ณบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่งในอำเภอชนบทของจังหวัดทางภาคเหนือ...
ไอแดดของบ่ายวันศุกร์ที่เริ่มจะอ่อนแรงลงทอดเงาของสรรพสิ่งให้เหยียดยาวกลิ่นดินหลังฝนพรำเมื่อหลายชั่วโมงก่อนยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
มันควรจะเป็่เวลาแห่งความเงียบสงบแต่สำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่งในบ้านหลังนี้ มันคือ “นาทีทอง”สำหรับภารกิจหลบหนีที่ต้องแข่งกับเวลา
เสียงประตูหน้าบ้านที่ปิดลงดัง“ปัง” เป็สัญญาณเริ่มต้น
ร่างโปร่งในชุดนักเรียนมัธยมปลายรีบพุ่งตัวเข้าไปในห้องนอนโกโรโกโสของตนเองที่อยู่ชั้นล่างแสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเผยให้เห็นความไม่เป็ระเบียบของข้าวของเครื่องใช้
เขารีบผลัดเปลี่ยนชุดนักเรียนเป็ชุดลำลองอย่างรวดเร็วจนแทบจะมองไม่ทัน
ลมหายใจถูกกลั้นไว้ในอกขณะที่เขาย่องฝีเท้าเบาราวกับแมวขโมยเคลื่อนตัวผ่านห้องนั่งเล่นที่เงียบสงัด พื้นปูนเย็นเฉียบใต้ฝ่าเท้าทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหวัง เป้าหมายคือประตูหลังบ้าน
คืออิสรภาพที่จะได้ไปรวมพลกับเพื่อนซี้ที่รออยู่
แต่ดูเหมือนว่าเรดาร์ของผู้คุมกฎสูงสุดในบ้านจะทำงานได้ดีและไวกว่าเสมอ...
“ไอ้อั๋น!”
เสียงแหลมสูงอันคุ้นเคยดังมาจากทิศทางของห้องครัวมันเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาท ทำเอาร่างที่เกือบจะถึงเป้าหมายสะดุ้งโหยงจนตัวลอยเขาหันขวับกลับไปตามเสียงเรียกโดยอัตโนมัติ
เ้าของเสียงปรากฏกายขึ้นที่หน้าประตูครัวพร้อมกับท่ายืนเท้าสะเอวอันเป็เอกลักษณ์ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งมายังลูกชายตัวดีราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“เพิ่งจะกลับมาเหยียบบ้านได้ไม่ถึงห้านาทีคิดจะvvdไปไหนอีก!”หญิงวัยกลางคนตวัดเสียงถาม
“ไม่ต้องมาทำหน้าตาใสซื่อเลยนะ!จะแจ้นไปบ้านไอ้เดียวอีกแล้วใช่ไหมล่ะ! แล้วการบ้านกองเท่าูเาที่ครูสั่งน่ะ ได้ทำมันแล้วรึยัง!”ปลายนิ้วของผู้เป็แม่ชี้ไปยังกระเป๋านักเรียนที่ถูกวางทิ้งไว้ราวกับเป็วัตถุพยานชิ้นสำคัญ
“แล้วใครกันนะที่รับปากอย่างดิบดีเมื่อเช้าว่าจะช่วยกรอกน้ำใส่ตู้เย็นให้!”นิ้วเดิมนั้นเปลี่ยนทิศทางชี้ไปยังตู้เย็นหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้องอย่างคาดโทษ
เด็กหนุ่มหันมายิ้มแหยๆยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ
“แหะๆแม่ก็...”
เขาลากเสียงยาวพยายามจะใช้ลูกอ้อนเข้าสู้
“ไปถึงบ้านไอ้เดียวแล้วผมจะรีบปั่นการบ้านเลยสัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย!” เขาเดินเข้าไปใกล้ คลอเคลียถูไถแขนของผู้เป็แม่
“ส่วนน้ำในตู้เย็นเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมกลับมาจัดการให้แต่เช้าเลย”เสียงนุ่มของเด็กหนุ่มฟังดูละมุนมากขึ้นกว่าเดิม
“ไม่ต้องมาออดอ้อนเลยไอ้ตัวแสบ” แม้ปากจะยังคงดุแต่แววตานั้นกลับอ่อนลงเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
“นี่ถ้ากูไม่โผล่มาเห็นซะก่อนมึงก็คงแวบหายหัวไปแล้ว วันๆ ไม่คิดจะช่วยงานบ้านงานช่อง เอาแต่จะไปหมกตัวเล่นเกม!”
เมื่อถูกดุเข้าอีกชุดเขาก็ได้แต่ยืนทำปากยื่นออกมานิดๆ อย่างน่าหมั่นไส้
“ก็มันวันศุกร์นี่นาแม่นะครับ... ว่าแต่… ขอค่าขนมหน่อยสิ ห้าสิบบาทก็ได้ นะๆๆ” ร่างโปร่งทำตาปริบๆส่งสายตาอ้อนวอนราวกับลูกสุนัขตัวน้อย ก่อนจะอาศัยจังหวะที่แม่เผลอหอมแก้มที่เริ่มมีริ้วรอยตามวัยไปฟอดใหญ่ตามสูตรสำเร็จ
“เดี๋ยวพรุ่งนี้กลับมาจะช่วยกรอกน้ำให้หมดทุกขวดจริงๆสัญญาเลย!”
ไม่รอให้แม่ได้ทันตั้งตัวหรือบ่นต่อเป็ชุดที่สองเขารีบคว้าโอกาสทองนั้นไว้ล้วงเอาธนบัตรที่แม่จำใจยื่นให้แล้วเผ่นออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็วคว้าจักรยานคู่ใจที่จอดพิงกำแพงปูนเก่าๆ ไว้ แล้วะโขึ้นปั่นออกไปทันที
เสียงของผู้เป็แม่ะโไล่ตามหลังมาด้วยความระอาใจแต่ก็เจือด้วยความเอ็นดู
“เออ!เอาเข้าไป! ให้มันได้ทุกวันสิน่าไอ้ลูกคนนี้!”
อั๋นปั่นจักรยานสุดฝีเท้าไปตามถนนดินลูกรังลมเย็นๆ ที่พัดปะทะใบหน้าทำให้รู้สึกเป็อิสระ เขายิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี
ไม่นานนักสองล้อคู่ใจก็พาเขามาจอดเทียบที่หน้าบ้านไม้สองชั้นอีกหลังหนึ่งเขามองเห็นเพื่อนซี้ยืนกอดอกพิงเสาบ้านรออยู่ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่ารอมาได้สักพักใหญ่แล้ว
“โคตรจะช้าเลยนะมึง” เ้าของร่างข้างเสาเอ่ยทักขึ้นทันทีเขาผลักตัวเองออกจากเสาแล้วเดินตรงเข้ามาหา
“กูนึกว่ามึงโดนจะโดนป้า‘ลำยง’ จับล่ามโซ่ขังลืมอยู่ในบ้านไปแล้วซะอีก”น้ำเสียงนั้นฟังดูประชดแต่ก็มีความเยาะเย้ยปนอยู่มาก
“เออน่า! กูออกมาได้ก็บุญหัวแล้ว!” ร่างโปร่งหัวเราะร่าตบไหล่เพื่อนซี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ไปๆๆเข้าบ้านเหอะ วันนี้เอาให้ยับ! ใครแพ้เลี้ยงน้ำอัดลมโว้ยยยย!”
หลังจากนั้นาเกมบนหน้าจอสี่เหลี่ยมก็อุบัติขึ้นอีกครั้งภายในห้องนอนของเดียว เสียงกดจอยเกมดังรัวเป็พายุสลับกับเสียงอุทานและเสียงโห่ร้องะโลั่นด้วยความดีใจ
พวกเขาเล่นเกมไปพลางตักข้าวเข้าปากไปพลางจนกระทั่งเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเข็มนาฬิกาบนผนังชี้เลยเลขสิบเอ็ดไปแล้ว
ขณะที่การผจญภัยในโลกแห่งเกมยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดร่างโปร่งที่กำลังจดจ่ออยู่กับการบังคับตัวละครก็เริ่มบิดตัวไปมาอย่างอึดอัด
“เฮ้ย…ไอ้เดียว!” อั๋นร้องบอกเพื่อนเสียงดัง แต่ดวงตายังคงไม่ละไปจากหน้าจอ
“กู...กูไม่ไหวแล้วว่ะ!ปวดเยี่ยวจัด!” สิ้นคำพูด เขาก็โยนจอยเกมลงบนเตียงอย่างไม่ไยดีรีบเปิดประตูห้องนอนแล้ววิ่งตึงๆ ลงบันไดไปยังห้องน้ำชั้นล่างทันทีโดยมีเสียงโวยวายของเพื่อนซี้ะโไล่หลังมา
“ไอ้สัสอั๋น!มึงจะทิ้งกูแบบนี้ไม่ได้!”
“อ๊ากกก! แพ้เลยเห็นไหม!”
อั๋นไม่สนใจเสียงด่าทอของอีกฝ่ายด้วยความปวดหน่วงบริเวณท้องน้อยทำให้เขารีบวิ่งลงมาจากตัวบ้าน ทว่าพอวิ่งลงมาถึงห้องนั่งเล่นชั้นล่าง
ร่างโปร่งที่กำลังจะเลี้ยวไปยังห้องน้ำก็ถึงกับต้องหยุดชะงักกึกร่างกายเบรกตัวเองโดยอัตโนมัติราวกับเจอสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็น...
บนโซฟาตัวยาวกลางห้องที่มืดสลัวด้านซ้ายมือมีเงาร่างของใครคนหนึ่งนอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวถูกพันไว้รอบเอวอย่างิ่เหม่เผยให้เห็น่ขาแข็งแรงและแผงอกกว้างที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ
ข้างๆกันนั้นมีขวดเหล้าสี่สิบดีกรีที่พร่องไปเกือบครึ่งวางอยู่บนโต๊ะส่วนทีวีจอใหญ่ยังคงเปิดทิ้งไว้ แต่กลับไร้เสียงมีเพียงแสงสว่างหลากสีจากหน้าจอเท่านั้นที่สาดส่องไปมาทำให้พอจะมองเห็นคนที่นอนอยู่ได้เป็ระยะ
แสงสีฟ้าจากหน้าจอทีวีวูบวาบขึ้นมาอีกครั้งคราวนี้มันสาดส่องต้องใบหน้าด้านข้างของผู้ที่หลับใหลอย่างชัดเจนเผยให้เห็นโครงหน้าที่คมคาย จมูกโด่งเป็สันและริมฝีปากหยักได้รูป...เค้าโครงที่คุ้นเคยจนน่าใจหาย
หัวใจของเด็กหนุ่มที่ยืนมองอยู่พลันกระตุกวูบเขาเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
ไม่ผิดแน่...นั่นคือ“เด่น” พี่ชายแท้ๆ ของเดียว!
เขายกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองเบาๆอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แต่ภาพที่เห็นก็ยังคงเหมือนเดิมทว่า...มันกลับมีความรู้สึกแปลกแยกบางอย่างเกิดขึ้นในใจอย่างรุนแรง
‘เดี๋ยวนะ...’
ภาพจำสุดท้ายที่เขามีเกี่ยวกับชายคนนี้คือภาพของเด็กหนุ่ม ม.ปลาย รูปร่างผอมสูงเก้งก้างผิวกร้านแดดจนเป็สีคล้ำ...แต่ร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาตรงหน้านี้กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ผิวพรรณที่เคยคล้ำแดดบัดนี้กลับดูผุดผ่องมีน้ำมีนวลร่างกายที่เคยดูผอมแห้งกลับถูกแทนที่ด้วยมัดกล้ามเนื้อที่สมส่วนและแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่งแม้กระทั่งทรงผมที่เคยดูเรียบง่ายก็ยังเปลี่ยนไปเป็ทรงทันสมัย...
ถึงตอนนี้มันจะยุ่งเหยิงจากการนอนแต่ก็ยังคงดูดีอย่างน่าประหลาด...
มันราวกับว่า...นี่คือคนละคน...ที่ไม่ใช่ “เด่น”คนเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว