เมอร์ลินในตอนนี้เหมือนถูกโยนลงเหวลึก มันราวกับว่าเขาได้ถูกตัดสินความตายไปเรียบร้อยแล้ว
ยิ่งเมอร์ลินเข้าใกล้หินรูปดวงตาสัตว์ประหลาดเหล่านี้ก็ยิ่งเกรี้ยวกราดมากขึ้นพวกมันเผยเจตนาฆ่าออกมาอย่างรุนแรง
“ในเมื่อไม่มีทางเลือกแล้ว ข้าก็ไม่จำเป็ต้องพิจารณาอะไรอีกต่อไป”
เมอร์ลินจ้องไปที่หินรูปดวงตาด้วยสายตาที่มุ่งในวินาทีนั้นเองเขาก็ทะยานตัวพุ่งไปคว้าจับหินประหลาดก้อนนั้นอย่างรวดเร็ว
นี่เป็การกระทำที่บ้าบิ่นเป็อย่างมากเขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าหินก้อนนั้นจะมีอันตรายซ่อนอยู่หรือไม่ แต่ด้วยสถานการณ์ที่คับขันเขาจึงต้องตัดสินใจที่จะทำมัน
แม้ไม่รู้ว่ามันจะสามารถทำให้เขามีชีวิตรอดได้หรือไม่แต่มันก็เป็ตัวเลือกเดียวในตอนนี้ เขา้าเดิมพันชีวิตไว้กับหินรูปร่างประหลาดก้อนนี้
ทันทีที่มือของเมอร์ลินได้ัักับหินรูปดวงตา แสงสีทองก็พลันส่องสว่างออกมาอย่างเจิดจ้าแสงนี้เต็มไปด้วยความโชติ่กลิ่นอายพลังศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาแผ่พุ่งออกมาจากแสงนี้
หินรูปร่างประหลาดนั้นพลันหายไปในพริบตาวินาทีแห่งความเป็ตายคลื่นพลังอันโปร่งใสก็บังเกิดขึ้น แรงกดดันพลังเวทย์มหาศาลแผ่ขยายออกไปกลืนกินท้องท้องฟ้าและปฐีท้องฟ้าทั้งหมดถูกย้อมไปด้วยสีทอง
ซูม!
คลื่นพลังประหลาดกระจายออกไปโดยรอบมันกำลังเคลื่อนผ่านทะลุทะลวงทุกสรรพสิ่งที่อยู่บริเวณนั้นและแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจมากที่สุดก็คือทุกบริเวณที่คลื่นพลังนี้เคลื่อนผ่าน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนหยุดนิ่ง มันดูราวกับทุกสิ่งเบื้องหน้านี้เป็แค่ภาพวาดภาพหนึ่งที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
อำนาจของคลื่นพลังนี้ทั้งทรงพลังและแข็งแกร่งมันปราบปรามทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
สายตาของเมอร์ลินเห็นภาพเบื้องหน้านี้อย่างชัดเจน
ทั้งมนุษย์ั์ร่างทองที่กำลังร่ายวงเวทย์โจมตีกระทั่งลำแสงทำลายล้างที่กำลังโรมรันจะพุ่งจู่โจมเข้ามา ทุกสรรพสิ่งนั้นล้วนหยุดนิ่งแม้แต่ฝุ่นดินที่กระจายฟุ้งก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ สถานที่แห่งนี้ล้วนกลายเป็ความเงียบและทุกสิ่งนั้นสงบนิ่ง
*** อาร์ส... พอ ... ลิ ... น่า ***
ทันใดนั้นเองเสียงประหลาดที่โบราณและเก่าแก่ก็ดังขึ้นในหัวของเขาเสียงนี้เป็เสียงที่ดังกึกก้องราวกับว่าสามารถได้ยินไปถึง์และใต้พิภพ
เมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลง เหล่ามนุษย์ั์ร่างทองที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศก็พลันสลายและกลายเป็ละอองสีทองพวกมันถูกทำให้สลายตัวแล้วตัวเล่า
ละอองสีทองเ่าั้หมุนวนราวกับพายุ
ในตอนนั้นเองพายุสีทองนั้นก็พุ่งไปที่เมอร์ลินเป็จุดเดียว
พายุสีทองที่น่าสะพรึงนี้พุ่งเข้าสู่ดวงตาข้างขวาของเมอร์ลิน
เมอร์ลินไม่สามารถขยับตัวได้ความเ็ปที่ดวงตานั้นแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างสร้างความทรมานอย่างแสนสาหัสให้แต่เขา มันคือความเ็ปที่ไม่สามารถบรรยาออกมาได้
เด็กน้อยพยายามที่จะหลับตาแต่มันก็ไม่สามารถทำได้เขาต้องยินยอมรับความเ็ปนี้อย่างไม่มีทางเลือก
อ๊ากกกก
เมอร์ลินส่งเสียงร้องที่แสนเ็ปให้คำรามอยู่ในใจ
ในตอนนั้นเองร่างกายของเขาก็เริ่มขยับได้ด้วยความเ็ปที่สะสมมาจึงทำให้เขาแสดงออกซึ่งความเ็ป ร่างของเขานั้นดิ้นจนทุรนทุรายไปมากระทั่งพลัดตกลงมาจากบนยอดสุดของเสาหินโบราณ
ตุบ!
แม้จะพลัดตกลงมาจากเสาหินแต่เมอร์ลินก็ยังโชคดีที่มีพลังปราณเซียนห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้เขาจึงไม่ได้รับาเ็มากมายเหมือนคนทั่วไปแต่นั่นก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้สึกถึงความเ็ป
ความเจ็บจากการตกลงมาจากที่สูงนี้ยังไม่เท่ากับอาการเ็ปของดวงตามันเป็ความเ็ปที่ยากจะบรรยายออกมา
มนุษย์ั์ร่างทองทั้ง 103 ตัว ถูกย่อยสลายกลายเป็ละอองฝุ่นสีทองพุ่งเข้าสู่ดวงตาข้างขวาของเขา
เมอร์ลินไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหตุการณ์นี้จะจบสิ้นเพราะละอองฝุ่นสีทองนั้นยังคงพุ่งเข้าสู่ดวงตาข้างขวาของเขาอย่างต่อเนื่องเขาต้องได้รับความเ็ปนี้ไปเรื่อยๆ
แม้จะทำจิตใจให้ชินยอมรับกับความเ็ปนี้แต่มันก็ไม่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดละอองสีทองทั้งหมดก็พุ่งเขาสู่ดวงตาข้างขวาของเขาจนหมดสิ้น
ทันใดนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอีกครั้ง
เมื่อดวงตาข้างขวาของเขาปรากฎแสงสีทองส่องเรืองรองออกมาอย่างโชติ่
พลังที่อยู่ภายในดวงตาข้างขวาของเขานั้นแล่นเข้าสู่สมองของเขาอย่างรวดเร็ว
ความรู้จำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาราวกับน้ำป่าที่ไหลหลาก ภูมิปัญญามากมายนั้นมีมากจนเกินไปมันมากจนทำให้เขาเกือบที่จะไม่อาจทนรับกับมันได้
เมอร์ลินใช้มือของเขาระดมทุบตีศีรษะอย่างรุนแรงแต่ทว่ามันกลับไม่ทำให้อะไรดีขึ้น
ต่อจากความเ็ปจากดวงตาเขายังต้องมาทนกับความเ็ปภายในสมอง
เด็กน้อยดิ้นอย่างทุรนทุรายเพราะอาการปวดศีรษะของเขา
เวลาผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมงเหตุการณ์ประหลาดเ่าั้ก็หยุดลง
เมอร์ลินในตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิเขากำลังจัดเรียงและปรับสมดุลความรู้ในสมองของเขา
เมื่อสติของเขากลับมาปัญญาของเขาก็เปิดกว้างขึ้นเขาสามารถรับรู้และเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
เมื่อเขาคิดถึงเื่ของเขาวงกตความรู้เกี่ยวกับเขาวงกตก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขา
วงกตแห่งนี้คือสถานที่ลับของมหาจักรพรรดิโซโลมอน มันเป็สถานที่กักเก็บสิ่งที่เรียกว่า“เลเมเกทัน” (Lemageton) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ "กุญแจปัญญาแห่งโซโลมอน"
มนุษย์ั์ร่างทองทั้ง 103 ตัว นั้นคือ ปีศาจ 72 ตนและภูตอากาศ 31ตน พวกมันคือผู้รับใช้ของมหาจักรพรรดิโซโลมอนแน่นอนว่าหินรูปร่างประหลาดคล้ายดวงตาก้อนนั้นคือ “เลเมเกทัน”
“เลเมเกทัน” คือกุญแจปัญญาที่ถูกปิดผนึกมาช้านาน กุญแจที่เก็บกักความรู้ในพื้นพิภพ กุญแจที่ซึ่งมีพลังอันยิ่งใหญ่มหาศาลซ่อนอยู่และภายในเลเมเกทันนี้ประกอบไปด้วยมหาเวทย์ทั้ง 5 บทด้วยกันซึ่งประกอบไปด้วย
บทที่ 1 อาร์สพอลิน่า
บทที่ 2 อาร์สโกเอเทีย
บทที่ 3 อาร์สทิวร์เกียโกเอเทีย
บทที่ 4 อาร์สอัลมาเดล
บทที่ 5 อาร์สนอทอเรีย
ความรู้อันมหาศาลที่อยู่ในหัวของเมอร์ลินในตอนนี้มันคือความสามารถของมหาเวทย์บทแรก“อาร์สพอลิน่า”
มหาเวทย์บทแรกได้ถูกเปิดออกสารานุกรมความรู้ได้ถูกบรรจุไว้ในสมองของเมอร์ลิน
ความสามารถของมหาเวทย์บทนี้คือการบันดาลความรู้ที่ผู้สร้างได้กักเก็บไว้ให้กับผู้ใช้เขานั้นสามารถรับความรู้ในทุกสิ่งที่อยู่ในพิภพแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็ภาษาอักขระอักษร สิ่งของ หรือแม้กระทั้งความหมายของวงเวทย์แต่ละวง
เพียงแค่เขาคิดถึงมันความรู้ที่เขา้ารู้ก็จะแล่นเข้ามาในสมองของเขาสิ่งนี้เปรียบเสมือนกับสารานุกรมความรู้หรือห้องสมุดในหัวของเขานั่นเอง
แต่มันก็ยังมีข้อจำกัดหนึ่งซ่อนอยู่
นั่นก็คือความรู้ที่ได้รับมานั้นจะไม่รวมถึงวิธีการหรือขั้นตอนในการเรียนรู้
มันเปรียบเสมือนว่าเขาจะได้รับความรู้เพียงแต่ชื่อความหมาย หรือประโยชน์ของสิ่งเ่าั้เท่านั้น มันไม่ได้มีความสามารถที่จะทำให้ผู้สามารถเรียนรู้และใช้เวทมนต์ได้ทั้งหมดในโลก
แต่มันก็ยังเป็ตัวช่วยอย่างดีในการให้ผู้ได้ทำความเข้าใจและเรียนรู้เวทมนต์ให้ได้ง่ายขึ้น
เมอร์ลินเลื่อนสายตาของเขามองไปยังข้อความบนเสาหิน
ในตอนนี้สมองของเขานั้นสามารถอ่านข้อความภาษาโบราณบนนั้นได้
ข้อความเหล่านี้กล่าวถึงความเป็มาของเลเมเกทันมันกล่าวถึงมหาเวทย์ทั้ง 5 บทของเลเมเกทันแต่ทว่าข้อความเหล่านี้ค่อนข้างบันทึกด้วยความหยาบ เขาจึงไม่สามารถเข้าใจเนื้อความได้ทั้งหมดมีเพียงข้อความของบทแรก “อาร์สพอลิน่า” เท่านั้นที่เขาสามารถเข้าใจมันได้
ข้อความโดยรวมนั้นกล่าวถึงปีศาจและภูตอากาศทั้ง103 ตน ที่ต้องรอคอยการเปิดผนึกออกมาโดยที่ผู้ที่จะสามารถเปิดผนึกได้นั้นจะต้องเป็ผู้ที่ถือครองเลเมเกทันเท่านั้น
นั่นหมายความว่าเมอร์ลินนั้นเป็ผู้เดียวที่จะสามารถปลดผนึกมหาเวทย์เหล่านี้ได้
ผ่านไประยะเวลาหนึ่งเมอร์ลินก็ได้ทำการสงบจิตใจของเขาอีกครั้งหนึ่ง
ทันทีที่เขาหลับตาทุกสิ่งรอบกายของเขาก็พลันพังทลายเสื่อมสลายเป็เถ้าธุลีทั้งมนุษย์หินั์และเขาวงกตต่างสูญหายกลายเป็ละอองจนหมดสิ้น
ในตอนนี้เสมือนว่ามิตินี้ได้พังทลายลงร่างกายของเมอร์ลินที่เคยถูกทุบตีอย่างสะบักสะบอมก็กลับหายดีเป็ปลิดทิ้งราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
นั่นหมายความว่าอำนาจของสถานที่แห่งนี้ล้วนถูกสร้างภาพมายา
เมื่อเมอร์ลินลืมตาเขาก็ได้พบกับภาพของผืนป่าเช่นเดิม แสงแดดที่ส่องตกลงมาทำให้เขาทราบว่ามันไม่ใช่เวลาคืนอีกต่อไป
เขาไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาไปกับมิตินั้นนานเท่าใด
เมอร์ลินทำการรวบรวมสติของเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินทางกลับที่พัก
การหายไปของเขาทั้งคืนนั้นอาจถูกอาเธอร์ตำหนิเขาจึงต้องรีบกลับไปทำหน้าที่ของเขา
เมอร์ลินกลับมาถึงห้องพักเป็ไปตามคาด เขาถูกเ้าเด็กอาเธอร์ทุบตีด่าว่าเสียยกใหญ่
เมอร์ลินพึ่งรู้ตัวว่าเขานั้นได้หายตัวไปถึง 3 วัน
เมื่อเขาถูกเด็กน้อยอาเธอร์ลงโทษจนสาสมแก่ความผิดเรียบร้อยแล้วเ้านายของเขาก็กลับมาอยู่ในอารมณ์ปกติดังเดิม
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่เมอร์ลินมันเป็เพียงแค่การแสดงละครฉากหนึ่งที่เขาต้องทำเพียงเท่านั้น การลงโทษโดยการทุบตีของเด็กน้อยอาเธอร์นั้นไม่ได้สร้างความเ็ปให้แก่เขา
ผู้ที่อยู่ในระดับ 5 ของการรวบรวมปราณนั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้จึงเป็เื่ที่เล็กน้อยสำหรับเขา
แม้อาเธอร์จะเป็ลูกขุนนางใหญ่ที่มีอารมณ์ดุร้ายเอาแต่ใจ แต่อีกด้านหนึ่งเด็กคนนี้ก็ส่วนหนึ่งที่ดีอยู่ไม่น้อยข้อดีของเขาคือเมื่อเวลาผ่านไปความดุร้ายของเขาก็หายไป และเขาก็ลืมเลือนเื่ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
อาเธอร์นั้นเป็คนที่โกรธง่ายหายเร็ว
เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของเมอร์ลินจึงกลับมาปกติดังเดิม
กิจวัตรประจำวันของเมอร์ลินนั้นไม่มีอะไรมาก เมื่อถึงเวลาเปิดภาคเรียนเขาแค่ทำหน้าที่คนรับใช้ที่ดีการเตรียมน้ำให้อาบ จัดเตรียมเสื้อผ้าและหาอาหารให้อาเธอร์หาใช่เื่ยากที่เขาจะทำ
ทั้งนี้เขายังสามารถใช้ฐานะของผู้รับใช้ตระกูลอารากอนเข้าออกโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนได้อย่างสะดวกสบายฐานะของเขาจึงดีกว่าคนทั่วไปอยู่ส่วนหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้คือวิถีชีวิตที่เขาปรารถนาในยามนี้
การทำตัวให้เป็คนธรรมดาเพื่อหลีกเลี่ยงผู้ฝึกตนขั้นผลิดอกการใช้ชีวิตเรียบง่ายนั้นทำให้เขาปลอดภัย
ในฐานะของคนรับใช้นั้นก็ทำให้เขานั้นมีเวลาว่างเยอะเป็พิเศษ เพราะเ้านายของเขาต้องเข้าเรียนในคาบเรียนใน่เวลาว่างทั้งหมดนั้นเขาจึงใช้มันไปกับการบ่มเพาะพลังรวบรวมปราณ
เวลาผ่านไปเกือบสองปี
เมอร์ลินในตอนนี้ได้ปลีกวิเวกมาบ่มเพาะอยู่กลางผืนป่าหลังโรงเรียน
่เวลานี้เป็่เวลาที่อาเธอร์มีอายุครบ12 ปี และเขากำลังเข้าทดสอบเป็ผู้ใช้เวทย์
ในการทดสอบผู้ใช้เวทย์จะต้องใช้เวลาเตรียมตัวและทดสอบเป็เวลานานโดยการทดสอบผู้ที่เข้าทดสอบจะต้องผ่านอุปสรรคเพื่อนำเอา "หินตราเวทย์" กลับมาโดยที่หินตราเวทย์ที่ได้มานั้นผู้ใช้เวทมนต์จะสามารถนำหินตราเวทย์มาผนึกกับร่างกายให้เป็ผ้าคลุมเวทย์ได้
ที่เมอร์ลินไม่ได้ติดตามอาเธอร์ไปนั่นเป็เพราะว่าสถานที่ทดสอบนั้นเป็ดินแดนลับอีกมิติหนึ่ง
หากผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขเขาก็จะไม่สามารถเข้าร่วมการเข้าทดสอบได้
ผ้าคลุมเวทย์นับว่าเป็อุปกรเวทมนต์อันหนึ่งที่สามารถเพิ่มพลังเวทย์ให้ผู้ใช้ได้
ยามที่เรียกใช้ผ้าคลุมเวทย์ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาเร่งเร้าพลังเวทย์ภายในร่างกายให้เพิ่มมากขึ้น
หากเกิดการต่อสู้ระหว่างผู้ใช้เวทมนต์ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไร้ซึ่งผ้าคลุมเวทย์ฝ่ายนั้นก็จะตกเป็ฝ่ายที่เสียเปรียบโดยทันทีผ้าคลุมเวทย์จึงเป็สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อผู้ใช้เวทมนต์เป็อย่างมาก
ทั้งนี้ผ้าคลุมเวทย์ยังมีคุณสมบัติที่สามารถใช้บ่งบอกพลังเวทย์ในแต่ละระดับขั้นได้อีกอีกด้วย
โดยที่แต่ผู้ใช้เวทย์แต่ละขั้นนั้นจะมีสีของผ้าคลุมเวทย์ที่ต่างกันสีของผ้าคลุมนั้นจะเปลี่ยนไปตามออร่าพลังเวทย์ของผู้ใช้ ทั้งนี้โดยปกติผู้ที่อยู่ในขั้นผู้ใช้เวทย์จะมีออร่าพลังเวทย์ปรากฎเป็สีแดง
แต่ละผ้าคลุมนั้นจะมีลวดลายที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของผู้ใช้
หากเป็ผู้ใช้เวทมนต์ขั้นสูงคนผู้นั้นก็จะสามารถรวมร่างกับผ้าคลุมเวทย์ จนทำให้ผ้าคุมเวทย์นั้นกลายเป็ออร่าเสริมพลังเวทย์ให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย
เนื่องจากการทดสอบของอาเธอร์นั้นใช้เวลานานนั่นจึงเป็โอกาสที่เมอร์ลินจะทำการปลีกวิเวกเพื่อทะลวงระดับ 7 ของการรวบรวมปราณของเขา
เมอร์ลินนั้นได้ติดอยู่ในระดับ 6 ของการรวบรวมปราณมาเป็ระยะเวลาหนึ่งแล้ว่เวลาที่อยู่คอขวดนั้นจึงเป็่เวลาสำคัญสำหรับเขาเขาจึง้าเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมในการทะลวงคอขวดของการฝึกตน
การที่บรรลุครึ่งก้าวของขอบเขตระดับ 7 ของการรวบรวมปราณในวัย 9 ขวบนั้นหากเป็ในอดีตเมื่อมีคนทราบถึงข่าวนี้อาจทำให้ผู้คนเ่าั้ตาลุกเป็ไฟแทบเผาไหม้ตัวเองจนตายอย่างแน่นอน
เมื่ออาเธอร์ได้ออกเดินทางไปทำการทดสอบแล้ว เมอร์ลินจึงมุ่งหน้าไปที่ป่าด้านหลังโรงเรียนในทันที เขานั้น้าปลีกวิเวกหาสถานที่สงบเพื่อทำการทะลวงคอขวดนี้
แม้พลังเวทย์ที่กลั่นออกมาให้เป็พลังปราณเซียนจะมีความบริสุทธิ์เป็อย่างมากจนความบริสุทธิ์นั้นทำให้การทะลวงคอขวดเป็เื่ที่ง่ายดายแต่ทว่าคอขวดก็ยังคงเป็คอขวด การทะลวงนั้นจึง้าสถานที่สงบและทำสมาธิได้ดี
เมอร์ลินตัดสินใจเลือกสถานที่หนึ่งกลางใจป่าเขาจัดการดึงเอาไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาแล้วโบกสะบัดมันอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานนักอักขระเวทย์สีฟ้าปรากฏขึ้นรอบตัวของเขามันมีลักษณะเป็วงกลมและมีรัศมีรอบตัวราว 5 เมตร
อักขระเวทย์!
เมอร์ลินเรียนรู้เวทมนต์ได้อย่างไรกัน?
ในตอนนั้นเขาเคยบอกว่าจะไม่ยอมเรียนเวทมนต์จนกว่าจะบรรลุขั้นก่อลำต้นได้?
ไม่น่าเชื่อว่าภายในสองปีมานี้ เขานั้นได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้อักขระเวทย์ไปเรียบร้อยแล้ว