บทที่ 41 เสด็จอา หัวใจของท่านเป็นอันใดไปเพคะ
เมื่อเข้าไปในห้องอาหาร อวิ๋นอินอินก็นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเซวียนเหยียนฟู่อย่างลองเชิง คิดว่าถ้าเขามีสีหน้าไม่พอใจแล้วล่ะก็ นางจะรีบไสหัวไปอีกด้านทันที แต่รออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่เห็นเซวียนเหยียนฟู่มีสีหน้าเปลี่ยนแปลงใด ๆ
มุมปากของเด็กสาวเชิดขึ้นอย่างอดไม่ได้ ที่แท้เสด็จอาก็ยอมใกล้ชิดกับตนถึงขนาดนี้แล้ว
“กินข้าว”
เพราะเห็นตาดวงกลมโตคู่นั้นแอบมองตนอยู่ตลอด ในแววตาของเซวียนเหยียนฟู่ก็สาดประกายขบขัน หยิบตะเกียบเคาะชามครั้งหนึ่งเพื่อเตือนให้นางรับประทานอาหาร
“เพคะ”
อวิ๋นอินอินหรี่ตาลงตอบกลับ และหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มกิน
เนื้อตุ๋นน้ำแดง ไก่พะโล้ ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน ผัดผักสด…
เซวียนเหยียนฟู่เฝ้าดูสิ่งที่อวิ๋นอินอินกินอยู่ตลอด นับตั้งแต่อาหารประเภทเนื้อจนถึงประเภทผัก ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด นางก็กินทั้งสิ้น มีแต่น่องไก่ที่จัดวางอย่างประณีตอยู่กลางโต๊ะจานนั้นเท่านั้น ที่นางไม่ได้กิน
ยามฝันยังร้องจะกินน่องไก่ เหตุใดยามนี้จึงไม่กิน?
หรือจะเขิน?
เซวียนเหยียนฟู่ยื่นตะเกียบออกไปคีบน่องไก่ชิ้นหนึ่ง และวางลงในชามของอวิ๋นอินอินภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคน
“กินเถิด”
อวิ๋นอินอินกระตุกมุมปาก กลั้นรอยยิ้มบนใบหน้า “ขอบพระทัยเสด็จอาเพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่มิได้กล่าวสิ่งใดตอบ และรับประทานอาหารอย่างสง่างามเช่นเคย ส่วนอวิ๋นอินอินคีบน่องไก่ขึ้นมากัดอย่างแรง ในใจร้องตะโกนเสียงดังว่า ‘มีกับข้าวตั้งมากมายเสด็จอากลับไม่คีบ ดันมาคีบน่องไก่ที่นางเกลียดที่สุด!’
พอเห็นอวิ๋นอินอินกินน่องไก่อย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ก็โอนอ่อนลงอย่างช้า ๆ ยื่นตะเกียบออกไปคีบน่องไก่อีกครั้ง วางลงในชามของอวิ๋นอินอินอีกรอบ ภายใต้สายตาหวาดผวาของนาง
อวิ๋นอินอินแทบจะร้องไห้ ทว่าความห่วงใยของเสด็จอา นางจะปฏิเสธได้อย่างไร?
“ขอบพระทัยเสด็จอาเพคะ”
นางกล่าวขอบคุณอย่างอ่อนหวาน จากนั้น หยิบน่องไก่ขึ้นมากัดอีกครั้ง
อวิ๋นอินอินแทะน่องไก่ในมือจนหมด รู้สึกแทบจะอาเจียนออกมา ในใจสาบานว่า ‘ชั่วชีวิตนี้นางจะไม่กินน่องไก่อีก’ ทว่ายังไม่ทันได้ซดน้ำแกงเพื่อผ่อนคลาย เซวียนเหยียนฟู่ก็คีบน่องไก่มาอีกแล้ว!!
อวิ๋นอินอินลนลาน รีบวางตะเกียบในมือลง ชี้ไปที่ชามว่างเปล่าของตนเองกับเซวียนเหยียนฟู่
“เสด็จอา ข้าทานอิ่มแล้วเพคะ”
“อิ่มแล้วจริง ๆ หรือ?”
“อื้อ” นางพยักหน้าเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ จากนั้นลุกขึ้นยืน ชี้ไปที่ท้องป่อง ๆ ของตน
เซวียนเหยียนฟู่มองพุงป่องนั้น ในที่สุดก็เก็บตะเกียบกลับมาจากจานน่องไก่
อวิ๋นอินอินที่กินอิ่มไปนั่งดื่มชาย่อยอาหารที่เก้าอี้ด้านข้าง ขณะที่กุมถ้วยชา สายตาเด็กสาวลอยไปทางเซวียนเหยียนฟู่อย่างไม่รู้ตัว
ขนาดกินข้าวยังดูสง่างามสูงศักดิ์เพียงนี้ เสด็จอาก็คือเสด็จอาจริง ๆ
“เสด็จอา ทรงทราบหรือไม่ว่าองค์ชายห้าผู้นั้นถูกใครผลักลงน้ำเพคะ?” นางขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เซวียนเหยียนฟู่ เหมือนคุณป้าคณะกรรมการหมู่บ้านที่อยากรู้อยากเห็น “เขายังเด็กขนาดนั้น ใครกันที่มีจิตใจโหดร้าย ทำร้ายเด็กคนหนึ่งอย่างอำมหิต”
เซวียนเหยียนฟู่ที่กินอิ่มพอดี วางตะเกียบลง หยิบผ้าเช็ดมือบนโต๊ะมาเช็ด
เมื่อหันศีรษะมา เขาก็เห็นสาวน้อยที่ตากลมโต มีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเข้าพอดี
“อยากรู้หรือ?”
ดวงตาของอวิ๋นอินอินเบิกโตกว่าเดิม พร้อมมองเขาอย่างประหลาดใจ “เสด็จอาทรงทราบหรือเพคะ?”
“อืม”
“เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่!”
พอเห็นใบหน้าน้อย ๆ ที่ทั้งดีใจและตื่นเต้น ชายหนุ่มก็อดค้อมเอวลงเล็กน้อยไม่ได้ ภายใต้สายตาคาดหวังของอวิ๋นอินอิน เซวียนเหยียนฟู่ยื่นนิ้วชี้เรียวยาวออกไป ดีดหน้าผากที่เรียบเนียนนั้นอย่างไม่เกรงใจ ยกริมฝีปาก เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มีกลิ่นอายขบขันอย่างเอ็นดู
“ไม่บอกเจ้าหรอก”
กล่าวจบ เขาก็ปล่อยให้อวิ๋นอินอินอ้าปากค้าง แล้วเดินออกไป
อวิ๋นอินอินยกมือขึ้นลูบบริเวณหว่างคิ้วที่ยังรู้สึกชาป้อย ๆ ย้อนคิดถึงสถานการณ์เมื่อครู่ ใจนางอดสั่นสะท้านไม่ได้ เสด็จอา ช่างเย่อหยิ่งเหลือเกิน…
“องค์หญิง องค์หญิงเพคะ?”
หลานเยว่ก้าวเข้ามา โบกมือตรงหน้าอวิ๋นอินอินที่กำลังเหม่อลอย เด็กสาวก็ถือโอกาสจับมือหลานเยว่ไว้ ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งขึ้นมา
เห็นหลานเยว่ที่ตกใจ อวิ๋นอินอินก็หัวเราะ
ตกกลางคืน อวิ๋นอินอินที่กินเยอะเกินไปนอนอยู่บนเตียง พลิกตัวไปมาเพราะนอนไม่หลับ เรียกหลานเยว่กลับไม่มีเสียงตอบรับ คิดว่าพวกนางคงจะหลับไปแล้ว จึงสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกไป
นางจะไปเดินเล่นสักรอบเพื่อย่อยอาหาร
ก่อนเซวียนเหยียนฟู่จะเข้านอน เขามักจะไปยืนมองเรือนกล้วยไม้ที่ข้างหน้าต่างด้วยความเคยชิน แต่กลับพบว่า ยามนี้อวิ๋นอินอินที่ควรจะนอนไปแล้ว กำลังเดินวนอยู่ในลานของเรือนกล้วยไม้ วนไปวนมาอยู่หลายรอบ จู่ ๆ ก็หมุนตัวเดินออกจากเรือนกล้วยไม้ไป
เห็นเช่นนี้ เซวียนเหยียนฟู่จึงเดินลงมาจากชั้นบน ออกจากศาลาสวนสน
ด้านอวิ๋นอินอินที่ออกมาจากเรือนกล้วยไม้ อาศัยแสงจากดวงจันทร์ หันศีรษะไปมองศาลาสวนสนที่อยู่ด้านข้าง
ไม่รู้ว่าตอนนี้เสด็จอาหลับไปแล้วหรือว่ายังอ่านฎีกาอยู่ เฮ้อ เป็นคนใหญ่คนโตก็เหน็ดเหนื่อยเสียจริง ๆ เด็กสาวส่ายหัวไปมา เดินมุ่งไปเบื้องหน้า
เซวียนเหยียนฟู่ที่แอบตามนางมาอย่างเงียบ ๆ เห็นนางเดินวนไปรอบหนึ่ง และไปหยุดอยู่ที่สระบัวในตำหนัก
“เกิดจากโคลนตมแต่ไม่แปดเปื้อน ถูกชะล้างในธารใสแต่ไม่ดูเย้ายวน!” อวิ๋นอินอินมองดูบัวขาวที่กำลังเบ่งบาน แล้วหลุดท่องกลอนจากหนังสือเรียนสมัยประถมออกมา “ดอกบัวขาวที่สูงส่งแบบนี้ เด็ดมาทำแกงดอกบัว จะต้องอร่อยเหาะเป็นแน่”
นางแลบลิ้นเลียมุมปาก กลืนน้ำลาย รอไม่ไหวแล้ว
นางเดินไปนั่งยอง ๆ ข้างสระ ยื่นมือออกไปออกแรงเด็ดดอกบัว ดอกที่หนึ่ง ดอกที่สอง ดอกที่สาม…
พอเด็ดดอกบัวที่อยู่ริมสระหมดแล้ว อวิ๋นอินอินก็มองดอกบัวหลายดอกที่ทั้งใหญ่และสดใหม่บริเวณกลางสระอย่างไร้เรี่ยวแรง นางไม่อยากยอมแพ้ จึงวางดอกบัวขาวในมือลง และหมุนตัวไปหักกิ่งไม้
เอากิ่งไม้มาเกี่ยวต่อ…
อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวก็เกี่ยวถึงแล้ว พอเห็นว่าอีกเพียงนิดก็สามารถเกี่ยวถึงดอกบัวแล้ว อวิ๋นอินอินก็อดขยับเท้าออกไปข้างหน้าไม่ได้ แต่คิดไม่ถึงว่าใต้เท้านางจะลื่นไถล ทั้งร่างของเด็กสาวจึงพุ่งลงไปในสระน้ำ
“กรี๊ด…”
นางตกใจจนกรีดร้อง หลับตาลงตามสัญชาตญาณ แต่มิได้ตกลงในสระน้ำดังที่คาด หากแต่ถูกฝ่ามือใหญ่โอบเอวไว้ พอลืมตาขึ้น นางก็เห็นบุรุษผู้งดงามที่ถูกปกคลุมด้วยแสงจันทร์
เด็กสาวเอ่ยเรียกออกไปอย่างไม่รู้ตัวว่า “เสด็จอา…”
เซวียนเหยียนฟู่ออกแรงเบา ๆ ก็โอบอวิ๋นอินอินที่เกือบจะตกลงไปในสระน้ำเข้าสู่อ้อมอก
ในมือของเขาคือเอวบางอ้อนแอ้นที่รวบได้ในครั้งเดียว ส่วนที่ปลายจมูกคือเส้นผมที่หอมหวาน
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก…
อวิ๋นอินอินออกแรงแนบใบหน้าลงกับแผ่นอกของเซวียนเหยียนฟู่ แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว ถามอย่างเป็นกังวล “เสด็จอา หัวใจของท่านเป็นอันใดไปเพคะ เหตุใดจึงได้เต้นเร็วเช่นนี้?”
ชายหนุ่มผลักสาวน้อยที่ถูไถไปมาอย่างไม่รู้ความในอ้อมกอดออกไปด้านข้าง จากนั้นหันหลังไป สูดลมหายใจเข้า พยายามปรับสมดุลการเต้นของหัวใจที่ไม่อาจควบคุมของตน
“เสด็จอา ทรงไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่หมุนกายกลับไปเป็นเซ่อเจิ้งหวางผู้สูงศักดิ์เย็นชาอีกครั้ง
“เมื่อครู่ข้าเพียงฝึกวิชาทางจิต”
อวิ๋นอินอินพยักหน้าราวคลับคล้ายคลับคลาจะเข้าใจ ที่แท้ก็มีพวกกำลังภายในจริง ๆ ด้วย ทันใดนั้น นางมองเซวียนเหยียนฟู่ด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
“เสด็จอา ทรงใช้วิชาตัวเบาได้หรือไม่เพคะ? เช่นนั้นทรงช่วยข้าเก็บดอกบัวพวกนั้นกลับมาได้หรือไม่?”
เซวียนเหยียนฟู่เหลือบมองดอกบัวในสระที่ยามนี้เหลืออยู่ไม่กี่ดอก สีหน้าก็มืดครึ้มลงในเสี้ยวพริบตา
“อวิ๋นอินอิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่เจ้าเด็ดคือสิ่งใด?”