยอะ
ทนาย
ญาติคู่กรณี
คนที่รอคดีของตัวเอง
ทุกคนมีสีหน้าของคนที่ต้องอยู่กับความจริงคนละแบบ
รินลดาเห็นนายสมชายตรงม้านั่งยาว
เขานั่งพิงไม้เท้า
ขาข้างหนึ่งมีอุปกรณ์พยุง
ผมเขาขาวกว่ารูปในสำเนาบัตรประชาชน
เธอหลบตา
แล้วรู้ทันทีว่าหลังคืนนี้ เธอจะใช้คำว่าไม่เกี่ยวกับฉันไม่ได้อีก
เพราะคนที่เธอบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง นั่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตร
ก่อนเข้าห้องพิจารณา เธอเดินไปห้องน้ำ
เปิดกระเป๋า
หยิบขวดแก้วออกมา
ไอฝ้าสีอุ่นขยับช้า ๆ ข้างใน
เธอถือมันไว้ในฝ่ามือ
"หนึ่งชั่วโมง"
เธอกระซิบ
แล้วเปิดจุกขวด
ไม่มีแสงพุ่งออกมา
ไม่มีเสียงดนตรี
ไม่มีหัวใจที่นิ่งลงอย่างปาฏิหาริย์
มีเพียงลมหายใจหนึ่งครั้งที่ลึกกว่าปกติ
เหมือนตัวเธอในวันพรุ่งนี้วางมือบนไหล่ของเธอวันนี้
ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องกลัว
แค่บอกว่า กลัวแล้วเดินต่อได้
---
ตอนถูกเรียกชื่อ รินลดายืนขึ้น
เข่าเธอสั่น
แต่ไม่ทรุด
เธอสาบานตน
เสียงของตัวเองเบามากในตอนแรก
ทนายถามชื่อ
ตำแหน่ง
หน้าที่
ระยะเวลาที่ทำงานกับบริษัท
เธอตอบได้ทั้งหมด
คำถามแรก ๆ เหมือนก้อนกรวด
เล็ก
แข็ง
แต่ยังรับไหว
แล้วทนายถามถึงเอกสารสองชุด
ห้องพิจารณาเหมือนเงียบลงอีกชั้น
รินลดารู้สึกถึงสายตาจากฝั่งบริษัท
หัวหน้าไม่ได้มาด้วย
แต่ทนายของบริษัทอยู่
เขามองเธอด้วยหน้าที่เรียบมาก
รินลดาเห็นมือของตัวเองบนโต๊ะพยาน
นิ้วสั่น
เธอคิดถึงขวดแก้วที่ตอนนี้ว่างเปล่าอยู่ในกระเป๋า
คิดถึงแม่ที่คืนเงินทอนกลางฝน
คิดถึงนายสมชายที่นั่งพิงไม้เท้าหน้าศาล
คิดถึงประโยคที่หายไปจากกระดาษในร้าน
ไม่เกี่ยวกับฉัน
มันไม่มารับเธอแล้ว
เธอจึงพูดความจริง
"มีเอกสารสองชุดค่ะ"
เสียงเธอสั่น
แต่ประโยคอยู่ครบ
"ชุดหนึ่งใช้ยื่นตรวจ อีกชุดหนึ่งใช้จ่ายเงินจริง"
ทนายถามต่อ
"คุณทราบได้อย่างไร"
"ดิฉันเป็คนตรวจยอดบัญชีและพบไฟล์ทั้งสองชุดในระบบค่ะ"
"คุณยืนยันได้หรือไม่ว่าเอกสารนี้เกี่ยวข้องกับโครงการที่เกิดอุบัติเหตุ"
เธอกลืนน้ำลาย
"ยืนยันได้ค่ะ"
คำว่า ยืนยันได้ ไม่ได้ทำให้เธอกลายเป็คนกล้าหาญ
มันทำให้เธอเป็คนที่พูดไปแล้ว
และนั่นต่างหากที่น่ากลัว
ทนายบริษัทลุกขึ้นซักค้าน
เขาถามว่าเธอมีอำนาจอนุมัติไหม
ไม่มี
เธออยู่ที่ไซต์งานไหม
ไม่อยู่
เธอเห็นนั่งร้านถล่มกับตาไหม
ไม่เห็น
เขาถามช้า ๆ
"ถ้าอย่างนั้น คุณจะบอกได้อย่างไรว่าสิ่งที่คุณเห็นในเอกสารเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุบัติเหตุ"
รินลดารู้สึกว่าหนึ่งชั่วโมงกำลังบางลง
ความกล้าไม่ได้หายไปทันที
แต่มันเริ่มเหมือนน้ำอุ่นที่วางไว้ในห้องเย็น
เธอหายใจเข้า
"ดิฉันไม่ได้อยู่ตอนนั่งร้านถล่มค่ะ"
เธอพูด
"ดิฉันไม่ได้เห็นคนงานตกลงมา"
เธอมองเอกสารตรงหน้า
"แต่ดิฉันเห็นเอกสารที่แสดงว่าวัสดุที่จ่ายเงินจริงไม่ตรงกับวัสดุที่ใช้ยื่นตรวจ"
เธอหยุดหายใจหนึ่งครั้ง
"และเห็นการเบิกค่ารักษาพยาบาลหลังอุบัติเหตุในโครงการเดียวกัน"
ห้องเงียบ
"ดิฉันไม่ได้บอกว่าดิฉันเห็นทุกอย่าง"
เธอเงยหน้า
"ดิฉันบอกว่าดิฉันเห็นสิ่งที่ดิฉันเห็น และเคยพยายามทำเหมือนมันไม่เกี่ยวกับดิฉัน"
ประโยคสุดท้ายไม่ได้อยู่ในคำถาม
ไม่มีใครขอให้เธอพูด
แต่หลังพูดออกไป เธอรู้สึกเหมือนบางอย่างในห้องเปลี่ยนตำแหน่ง
ไม่ใช่คดี
ไม่ใช่ผลตัดสิน
แต่เป็ตัวเธอเอง
---
หนึ่งชั่วโมงหมดลงตอนเธอเดินออกจากห้องพิจารณา
รินลดารู้เพราะความกลัวกลับมาเหมือนน้ำท่วม
มันแรง
เย็น
และรู้ทางกลับบ้านของมันดี
มือเธอสั่นหนักกว่าเดิม
โทรศัพท์มีข้อความเข้าใหม่หลายข้อความ
จากเพื่อนร่วมงาน
จากเบอร์ที่ไม่บันทึกชื่อ
จากหัวหน้า
เธอยังไม่เปิดอ่าน
ความกล้าไม่ได้อยู่กับเธอแล้ว
แต่สิ่งที่พูดไปแล้วก็ไม่ได้หายไปพร้อมกับมัน
หน้าศาล ฝนหยุดตก
พื้นยังเปียก
รินลดายืนใต้ชายคา
แฟ้มเอกสารในมือไม่ยับเหมือนเมื่อคืน
นายสมชายเดินผ่านเธอช้า ๆ พร้อมไม้เท้า
เขาหยุด
มองเธอ
ไม่ยิ้ม
ไม่ขอบคุณ
ไม่พูดประโยคที่ทำให้ทุกอย่างคุ้มค่า
เขาเพียงพยักหน้าให้หนึ่งครั้ง
พยักหน้าแบบคนที่รู้ว่าอีกฝ่ายก็เสียบางอย่างเหมือนกัน
รินลดาพยักหน้ากลับ
แค่นั้น
ไม่มีแสงแดดลอดเมฆ
ไม่มีเสียงปรบมือ
ไม่มีใครบอกว่าเธอทำถูกแล้ว
แต่เมื่อโทรศัพท์สั่นอีกครั้ง เธอไม่ได้ปิดเครื่อง
เธอกดรับสายแม่
"ขึ้นศาลเสร็จหรือยังลูก"
รินลดาหลับตา
เธอไม่เคยบอกแม่ว่าต้องขึ้นศาล
คงมีญาติหรือเพื่อนบ้านรู้ข่าวจากใครสักคน
เธออยากพูดว่าไม่มีอะไร
อยากพูดว่างานนิดหน่อย
อยากพูดว่าไม่เกี่ยวกับหนู
ประโยคสุดท้ายไม่อยู่ในตัวเธอแล้ว
เธอจึงพูดว่า
"เสร็จแล้วแม่"
"เป็ยังไง"
รินลดามองท้องฟ้าสีเทา
"หนูกลัวมาก"
แม่เงียบไป
แล้วตอบว่า
"กลัวก็กลับมากินข้าวก่อน"
รินลดาหัวเราะทั้งน้ำตา
"แม่ไม่ถามเหรอว่าหนูทำอะไร"
"ถาม"
เสียงแม่เรียบ
"แต่ถ้าลูกยังสั่นอยู่ กินข้าวก่อนค่อยเล่า"
รินลดายกมือปิดหน้า
เธอไม่รู้ว่าชีวิตหลังจากวันนี้จะเป็อย่างไร
แต่รู้ว่าตัวเองไม่มีที่หลบเดิมแล้ว
และน่าแปลก
ถึงมันน่ากลัว
อากาศกลับเข้าไปในปอดได้ลึกกว่าเมื่อวาน
---
คืนนั้น ในนครรอยต่อ ร้านรับฝากของปิดประตูแล้ว
ตู้ไม้ทุกช่องเงียบสนิท
ชายชราเช็ดกุญแจดอกเดิมอยู่หลังเคาน์เตอร์
ภาคินยืนเปิดสมุดทะเบียนใต้แสงไฟสีอุ่น
หน้าของรินลดายังมีหมึกใหม่
ช่อง "สิ่งที่ถอน" เขียนว่า
ความกล้าจากตัวเองในวันพรุ่งนี้
ช่อง "เวลารับฝาก/ถอน" เขียนว่า
10:00 - 11:00
ช่อง "ราคาที่จ่าย" เขียนว่า
ประโยคว่า ไม่เกี่ยวกับฉัน
ภาคินมองบรรทัดเวลา
ปลายคิ้วเขาขยับเล็กน้อย
"มีอะไรหรือครับ" ชายชราถาม
ภาคินไม่ตอบทันที
เขาหยิบปากกา
ขีดเส้นใต้เวลาเริ่มต้น
แล้วแก้ `10:00` เป็ `09:59`
หมึกนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นค่อย ๆ ไหลกลับ
ตัวเลขเก้าเปลี่ยนเป็ศูนย์
กลับเป็
10:00
เหมือนเดิม
ภาคินมองอยู่เงียบ ๆ
ชายชราหยุดเช็ดกุญแจ
"แก้ไม่ติดหรือครับ"
"ครับ"
"ครั้งก่อนเป็คำ"
ภาคินวางปลายปากกาไว้ข้างบรรทัด
"ครั้งนี้เป็เวลา"
ชายชราถอนหายใจเบา ๆ
ไม่ใช่ถอนหายใจแบบใ
แต่เหมือนคนเจอฝนก่อนเมฆจะมา
"จะบันทึกว่าอย่างไร"
ภาคินไม่แก้ตัวเลขซ้ำ
เขาเพียงทำเครื่องหมายเล็ก ๆ ข้างบรรทัด
เล็กจนถ้าคนอื่นเปิดมา อาจคิดว่าเป็คราบหมึก
แล้วเขียนบันทึกปิดท้าย
บางคนไม่ได้ยืมความกล้าเพื่อไม่กลัว
แต่เพื่อให้ความกลัวยืนข้างความจริงได้ครบหนึ่งชั่วโมง
บันทึกฉบับนี้ ได้รับอนุญาตให้ถูกจดจำแล้ว
เขาปิดสมุด
ครั้งนี้ช้ากว่าปกติ
มากพอให้ชายชรามองมือเขา
"ภาคิน"
"ครับ"
"ถ้าวันหนึ่งสมุดจำเวลาได้ก่อนเรา"
ชายชราเก็บกุญแจลงลิ้นชัก
"อย่าเพิ่งเชื่อว่านั่นแปลว่าสมุดจำถูก"
ภาคินไม่ตอบ
ไฟในร้านรับฝากของดับลงทีละดวง
เหลือเพียงแสงเล็ก ๆ ในช่องตู้ที่เขียนว่า ความกล้า
ขวดแก้วใบหนึ่งว่างเปล่า
แต่ผนังด้านในยังมีไอฝ้าจาง ๆ
เหมือนใครบางคนเพิ่งคืนลมหายใจให้ตัวเอง